LOGINหลิวอี้ฝ่าน ยอมเป็นแม่สื่อให้พี่สาวตามข้อแลกเปลี่ยนที่ทำเอาไว้ กับท่านย่า แม้รู้ดีว่าอีกฝ่ายคือบุรุษอันตรายที่สุดในเมืองหลวงและไม่ควรไปข้องแวะหาเรื่องมากที่สุดอย่าง เกาหยางเฟิง ผู้พิพากษาแห่งศาลต้าหลี่ แผนการเริ่มต้นจากการ "หลอกลวง" เข้าใกล้เพื่อผูกมัด อ่อนหวานเพื่อชักใย ทุกย่างก้าวทุกแผนการล้วนถูกคำนวณไว้ล่วงหน้า ทว่านางไม่เคยคำนวณหัวใจตนเอง เมื่อสายตาเย็นชาของเขาเริ่มมองทะลุทุกคำลวง เมื่อความใกล้ชิดแปรเปลี่ยนเป็นความปรารถนา ผู้ชักใย…กลับกลายเป็นฝ่ายถูกผูกมัด เมื่อหน้าที่ต้องแลกด้วยหัวใจ หรือสุดท้ายแล้วจะเป็นนางที่ต้องพ่ายแพ้ให้กับหัวใจตัวเอง
View Moreบทนำ
คำทำนายชะตาดอกท้อ
อารามชิงอวิ๋นยามเช้า กลิ่นธูปอบอวลไปทั่วบริเวณ เสียงสวดมนต์ดังออกมาเป็นระลอก สร้างความสงบเย็นในใจแก่ผู้ที่มากราบไหว้บูชาเป็นอย่างยิ่ง
ผู้คนมากราบไหว้ด้วยศรัทธา…ทว่า หลิวอี้ฝ่าน กลับมาพร้อมเล่ห์กล วันนี้นางสวมรอยเป็นหมอดูเร่ ถือพัดเล็กกับสมุดบันทึก หวังล่อลวงเป้าหมายให้ติดกับตามคำสั่งเด็ดขาดของท่านย่า
และแล้วสายตาก็สะดุดเข้ากับชายหนุ่มร่างสูงในชุดสีน้ำเงินเข้ม ซึ่งนางจำได้ทันทีว่าเขาคือ เกาหยางเฟิง ผู้พิพากษาศาลต้าหลี่ที่นางเคยไปแอบมองดูอยู่ไกลๆ เมื่อหลายวันก่อน
ทุกย่างก้าวของชายหนุ่มนั้นมั่นคง ดวงตาคมเรียบนิ่งจนผู้คนรอบข้างหลบทางให้โดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยคำใด อี้ฝ่านคิดว่านี่ก็คงเป็นความสามารถของอำนาจที่แผ่ออกมาเองได้ของขุนนางขั้นสูง
“ใต้เท้า ดวงชะตาของท่านแรงนัก ดอกท้อผลิบานสะพรั่งทั่วทิศทาง หากมิระวัง เกรงจะถูกสตรีรุมล้อมหัวใจจนปั่นป่วนวุ่นวาย…” เสียงหวานเจื้อยแจ้วดังขึ้นตรงหน้าเขาทันที
เกาหยางเฟิงก้าวชะงัก เหลือบตามองนางเพียงนิด แววตาคมกริบสะกิดรอยยิ้มเย้ยหยัน “หมอดูต้มตุ๋น”
“มิใช่ต้มตุ๋นเจ้าค่ะ” อี้ฝ่านเชิดหน้าตอบ “เพียงหนึ่งสายตาที่ข้ามองไปก็อ่านได้ทั้งชะตา…ใต้เท้ามีดวงดอกท้อ[1]แรงจริงแท้แน่นอน”
เขายกคิ้ว ดวงตาเย็นเฉียบ “เจ้ากล้าพูดเช่นนี้ทั้งที่ยังไม่รู้แม้ชื่อแซ่ข้า?”
นางกะพริบตา ยกสมุดขึ้นเขียนด้วยพู่กันพลางตอบหน้าตาย “ชะตาฟ้องอยู่ในดวงพักตร์แล้วเจ้าค่ะ”
เกาหยางเฟิงหัวเราะหึเบา ๆ ส่ายศีรษะ กำลังจะก้าวผ่านไป แต่ในวินาทีนั้นเอง เสียงดาบเสียดสีก็พุ่งมาแต่ไกล เงาดำหลายร่างโผล่พรวดจากด้านข้างอาราม พุ่งเข้ามาด้วยความรวดเร็ว!
“มีนักฆ่า!” อี้ฝ่านเบิกตากว้าง พร้อมร้องขึ้นเสียงดัง
ผู้คนในอารามเริ่มกรีดร้องแตกตื่น เกาหยางเฟิงหันขวับ ใช้แขนดันหญิงสาวให้หลบด้านหลังตน พลางคว้ากระบี่ออกมาจากเอว นักฆ่าหลายคนพุ่งเข้ามา คมดาบวับวาวสะท้อนแสงยามเช้า
เกาหยางเฟิงพลิกตัวหลบ พลันสบตากับหลิวอี้ฝ่านเพียงชั่ววินาที “ในอารามมีคนมาก หากสู้ที่นี่ชาวบ้านจะโดนลูกหลงเอาได้! เจ้าเองก็รีบหลบไปซะ” เอ่ยจบเขาก้าวฉับออกนอกกำแพงอารามทันที ร่างสูงสง่างามนั้นตั้งใจล่อนักฆ่าออกไปจากฝูงชน
“คิดว่าข้าจะปล่อยให้ท่านไปตายต่อหน้าได้หรือไง!” หลิวอี้ฝ่านกัดฟันแน่นก่อนรีบกระโดดตามออกไปในทันที
นอกกำแพงอาราม ป่าไผ่เงียบสงัด ลมพัดใบไผ่เสียดสีกันเป็นเสียงกรอบแกรบคล้ายเสียงดาบเรียกวิญญาณ
นักฆ่าสามคนตามมาทันควัน เสียงโลหะปะทะกันดัง เคร้ง! เคร้ง! เกาหยางเฟิงกวัดแกว่งกระบี่โต้ตอบ ท่วงท่าคมคาย หนักแน่น ไร้ช่องโหว่
หลิวอี้ฝ่านก็ไม่ยอมนิ่งเฉย นางควักอาวุธลับซัดออกไปช่วย ถีบตัวสูงใช้วิชาตัวเบาเข้าขัดขวางอีกด้าน นักฆ่าจำต้องถอยเพราะถูกโจมตีพร้อมกัน
ในจังหวะหนึ่งเกาหยางเฟิงสะบัดกระบี่ กระแทกคู่ต่อสู้จนล้ม แล้วคว้าแขนหญิงสาวลากเข้าไปในซอกเขาเล็ก ๆ ที่รกชัน พุ่มไม้หนาทึบช่วยบดบังร่องรอย จนในที่สุดเสียงฝีเท้านักฆ่าก็ไกลห่างออกไป
ยามนี้จึงเหลือเพียงเสียงหอบหายใจของทั้งคู่
เกาหยางเฟิงยังจับกระบี่แน่น ดวงตาคมเฉียบตวัดมองหญิงสาวอย่างตำหนิ “เจ้าทำอะไรของเจ้า มิกลัวตายหรืออย่างไร”
“ก็กลัวตายอยู่เจ้าค่ะ…แต่ข้าเป็นคนดีไง เห็นคนจะตายแล้วไม่ช่วยได้อย่างไร”
“ยุ่งไม่เข้าเรื่อง ต้มตุ๋นผู้อื่นไม่เรียกว่าเป็นคนดีหรอกนะ”
“ข้าไม่ได้เป็นหมอดูต้มตุ๋น ข้าน่ะหมอดูของจริงของแท้ต่างหากเจ้าค่ะ”
“มองอย่างไรก็พวกต้มตุ๋นชัด ๆ” ชายหนุ่มเอ่ยทิ้งท้าย ก่อนจะหมุนกายเดินนำออกไป
หลิวอี้ฝ่านจ้องแผ่นหลังกว้างอย่างหมั่นไส้ นางกลับไม่ยอมแพ้ ตัดสินใจใช้โอกาสนี้สืบความชอบของเขาให้ได้
“ใต้เท้า…ท่านชอบสตรีเช่นไรหรือเจ้าคะ”
เขาขมวดคิ้วหันเล็กน้อย “ไม่พูดมาก รู้จักสงบปากสงบคำหน่อยจึงจะดี” ไม่ใช่ว่าเขาตั้งใจจะให้คำตอบในสิ่งที่นางถามแต่เขากำลังจะตอบกลับนางด้วยความแฝงประชดใส่หญิงสาวอยู่ในที ซึ่งหากนางฟังเข้าใจก็คงจะไม่กล้าถามคำถามต่อไปอีก
“อ๋อ…ก็คือสตรีที่สงบเสงี่ยม สง่างาม มีมารยาท” นางรีบจดลงสมุดทันที
“รู้จักสถานการณ์ ไม่สร้างปัญหา” นางถามต่อมา ชัดเจนแล้วว่านางไม่รู้ว่าเขาแฝงความตำหนินางอยู่ในที
“หมายถึงสตรีที่ฉลาด และรู้จักวางตัวควบคุมอารมณ์ได้ดี” อี้ฝ่านกล่าวต่อ มือก็เขียนไม่หยุดอย่างตั้งใจ
เพราะมัวแต่มองสมุด นางจึงไม่ทันเห็นว่าชายหนุ่มหยุดกะทันหัน ร่างเล็กชนเข้ากับแผ่นหลังแกร่งจนเซไปหลายก้าว โชคดีที่นางมีพื้นฐานวรยุทธ์จึงตั้งหลักได้ทัน ไม่ถึงกับถูกกระแทกจนล้มลงไป
“ใต้เท้า! ท่านเกือบทำให้ข้าหัวคะมำแล้วนะเจ้าคะ” นางร้องขึ้น แต่เกาหยางเฟิงไม่แม้แต่จะปรายตามอง ยังคงยืนนิ่งมองไปข้างหน้าตน
อี้ฝ่านก้าวออกจากเงาหลังของเขา ก่อนจะชะงักเมื่อเห็น ชายชุดดำอีกคนยืนขวาง คมดาบสะท้อนแสงเช้าเย็นวาบ ปกปิดใบหน้าแนบแน่น
นักฆ่าตามมาทันแล้ว!
“ข้าจะถ่วงเวลาให้ เจ้าหาจังหวะแล้วรีบหนีไปเสีย” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นแผ่วเบา มีเพียงนางเท่านั้นที่ได้ยินชัด “ได้ยินหรือไม่”
“ข้าได้ยินแล้วเจ้าค่ะใต้เท้า…แต่ถ้าจะหนี เราก็ต้องหนีไปด้วยกัน” นางตอบทันควัน ก่อนสะบัดข้อมือ ซัดอาวุธลับชิ้นสุดท้ายใส่นักฆ่า แล้วคว้าข้อมือใหญ่ลากให้วิ่งไปพร้อมกัน
“เจ้านี่…นอกจากจะเป็นหมอดูต้มตุ๋น ยังหัวรั้นไม่เบา” เขากัดฟันตำหนิ
“ข้าก็ทำเพราะหวังดีกับใต้เท้าจริง ๆ!” อี้ฝ่านเถียงตาโต ริมฝีปากเชิดรั้น ทว่าในอกกลับสั่นไหวอย่างประหลาด
[1] ดวงชะตาดอกท้อ" ในโหราศาสตร์จีน หมายถึง พลังเสน่ห์, ความเย้ายวน, และความรักที่เด่นชัดในตัวบุคคล เป็นการบ่งบอกว่าบุคคลนั้นมีแรงดึงดูดสูง มีเสน่ห์ในความสัมพันธ์ มักเป็นที่รักใคร่ของผู้อื่น และโดดเด่นในด้านความรักและการพบปะผู้คน อย่างไรก็ตาม ชะตาดอกท้อก็อาจนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน วุ่นวาย หรือแม้แต่ปัญหาจากความมากรักได้เช่นกัน
ตอนที่ 28บทส่งท้ายหลิวอี้ฝ่านคิดว่าตัวเองนั้นแสนจะโชคดี นางแต่งสามีที่หล่อมีความสามารถและโดดเด่นอีกทั้งยังรักและใส่ใจนางเป็นอย่างมากชีวิตในสกุลสามีนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง ไม่ว่าจะเสื้อผ้าอาหารเครื่องประดับเงินทองแม่สามีล้วนมอบให้นางอย่างไม่ตระหนี่ถี่เหนียว อีกทั้งยังชอบที่จะหาของล้ำค่ามาให้นางอยู่เสมอ นางถูกครอบครัวสามีและสามีเลี้ยงดูเป็นอย่างดีราวกับต้องการที่จะขุนให้นางกลายเป็นคนที่สุขสบายที่สุดยามค่ำคืน หากอี้ฝ่านง่วงก็ไม่จำเป็นต้องถ่างตาเฝ้ารอสามี นางสามารถซุกตัวในผ้าห่มนุ่มๆ หลับไปก่อนได้เลย ยามเช้าก็ไม่ต้องรีบลุกมาปรนนิบัติแต่งตัวให้เขา กลับกันเป็นเกาหยางเฟิงต่างหากที่มักกำชับสาวใช้ให้ดูแลนางให้ดีที่สุดอีกทั้งยังมักหาซื้อของอร่อยส่งมาให้นางในระหว่างวันอีกด้วย แม้เขาจะยุ่งแต่ก็ไม่เคยละเลยนางเลยแม้แต่น้อยเรียกได้ว่าสามีของนางนั้นทั้งการงานก็ทำได้อย่างดี หน้าที่สามีก็ทำได้อย่างที่นางแสนจะพอใจนางไม่เคยรู้สึกว่าตนถูกละเลย กลับกันนางรู้สึกว่าตัวนางนั้นละเลยเขาและไม่ได้ทำหน้าที่ฮูหยินที่ดีให้เขาเสีย นางควรจะคอยดูแลเขาให้มากๆ ให้สมกับความรักและความใส่ใจที่เขามีต่อนางหลิวอี้ฝ่านคิด
ตอนที่ 27 สุขสมใจเมื่อพายุร้ายสงบลงและร่องรอยของแผนลวงจบสิ้นอย่างสมบูรณ์ หลิวอี้ฝ่านที่กลับมาร่างกายแข็งแรงสดใสจึงไม่มีข้ออ้างใดๆ ที่จะรั้งอยู่ที่จวนสกุลเกาอีกต่อไป บรรยากาศการลาจากในเช้านี้กลับเต็มไปด้วยความรื่นเริงอย่างประหลาด เกาหยางเฟิง ในชุดอาภรณ์สีดำปักดิ้นเงินเรียบหรูดูภูมิฐาน ขี่ม้าศึกตัวโตนำขบวนรถม้ากลับไปที่จวนสกุลหลิวด้วยตนเอง ทว่าการกลับไปครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการส่งแขก เพราะ ฮูหยินเกา ก็นั่งประทับมาในรถม้าด้วยกัน นางตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไปเจรจาสู่ขอหลานสาวสกุลหลิวให้เป็นเรื่องเป็นราวในวันนี้เลย เมื่อขบวนเคลื่อนมาถึงหน้าจวนสกุลหลิว ท่านย่า (ฮูหยินผู้เฒ่าหลิว) ออกมาต้อนรับทุกคนด้วยตนเองด้วยความตื่นตระหนกเล็กน้อยยามเห็นขบวนที่ดูเป็นงานเป็นการเช่นนี้ ภายในห้องโถงรับรองที่อบอวลไปด้วยกลิ่นชาชั้นดี หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายพูดคุยเรื่องเหตุการณ์ไฟไหม้และการบาดเจ็บของอี้ฝ่านจนเข้าใจตรงกันแล้ว ฮูหยินเกาก็ไม่รอช้าที่จะเปิดประเด็นสำคัญ “ฮูหยินผู้เฒ่า ที่ข้ามาในวันนี้ นอกจากจะมาส่งหลานสาวทั้งสองของท่านแล้ว ข้ายังมีจุดประสงค์สำคัญ...คือข้าตั้งใจจะมาเจรจาสู่ขอหลานสาวสกุลหลิวให้มาเป็นสะใภ้ให
“ดูท่า...ข้าอาจจะไม่ได้ล้มเหลวในฐานะแม่สื่อเสียทีเดียวนะเจ้าคะใต้เท้า” อี้ฝ่านเอ่ยเสียงใส “เพียงแต่ผิดฝาผิดตัวไปนิดหน่อยเท่านั้นเอง”ฮูหยินเกาและฮูหยินหลิวที่ยืนมองอยู่บนระเบียงไกลๆ ต่างพากันยกยิ้มอย่างพึงพอใจ แผนการเดิมที่จะจับคู่ให้ฟ่านหรงกับหยางเฟิงนั้นถูกพับเก็บไปอย่างถาวร แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความสัมพันธ์ที่มั่นคงและเกิดจากความพึงใจของคนหนุ่มสาวอย่างแท้จริง“ไปเถิด...” เกาหยางเฟิงเอ่ยพลางผุดยิ้มบางๆ “ในเมื่อเจ้าหายดีแล้ว ข้าจะพาเจ้าไปกินไก่ย่างร้านดังที่เจ้าบ่นอยากกิน ถือเป็นการปลอบขวัญที่ต้องแสร้งกลายเป็นคนบ้าไปสามวัน”“จริงหรือเจ้าคะ! ท่านพูดแล้วห้ามคืนคำนะเจ้าคะใต้เท้า!”อี้ฝ่านรวบชายกระโปรงแล้ววิ่งนำหน้าไปอย่างร่าเริง ทิ้งให้เกาหยางเฟิงมองตามด้วยสายตาเอ็นดู เขารู้ดีว่าชีวิตหลังจากนี้คงจะไม่เงียบสงบเหมือนเก่า แต่การมี ‘หลิวอี้ฝ่าน’ เข้ามาป่วนใจเช่นนี้ ก็นับว่าเป็นวาสนาที่ประเสริฐที่สุดในชีวิตของผู้พิพากษาหน้าตายเช่นเขาแล้วรถม้าคันใหญ่เคลื่อนตัวผ่านย่านตลาดที่คึกคัก เกาหยางเฟิงลงไปซื้อไก่ย่างห่อใบตองร้อนๆ กลิ่นหอมกรุ่นส่งถึงมืออี้ฝ่านที่รออยู่ด้านบน กลิ่นน้ำผึ้งและเครื่องเทศท
ตอนที่ 26/1แม่สื่อพ่ายรักท่ามกลางความเงียบที่แฝงไปด้วยความขัดเขินในห้องพัก ลมหายใจอุ่นๆ และคำพูดออดอ้อนที่ขัดกับบุคลิกแข็งกร้าวของเกาหยางเฟิง ทำเอาหลิวอี้ฝ่านที่เคยเก่งแต่เรื่องวางแผนจับคู่ถึงกับไปไม่เป็น"ใต้เท้า...ท่านพูดเล่นอะไรกันเจ้าคะ สภาพข้าเป็นคนเจ็บคนบ้าเช่นนี้ท่านยังจะรังแกได้ลงคอ" อี้ฝ่านพยายามก้มหน้าหลบสายตาคมกริบที่จ้องมองมาอย่างมีความหมาย "อีกอย่าง...ข้าตั้งใจจะให้ท่านเป็นพี่เขย ไม่ใช่...ไม่ใช่สามีเสียหน่อย"เกาหยางเฟิงขยับยิ้มบางๆ ซึ่งเป็นยิ้มที่หาได้ยากยิ่ง "พี่หญิงของเจ้ามีคนในใจอยู่แล้ว เจ้าไม่ได้สังเกตเลยหรือว่ายามที่เวินหมิงรายงานเรื่องเจ้า นางมีท่าทีเช่นไร"คำพูดนั้นทำให้อี้ฝ่านเงยหน้าพรึบ หันไปมองหลิวฟ่านหรงที่ยามนี้หน้าแดงซ่านไม่แพ้กัน ส่วนเวินหมิงที่ยืนคุมเชิงอยู่ข้างนอกก็แสร้งก้มหน้าจัดระเบียบกระบี่อย่างผิดปกติ"นี่ข้า...ข้าเป็นแม่สื่อที่ล้มเหลวที่สุดในใต้หล้าเลยหรือนี่" อี้ฝ่านครางออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ"เจ้าไม่ใช่แม่สื่อที่ล้มเหลวหรอก ฝ่านเอ๋อร์..." ฮูหยินเกาก้าวเข้ามาหาพลางลูบศีรษะนางด้วยความเอ็นดู "เจ้าเพียงแค่น่าดึงดูดมากเกินไปสำหรับ หยางเฟิง จนเขาไม่
เมื่อเห็นว่าทางสะดวก หลี่เยว่ที่เฝ้ารอเวลานี้มานานก็ก้าวเข้าไปในห้องพักของอี้ฝ่าน นางสั่งให้สาวใช้ของตนเฝ้าประตูไว้ หลังจากออกอุบายให้องครักษ์ของจวนที่เฝ้าอยู่ออกไปกินของวางที่นางนำมามอบให้ ส่วนตนเองก้าวเข้าไปหา หลิวอี้ฝ่านที่แสนน่าเวทนา'ที่ถูกมัดอยู่บนเตียงด้วยฝีเท้าที่มั่นคงและหยิ่งผยองรอยยิ้มอ่
เช้าวันรุ่งขึ้นบรรยากาศในจวนสกุลเกายังคงตึงเครียด ข่าวลือเรื่องคุณหนูรองหลิวเสียโฉมและอาการสาหัสแพร่กระจายไปเร็วยิ่งกว่าไฟที่ไหม้เรือนรับรองเสียอีก บ่าวไพร่ต่างพากันกระซิบกระซาบถึงความน่าเวทนาของคุณหนูรองหลิวที่ยามนี้พักรักษาตัวอยู่ในเรือนของคุณชายใหญ่ ซึ่งนับเป็นเรื่องไม่เหมาะสมอย่างยิ่งหากไม่ใช่
ตอนที่ 24/1รอปลาติดเบล็ดแสงตะเกียงสลัวภายในห้องวูบไหวตามแรงลมที่พัดผ่านหน้าต่างที่เปิดออก หลิวฟ่านหรง มองบุรุษที่ก้าวเข้ามาด้วยสายตาที่อ่านยาก นางรู้ดีว่าการที่เขาเข้าหาสตรีในยามวิกาลเช่นนี้ผิดธรรมเนียมปฏิบัติอย่างยิ่ง แต่เมื่อเห็นผ้าพันแผลที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดของเขาและความห่วงใยที่ปิดไม่มิดในดวง
ตอนที่ 23แผนร้ายในเงาม่านควัน“ใต้เท้า...ท่านหมอ! ท่านหมอรีบมาทำแผลให้ใต้เท้าเกาเร็วเข้าเจ้าค่ะ!” อี้ฝ่านที่พยายามจะลุกขึ้นแต่ถูกขัดจังหวะ ร้องเรียกท่านหมอเสียงหลงเมื่อเห็นว่าบาดแผลของเขาดูร้ายแรงกว่าที่เขาพยายามแสดงออกมาให้นางและผู้อื่นเห็นในขณะที่ท่านหมอเร่งรีบกลับเข้ามาจัดการบาดแผลของเกาหยางเฟ











