Masukในโลกเบื้องหลังที่อาบด้วยแสงสีนีออนและกลิ่นคาวเลือด กุหลาบสีดำ คือนามกรที่ปลุกความหวาดผวาให้แก่เหล่าทรชน นางคือเครื่องจักรสังหารที่สมบูรณ์แบบไร้หัวใจและไร้ซึ่งพันธะ จนกระทั่งลมหายใจสุดท้ายถูกพรากไป ทว่าความตายกลับเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้งวิญญาณเพชฌฆาตสาวกลับต้องมาอยู่ในร่างของ หรงเชียนเสวี่ย บุตรสาวของแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกร สตรีที่มีรูปโฉมงดงามปานหยาดฟ้า แต่กลับมีชื่อเสียงเน่าเฟะประหนึ่งเศษขยะ นางคือ นางแพศยาแห่งเมืองหลวง ผู้ลุ่มหลงในตัณหาและชื่นชอบการทารุณบ่าวไพร่เป็นนิจ ภายใต้จวนที่ดูสูงศักดิ์กลับซ่อนไว้ด้วยความวิปริตเกินทน บิดาคือจอมทัพอำมหิตที่มองชีวิตคนเป็นผักปลา มารดาคืออดีตนางคณิกาที่หมกมุ่นในการชิงดีชิงเด่น และพี่ชายเสเพลที่วันๆ เอาแต่ซุกหัวอยู่ในไหน้ำจัณฑ์
Lihat lebih banyakภายในไนต์คลับที่อบอวลด้วยไอแสงสีชมพูสลับน้ำเงินอิเล็กทริก ชายวัยกลางคนในชุดสูทยับยู่ยี่นอนเบิกตาโพลง ลมหายใจที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดขาดห้วง ตรงหน้าเขาคือร่างระหงในชุดรัดกุมสีดำสนิท ใบหน้าถูกสะกดไว้ภายใต้หน้ากากเรียบเฉยไร้อารมณ์ มีเพียงดวงตาคู่คมที่วาวโรจน์สะท้อนแสงนีออนเท่านั้น
"ได้โปรด... เงิน... ผมมีเงิน... ผมจะโอนให้เดี๋ยวนี้!" เสียงอ้อนวอนสั่นเครือสำลักออกมาพร้อมลิ่มเลือดที่ไหลกบปาก ทว่าคำตอบที่ได้รับมีเพียงความเงียบที่กรีดลึกเข้าไปในความรู้สึก
ปัง! ปัง! ปัง!
ประกายไฟแลบออกจากปลายกระบอกปืน ปลิดชีพเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายในชั่วเคี้ยวหมากแหลก ทิ้งไว้เพียงร่างไร้วิญญาณที่จมกองเลือดข้นคลั่กภายใต้แสงไฟที่ยังคงกะพริบวิบวับอย่างบ้าคลั่ง
เสียงแจ้งเตือนจากสมาร์ทโฟนดังขึ้นเบาๆ พร้อมตัวเลขยอดเงินมหาศาลที่ถูกโอนเข้าบัญชี
"สมแล้วที่เป็นกุหลาบสีดำ ไม่เคยทำให้ผู้จ้างผิดหวัง" ข้อความจากปลายนิ้วของผู้มีอำนาจส่งตรงถึงเธอ แต่หญิงสาวหาได้ไยดีในลาภยศ เธอกดสั่งการเพียงไม่กี่ครั้ง โอนเงินเกือบทั้งหมดเข้าสู่บัญชีสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าหลายแห่งทั่วเมือง
เธอไม่ใช่เครื่องจักรสังหารโดยสันดาน แต่คือผลผลิตของโชคชะตาที่บิดเบี้ยว เธอถูกหล่อหลอมด้วยการฝึกฝนอันโหดเหี้ยมตั้งแต่เยาว์วัย ครอบครัวเป็นเพียงนิยามที่เธอไม่เคยได้สัมผัส ชื่อกุหลาบสีดำ จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความหมดจดในโลกใต้ดิน เป็นความหวาดระแวงที่คืบคลานอยู่ในใจของเหล่าชนชั้นสูงผู้มีฉากหน้าขาวสะอาดแต่เบื้องหลังโสมมเกินทน พวกเขาเริ่มเกรงกลัวว่ากุหลาบดอกนี้จะย้อนกลับมาทิ่มแทงมือที่เคยป้อนอาหาร
ภารกิจสุดท้ายมาถึง... บนยอดตึกสูงระฟ้าท่ามกลางลมกรรโชกแรง กุหลาบสีดำยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวหลังเสร็จสิ้นภารกิจสังหารครั้งสุดท้ายตามคำสั่ง ทว่าครั้งนี้ไร้ซึ่งข้อความแจ้งเตือนเงินโอน มีเพียงความเงียบงันที่ผิดปกติและเสียงสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ที่แผดร้องถี่รัว
บึ้ม!!!
แรงระเบิดมหาศาลฉีกกระชากอากาศ พังทลายโครงสร้างคอนกรีตและกระจกนิรภัยจนกลายเป็นเศษฝุ่น แสงเพลิงสีส้มแดงลุกโชนสว่างวาบไปทั่วขอบฟ้า กลืนกินร่างของพยัคฆ์สาวในเงามืดไปพร้อมกับซากตึกมโหฬาร
เหล่าผู้มีอำนาจเลือกที่จะสังหารหมู่ทุกชีวิตในรัศมี เพียงเพื่อจะกำจัดเธอให้สิ้นซาก พวกเขาหวาดกลัวแม้แต่เงาของเธอ หวาดกลัวการล้างแค้นที่อาจมาถึง จึงตัดสินใจฝังทุกความลับไว้ภายใต้ซากปรักหักพังที่มอดไหม้ ทิ้งไว้เพียงเถ้าถ่านของกุหลาบสีดำที่ลอยล่องอยู่กลางเวหา... ปิดตำนานมือสังหารผู้ไร้ร่องรอยไปตลอดกาล
สติของเธอดับวูบและจมดิ่งสู่ห้วงแห่งความมืดมิดเนิ่นนาน เสียจนมิติกาลเวลาสูญสลายไปสิ้น ในห้วงแห่งความอ้างว้างนั้น ราวกับเธอกำลังท่องอยู่ในโลกแห่งความฝันที่ไร้จุดจบ
เธอฝันว่า... เธอคือบุตรสาวของท่านแม่ทัพผู้เกรียงไกร เป็นดรุณีผู้กำเนิดมาพร้อมรูปโฉมงดงามปานหยาดฟ้ามาดิน ทว่ากริยาการกระทำกลับช่างน่าระอาใจเสียนี่กระไร ไม่ว่าจะเป็นการลงทัณฑ์ทุบตีสาวใช้ราวกับทาสในเรือนเบี้ย หรือการแต่งกายที่อวดเนตรอวดปรางจนเกินงาม มิหนำซ้ำยังทอดไมตรีผูกสัมพันธ์กับบุรุษด้วยจริตที่น่ารังเกียจ
ในขณะที่ความฝันกำลังดำเนินไป แสงทิวากรเริ่มทอแสงแยงนัยน์ตา ปลุกเธอให้ตื่นจากภวังค์อันยาวนาน เธอลืมตาขึ้นช้าๆ พลางรำพึงกับตนเองด้วยน้ำเสียงอันแผ่วเบาว่า...
"นี่เรา... ยังไม่ตายอีกเหรอ"
สายตาของนางกวาดมองอาภรณ์ที่สวมใส่ด้วยความรู้สึกประหลาดล้ำ ราวกับโชคชะตาได้กระชากเธอย้อนกลับคืนสู่อดีตกาล หญิงสาวพยุงกายที่อ่อนล้าให้ลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก ก่อนจะสาวเท้าไปยังคันฉ่องทองเหลืองเพื่อมองดวงหน้าของตนเอง
ภาพที่สะท้อนออกมาคือดรุณีนางหนึ่งที่มีรูปโฉมงดงามหมดจด ไร้ที่ติ แม้จะอยู่ในชุดนอนตัวบางที่เผยให้เห็นส่วนเว้าโค้งเย้ายวนใจเล็กน้อย แต่นั่นก็ไม่อาจกลบรัศมีอันสูงศักดิ์ลงได้
"นี่ข้า... คือหรงเชียนเสวี่ยจริงๆ หรือ" นางรำพึงกับตนเองด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าและแววตาที่เต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ เมื่อโลกในนิมิตฝันกลับกลายเป็นความจริงที่สัมผัสได้ นางพยายามระงับกระแสอารมณ์ที่ตีรวนอยู่ในอกเพียงชั่วครู่ ก่อนจะพาร่างอันอ่อนกำลังกลับไปเอนกายลงบนเตียงกว้างเพื่อพักผ่อนและเรียบเรียงสติสัมปชัญญะอีกครั้ง
ร่างที่นางอาศัยอยู่บัดนี้ คือเจ้าของสมญานามอันน่าอดสูที่ใครได้ยินเป็นต้องเบือนหน้าหนี สตรีแพศยาผู้ฉาวโฉ่ ผู้ขึ้นชื่อเรื่องกริยาอันไร้ยางอายและจริตจะก้านที่เกินพิกัด
"จากนี้ไป... ชื่อเสียพวกนั้นจะถูกฝังลบไปพร้อมกับอดีต" จิตวิญญาณของเพชฌฆาตสาวที่เคยด้านชาต่อความตาย บัดนี้กลับมีเลือดเนื้อและลมหายใจที่เปลี่ยนไป การหลอมรวมของสองตัวตนทำให้ความเงียบขรึมของนางแฝงไว้ด้วยความละเมียดละไมอย่างประหลาด โอกาสครั้งที่สองนี้คือกำไรชีวิตที่นางจะใช้มันเพื่อไขว่คว้าหาความสงบสุขที่ถวิลหามานานแสนนาน
นางตั้งจิตปวารณา... ตราบใดที่ผู้อื่นไม่มาราวีนางก่อน นางก็จะขอวางกระบี่และไม่ให้มือต้องเปื้อนเลือดอีก
ในขณะที่นางกำลังปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปกับความทรงจำที่สับสน ประตูเรือนนอนก็ค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกอย่างแผ่วเบา สัมผัสจากฝ่ามือที่หยาบกร้านทว่าเต็มไปด้วยความอาทร ลูบไล้ลงบนเรือนผมของนางอย่างทะนุถนอม
"เสวี่ยเอ๋อร์... ลูกพ่อ เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง"
น้ำเสียงนั้นทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยความห่วงใย ทำให้นางค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง ใบหน้าของเขาคมเข้มดุดันประหนึ่งราชสีห์ที่ผ่านศึกเหนือเสือใต้มานับไม่ถ้วน ทว่านัยน์ตาคู่ที่เคยกร้าวระรานศัตรู กลับทอประกายอ่อนโยนยามจ้องมองมาที่นางเพียงผู้เดียว
ชายผู้นี้คือ หรงเจิ้นกั๋ว แม่ทัพผู้เกรียงไกรในวัย 48 ปี และเขาก็คือบิดาผู้ให้กำเนิดร่างนี้
"ท่านพ่อ..." นางเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา เนื่องจากร่างกายยังมิตื่นตัวดีนัก "ลูก... ดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ"
คำเรียกขานที่หลุดจากปาก ทำให้ประกายความโล่งใจพาดผ่านใบหน้าเคร่งขรึมของจอมทัพ เขาพยักหน้าเบาๆ ราวกับยกภูเขาออกจากอก
ท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่น ณ จวนหลังใหม่ของหรงเชียนเสวี่ย พิธีมงคลสมรสถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยความหมายแทนที่จะเป็นความอลังการในวังหลวง เสียงดนตรีบรรเลงแผ่วหวานเคล้าไปกับสายลมยามเย็น ผู้คนในงานต่างมีสีหน้าชื่นมื่น ทว่าจุดที่น่าจับตามองที่สุดกลับเป็นร่างสง่างามของซูฉุนไทเฮาที่ประทับนั่งเป็นเกียรติแก่คู่บ่าวสาวหานจวิน ฮ่องเต้น้อยผู้กุมมือมารดาไว้แน่นด้วยความเป็นห่วง ลอบสังเกตสีหน้าของพระนางอย่างไม่คลาดสายตา ทว่าสิ่งที่เห็นกลับมิใช่ความขมขื่นที่เขากังวล แต่เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความสงบ"แม่ไม่เป็นอะไรหรอกหานจวิน" ไทเฮากระซิบตอบพลางลูบมือลูกชายอย่างอ่อนโยน "เสด็จลุงของเจ้ามีความสุข... แม่ในฐานะน้องสะใภ้และมารดาของแผ่นดิน ย่อมมีความสุขไปด้วย"เด็กชายได้ยินดังนั้น ใบหน้าก็คลี่คลายกลายเป็นรอยยิ้มที่ไร้เดียงสาและเปี่ยมสุข "สมกับเป็นเสด็จแม่ของลูกพ่ะย่ะค่ะ"ในขณะนั้นเอง หรงเชียนเสวี่ยในชุดมงคลที่งดงามทว่าไม่ฟุ้งเฟ้อ ได้เดินเคียงคู่มากับชินอ๋องหานเทียน ทั้งสองก้าวเดินอย่างมั่นคงและสง่างามดุจกิ่งทองใบหยก เมื่อมาถึงเบื้องหน้าไทเฮา หรงเชียนเสวี่ยได้ก้มศีรษะลงเล็กน้อยด้วยกิริยาที่เปี่ยม
โถงราชสำนักในวันนี้ เหล่าขุนนางทั่วทั้งราชสำนักต่างมารวมตัวกันจนเนืองแน่น เสียงกระซิบกระซาบเกี่ยวกับความผิดมหันต์ของขันทีโฉด มู่หรงชิง ดังระงมไปทั่ว บ้างก็สาปแช่ง บ้างก็ก่นด่าด้วยความเกลียดชังที่มันบังอาจหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเบื้องหลังม่านมุกที่ทิ้งตัวลงมาปิดกั้น ร่างของซูฉุนไทเฮานั่งสงบนิ่งทว่าแผ่รังสีแห่งความเยือกเย็น ส่วนทางด้านชินอ๋องหานเทียนประทับอยู่ในตำแหน่งผู้พิพากษา พระพักตร์เรียบเฉยทว่าแววตาคมกริบดุจใบมีดที่พร้อมจะปลิดชีวิตผู้ที่ทรยศต่อแผ่นดินมู่หรงชิงถูกลากตัวเข้ามากลางโถง ร่างกายที่เคยสวมใส่แพรพรรณชั้นดีบัดนี้เหลือเพียงชุดนักโทษสีหม่นรอยโซ่ตรวนเหล็กกล้าที่พันธนาการข้อมือข้อเท้าส่งเสียงกระทบกันดังแกรกกรากทุกย่างก้าว สายตาของมันสั่นไหวและเลื่อนลอย พยายามเพ่งมองผ่านม่านมุกที่กั้นกลาง หวังจะเห็นใบหน้าของสตรีที่มันหลงรักอย่างสิ้นคิดเป็นครั้งสุดท้าย แม้จะรู้ดีว่านางไม่มีวันหันมามองคนเช่นมันด้วยความอาทรก็ตาม"เจ้าสุนัขรับใช้เนรคุณ! บังอาจนัก! เจ้าเป็นเพียงขันทีต่ำต้อย กล้าดีอย่างไรถึงริอ่านแตะต้ององค์ไทเฮา!" ขุนนางอาวุโสผู้หนึ่งก้าวออกมาตวาดลั่นจนใบหน้าแดงก่ำ"เจ้ามันก็แค่ก้อนเน
ในช่วงเวลานี้ เหล่าหมอหลวงต่างทุ่มเทกำลังรักษาซูฉุนไทเฮาอย่างสุดความสามารถ เพื่อหวังให้พระนางฟื้นตื่นจากการหลับใหล ทว่าท่ามกลางความสงบของราชสำนัก ภาระงานเอกสารกลับกองทับทวีจนรัดตัว ฮ่องเต้น้อยหานจวิน ในวัยสิบสองพรรษาต้องแบกรับความกดดันหนักอึ้งเกินวัย ด้วยความห่วงใยหลานชาย ชินอ๋องหานเทียนจึงตัดสินใจพาฮ่องเต้น้อยมาฝากไว้ที่จวนของหรงเชียนเสวี่ย หวังให้เด็กน้อยได้ปลีกตัวออกจากบรรยากาศเคร่งเครียดในวังหลวงบ้างหรงเชียนเสวี่ยซึ่งเติบโตมาในโลกของการสังหารย่อมไม่ประสีประสาในการเอาอกเอาใจเด็ก นางทำได้เพียงนั่งมองเด็กชายด้วยท่าทีสงบนิ่ง ก่อนจะพยักหน้าให้สาวใช้นำขนมว่างมาวางไว้ให้ แล้วความเงียบงันก็เข้าปกคลุมห้องโถงกว้างหานจวินลอบสังเกตสตรีเบื้องหน้าด้วยความระแวง นี่คือครั้งแรกที่เขาได้พบกับสตรีผู้เป็นดั่งหนามยอกอกของเสด็จแม่ ภาพลักษณ์ที่เย็นชาและรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวนางนั้นช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก ทว่าในขณะเดียวกัน เขาก็อดไม่ได้ที่จะสังเกตเห็นความห่วงใยที่เสด็จลุงมีให้แก่นาง "ข้าไม่เคยเห็นเสด็จลุงเอาใจใส่ใครเป็นพิเศษเช่นนี้มาก่อน..." ฮ่องเต้น้อยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าเล็กน้อย "แม้แต
ศึกใหญ่จบสิ้น ขันทีโฉดถูกคุมขังในคุกหลวงรอรับทัณฑ์ตามอาญาแผ่นดิน ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงในยามนี้ดูปลอดโปร่งกระจ่างใส ราวกับจะสดุดีแก่ความสงบสุขที่หวนคืนสู่ราษฎรอีกครั้งณ ริมธารน้ำใสที่รายล้อมด้วยแมกไม้เขียวขจี ชินอ๋องหานเทียนและหรงเชียนเสวี่ยเดินเคียงคู่กันไปตามทางเดินหินอย่างเชื่องช้า บรรยากาศดูผ่อนคลายทว่าแฝงไว้ด้วยความนัยที่เปราะบาง"บิดาและพี่ชายของเจ้าในยามนี้ สร้างผลงานใหญ่หลวงนักที่สามารถปัดเป่าภัยร้ายออกจากราชสำนักได้สำเร็จ" หานเทียนเอ่ยขึ้น พลางลอบสังเกตสีหน้าของสตรีข้างกายอย่างระแวดระวัง ท่วงท่าของพระองค์ดูใส่ใจและนุ่มนวล ราวกับเกรงว่าถ้อยคำใดจะทำให้หญิงงามข้างกายต้องขุ่นเคืองพระองค์นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่ออย่างตรงไปตรงมา "แต่ข้ากลับไม่อาจมอบรางวัลตอบแทนให้เขาได้อย่างเต็มภาคภูมิ... หรงเจิ้นกั๋วเปรียบเสมือนเสือร้ายที่ยอมสงบเสงี่ยมเพียงชั่วคราว ข้าล่วงรู้ดีว่าที่เขายอมลดดาบลง ก็เพราะเหตุการณ์ที่เกือบทำลายตระกูลของเขาในครานี้เป็นสำคัญ"หรงเชียนเสวี่ยเงยหน้าขึ้นประสานสายตากับชินอ๋อง แววตาของนางมิได้มีร่องรอยของความโกรธเคืองหรือการปกป้องบิดาอย่างหลับหูหลับตา น้ำเสียงที่ตอบกล












Ulasan-ulasan