Masukแทนที่จื่อชิงจะพาเหม่ยเซียนไปเข้าเฝ้าองค์เง็กเซียนฮ่องเต้ยังท้องพระโรงสวรรค์ แต่เขากลับนำทางนางเข้าไปยังลานแห่งเทพธิดา ซึ่งที่นั่นพระนางซีหวังหมู่และเทพธิดาทั้งเจ็ดได้ทรงรออยู่ก่อนแล้ว
“จากตรงนี้เจ้าต้องเข้าไปเพียงลำพัง”
“แต่ว่าท่าน...”
“เรียกข้าว่าจื่อชิง”
“ท่านเป็นเทพอสูรมังกรเขียวใช่หรือไม่เจ้าคะ ข้าได้ยินเสียงพูดคุยกันเกี่ยวกับท่าน ยังมี...เทพอสูรทั้งสาม ตอนที่รอให้มีคนช่วยออกมาจากโลงน้ำแข็ง”
“ข้ากับเจ้าเคยเป็นสหายกัน ดังนั้นเรียกข้าว่าจื่อชิง จำคำของข้าเอาไว้ให้ดี ตอบเมื่ออยากตอบ ตอบไม่ได้ก็ไม่ต้องตอบ นั่นเป็นสิทธิ์ของเจ้า ข้าจะไปรอเจ้าตรงนั้นไม่ต้องกลัว” พูดจบเขาก็ชี้ไปยังต้นกุ้ยฮวา[1]ที่อยู่ห่างออกไปหลายก้าวจากจุดที่ทั้งสองยืนอยู่ จากนั้นก็ยิ้มให้เหม่ยเซียนด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“ทำไมเล่าเจ้าคะ”
“ที่นี่คือลานแห่งเทพธิดา ข้าเป็นเทพอสูรทั้งยังเป็นบุรุษ”
ความหมายก็คือมีเพียงเทพธิดาเท่านั้นที่เข้าไปได้นั่นเอง นั่นก็คือที่มาของชื่อลานเทพธิดา ซึ่งพระนางซีหวังหมู่หมู่ทรงพระราชทานให้ หลังจากที่ทรงร่ายคาถาเอาไว้เพื่อให้เทพธิดาทั้งเจ็ดพระองค์ทรงพระสำราญได้อย่างเต็มที่ โดยไร้ซึ่งเงาบุรุษเข้ามารบกวน
ไม่รู้ว่าหญิงสาวรู้สึกไปเองหรือไม่ เพราะในยามที่ก้าวเข้าเดินผ่านกอดอกชุนหลัน[2] ซึ่งปลูกเป็นแนวยาวล้อมรอบลานเทพธิดา นางสังเกตเห็นว่าพระนางซีหวังหมู่และเทพธิดาทั้งเจ็ด ต่างก็พากันถอนใจก่อนยิ้มแย้มทันที
“เหม่ยเหรินมานี่สิ”
พระนางซีหวังหมู่เรียกนางด้วยชื่อที่จื่อชิงเรียกก่อนหน้า ดังนั้นเหม่ยเซียนจึงมั่นใจว่านั่นคงเป็นการเรียกตนอย่างแน่นอน ร่างเล็กนั่งลงแล้วค่อยๆ คลานเข้าไป เนื่องจากพระนางซีหวังหมู่หมู่ทรงประทับอยู่บนแท่นศิลาซึ่งสูงจากพื้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“ในที่สุดเจ้าก็กลับมาแล้ว องค์เง็กเซียนทรงติดราชกิจ เจ้าอาจจะไม่ได้เข้าเฝ้าพระองค์ในเร็ววันนี้ เจ้า...ยังคงงดงามเช่นในวันวาน รู้สึกเช่นไรบ้างพอจะจดจำอะไรได้บ้างหรือยัง”
เหม่ยเซียนทำตามที่จื่อชิงบอกนางคือตอบเมื่ออยากตอบ ตอบไม่ได้ก็ไม่ต้องตอบ นางจึงได้แต่ส่ายหน้า แต่นึกขึ้นได้ว่านั่นคงจะเป็นการเสียมารยาท ดังนั้นนางจึงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยแล้วเอ่ยตอบออกไปเสียงเบา “ยังไม่ได้เพคะ ที่จริงหม่อมฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมต้องมานั่งอยู่ตรงนี้”
แม้คำตอบนั้นจะไม่ใช่คำตอบที่พระนางซีหวังหมู่หมู่ทรงต้องพระประสงค์แต่ก็ยังทรงแย้มพระสรวลออกมา ทรงทอดพระเนตรยังใบหน้าผุดผ่องของเหม่ยเซียน ซึ่งเหมือนกันกับเทพธิดาเหม่ยเหรินทุกประการนิ่ง ก่อนมองไปยังสร้อยที่ยังอยู่บนลำคอของอีกฝ่าย
“ส่งสร้อยนั่นมาให้เรา”
“เพคะ” แม้จะประหลาดใจแต่เหม่ยเซียนหรือจะกล้าปฏิเสธ หญิงสาวปลดสร้อยแล้วส่งไปให้โดยดี ทว่าสายตาก็มองตามไปด้วยความสงสัยใคร่รู้
“หยกแก้วนี้จะนำทางให้เจ้าไปตามหาชะตาลิขิตของตัวเจ้าเอง แม้นพลัดพรากก็จักพานพบ หากพานพบแล้วก็สุดแท้แต่การเลือกของเจ้าเถิด”
ทรงตรัสเพียงเท่านั้นแล้วโบกพระหัตถ์เหนือจี้หยกแก้ว จากนั้นจี้หยกแก้วอันนั้นพลันเปลี่ยนเป็นปิ่นเงินที่ส่วนปลายด้านบนมีมังกรสีทองโอบกอดหยกแก้ว ประดับด้วยดอกโบตั๋นเล็กๆ น่ารักดอกหนึ่ง ทว่าตัวอักษรที่เคยปรากฏด้านในหยกแก้วกลับหายไปแล้ว
“จากนี้ไปนามของเจ้าคือเหม่ยเหริน ปิ่นนี้เก็บเอาไว้กับตัว เทพอสูรจื่อชิงจะพาเจ้ากลับไปยังตำหนักหวงหลง จงพำนักอยู่ที่นั่น เพื่อค้นหาคำตอบให้ตัวเองว่าเหตุใดเจ้าจึงมานั่งอยู่ตรงนี้ต่อหน้าเรา”
“พวกเราส่งของขวัญไปแล้ว”
“เจ้าต้องชอบแน่ๆ น้องเหม่ยเหริน”
เทพธิดาที่นั่งอยู่ต่างก็พากันเข้ามาล้อมรอบตัวหญิงสาว ทันทีที่พระนางซีหวังหมู่หมู่ทรงอนุญาตให้นางออกไปจากลานเทพธิดา
พวกนางต่างก็เรียกนางอย่างสนิทสนมว่าน้องเหม่ยเหริน ซึ่งสิ่งหนึ่งที่เหม่ยเซียนได้รับรู้จากเหล่าเทพธิดาทั้งเจ็ดคือ นางเคยเป็นถึงเทพธิดาผู้ควบคุมดูแลกาลเวลา ทั้งยังเป็นธิดาบุญธรรมของพระนางซีหวังหมู่กับองค์เง็กเซียนฮ่องเต้มาก่อน
อะไรจะน่าตื่นตระหนกปานนั้น!!!
“เป็นอะไรไปหรือ” จื่อชิงถามขึ้นเพราะเหม่ยเซียนเอาแต่เดินตามเขามาเงียบๆ หลังจากที่ได้เข้าเฝ้าพระนางซีหวังหมู่
“เมื่อวานข้าคือเหม่ยเซียน เด็กกำพร้าที่ไม่รู้ชาติกำเนิดของตัวเอง แต่มาวันนี้ข้ากลับกลายเป็นเทพผู้ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมดูแลกาลเวลาของโลกมนุษย์ ข้ากลายเป็นเทพธิดานามเหม่ยเหริน เป็นชายาเทพมังกรจื่อหมิงผู้ถ่วงสมดุลของแดนสวรรค์ ทั้งยังเป็นธิดาบุญธรรมขององค์เง็กเซียนฮ่องเต้กับพระนางซีหวังหมู่ ท่านจะให้ข้าเป็นอะไรไปได้เล่า”
เหม่ยเซียนพูดออกมาด้วยท่าทางเหม่อลอย ความตื่นตระหนกทำให้สติของนางยังคงสับสน ถึงอย่างนั้นหญิงสาวก็ยังคงพยายามรักษาสีหน้าให้ดูเป็นปกติที่สุด
“เอาเถิดข้าผิดเองที่ถาม เอาเป็นว่าข้าจะให้เวลาเจ้าได้มีเวลาทำใจสักเล็กน้อย ก่อนที่จะ...”
“จะอะไรหรือเจ้าคะ” เหม่ยเซียนขมวดคิ้วมองจื่อชิงที่หยุดเดิน เขามองไปด้านหน้าก่อนจะถอนใจออกมา
“คงไม่ได้แล้ว เพราะพวกเขามากันแล้ว” เพิ่งกล่าวจบก็มีเสียงทักทายขึ้นทันที
[1]กุ้ยฮวา หรือดอกหอมหมื่นลี้
[2]ชุนหลัน เป็นกล้วยไม้จีนชนิดหนึ่ง
เหม่ยเซียนลืมตาขึ้นมาแล้วอดที่จะยิ้มอย่างพอใจไม่ได้ เมื่อรู้ว่าตัวเองไม่ได้โผล่เข้าไปภายในห้องนอนของจื่อหมิงเช่นเคย แต่ครั้งนี้กลับเป็นสะพานขนาดเล็กในสวนกว้างขวางที่มีดอกเหมย[1] ดอกอิงฮวา[2] และดอกซิ่ง[3]กำลังบานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่วบริเวณวันนี้หญิงสาวสวมชุดสีน้ำเงิน คลุมทับด้วยเสื้อตัวนอกสีเดียวกันซึ่งหนาพอจะให้ความอบอุ่น และป้องกันลมหนาว กระโปรงมีแถบฟ้าปักดิ้นทองที่ถูกรัดเอาไว้ด้วยผ้าคาดเอวสีแดง แขนสองข้างถูกพาดเอาไว้ด้วยผ้าคลุมไหล่สีฟ้าอ่อนพลิ้วไหวไปตามแรงลมชุดที่นางสวมแม้ไม่ได้ดูหรูหราดังเทพธิดาบนสรวงสวรรค์ แต่เมื่ออยู่บนอรชรก็ยิ่งช่วยขับให้ผิวพรรณของเหม่ยเซียนดูผุดผ่องยิ่งขึ้นมือเล็กเอื้อมขึ้นไปสัมผัสปิ่นประดับมุกบนเรือนผม ทั้งนี้ก็เพื่อให้มั่นใจว่าปิ่นหยกแก้วแห่งกาลเวลายังคงอยู่ ก่อนจะเดินไปชะโงกหน้ามองลงไปดูเงาตัวเองที่สะท้อนมาบนผิวน้ำแล้วยิ้มน้อยๆ ออกมา เมื่อพบว่าปิ่นยังคงปลอดภัยอยู่บนศีรษะของตัวเอง“วันนี้คงไม่เกิดเหตุการณ์เหมือนวันนั้นนะ” พูดจบก็ออกเดินไปตามสะพานซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเชื่อมทางเดินที่รายล้อมด้วยต้นดอกเหมยที่บานสะพรั่ง“คงเป็นงานเลี้ยงชมบุปผาจริงๆ ก
เหม่ยเซียนได้ยินเช่นนั้นก็หรี่ตาลงอย่างครุ่นคิด ไม่นานเมื่อเห็นแล้วว่าจื่อเหยาเดินจากไปด้วยใบหน้าผิดหวัง เหม่ยเซียนจึงค่อยๆ ก้าวเข้าไปตรงหน้าองครักษ์สวรรค์เหล่านั้นราวกับนางเพิ่งจะเดินมาถึง“คารวะพระชายาเทพมังกร”องครักษ์สวรรค์ทั้งสามนายที่ยืนอยู่คุกเข่าลงเพื่อคารวะ หญิงสาว เนื่องจากพวกเขารู้ถึงฐานะของเหม่ยเซียนดี นั่นทำให้นางตกใจไม่น้อยหากจะมองจากในมุมของคนธรรมดาอย่างนางในยามนี้ บุรุษที่สวมเกราะนักรบน่าเกรงขามสามนาย กำลังคุกเข่าให้สตรีตัวเล็กๆ คนหนึ่ง มันช่างชวนให้รู้สึกแปลกๆ ยิ่งนัก“พวกท่านคือองครักษ์สวรรค์ที่รับหน้าที่ดูแลถ้ำน้ำแข็งใช่หรือไม่”“ใช่ขอรับ”“เช่นนั้นจะเป็นไปได้หรือไม่หากข้าจะขอเข้าไปเยี่ยมเทพมังกรสักครู่หนึ่ง”อันที่จริงแล้วเหม่ยเซียนไม่ได้คาดหวังว่าพวกเขาจะอนุญาต เพียงอยากลองทำในสิ่งที่จื่อเหยาทำ เนื่องจากต้องการรู้ถึงความแตกต่างระหว่างนางว่ามีมากเพียงใดแม้นางจะเคยคิดว่าตนเห็นใจจื่อเหยาที่โดนกดดันจากเทพธิดาทั้งหลายเพราะข่าวลือ แต่นางก็อดที่จะคิดไม่ได้ว่าหากนางเป็นเทพธิดาเหม่ยเหริน ตัวนางเองจะรู้สึกเช่นใดที่ได้ยินข่าวว่าจื่อเหยาคืออนุของผู้เป็นสามีจะให้ยิ้มรับด้วย
“นายหญิงกลับมาแล้ว!!!” เสียงของภูตแห่งกาลเวลาทำให้เหม่ยเซียนลืมตาขึ้นทันที เมื่อครู่ตอนที่กำลังล้มลงบนพื้น หญิงสาวสัมผัสได้ว่าแตะปิ่นปักผม ดังนั้นจึงรีบหลับตาลงในยามที่ร่างกายเริ่มรู้สึกได้ถึงพลังบางอย่าง และนางก็ไม่ผิดหวังเพราะนางกลับมานั่งอยู่บนเตียงนอนที่ตำหนักหวงหลงดังคาดยังไม่ทันที่ภูตแห่งกาลเวลาจะทันได้ถามอะไรเหม่ยเซียนพลันตวาดลั่น “เจ้าออกไปก่อน ข้าอยากอยู่คนเดียวเงียบๆ สักพัก!!” กล่าวจบก็ล้มตัวลงนอนแล้วดึงผ้าห่มมาคลุมโป่งเอาไว้ภูตแห่งกาลเวลาได้แต่เดินออกไปจากห้องด้วยท่าทีงงงัน แต่เมื่อเห็นท่าทีหงุดหงิดของผู้เป็นนาย เขาก็ไม่กล้าซักถามได้แต่รีบเดินออกไปทั้งยังไม่ลืมที่จะปิดประตูลงตามเดิมเมื่อได้ยินเสียงประตูปิดลงเหม่ยเซียนโผล่หน้าออกมาจากโปงผ้าห่ม ทั้งยังลุกขึ้นมานั่งด้วยใบหน้าแดงก่ำ เมื่อครู่ทันทีที่กลับมานางพลันนึกถึงภาพที่นางและเทพมังกรจื่อหมิงพบกันไหนจะยามที่หน้าอกของนางกระแทกใบหน้าเขาอีก...“จื่อหมิง เจ้าเทพมังกรลามก!!” หญิงสาวสบถเสียงดังทั้งยังยกมือขึ้นกอดอกด้วยความอับอาย ทั้งที่ทั้งหมดนั่นเป็นความผิดของตัวเองทั้งสิ้น ถึงอย่างนั้นก็ยังรู้สึกโกรธเคืองเขาอยู่ดี“ทำไมพบกั
เรื่องนี้ชักจะเกินกว่าที่หญิงสาวคาดเอาไว้ว่าจะเจอ เพราะภูตแห่งการเวลารับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะดึงหญิงสาวกลับทันทีที่มีภัย แต่สถานการณ์นี้แม้แต่ตัวนางเองก็ยังบอกไม่ถูกว่าเขาคือภัยคุกคามหรือไม่ชั่วขณะที่จื่อหมิงกำลังคิดจะโยนร่างเล็กกว่าลงบนพื้น ด้วยนึกรังเกียจในกิริยาที่ไม่สำรวมของคนตรงหน้า หญิงสาวกลับตัดสินใจใช้ท่อนแขนวางบนไหล่เขาเพื่อถ่วงน้ำหนัก ก่อนจะหยัดตัวขึ้นไปหาปิ่นในมือเขา แต่นั่นกลับทำให้หน้าอกของนางกระแทกเข้ากับใบหน้าของเขาอย่างจังจื่อหมิงหายใจหอบทั้งยังหน้าแดงก่ำ แต่นั่นเป็นเพราะเขากำลังโกรธหาใช่ความรู้สึกอื่น ต่างจากหญิงสาวที่ดูเหมือนไม่รู้ว่าได้ทำอะไรลงไปเขาเอนตัวไปด้านหลังแต่ก็ต้องเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ เนื่องจากไม่คาดว่าหญิงสาวตรงหน้าไม่มีทีท่าว่าจะหยุดมองหน้าเขาด้วยซ้ำตรงกันข้ามนางกลับเอาแต่จ้องปิ่นปักผมในมือตนและยังดิ้นรนจะแย่งมันกลับไปให้ได้ กระทั่งเหมือนไม่สนใจเรื่องที่บุรุษและสตรีซึ่งไม่ใช่สามีภรรยากันไม่ควรถูกเนื้อต้องตัว“เอาของของข้าคืนมา!” เหม่ยเซียนยังคงตวาดแหวพร้อมกับเตะขาทั้งสองข้างใส่เขาอย่างไม่เกรงกลัว“ศิษย์พี่ ท่านกำลังทำอะไรอยู่หรือเจ้าคะ” เสียง
เหม่ยเซียนเอื้อมมือดึงปิ่นปักผมสองตัวออกมา ทำให้เรือนผมยาวสลวยร่วงลงมาคลอเคลียไหล่ทั้งสองข้าง ก่อนหญิงสาวจะจับผมทั้งหมดรวบขึ้นม้วนเป็นมวยง่ายๆ พร้อมกับยึดเอาไว้ด้วยปิ่นเพียงตัวเดียว แล้วถือถือปิ่นหยกแก้วแห่งกาลเวลาที่เป็นกุญแจสำคัญของการเดินทางเอาไว้ในมือเมื่อมือหนึ่งคว้าปิ่นปักผม อีกมือคว้าหนังสือเพลงพิณ ความสนใจทั้งหมดย่อมตกอยู่กับบทเพลงในตำรา ในที่สุดก็เผลอวางปิ่นลงบนโต๊ะเพื่อพลิกเปิดหน้าตำรา ลืมแม้กระทั่งว่าห้องนี้ไม่ใช่ห้องนอนของตนแต่เป็นห้องของบุรุษอื่นดูไปได้สักพักก็ตระหนักรู้แล้วว่าเจ้าของห้องคงจะยังไม่กลับมาเร็วๆ นี้จึงหันไปมองยังเตียงนอน ร่างเล็กลากชุดยาวรุ่ยร่ายเดินไปยังเตียงนอน แล้วนอนคว่ำลงไปบนฟูกเพื่อพลิกหนังสือต่อไปชั่วขณะนั้นหญิงสาวลืมสิ้นถึงคำเตือนของภูตแห่งกาลเวลาที่ย้ำหนักหนาว่าห้ามวางปิ่นปักผมเอาไว้ไกลจากตัวไป กระทั่งเสียงประตูห้องถูกเปิดออกใบหน้าหล่อเหลาสง่างามซึ่งปรากฏขึ้นระหว่างรอยแยกของบานประตู ทำให้ผู้บุกรุกตกตะลึงราวกับถูกต้องมนต์เรือนผมยาวสีดำเกล้าขึ้นสูง ครึ่งหนึ่งถูกรวบไว้ยึดเอาไว้ภายใต้เกี้ยวครอบผมทรงสูงสีขาว ลักษณะคล้ายเขาของมังกรซึ่งเป็นหนามแหลมยาว
“ได้” เหม่ยเซียนรับปากด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แต่ความรู้สึกของภูตทั้งสองกลับรู้สึกว่าผู้เป็นนายกำลังรู้สึกตื่นเต้นสนุกสนานอยู่“ข้ารับปากแล้วว่าจะทำตามทุกอย่างที่พวกเจ้าบอก ดังนั้นไว้ใจข้าเถอะนะ ข้าจะระมัดระวังให้มาก” เหม่ยเซียนกล่าวเมื่อเห็นใบหน้าไม่สบายใจของภูตทั้งสอง “เช่นนั้นเรามาเริ่มกันเลยดีหรือไม่ ต้องทำอย่างไรบ้างเล่า”“ภูตโบตั๋นเจ้าช่วยนายหญิงแต่งตัวเหมือนจะไปร่วมงานชมบุปผา อย่าให้โดดเด่นมากนัก แต่ก็อย่าให้น้อยหน้าเทพธิดาองค์ใด ข้าจะออกไปรอด้านนอกเสร็จแล้วก็เรียกข้าด้วย”“ได้เลย เรื่องนี้ข้าถนัด!”จากนั้นเหม่ยเซียนพลันนึกถึงตุ๊กตาแสนสวยที่ตนมีอยู่ในคอนโดหลายตัว พวกมันทุกตัวล้วนถูกจับแต่งด้วยเสื้อผ้าชุดต่างๆ ทำผมทรงนั้นทรงนี้และประดับด้วยริบบิ้นสวยๆ กระทั่งเล่นเบื่อแล้วตุ๊กตาตัวนั้นจึงถูกวางลงเหม่ยเซียนชักจะเข้าใจความรู้สึกของตุ๊กตาเหล่านั้นแล้ว หากว่าพวกมันมีชีวิตจิตใจ ก็คงรู้สึกไม่ต่างจากตนในยามนี้ที่ถูกภูตโบตั๋นจับแต่งตัวนักหลังจากหวีผมที่ถูกภูตโบตั๋นใช้มนต์พรางตาทำให้ยาวขึ้นจนจดแผ่นหลัง แล้วปักด้วยปิ่นหยกแก้วแห่งกาลเวลาและปิ่นทองหลายอันชุดตัวสวยที่มีถึงเก้าชั้นก็ถูกภูตโบตั







