LOGINโปรย ชีวิตทุกชีวิตมีการเรียงลำดับเหตุการณ์อย่างมีแบบแผน อดีต ปัจจุบัน และอนาคต คือสิ่งที่กำหนดเรื่องราว และชะตากรรม ซึ่งทั้งหมดล้วนต้องสัมพันธ์และสอดคล้อง ทว่าชะตาที่พลิกผันของเธอไม่เป็นอย่างนั้น ความสามารถที่สืบทอดกันมาชั่วลูกชั่วหลาน ทำให้ลำดับชีวิตของเธอเรียงลำดับก่อนหลังสลับกัน! เหม่ยเซียน เด็กกำพร้าที่ถูกนำมาทิ้งไว้พร้อมกับหยกเเก้วล้ำค่า เหตุการณ์ประหลาดนำพานางไปโผล่ยังโลงน้ำเเข็งของบุรุษปริศนาที่เฝ้าฝันถึง เขาก็คือ เทพมังกรจื่อหมิง สวามีในอดีตชาติผู้ไม่อาจฟื้นคืนสติ เพราะดวงจิตของเขาถูกผนึกไว้กับดวงจิตของเทพธิดาเหม่ยเหริน หรือก็คือเหม่ยเซียนในอดีตชาติ ปมอดีตซึ่งมีกงล้อแห่งกาลเวลาเป็นตัวแปร ทำให้นางต้องเดินทางไปแดนมายาเพื่อนำพาดวงจิตมังกรกลับมา กระทั่งพบว่าทางเดียวที่จะจบเรื่องทุกอย่าง คือนางต้องสละชีวิตเพื่อให้อีกฝ่ายคงอยู่ หรือเลือกที่จะคงอยู่ขณะที่อีกฝ่ายต้องสูญสลายตลอดกาล...
View Moreแคว้นจ้าว
ท่ามกลางความมืดมิดและค่ำคืนอันเหน็บหนาวของหุบเขามังกรหลับ หมอกหนาทึบสีขาวปกคลุมไปทั่วพื้นที่จนมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ไม่ชัดเจนนัก เงาร่างของสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังสาวเท้าออกวิ่งด้วยใบหน้าตื่นตระหนก ความร้อนรนหวาดหวั่นฉายชัดเมื่อมองไปยังเบื้องหน้าซึ่งมีเพียงความมืดมิด
ชายกระโปรงตัวยาวเปียกชื้นลากระกับพื้นจนทำให้นางล้มลง กระนั้นนางก็ยังพยายามหยัดตัวขึ้นเพื่อวิ่งต่อไป เสียงหอบหายใจสับสนทำให้ตระหนักถึงความเหน็ดเหนื่อย จากนั้นเสียงอ้อนวอนก็หลุดรอดออกมา ทันทีที่นางเงยหน้าขึ้นมองบนท้องฟ้าท่ามกลางความมืดมน
‘ได้โปรด...อย่าพานางไป คืนนางให้ข้า’
สิ่งที่นางกำลังเงยขึ้นมองท่ามกลางความมืด...คือสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ตัวใหญ่ ซึ่งบัดนี้กำลังลอยห่างออกไปเรื่อยๆ
ความหวาดกลัวที่จะสูญเสียบีบรัดหัวใจสตรีผู้นั้น นางลืมความหวาดกลัวแม้ในยามที่สัตว์ศักดิ์สิทธิ์หันกลับมามองด้วยดวงตาวาววับ
‘ข้าแต่เทพมังกรผู้ยิ่งใหญ่ ได้โปรด ขอเพียงให้ข้าได้เห็นหน้านางอีกสักครั้งก็ยังดี’ นางคุกเข่าลงอ้อนวอนอย่างไรซึ่งหนทาง
‘เหยียนหว่านเอ๋อร์ ทายาทนักเดินทางข้ามเวลา’
เสียงทุ้มต่ำของมังกรตนนั้นดังขึ้น ร่างสง่างามเรืองแสงสีเขียวกระหวัดไปมาอยู่เหนืออากาศ สร้างความน่าเกรงขามให้ผู้ที่พบเห็นยิ่งนัก เพียงแต่มันตรงกันข้ามกับมารดาที่กำลังจะสูญเสียบุตรสาวไปจากอ้อมอก ท่าทีน่าเกรงขามนั้นไม่มีผลต่อเหยียนหว่านเอ๋อร์แม้แต่น้อย
‘ความรักของมารดายิ่งใหญ่เพียงใดเราเข้าใจดี เราเลือกเจ้าเพื่อให้กำเนิดเด็กน้อยผู้นี้ เพราะชะตาของเจ้าแข็งแกร่งกว่าผู้ใดที่เราเคยพานพบ’
‘ท่านหมายความอย่างไรเจ้าคะ’
‘เหยียนหว่านเอ๋อร์ การอยู่ผิดที่ผิดเวลานับเป็นการฝืนลิขิตสวรรค์ตัวเจ้าเองมิใช่ไม่รู้ เรื่องนี้เริ่มต้นมาจากบุตรสาวของเจ้าเช่นนี้แล้วก็สมควรให้จบที่นาง นับจากนี้จะไม่มีนักเดินทางข้ามเวลาอีก เจ้าคือคนสุดท้ายทั้งยังเป็นผู้ที่ให้กำเนิดเด็กสาวผู้ซึ่งเป็นทั้งจุดเริ่มต้นและจุดจบของเรื่องราว เจ้าต้องปล่อยนางไป...หาไม่ทั้งนางและเจ้าหรือทายาทรุ่นต่อๆ ไปจะไม่มีทางหลุดพ้น’
‘ท่านหมายถึงหลุดพ้นจากการเป็นนักเดินทางข้ามเวลาหรือเจ้าคะ’
‘เจ้าเข้าใจก็ดีแล้ว’
‘แต่...หากว่าตัวข้าน้อยและทายาทรุ่นต่อไปยอมรับให้เกิดขึ้นต่อไปเล่า’
‘ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจพิสูจน์ว่าเจ้าจะสามารถเลี้ยงดูเด็กน้อยผู้นี้ได้อยู่ดี หากเจ้ายังรั้งนางไว้ที่นี่บุตรสาวของเจ้าจะตาย หรืออาจเลวร้ายกว่านั้น...ผู้คนที่อยู่รอบกายนางจะต้องสังเวยชีวิต เจ้าคิดว่านางจะรู้สึกเช่นไรเมื่อรับรู้ว่าตัวเองเป็นดาวหายนะของผู้เป็นที่รัก ปล่อยนางไปเถิด...นี่เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะต่อตัวเจ้าหรือบุตรสาวของเจ้าเอง ความจริงแล้วเหม่ยเซียนผู้นี้ต้องเกิดและแตกดับจนกว่าจิตวิญญาณของนางกลับมาสมบูรณ์ แต่ด้วยเหตุผลบางประการเราจึงไม่อาจรั้งรอได้อีกต่อไป หากเจ้ายังอยากให้นางมีชีวิตอยู่เชื่อเราเถิด เจ้าต้องปล่อยนางไป แล้วสักวันหนึ่งเจ้าจะได้พบกับนางอีก’
‘ไม่นะเจ้าคะ ไม่ อย่าพานางไป ได้โปรด!’
เหยียนหว่านเอ๋อร์อ้อนวอนด้วยท่าทีสิ้นหวัง น้ำตาหลั่งรินพร้อมเสียงกรีดร้องราวจะขาดใจ ไม่อาจทำให้สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ผู้ยิ่งใหญ่หวั่นไหว นางร่ำไห้เมื่อลูกน้อยต้องมาถูกพลัดพรากไปตั้งแต่ยังแบเบาะ ถึงอย่างนั้นนางกลับไม่อาจยับยั้ง ความท้อแท้สิ้นหวังทำให้ลงมือทำในสิ่งที่แม้แต่ผู้ใดก็ไม่อาจคาดคิด
‘อย่าพานางไป ได้โปรด ข้าขอร้อง!’ ร่างที่คุกเข่าอยู่บนพื้นลุกขึ้นพร้อมกับกระโจนเข้าไปหามังกรตัวใหญ่ทันที กระนั้นสิ่งที่นางคว้าเอาไว้ได้กลับมีเพียงความว่างเปล่า...
ในยามเช้าของชั่วโมงแห่งการรีบเร่ง ณ เมืองหลวงของประเทศไทยที่แสนจะร้อนอบอ้าว หญิงสาวคนหนึ่งก้าวลงมาจากรถเมล์ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม สายตามองตรงไปยังร้านกาแฟที่ชอบไปนั่งเป็นประจำ
ระหว่างทางที่หญิงสาวเดินผ่านมีหลายคนมองเธอด้วยท่าทีสงสัย หลายคนส่งยิ้มให้ซึ่งแน่นอนจำนวนคนที่ยิ้มให้คือชายหนุ่ม แต่ท่าทีของหญิงสาวบ่งบอกชัดว่าชินเสียแล้ว เนื่องจากที่ผ่านมาก็มักจะตกเป็นเป้าสายตาเสมอ แม้ไม่ชอบแต่นานๆ เข้าก็เริ่มชินกับการวางตัวเฉย
หากจะพูดกันจริงๆแล้ว รูปร่างที่สมส่วนและหน้าตาสวยสดใส อีกทั้งผิวพรรณขาวเนียนขับเน้นให้หญิงดูมีเสน่ห์น่าดึงดูดใจก็จริง แต่เมื่อพวกชายหนุ่มได้เข้ามาคุย และพบว่าหญิงสาวเป็นคนถามคำตอบคำและทำตัวน่าเบื่อ พวกเขาก็มักจะเป็นฝ่ายถอดใจไปเสียเอง
พวกเขาไม่รู้เลยว่าความจริงหญิงสาวรู้เท่าทันว่าชายหนุ่มเหล่านั้นมองแค่เพียงรูปกายภายนอก ดังนั้นเธอจึงใช้วิธีนี้เสมอเวลาไม่ต้องการให้ใครตามเซ้าซี้ และมันก็ใช้ได้ผลแทบจะทุกครั้ง
เมื่อหญิงสาวเดินเข้าไปต่อคิวเพื่อสั่งกาแฟกับพนักงาน โทรศัพท์มือถือก็ส่งเสียงเตือนว่ามีสายเข้า
“ว่าไง” น้ำเสียงกลั้วหัวเราะกรอกลงไปตามสายทันทีที่กดรับ
“เหม่ยเหม่ย!” เสียงตะโกนที่ดังขึ้นมาตามสายของ พิมพ์พลอย พิทักษ์ชัย ทำให้หญิงสาวต้องรีบยื่นมือถือออกห่างจากหู
“เบาๆ หน่อยหูจะแตกแล้ว” เหม่ยเซียนกรอกเสียงไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายโทรมาทำไม
“อยู่ไหน”
“กำลังซื้อกาแฟ”
“จะไม่บินมาเชียงใหม่จริงๆ?”
“พลอยก็รู้ว่าเหม่ยเหม่ยไปไม่ได้ มีงานเล่มใหม่มาให้แปลต้องส่งภายในอาทิตย์นี้ นี่พลอยจะงอแงทำไมในเมื่อพลอยต้องบินมาขึ้นเครื่องที่กรุงเทพอยู่แล้ว จะให้เหม่ยเหม่ยถ่อไปทำไมถึงเชียงใหม่โน่น ยังไงก็เจอกันก่อนที่พลอยจะบินไปจีนอยู่แล้ว” เหม่ยเซียน ถอนใจ
“เอาเถอะพลอยมันไม่สำคัญเท่าธุรกิจแปลนิยายพันล้านของเหม่ยเหม่ยนี่” พิมพ์พลอยพ้อแต่เหม่ยเซียนกลับส่ายหน้าแล้วหัวเราะแทนที่จะง้องอน
“เหม่ยเหม่ยจน! ไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทองอย่างพลอยนะ จะได้อยู่เฉยๆก็มีกินมีใช้ ไหนจะมีเงินบินไปเที่ยวต่างประเทศอีก”
“นักเขียนนักแปลหนังสือมือทองอย่างเหม่ยเหม่ยเนี่ยนะจน แค่ลิขสิทธิ์นิยายต่างประเทศที่เขียนส่งสำนักพิมพ์ดังๆ ของอังกฤษที่พิมพ์ซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่า ก็มีกินมีใช้ไปจนถึงชาติหน้าโน่น รถก็ไม่ยอมซื้อเอาแต่นั่งรถเมล์ไปไหนมาไหนร้อนจะตาย ถามจริงๆ เงินในธนาคารตั้งใจทิ้งไว้เพราะอยากทำบุญด้วยการปล่อยให้ปลวกกินหรือไง” พิมพ์พลอยร่ายยาวจนเหม่ยเซียนอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้
“เงินพวกนั้นซื้อคอนโดหมดแล้ว ตอนนี้กลายเป็นนักเขียนไส้แห้งแล้วจริงๆ กำลังคิดจะเกาะพลอยกินอยู่เนี่ย”
เหม่ยเซียนเลิกคิ้วที่อีกฝ่ายเข้าใจในสิ่งที่เธอพูด ก็แน่ล่ะเธอตั้งใจพูดเป็นภาษาไทยเพื่อไม่ให้เขาเข้าใจ เพราะยังไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นถึงเทพอสูรที่เป็นคนไปรับตัวเธอมา ที่สำคัญกว่านั้นภาษาจีนที่อีกฝ่ายใช้นั้น มันเป็นภาษาจีนแบบดั้งเดิมที่แม้เธอจะฟังออกแต่กลับรู้สึกไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย“คุณเป็นใครหรือคะ พอจะรู้ไหมว่าฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”“เจ้ามาเพราะต้องมา ในเมื่อมาแล้วก็ตามข้ามาเถิด ระหว่างนี้ยังต้องเจอกับคำถามมากมาย เจ้าอยากตอบก็ตอบ ตอบไม่ได้ก็ไม่ต้องตอบ มาเถิดข้าจะนำทางให้เจ้า” จื่อชิงกล่าวเป็นนัยแล้วเดินนำหญิงสาวออกมา“คือ... ฉันมีคำถามค่ะ หมายถึงข้าขอถามท่านสักข้อได้หรือไม่เจ้าคะ” จากภาษาไทยเปลี่ยนเป็นภาษาจีนอย่างกล้าๆ กลัวๆ จนตัวหญิงสาวเองยังรู้สึกขายหน้า ...ที่เรียนมาห้าปีนั้นไม่ได้ช่วยอะไรในยามที่กำลังประหม่าอย่างนี้“เหม่ยเหริน เจ้าเป็นคนปรับตัวเก่ง ไม่นานเจ้าจะรู้สึกคุ้นชินดังนั้นฝึกเอาไว้เถิด เพราะเจ้ายังต้องอยู่ที่นี่อีก...ชั่วระยะหนึ่ง” จื่อชิงเว้นระยะไปเล็กน้อยคล้ายกับว่าเขาเองก็ลังเลเหม่ยเซียนเบิกตากว้าง “คุณหมายถึงคุณรู้ว่าฉันเป็นใคร...” เหม่ยเซียนชะงักเมื่อจื่อชิงหยุดเดิ
สามร้อยปีก่อนองค์เง็กเซียนฮ่องเต้[1]ได้พระราชทานสมรสให้กับจื่อหมิงหวงหลงกับเทพธิดาเหม่ยเหริน พระธิดาบุญธรรมของพระนางซีหวังหมู่[2] เทพธิดาพระองค์นี้เป็นเพียงองค์เดียวที่พระนางซีหวังหมู่ไว้พระทัยให้ช่วยควบคุมดูแลกาลเวลาของโลกมนุษย์หลังจากสองร้อยปีของการสมรสเทพธิดาเหม่ยเหรินพลันขอหย่ากับจื่อหมิงโดยไม่ทราบสาเหตุ แม้ว่าพระนางซีหวังหมู่จะตรัสถามสาเหตุเท่าไร เทพธิดาเหม่ยเหรินก็เอาแต่นิ่งเงียบจนองค์เง็กเซียนฮ่องเต้ทรงกริ้วมาก ทรงตรัสว่าหากยังไม่เล่าความจริงจะทรงลงโทษนาง เนื่องจากพระองค์เป็นผู้ที่พระราชทานสมรสหากเทพธิดายังคงยืนยันจะหย่านั่นก็เท่ากับขัดพระราชโองการสวรรค์ไม่ว่าจะถูกข่มขู่เท่าไรเทพธิดาเหม่ยเหรินก็ยังยืนยันคำเดิม จนองค์เง็กเซียนฮ่องเต้ทรงขู่ว่าหากยังไม่พูดจะลงโทษตามอาญาสวรรค์ นั่นก็คือไม่ว่าผู้ใดขัดราชโองการจะต้องถูกโยนลงไปยังบ่อพันวิญญาณ ซึ่งไม่ว่าเทพหรือเซียนตนใดหากตกลงไปก็จะดับสูญ ไม่อาจกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกชั่วกัปชั่วกัลป์เทพธิดาเหม่ยเซียนได้ยินเช่นนั้นก็คุกเข่าลงรอรับพระอาญาโดยไม่ปริปาก ซึ่งนั่นทำเอาทั้งองค์เง็กเซียนฮ่องเต้และพระนางซีหวังหมู่ถึงกับทรงถอนพระปัสสาสะเพรา
เมื่อมองสูงขึ้นไปยังเส้นผมที่ยาวสลวยของเขา หญิงสาวกลับพบว่าเขาปล่อยเอาไว้ด้านบนโดยไม่มีการรวบมัดแต่อย่างใด ราวกับว่านี่เป็นเพียงการนอนหลับพักผ่อน ซึ่งนั่นก็ออกจะน่าแปลกเพราะเหม่ยเซียนเคยได้ยินว่าก่อนฝังศพ หากเป็นคนที่มียศศักดิ์ อย่างน้อยเขาก็ควรมีเกี้ยวหยกครอบมวยผมหรือที่เรียกว่า กวาน[1] ไม่ก็รวบผมขึ้นแล้วปักปิ่นเพื่อบ่งบอกถึงฐานะหรืออะไรทำนองนั้น“คุณตายไปแล้วจริงๆ เหรอคะ หล่อขนาดนี้...น่าเสียดายจัง” กว่าจะรู้ตัวว่าตัวเองพูดอะไรออกไป เหม่ยเซียนก็แทบจะหลุดหัวเราะออกมา ที่ตนเพิ่งจะบอกว่าเสียดายความหล่อของคนที่ตายไปแล้ว ช่างบ้าบอดีแท้!“ถึงคุณจะหล่อแต่ถ้าให้เลือกฉันขออยู่ข้างนอกดีกว่า อย่าว่ากันนะคะที่ลวนลามคุณไปตั้งเยอะแต่ไม่ได้อยู่เป็นเพื่อน ฉันว่าฉันควรหาทางออกไปจากโลงน้ำแข็งของคุณเสียที” พูดจบก็ลูบไล้ไปยังผนังโลงศพเพื่อดูว่าจะทำอะไรได้บ้างถึงตอนนี้เองที่เหม่ยเซียนเพิ่งจะสังเกตว่าโลงน้ำแข็งดังกล่าวนั้นไม่ได้เย็นเยียบอย่างที่ควรจะเป็น แม้ว่ามันจะโปร่งใสและเย็นสบาย แต่มันช่างต่างจากน้ำแข็งทั่วไปโดยสิ้นเชิง กระนั้นหญิงสาวก็ให้สงสัยนักว่าหากมันไร้ซึ่งความเย็นแล้ว เหตุใดศพของบุรุษที่หญิง
ท่ามกลางความมืดรอบกายเหม่ยเซียนพยายามยกเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างยากลำบาก สัมผัสบางอย่างใต้ร่าง ทำให้ต้องชะงักและเริ่มตั้งสติ ลำดับความคิดเริ่มทำงานอย่างหนักเมื่อตระหนักได้ถึงบางอย่างที่น่าตื่นตระหนกหญิงสาวใช้มือสองข้างที่ขยับแสนลำบากดันตัวขึ้น ในหัวก็พยายามเรียบเรียงความทรงจำทั้งหมด แต่ศีรษะด้านหลังกลับฟาดเข้ากับของแข็งอย่างจังจนต้องส่งเสียงออกมาด้วยความเจ็บ“นั่นสินะฉันนี่มันโง่จริงๆ เลย” พูดกับตัวเองจบเหม่ยเซียนก็ทิ้งตัวลงไปนอนคว่ำตามเดิมผ่านไปสักระยะสายตาที่เริ่มปรับเข้ากับความมืดก็เริ่มชิน แม้ว่าแสงที่ส่องเข้ามาจะมีไม่มาก แต่นั่นก็ช่วยให้หญิงสาวมองเห็นทุกอย่างรอบกายได้ลางๆภาพตรงหน้ายืนยันทุกอย่างที่คิดได้เป็นอย่างดี เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่หญิงสาวเคยเห็นสถานที่แห่งนี้ แต่ทุกครั้งมันเป็นแค่ความฝันไม่ใช่การมาเยือนด้วยตัวเองอย่างเช่นตอนนี้!“คุณเป็นใครกันแน่ ทำไมฉันถึงฝันเห็นคุณ แล้วทำไมฉันต้องมาที่นี่ นี่เป็นความฝันหรือเปล่า...” พูดจบก็ขมวดคิ้วเพราะความเจ็บที่ศีรษะด้านหลังยังคงชัดเจน ตอกย้ำว่าสิ่งที่เธอเมื่อครู่นั้นเธอเพียงแค่ต้องการปลอบใจตัวเองเท่านั้นคางน้อยๆ ถูไถไปมากับคน













![ภรรยาเช่นข้าหาได้ยากยิ่ง [ตัวประกอบ]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



