Se connecterยามที่แสงสุริยาเริ่มสาดทอแรงกล้าเข้าสู่ช่วงสาย บริเวณหน้าจวนแม่ทัพหรงกลับคลาคล่ำไปด้วยคลื่นฝูงชนที่หิวโหย บรรยากาศการแจกจ่ายข้าวสารและอาหารแห้งดำเนินไปอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย ท่ามกลางเสียงพร่ำพรรณนาขอบพระคุณและสายตาที่เปี่ยมด้วยความหวัง การสงเคราะห์ราษฎรด้วยเมตตาธรรมเช่นนี้หาใช่สิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปในยามข้าวยากหมากแพง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันออกมาจากจวนที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมที่สุดในแผ่นดิน
ภาพเหล่านั้นตกอยู่ในสายตาของบุรุษผู้หนึ่งที่ยืนเฝ้ามองอยู่ห่างๆ ท่วงท่าของเขาสงบนิ่งประดุจขุนเขา ทว่ารอบกายกลับแผ่ซ่านกลิ่นอายสูงศักดิ์และแรงกดดันมหาศาลจนผู้คนมิกล้าเข้าใกล้
"สถานที่แห่งนี้... เป็นของขุนนางผู้ใด" เขาสั่งถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและเย็นชา ทว่าในกระแสเสียงนั้นกลับแฝงความฉงนไว้อย่างปิดไม่มิด
บ่าวรับใช้ข้างกายรีบก้มหน้าจนชิดอก รายงานด้วยความนอบน้อมประหนึ่งยำเกรงอาญาสวรรค์ "เรียนนายท่าน... ที่นี่คือเขตจวนของแม่ทัพหรงเจิ้นกั๋วขอรับ"
คิ้วมณฑาของบุรุษผู้นั้นขมวดมุ่นเข้าหากันทันที มือหนาเปิดสมุดบันทึกรายชื่อที่พกติดตัว ซึ่งรวบรวมวีรกรรมฉาวโฉ่และความโสมมของเหล่าขุนนางไว้ราวกับบัญชีหนังหมา เขาไล่สายตาอ่านข้อความที่ถูกจารึกไว้ครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้ามองโรงทานตรงหน้าอีกครั้ง
"เจ้าพูดไม่ผิดแน่หรือ?" เขาถามย้ำ น้ำเสียงเย็นเยียบลงจนคนฟังหนาวสะท้าน
"ข้าน้อยมิกล้ามุสาขอรับ สตรีนางที่ยืนคุมอยู่นั้น คาดว่าจะเป็นคุณหนูหรงเชียนเสวี่ย นางคือ..." บ่าวรับใช้ตั้งท่าจะสาธยายกิตติศัพท์ร้ายกาจในอดีตตามที่เคยได้ยินมา ทว่าชายหนุ่มกลับยกมือขึ้นเป็นเชิงห้าม สายตาคมกริบประดุจพยัคฆ์ยังคงจับจ้องไปที่ร่างระหงในชุดสีสะอาดตาที่ยืนนิ่งสงบอยู่ท่ามกลางฝูงชน
"ไม่ต้องพูดต่อแล้ว... ข้าพอได้ยินชื่อเสียงของนางมาบ้าง"
เขาจ้องมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบหน้ากากครึ่งหน้าขึ้นมาสวมปิดบังตัวตน แม้ราษฎรทั่วไปมิอาจล่วงรู้ว่าเขาคือใคร ทว่าสำหรับเหล่าขุนนางผู้ทรงอำนาจในราชสำนัก ใบหน้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้อาภรณ์หรูหรานี้คือสิ่งที่พวกเขาล้วนจดจำได้ติดตาและครั่นคร้ามยิ่งนัก
ร่างสูงสง่าเดินปะปนไปกับกลุ่มชาวบ้านอย่างกลมกลืน ก่อนจะไปหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าของนาง สายตาคมกริบจ้องประสานกับดวงตาเรียบเฉยของหญิงสาวอย่างไม่ลดละ
"แม่นางน้อย... ข้าขอร่วมทำทานกับเจ้าด้วยคนได้หรือไม่"
หรงเชียนเสวี่ยสบตากับบุรุษตรงหน้า รัศมีรอบกายของชายผู้นี้แผ่ความกดดันที่มิอาจปิดมิด อีกทั้งหน้ากากที่ปกปิดใบหน้าไว้อย่างลับๆ ล่อๆ ทำให้นางอดคิดมิได้ว่าเขาอาจไม่ใช่ปุถุชนคนธรรมดา
"ท่าทางของเจ้านั้นช่างแปลกแยกนัก... เจ้าเป็นอาชญากรที่หนีคดีมาใช่หรือไม่"
ชายหนุ่มหลุดยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่เขาไม่เคยหยิบยื่นให้ผู้ใดมาก่อนในชีวิต "เจ้ากล้าใช้คำพูดนี้กับข้า... ทั้งที่ครอบครัวของเจ้าเองก็ขึ้นชื่อเรื่องความโฉดอย่างนั้นรึ?"
ก่อนที่นางจะทันได้โต้ตอบ เขาก็หันหลังเดินจากไป พร้อมกับโยนถุงเงินหนักอึ้งให้นางราวกับเป็นเพียงก้อนหินไร้ค่า "ตัวข้านั้นมีนามว่า... หานเทียน"
เขาเอ่ยนามตนเองอย่างชัดถ้อยชัดคำ ทว่าในวินาทีนั้นหรงเชียนเสวี่ยกลับมิได้ใส่ใจกับชื่อเสียงเรียงนามของบุรุษประหลาดนางเท่าใดนัก สายตาของนางจดจ้องเพียงถุงเงินในมือที่สัมผัสได้ถึงน้ำหนักมหาศาลของทองคำภายใน
"เจ้าเป็นคนกระเป๋าหนักไม่เลว... ข้าจะใช้เงินพวกนี้อย่างคุ้มค่าที่สุด" นางพึมพำกับตนเองพลางมองตามแผ่นหลังกว้างที่หายลับไปในฝูงชน
ภายใต้หน้ากากครึ่งหน้าที่ดูลึกลับ แท้จริงคือ หานเทียน หรือ ชินอ๋อง ผู้กุมอำนาจเหนือคุกหลวงและกรมราชทัณฑ์ในวัย 36 ชันษา พระองค์คือเชื้อพระวงศ์ที่คนทั้งแผ่นดินขนานนามว่า อำมหิตที่สุด ด้วยหัตถ์ที่เปื้อนเลือดจากการพิพากษาเหล่านักโทษกบฏและขุนนางกังฉิน ทั้งยังเป็นบุรุษผู้ยืนหยัดอยู่ใกล้ชิดราชบัลลังก์มากที่สุดในยามที่บ้านเมืองสั่นคลอน
โชคชะตาของหานเทียนนั้นเต็มไปด้วยหยดเลือดและน้ำตา พระองค์เป็นพระเชษฐาต่างมารดาของอดีตจักรพรรดิ ทว่าถือกำเนิดจากสตรีชั้นต่ำที่เป็นเพียงนางกำนัลในวังหลัง ท่ามกลางศึกชิงบัลลังก์ที่ร้อนระอุประดุจเตาหลอม เนื่องจากฮ่องเต้องค์ปัจจุบันมีพระชนมายุเพียง 12 พรรษา ขาดที่พึ่งพิงจนเหล่าขุนนางโฉดเริ่มเผยสันดานโลภหวังจะขึ้นเป็นใหญ่
หานเทียนจึงจำต้องรับบทบาท พยัคฆ์ผู้พิทักษ์ แบกรับภาระปกป้องหลานชายตัวน้อยและกวาดล้างรากเน่าของแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นขุนนางมักใหญ่หรือพระญาติที่คิดทรยศ ล้วนถูกพระองค์ฉุดกระชากจากวิมานสู่ลานประหารมานับไม่ถ้วน
ยามที่ชินอ๋องหานเสด็จกลับถึงตำหนัก แสงสุริยาก็เริ่มอับแสงลงจนผืนฟ้าแปรเปลี่ยนเป็นสีขุ่นมัว ตำหนักอันกว้างขวางแห่งนี้มีเพียงบ่าวรับใช้ดูแลเพียงหยิบมือ จนดูเงียบเหงาวังเวงผิดกับฐานันดรศักดิ์ที่เป็นถึงผู้กุมอำนาจล้นแผ่นดิน ทว่านั่นเป็นความตั้งใจของเจ้าของตำหนักผู้ชื่นชอบความสันโดษและไม่ปรารถนาให้ผู้ใดมาล่วงรู้ความเคลื่อนไหว
ทว่าทันทีที่พระบาทเหยียบลงบนลานหินกว้าง เสียงขานเรียกที่เปี่ยมด้วยความตื่นเต้นของเด็กหนุ่มก็ทำลายความเงียบงันลงในทันที
"เสด็จลุง!"
เจ้าของเสียงนั้นคือ หานจวิน จักรพรรดิเยาว์วัยผู้ครองบัลลังก์มังกร แม้พระชนมายุจะยังไม่พ้นวัยดรุณ ทว่าเครื่องหน้ากลับฉายแววสง่างามและเปี่ยมด้วยราศีแห่งผู้มีบุญญาธิการสมเป็นหน่อเนื้อเชื้อไขผู้ปกครองแผ่นดิน
"ฝ่าบาท... เหตุใดจึงเสด็จมาอยู่ที่นี่"
ชินอ๋องตรัสถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าแฝงความแปลกใจ นัยน์ตาคมกริบจ้องมองร่างเล็กที่ควรจะประทับอยู่ในวังหลวงล้อมรอบด้วยเหล่าข้าราชบริพาร แท้จริงแล้วหานเทียนมีปณิธานส่วนตนที่พยายามจะหักใจมิให้ใกล้ชิดกับหลานชายผู้นี้เกินควร เพื่อป้องกันมิให้ความผูกพันกลายเป็นจุดอ่อนในวันที่เขาต้องลงดาบประหารเหล่ากังฉินอย่างเหี้ยมโหด
"ข้าเพียงแต่คิดถึงท่าน..."
ฮ่องเต้น้อยตรัสตอบสั้นๆ ทว่าแววตาที่ทอดมองมากลับเต็มไปด้วยความโหยหาและไว้วางใจ ราวกับว่าท่ามกลางวังหลวงที่เต็มไปด้วยหน้ากากและคำลวง มีเพียงแผ่นหลังของเสด็จลุงผู้นี้เท่านั้นที่เป็นที่พึ่งพิงสุดท้ายที่พระองค์จะสามารถวางหัวใจลงได้อย่างแท้จริง
ท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่น ณ จวนหลังใหม่ของหรงเชียนเสวี่ย พิธีมงคลสมรสถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยความหมายแทนที่จะเป็นความอลังการในวังหลวง เสียงดนตรีบรรเลงแผ่วหวานเคล้าไปกับสายลมยามเย็น ผู้คนในงานต่างมีสีหน้าชื่นมื่น ทว่าจุดที่น่าจับตามองที่สุดกลับเป็นร่างสง่างามของซูฉุนไทเฮาที่ประทับนั่งเป็นเกียรติแก่คู่บ่าวสาวหานจวิน ฮ่องเต้น้อยผู้กุมมือมารดาไว้แน่นด้วยความเป็นห่วง ลอบสังเกตสีหน้าของพระนางอย่างไม่คลาดสายตา ทว่าสิ่งที่เห็นกลับมิใช่ความขมขื่นที่เขากังวล แต่เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความสงบ"แม่ไม่เป็นอะไรหรอกหานจวิน" ไทเฮากระซิบตอบพลางลูบมือลูกชายอย่างอ่อนโยน "เสด็จลุงของเจ้ามีความสุข... แม่ในฐานะน้องสะใภ้และมารดาของแผ่นดิน ย่อมมีความสุขไปด้วย"เด็กชายได้ยินดังนั้น ใบหน้าก็คลี่คลายกลายเป็นรอยยิ้มที่ไร้เดียงสาและเปี่ยมสุข "สมกับเป็นเสด็จแม่ของลูกพ่ะย่ะค่ะ"ในขณะนั้นเอง หรงเชียนเสวี่ยในชุดมงคลที่งดงามทว่าไม่ฟุ้งเฟ้อ ได้เดินเคียงคู่มากับชินอ๋องหานเทียน ทั้งสองก้าวเดินอย่างมั่นคงและสง่างามดุจกิ่งทองใบหยก เมื่อมาถึงเบื้องหน้าไทเฮา หรงเชียนเสวี่ยได้ก้มศีรษะลงเล็กน้อยด้วยกิริยาที่เปี่ยม
โถงราชสำนักในวันนี้ เหล่าขุนนางทั่วทั้งราชสำนักต่างมารวมตัวกันจนเนืองแน่น เสียงกระซิบกระซาบเกี่ยวกับความผิดมหันต์ของขันทีโฉด มู่หรงชิง ดังระงมไปทั่ว บ้างก็สาปแช่ง บ้างก็ก่นด่าด้วยความเกลียดชังที่มันบังอาจหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเบื้องหลังม่านมุกที่ทิ้งตัวลงมาปิดกั้น ร่างของซูฉุนไทเฮานั่งสงบนิ่งทว่าแผ่รังสีแห่งความเยือกเย็น ส่วนทางด้านชินอ๋องหานเทียนประทับอยู่ในตำแหน่งผู้พิพากษา พระพักตร์เรียบเฉยทว่าแววตาคมกริบดุจใบมีดที่พร้อมจะปลิดชีวิตผู้ที่ทรยศต่อแผ่นดินมู่หรงชิงถูกลากตัวเข้ามากลางโถง ร่างกายที่เคยสวมใส่แพรพรรณชั้นดีบัดนี้เหลือเพียงชุดนักโทษสีหม่นรอยโซ่ตรวนเหล็กกล้าที่พันธนาการข้อมือข้อเท้าส่งเสียงกระทบกันดังแกรกกรากทุกย่างก้าว สายตาของมันสั่นไหวและเลื่อนลอย พยายามเพ่งมองผ่านม่านมุกที่กั้นกลาง หวังจะเห็นใบหน้าของสตรีที่มันหลงรักอย่างสิ้นคิดเป็นครั้งสุดท้าย แม้จะรู้ดีว่านางไม่มีวันหันมามองคนเช่นมันด้วยความอาทรก็ตาม"เจ้าสุนัขรับใช้เนรคุณ! บังอาจนัก! เจ้าเป็นเพียงขันทีต่ำต้อย กล้าดีอย่างไรถึงริอ่านแตะต้ององค์ไทเฮา!" ขุนนางอาวุโสผู้หนึ่งก้าวออกมาตวาดลั่นจนใบหน้าแดงก่ำ"เจ้ามันก็แค่ก้อนเน
ในช่วงเวลานี้ เหล่าหมอหลวงต่างทุ่มเทกำลังรักษาซูฉุนไทเฮาอย่างสุดความสามารถ เพื่อหวังให้พระนางฟื้นตื่นจากการหลับใหล ทว่าท่ามกลางความสงบของราชสำนัก ภาระงานเอกสารกลับกองทับทวีจนรัดตัว ฮ่องเต้น้อยหานจวิน ในวัยสิบสองพรรษาต้องแบกรับความกดดันหนักอึ้งเกินวัย ด้วยความห่วงใยหลานชาย ชินอ๋องหานเทียนจึงตัดสินใจพาฮ่องเต้น้อยมาฝากไว้ที่จวนของหรงเชียนเสวี่ย หวังให้เด็กน้อยได้ปลีกตัวออกจากบรรยากาศเคร่งเครียดในวังหลวงบ้างหรงเชียนเสวี่ยซึ่งเติบโตมาในโลกของการสังหารย่อมไม่ประสีประสาในการเอาอกเอาใจเด็ก นางทำได้เพียงนั่งมองเด็กชายด้วยท่าทีสงบนิ่ง ก่อนจะพยักหน้าให้สาวใช้นำขนมว่างมาวางไว้ให้ แล้วความเงียบงันก็เข้าปกคลุมห้องโถงกว้างหานจวินลอบสังเกตสตรีเบื้องหน้าด้วยความระแวง นี่คือครั้งแรกที่เขาได้พบกับสตรีผู้เป็นดั่งหนามยอกอกของเสด็จแม่ ภาพลักษณ์ที่เย็นชาและรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวนางนั้นช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก ทว่าในขณะเดียวกัน เขาก็อดไม่ได้ที่จะสังเกตเห็นความห่วงใยที่เสด็จลุงมีให้แก่นาง "ข้าไม่เคยเห็นเสด็จลุงเอาใจใส่ใครเป็นพิเศษเช่นนี้มาก่อน..." ฮ่องเต้น้อยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าเล็กน้อย "แม้แต
ศึกใหญ่จบสิ้น ขันทีโฉดถูกคุมขังในคุกหลวงรอรับทัณฑ์ตามอาญาแผ่นดิน ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงในยามนี้ดูปลอดโปร่งกระจ่างใส ราวกับจะสดุดีแก่ความสงบสุขที่หวนคืนสู่ราษฎรอีกครั้งณ ริมธารน้ำใสที่รายล้อมด้วยแมกไม้เขียวขจี ชินอ๋องหานเทียนและหรงเชียนเสวี่ยเดินเคียงคู่กันไปตามทางเดินหินอย่างเชื่องช้า บรรยากาศดูผ่อนคลายทว่าแฝงไว้ด้วยความนัยที่เปราะบาง"บิดาและพี่ชายของเจ้าในยามนี้ สร้างผลงานใหญ่หลวงนักที่สามารถปัดเป่าภัยร้ายออกจากราชสำนักได้สำเร็จ" หานเทียนเอ่ยขึ้น พลางลอบสังเกตสีหน้าของสตรีข้างกายอย่างระแวดระวัง ท่วงท่าของพระองค์ดูใส่ใจและนุ่มนวล ราวกับเกรงว่าถ้อยคำใดจะทำให้หญิงงามข้างกายต้องขุ่นเคืองพระองค์นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่ออย่างตรงไปตรงมา "แต่ข้ากลับไม่อาจมอบรางวัลตอบแทนให้เขาได้อย่างเต็มภาคภูมิ... หรงเจิ้นกั๋วเปรียบเสมือนเสือร้ายที่ยอมสงบเสงี่ยมเพียงชั่วคราว ข้าล่วงรู้ดีว่าที่เขายอมลดดาบลง ก็เพราะเหตุการณ์ที่เกือบทำลายตระกูลของเขาในครานี้เป็นสำคัญ"หรงเชียนเสวี่ยเงยหน้าขึ้นประสานสายตากับชินอ๋อง แววตาของนางมิได้มีร่องรอยของความโกรธเคืองหรือการปกป้องบิดาอย่างหลับหูหลับตา น้ำเสียงที่ตอบกล
ร่างของขันทีโฉดถูกทหารคุมตัวลากถูไปตามพื้นมุ่งหน้าสู่คุกหลวง เพื่อรอคอยการตัดสินโทษทัณฑ์ที่สาสม ทว่าในใจของแม่ทัพหรงเจิ้นกั๋ว เพลิงแค้นยังคงปะทุร้อนรุ่มราวกับจะแผดเผาอก เขากระหายที่จะเหยียบย่ำร่างนั้นให้แหลกละเอียดคาส้นเท้า แต่หากต้องการให้มันได้รับความทรมานที่ถึงกึ๋น การสังหารในนาทีนี้กลับดูเป็นความปรานีที่มากเกินไป"ท่านพ่อ... เหตุใดท่านจึงไม่สังหารมันเสีย?"สิ้นเสียงศึกที่สงบลง หรงป๋อหยวนก้าวเดินเข้ามาสมทบกับบิดา หรงเจิ้นกั๋วหันไปจับจ้องบุตรชาย พลางกวาดสายตามองสำรวจท่ามกลางไฟสงครามที่เพิ่งดับมอด เนื้อตัวของลูกชายเขายังคงสะอาดสะอ้านไร้รอยขีดข่วน จะมีก็เพียงกลิ่นสุราฉุนกึกที่โชยออกมาจากตัวนายน้อยผู้นี้เป็นระยะ ทว่าแม่ทัพเฒ่าหาได้ใส่ใจไม่ ในยามที่บุตรชายยังคงปลอดภัยและสุขสบายดี นั่นก็นับเป็นดีที่สุดแล้วเมื่อเห็นบิดายังคงเงียบ หรงป๋อหยวนจึงเอ่ยทัดทานซ้ำอีกครา "ท่านพ่อ ท่านช่างใจดีกับเจ้าขันทีสารเลวนั่นเกินไปแล้ว ทั้งที่มันเคยเหยียบย่ำตระกูลเราจนเกือบสิ้นซาก ท่านจะปล่อยให้มันหายใจไปเพื่ออะไร?"คำทัดทานนั้นทำให้หรงเจิ้นกั๋วชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ ทว่าเสียงหัวเราะนั้น
เมื่อได้รับรายงานจากแนวหลังว่าหรงป๋อหยวนยังปลอดภัยดี ความกังวลที่เกาะกุมหัวใจแม่ทัพก็มลายหายไปสิ้น แววตาของหรงเจิ้นกั๋วเปลี่ยนเป็นคมกริบดุจพยัคฆ์ร้ายที่หมดห่วงหน้าพะวงหลัง เขาแผดเสียงคำรามสั่งให้ทหารบุกตะลุยอย่างบ้าคลั่ง มือสังหารที่ไร้ซึ่งอุดมการณ์เมื่อเห็นสถานการณ์พลิกผันและกำลังจะพ่ายแพ้ต่างก็ทิ้งอาวุธหนีตายกันอลหม่าน"อย่าให้พวกมันหนีรอดไปได้! จัดการให้สิ้น!"หรงเจิ้นกั๋วส่งทหารส่วนหนึ่งออกไล่ล่ากลุ่มนักฆ่าที่กำลังแตกกระเจิง ส่วนตัวเขาพร้อมทหารฝีมือดีที่สุดรีบบุกเข้าสู่ตำหนัก ซูฉุนไทเฮาทันที ทว่าเมื่อก้าวพ้นธรณีประตูห้องโถงใหญ่ ภาพที่เห็นกลับทำเอาแม่ทัพผู้ผ่านศึกมานับร้อยสนามต้องหยุดชะงักศพของเหล่ามือสังหารฝีมือดีที่มู่หรงชิงจ้างมาถูกสังหารจนสิ้นซาก ทุกร่างล้มตายในท่าทางที่ดูไม่ออกว่าเสียชีวิตด้วยวิชาของสำนักใด ร่องรอยการต่อสู้ช่างเรียบง่ายและโหดเหี้ยมเกินกว่าจะเป็นฝีมือของทหารทั่วไป"ที่นี่มันเกิดเรื่องอันใดกันแน่..." หรงเจิ้นกั๋วพึมพำด้วยความตื่นตะลึง เขาเป็นทัพหน้าบุกฝ่าเข้ามาอย่างยากลำบาก แต่กลับมีใครบางคนมาถึงที่นี่ก่อนหน้าเขาและกวาดล้างทุกอย่างจนหมดสิ้น"ท่านแม่ทัพขอร







