LOGINองค์ชายหกมู่เต๋อต้วนข่าย ค่อยๆขยับรุกล้ำทีละก้าว ในขณะที่สาวงาม ฮวาซู นางใส่จริตแกล้งทำผลักไสเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเติมไฟปราถนาให้กับบุรุษที่อยู่ตรงหน้านาง เมื่อไฟปราถนาลุกโซนองค์ชายหกก็รู้สึกเหมือนถูกแผดเผาร้อนแรงด้วยไฟปราถนาตามธรรมชาติบุรุษ ยิ่งร้อนแรงไปเรื่อยๆ สุดท้ายมู่เต๋อต้วนข่ายก็กดฮวาซูไว้ใต้ร่างได้สำเร็จ พอค้นหาปากทางพบก็ขยับเคลื่อนตรงเข้าไปข้างใน
ฮวาซูแค่นเสียงแหบพร่าในลำคอ ทว่ามู่เต๋อต้วนข่ายกลับร่างกายแข็งทื่อ จ้องมองใบหน้าแดงก่ำงดงามของคนที่อยู่ใต้ร่างไม่วางตา สวรรค์บนดินแห่งนั้นเข้าถึงยากกว่าที่เขาจินตนาการไว้
มู่เต๋อต้วนข่ายขยับกายอย่างเชื่องช้า อาศัยจังหวะบดเบียดเสียดสี เนิบนาบ หลอกล่อให้สาวงาม ฮวาซูยอมเปิดช่องทางคับแคบเพื่อให้เข้ารุกล้ำ เข้าไปให้มากขึ้นอีก จุมพิตของเขาจริงจังกว่าเดิม ขบเม้มตามร่างกายของฮวาซู ให้นางนั้นส่งเสียงครางออกมาอย่างกั้นไว้ไม่ได้ จากนั้นก็ใช้ฝ่ามือค่อยๆ ลูบไล้หน้าผากและใบหน้าของนางอย่างช้าๆ ทำให้นางผ่อนคลายลงกว่านี้ เพื่อจะได้นำพานางให้พบกับความสุขสมอิ่มเอม ดื่มด่ำกับสัมผัสแนบชิด ค่ำคืนนี้ยาวนานนัก พวกเขาเริ่มต้นใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่รู้ว่าวันนี้เป็นวันเดือนปีใด พวกเขาเพียงแค่เรียกร้องกันและกันตลอดเวลา ใช้ความร้อนรุ่มของเรือนกาย ทำให้ความปราถนาในใจสงบลง
ในที่สุดท้องฟ้าก็สว่างเจิดจ้า อารมณ์พลุ่งพล่านตลอดคืนกลับสู่ความสงบเยือกเย็นด้วยแสงสว่างจากดวงอาทิตย์
ข่าวลือเรื่องคืนหฤหรรษ์ของตำหนักอวี่ซีแคว้นหยวน ระหว่างองค์ชายหกมู่เต๋อต้วนข่ายผู้หล่อเหลาดุจเทพบุตรเจ้าสำราญกับฮวาซู สาวงามล่มเมืองแห่งหอดนตรีวารีบุปผา ก็แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็วในวันต่อมา
ภายในกระโจมท้องพระโรง แคว้นหยวน ท่านข่านมู่เต๋อหลี่กวง นั่งอยู่บนบัลลังก์ ในท้องพระโรงนอกจากจะกล่าวขวัญถึงข่าวลือของตำหนักอวี่ซีที่อื้อฉาวแล้ว เรื่องที่ต้องหารือกันเคร่งเครียดก็คือ สงครามที่คาดการณ์กันว่าน่าจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ เพราะความฮึกเหิมของแคว้นฉิน โดยการนำของหลี่เหวินเจี๋ย ฮ่องเต้องค์ใหม่ของแคว้นฉิน
“หากเกิดสงครามขึ้น ด้วยจำนวนของทหารที่มีพอๆ กันของแคว้นหยวนและแคว้นฉิน มันต้องเป็นสงครามที่ยืดเยื้อแน่ คาดเดาไม่ได้เลยจริงๆ ว่าสันติจะมาเยือนเมื่อใด” ข่านมู่เต๋อหลี่กวง พูดเปิดประเด็นนี้ขึ้นมา
“แคว้นหยวนของเรา อากาศอบอุ่นและผืนดินอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเกษตร และปศุสัตว์ แม้ในยามรบทัพจับศึกก็ยังคงความรุ่งเรืองอยู่ดังเดิม ด้วยแคว้นหยวนของเราไม่ได้มีข้าศึกมาบุกรุกโจมตีนานมากแล้ว ความเข้มแข็งด้านการทหารจึงอ่อนด้อยลง ดังนั้นการเตรียมรับศึกจากแคว้นฉินในครั้งนี้ คงต้องปรับปรุงการซ้อมรบของเหล่าทหาร พะย่ะคะ” ตู้ลู่เหมิงเหล่ย หัวหน้าเสนาบดีฝ่ายซ้ายเสนอ
“เรียนท่านข่าน ข้าว่าที่ท่านหัวหน้าเสนาบดีฝ่ายซ้าย เสนอมานั้นก็ถูกแต่ข้าเกรงว่าจะไม่ทันการณ์ ในดินแดนบริเวณนี้ มีแคว้นหยวนของพวกเรา มีแคว้นฉิน และมีแคว้นโจว ข้าผู้น้อยขอเสนอให้ ส่งฑูตไปแคว้นโจว เพื่อขอองค์หญิงเชื้อพระวงศ์แคว้นโจวแต่งงานเชื่อมสัมพันธไมตรีกับองค์ชายของแค้วนหยวนเรา การร่วมมือกับแคว้นโจวนี้ น่าจะทำให้แคว้นฉิน ไม่กล้าตัดสินใจทำอะไรบุ่มบ่ามแน่พะย่ะคะ”
“ที่ท่านจี้ลี่ฉางเหยียน หัวหน้าเสนาบดีฝ่ายซ้ายพูดมาก็มีเหตุผล งั้นพวกท่านเห็นว่าจะให้ลูกชายของข้าคนไหนแต่งงานกับองค์หญิงแคว้นโจว?”
“เรียนท่านข่าน ข้าขอเสนอให้องค์ชายใหญ่ มู่เต๋อต้วนอี้ พะย่ะคะ องค์ชายใหญ่เป็นผู้มีเมตตา ผลงานด้านกองทัพโดดเด่น ปัจจุบันองค์ชายใหญ่อายุ 22 ปี และยังไม่มีพระชายา มีเพียงนางสนมแค่สามคนเท่านั้น นี่จะเป็นการทำให้แคว้นโจวรู้สึกว่าได้รับการให้เกียรติเป็นอย่างสูงจากแคว้นหยวนของพวกเรา พะย่ะคะ” จี้ลี่ฉางเหยียน หัวหน้าเสนาบดีฝ่ายขวา ทูลท่านข่านด้วยความมั่นใจ
“เรียนท่านข่าน กระหม่อมขอเสนอองค์ชายรองมู่เต๋อฉีล๋าย พะย่ะคะ องค์ชายรองเก่งทั้งบุ๊นและบู๊ ขณะนี้พระชนมายุ 21 ปี ยังไม่มีพระชายา และยังไม่รับนางสนมเลย ทางราชวงศ์ของแคว้นโจวน่าจะพึงพอใจมากกว่าพะย่ะคะ” ตู้ลู่เหมิงเหล่ยหัวหน้าเสนาบดีฝ่ายซ้าย ทูลต่อท่านข่านด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจเช่นกัน
“ท่านตู้ลู่เหมิงเหล่ย องค์ชายรองนั่นแม้ว่าจะเก่งทั้งบุ๊นและบู๊ รอบรู้ทุกเรื่อง แต่ตามกฏมณเฑียรบาลของต้าหยวนแล้ว องค์ชายใหญ่มีสิทธิ์ขึ้นเป็นรัชทายาท ข้าว่าด้วยเหตุผลนี้ ทางราชวงศ์แคว้นโจว ต้องพึงพอใจมากเป็นแน่ และทางแคว้นโจวจะไม่ลังเลที่จะส่งกองทัพมาช่วยแคว้นหยวนของพวกเรา เมื่อสงครามเริ่มขึ้น”
“.......” ตู้ลู่เหมิงเหล่ย
“เอาล่ะ งั้นตกลงตามนี้ ข้ามู่เต๋อหลี่กวง ข่านแห่งแคว้นหยวน ขอแต่งตั้ง องค์ชายใหญ่ มู่เต๋อต้วนอี้ ให้เป็นฑูต เดินทางไปสู่ขอ พร้อมทั้งรอรับองค์หญิงของแคว้นโจว อภิเษกเชื่อมสัมพันธไมตรีมาแคว้นหยวน อีกเจ็ดวันให้ออกเดินทางได้” สิ้นเสียงรับสั่งของท่านข่านมู่เต๋อ--หลี่กวง เหล่าบรรดาขุนนางก็น้อมคารวะรับคำสั่ง
“เสด็จพ่อ!”
ลูกมาเข้าร่วมประชุมราชสำนักช้าไปหน่อยวันนี้ ดังนั้นลูกขอทำดีไถ่โทษ โดยการติดตามขบวนขององค์ชายใหญ่ ไปยังแคว้นโจวด้วย ข้าจะดูแลและป้องกันอันตรายให้องค์ชายใหญ่ และขบวนสินสอดอย่างสุดความสามารถพะย่ะคะ” มู่เต๋อต้วนข่ายที่เดินเข้ามาในกระโจมท้องพระโรงสายโด่ง รีบคุกเข่าทำความเคารพท่านข่านผู้เป็นพ่อ อย่างนอบน้อมรวดเร็ว
กระโจมท้องพระโรงอันสวยงามวิจิตรของแคว้นหยวนก็บังเกิดเสียงซุบซิบในบัดดลเกี่ยวกับเรื่องข่าวลือของตำหนักอวี่ซี เมื่อคืนนี้ เหล่าบรรดาขุนนางต่างมองไปที่องค์ชายหกมู่เต๋อต้วนข่าย แล้วพร้อมใจกันส่ายหน้า ซึ่งสร้างความรำคาญ รบกวนจิตใจของท่านข่านผู้เป็นพ่อ ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์มิใช่น้อย
“มู่เต๋อต้วนข่าย เจ้าต้องการจะอาศัยการเดินทางไปกับคณะฑูตในครั้งนี้เพื่อไปเที่ยวเล่นที่แคว้นโจวละซิ บอกข้ามาตามความจริงเสียดีดี เจ้านี่มันช่าง.....” ท่านข่านถามออกไปเสียงดังลั่น
“เสด็จพ่อ โปรดฟังลูกก่อน เสด็จพ่อคงลืมไปว่า สหายในวัยเด็กของลูก นาม ซือหม่าไป๋ ตอนนี้เขาเป็นองค์รัชทายาทของแคว้นโจว หากเสด็จพ่ออนุญาตให้ลูกติดตามคณะฑูตของพี่ใหญ่ไปแคว้นโจวด้วย ด้วยความสัมพันธ์พิเศษเป็นการส่วนตัวระหว่างข้ากับองค์ รัชทายาทแคว้นโจว ย่อมได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี และทางแคว้นโจวต้องยินดีรับข้อเสนอของเราโดยไม่มีเงื่อนไขใดใด นะพะย่ะคะ”
“จริงซินะ มู่เต๋อต้วนข่าย การที่เจ้าได้เคยเป็นศิษย์ร่วมอาจารย์ที่คุนหลุนกับ ซือหม่าไป๋ เมื่อตอนเจ้าเป็นเด็ก ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเดียวที่ทำให้ข้ารู้สึกดีเกี่ยวกับตัวเจ้านะ ดี ดี ข้าอนุญาตให้เจ้าเดินทางไปกับองค์ชายใหญ่ ติดตามคณะฑูตไปแคว้นโจว”
“ขอบพระทัยเสด็จพ่อ พะย่ะคะ” มู่เต๋อต้วนข่ายกล่าวพร้อมกับแววตาที่เป็นประกายลึกล้ำ พร้อมรอยยิ้มเล็กน้อยที่ปรากฏบนใบหน้า
ค่อนดึก คืนนี้ไร้ลมและอากาศอุ่น ภายในกระโจมของหัวหน้าเสนาบดีฝ่ายซ้ายตู้ลู่เหมิงเหล่ย
แสงโคมวิบวับ ชายชุดดำคุกเข่าอยู่ด้านหน้าตู้ลู่เหมิงเหล่ย
“อีกเจ็ดวัน องค์ชายใหญ่มู่เต๋อต้วนอี้ จะออกเดินทางไปแคว้นโจว จงนำคำพูดของข้าไปแจ้งแกพวกเจ้า อย่าให้ข้าเห็นหน้าองค์ชายใหญ่ที่มีลมหายใจกลับมายังต้าหยวนอีกเป็นเด็ดขาด!”
“ขอรับนายท่าน ข้าผู้น้อยจะแจ้งแก่พี่น้องและรีบเตรียมตัวให้พร้อมขอรับ ขอท่านหัวหน้าเสนาบดีฝ่ายซ้ายโปรดวางใจ” ชายชุดดำรับคำสั่งจากนายของมันอย่างแข็งขันและรีบออกไปทันที
เมื่อชายชุดดำออกไปแล้ว องค์ชายรองมู่เต๋อฉีล๋ายก็ออกมาจากหลังฉากด้านหลัง ยิ้มให้ตู้ลู่เหมิงเหล่ยผู้เป็นลุง “หลานขอบคุณท่านลุงที่สนับสนุน” ตู้ลู่เหมิงเหล่ยหัวเราะในลำคอ พร้อมกับยื่นมือไปตบไหล่มู่เต๋อฉีล๋ายเบาเบา
ด้านนอกกระโจมสี่ทิศโดยรอบเงียบสงบ ปราศจากสรรพสำเนียง ม่านราตรีดำสนิททว่าหลังความมืดดำอันหนาทึบ กลับนำพาความรู้สึกที่เหมือนมีแววตาอำมหิตคู่หนึ่ง กำลังจ้องมองมายังกระโจม
เดือนห้า วันที่สาม มู่หรงเหว่ยว่าน และหลี่เหวินเจี๋ยพบกับที่สุสานตระกูลเฉิง ในความคิดของหลี่เหวินเจี๋ย ถึงอย่างไรสิ่งที่ควรจัดการให้เสร็จเรียบร้อยก็ไม่สมควรล่าช้า สิ่งที่ควรเผชิญหน้าก็ไม่ควรหลบเลี่ยงไปได้ สิ่งที่ควรทำก็ต้องแบกรับ เขามิใช่บุรุษที่หลายใจสมควรตายเสียหน่อย เขาพร้อมที่จะมีชีวิตที่มีความสุขกับมู่หรงเหว่ยว่าน เขามองไปยังร่างที่ยืนอย่างสง่างามเบื้องหน้าเขา ห่างจากเขาไม่กี่จั้ง เขาเลื่อนสายตาจากตำแหน่งศรีษะไล้ลงมาเรื่อย ๆ จรดปลายเท้าของมู่หรงเหว่ยว่านแม้ว่าความงามของรูปลักษณ์ภายนอกของนางเปลี่ยนไปเป็นความงามที่แตกต่างจากเดิม แต่กลิ่นอายของความองอาจ สง่างาม ยังคงแผ่ออกมาจากร่างของนาง เป็นพลังอันคุ้นเคยสำหรับหลี่เหวินเจี๋ยเป็นอย่างดีหลี่เหวินเจี๋ยเดินอย่างช้า ๆ เข้าไปหามู่หรงเหว่ยว่าน เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย ยามนี้อารมณ์เขามิได้ปลอดโปร่งเท่าใดนัก แต่แสงอาทิตย์กลับแจ่มจ้าเป็นพิเศษเขาเห็นว่าวันนี้พระอาทิตย์ทรงกลดงดงามเกินเหตุ เขาค่อย ๆ เลื่อนสายตากลับมาที่มู่หรงเหว่ยว่าน ยิ้มพรางเอ่ย“เหว่ยว่าน ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน ข้า..” หลี่เหวินเจี๋ยมิ
แสงจันทร์เย็นตาอาบไล้ให้ยามราตรีบนเนินเขา จื่อซานที่อยู่ภายใต้ม่านหมอกปกคลุมจาง ๆ ขณะที่บริเวณโดยรอบวังเวงเปล่าเปลี่ยว ทหารม้าหุ้มเกราะเหล็กทะยานออกจากแคว้น โจวมาอย่างเกรียงไกร อาจเป็นเพราะผู้นำทัพเข้มงวดเด็ดขาด นอกจากเสียงกีบม้าเหยียบย่ำพื้น ก็มิมีผู้ใดส่งเสียงเกินความจำเป็นอื่นใดอีก มู่หรงเหว่ยว่านและซือหม่าไป๋สวมใส่ชุดเกราะน่าเกรงขาม ห้อยกระบี่ประจำกายไว้ข้างเอว ทั้งคู่อยู่หน้าสุด กำลังมองไปยังทิศทางเมืองจินอันแคว้นฉิน ฮ่องเต้หลี่เหวินเจี๋ยแห่งแคว้นฉินเลอะเลือนไร้ความสามารถ ภายในระยะเวลาไม่กี่ปีหลังจากหลี่เหวินเจี๋ยขึ้นครองราชย์ เหล่าราชวงศ์และขุนนางต่างใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย ส่วนประชาชนยากจนข้นแค้น เกิดการปล้นชิงเป็นบริเวณกว้าง กลุ่มคนกระหายอำนาจต่างตั้งตนยึดพื้นที่ตั้งตัวเป็นใหญ่ กดขี่ข่มเหงชาวบ้าน ตระกูลจูแห่งอันคัง กำจัดตระกูลเฉิงแห่งจิงอันที่ยิ่งใหญ่แห่งแคว้นฉินลงได้อย่างราบคาบ แม้แต่ราชวงศ์แซ่หลี่ก็ยังต้องให้ความเกรงใจตระกูลจูถึงสามส่วน เรื่องนี้แน่นอนว่ามู่หรงเหว่ยว่านประจักษ์เป็นอย่างดีว่าตระกูลจูแห่งอันคังนั้น มีจูอ
ยามที่ปลายขอบฟ้ามีเมฆสีแดงเพลิงลอยคล้อยเข้าบดบังนกกาที่บินฉวัดเฉวียนเกลื่อนฟ้า มู่หรงเหว่ยว่านเกิดลางสังหรณ์ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น แต่จะเป็นเรื่องใด? คำกล่าวที่ว่าประสาทสัมผัสที่หกเป็นดั่งอีกาดำแห่งความโชคร้ายก็คือ เมื่อใดที่เกิดลางสังหรณ์ว่าจะมีเรื่องดีเกิดขึ้น ย่อมไม่มีเรื่องดีอันใดเกิดขึ้น กลับกันหากมีลางสังหรณ์ร้าย มักจะต้องเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นเสมอ การรอคอยวันที่จะได้แก้แค้น ปลอบโยนดวงวิญญาณของคนในครอบครัว ช่างสร้างความทรมานให้กับนางเป็นอย่างยิ่ง หากมิได้ รัชทายาทซือหม่าไป๋ พระสวามีคอยปลอบประโลมจิตใจ ขณะนี้เกรงว่านางคงเหยียบแผ่นดินแคว้นฉินแล้ว ที่แย่ยิ่งกว่าลางสังหรณ์ก็คือ หน่วยข่าวกรองขาดการติดต่อกับราชสำนักโดยสิ้นเชิงมาเป็นเวลาสองเดือนแล้ว ข้อมูลข่าวสารหายไปอย่างไร้ร่องรอยเหมือนว่าวที่สายป่านขาด นี่หมายความว่าหากไม่เพราะสายลับที่ส่งไปไม่ถูกขัดขวางระหว่างทาง ก็อาจเป็นเพราะสายลับเสียชีวิตไปแล้วมู่หรงเหว่ยว่านพยายามจิบน้ำชาเพื่อให้ตัวเองสงบลง แต่มือที่ถือถ้วยกลับสั่นไม่หยุด ก่อนที่นางจะทำน้ำชาร้อนลวกมือตัวเอง ทันใดนั้นมู
สายลมโชยพลิ้วยามค่ำคืน สะกิดธุลีบนพื้นลอยฟุ้ง กองกำลังนักฆ่าของตระกูลจูโดยการนำของจูเก่อปาปิดล้อมคฤหาสน์จวนแม่ทัพใหญ่เฉิงอันไว้อย่างแน่นหนาเข้มงวด ต่อให้มีปีกก็คงไม่มีใครหนีออกไปได้ พวกเขาผ่านการฝึกฝนมาเป็นพิเศษ ด้านหน้ามีมือหน้าไม้เรียงรายเป็นแถว ทุกคนหันหน้าเข้าหาคฤหาสน์ กระเป๋าสะพายด้านหลังเต็มไปด้วยลูกศรอาบยาพิษ ด้านหน้าเป็นร่องไม่ลึกมากที่ได้ส่งคนลักลอบมาขุด ไว้อย่างยากลำบากเพียงหนึ่งคืนรอบคฤหาสน์ ในร่องเต็มไปด้วยผงดินปืนจำนวนมาก จุดประสงค์นั้นชัดเจน แม้ต้องสละชีวิต บุคคลผู้เป็นเป้าหมายผู้นั้นต้องตายสถานเดียว เมื่อดำเนินการทุกอย่างเรียบร้อยและนักฆ่าทุกคนอยู่ในสถานะเตรียมพร้อมแล้ว จูเก่อปาโบกมือส่งสัญญาณ ทุกคนพลิกตัวพริ้วกายขึ้นไปเกาะอยู่บนกำแพงอย่างแคล่วคล่อง เงียบกริบ ไม่ได้ยินแม้เสียงหายใจ นักฆ่าทุกคนทำการบรรจุชิงฮัวชิงราชาแห่งยาพิษไว้ที่ปลายแหลมของลูกศร จากนั้นขึ้นลำหน้าไม้ จูเก่อปายกมือโบกเบาๆ อีกครั้ง ลูกศรก็ถูกยิงตรงไปยังคฤหาสน์จวนของแม่ทัพใหญ่เฉิงอันทันที เมื่อลูกศรชุดแรกถูกยิงออกไปแล้ว ลูกศรชุดที่สอง สาม และส
เมืองหลวงแคว้นฉิน ตำหนักฮวาเฟิง สถานที่เงียบสงบที่พำนักสำหรับพระสนมคนใหม่จ้าวม่าน สร้างชิดกับภูเขาจำลองสูงตระหง่าน สามด้านมีกำแพงกำแพงสูงล้อมรอบประดับตกแต่งอย่างหรูหรา ด้านหน้ามีประตูที่หับปิดไว้ทำให้ไม่สามารถมองเห็นด้านในได้ ทั้งนี้เพราะฮ่องเต้หลี่เหวินเจี๋ยมักจะเสด็จมาประทับที่ตำหนักฮวาเฟิงเป็นประจำ ในช่วงที่ผ่านมาภายในวังหลวงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ตำหนักฮวาเฟิงถูกประกาศเป็นเขตหวงห้ามที่ด้านนอกกำแพงมีทหารยามยืนเฝ้าอยู่ทั้งวันทั้งคืน ผู้ที่สามารถเข้าออกได้นอกจากฮ่องเต้หลี่เหวินเจี๋ยแล้วก็มีเพียงคนที่พระสนมจ้าวม่านต้องการให้เข้ามาในตำหนักเท่านั้น ทุกคนในวังหลวงต่างตระหนักว่าฮ่องเต้ให้ความสำคัญต่อพระสนมจ้าวม่านเป็นอย่างมาก ไม่เว้นแม้แต่ฮองเฮาเฉิงซูหลิง ภายหลังการเสียชีวิตของเหรินไซอี้มู่หย่า อดีตเจ้าสำนักใต้พิภพเหรินไซและบรรดาศิษย์ที่ติดตามมา มีเพียงจ้าวม่านคนเดียวเท่านั้นที่รอดชีวิต แต่จ้าวม่านแสร้งทำเป็นได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยจ้าวม่านบอกทุกคนว่าเกิดจากคนนอกบุกรุกเรือนรับรองในตำหนักเทียนหวาง เหตุการณ์นี้สร้างความคลางแคลงใจแก่ฮ่องเ
มู่หรงเหว่ยว่านนอนไม่หลับทั้งคืน อันที่จริงแล้วนางเพิ่งจะได้พลังวิญญาณกลับคืนมาและเริ่มคุ้นชินกับร่างใหม่ได้ไม่นานเท่าไหร่ ก็ต้องแต่งให้กับรัชทายาทซือหม่าไป๋ ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและคาดไม่ถึง ตอนนี้อยู่ ๆ ข้างกายมีคนมาเพิ่มอีกคน เขายังเป็นศิษย์พี่ใหญ่ของนางอีกด้วย นางมองหน้าอันหล่อเหลาของชายหนุ่มที่นอนหลับอย่างเรียบร้อยอยู่ข้าง ๆ นาง แค่มองดูก็รู้ว่าซือหม่าไป๋ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมานอนได้น้อยมาก กว่าเขาจะยอมผละจากนาง ทางทิศตะวันออกก็เริ่มมีสีขาวแซมทองรำไรปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า มู่หรงเหว่ยว่านถอนหายใจยอมรับชะตากรรม ดูท่าสิ่งที่ต้องปรับยังมีอีกมาก ต่อแต่นี้ไปนางคือไท่จื่อเฟย มู่หรงเหว่ยว่านตัดสินใจลุกขึ้นนั่ง ซือหม่าไป๋สัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวข้างกาย หลังจากความรู้สึกสะลึมสะลือ เขาก็ตกใจรู้สึกตัวขึ้นมาไม่น้อย เขาลืมตาขึ้นมา เหม่อมองเพดานที่ตกแต่งอย่างวิจิตรด้วยมุ้งสีแดงสด ขณะที่กำลังพยายามคิดทบทวนว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างเมื่อคืนนี้อยู่นั้น พลันรอยยิ้มอย่างมีความสุขฉายชัดออกมาจากริมฝีปาก และดวงตาของเขา ใช่แล้วเมื่อวานเขาแต่งงานแล้ว มู่หรงเหว่ยว่านผู้หญิงหนึ่งเดียวใ




![ภรรยา[ไม่]ร้ายของนักแข่ง](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


