LOGIN“อวี่เอ๋อร์เด็กดี เจ้าเป็นเช่นใดบ้าง แม่รองได้ยินว่าเจ้านั่นป่วยหนัก แม่รองถือศีลที่วัดจิตใจว้าวุ่นทีเดียว”
เสียงดังมาแทบจะเรียกได้ว่าได้ยินกันทั้งคฤหาสน์จวนมหาราชครูจ้าว “จ้าวจิงอวี่” เจ้าของนาม “อวี่เอ๋อร์” ที่กำลังนั่งคุยกับเสี่ยวจูอยู่ในห้อง ถึงกลับต้องหันหน้าไปตามเส้นทางเสียง
“ฮูหยินรองจูอิง กับคุณหนูรองจ้าวม่าน กลับมาจากถือศีลที่วัดอู่ฉือแล้วเหรอ เนี้ย” เสี่ยวจูเอ่ยขึ้นมาลอยๆ ทำให้ มู่หรงเหว่ยว่าน รู้ว่าผู้หญิงสองคนที่กำลังเดินเข้ามานี่เป็นใคร
ผู้หญิงที่ดูอาวุโสกว่าแต่ยังคงความสวยตามแบบฉบับผู้ดี เมืองหลวงอันคัง คงเป็นฮูหยินรองจูอิงแม่เลี้ยงของจ้าวจิงอวี่ ส่วนหญิงสาวร่างบอบบาง ผิวขาวดั่งหยก ท่าเดินชดช้อยที่เดินตามหลังมาอายุรุ่นราวคราวเดียวกับจ้าวจิงอวี่ คงเป็น จ้าวม่าน บุตรีของฮูหยินรองนั่นเอง มู่หรงเหว่ยว่านในร่างจ้าวจิงอวี่ลุกขึ้นทำการคารวะฮูหยินรอง ในชั่วเวลาเพียงพริบตานั่นเอง มู่หรงเหว่ยวาน คล้ายเห็นประกายตาแข็งกร้าวปนประหลาดใจในดวงตาของจูอิง
“เมื่อข้าได้รับข่าวว่าเจ้าป่วยหนักถึงขั้นกระอักเลือด ข้าเป็นห่วงเจ้ามาก แต่ข้ากำลังอยู่ในพิธีถือศีลภาวนาเพื่อขอพรต่อสวรรค์ให้เจ้าอยู่ ซึ่งพิธีต้องใช้เวลา 45 วัน จึงจะเสร็จสมบูรณ์ ม่านเอ๋อร์ เจ้านำกล่องใส่กำไรเครื่องรางที่ผ่านการทำพิธีสวดภาวนาขอพร มาให้อวี่เอ๋อร์ เร็วเข้า” จูอิงกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูแล้วมีความเป็นห่วง และสีหน้าก็ดูมีความจริงใจ ในขณะเดียวกัน จ้าวม่านยื่นกล่องกำมะหยี่สีแดง มาด้านหน้าของมู่หรงเหว่ยว่าน
มู่หรงเหว่ยว่าน มองไปที่กล่องกำมะหยี่สีแดงตรงหน้า และเอ่ยว่า “ท่านแม่รองช่างมีเมตตาต่ออวี่เอ๋อร์ แต่ช่วงนี้อวี่เอ๋อร์ ไม่ได้ออกไปไหน อยู่แต่ในห้องเพื่อพักฟื้นร่างกาย ข้าอยากจะขอมอบกำไรอำพันนี้ให้ม่านเอ๋อร์ไว้ใช้มันจะเกิดประโยชน์กว่า”
“ไม่ได้ ไม่ได้”
จูอิงรีบกล่าว พร้อมทั้งหยิบกล่องกำมะหยี่สีแดงจากมือของจ้าวม่านมาเปิดฝากล่อง เผยให้เห็นกำไรอำพันส่องแสงเป็นประกาย “กำไรอำพันอันนี้แม่รองตั้งใจขอพรให้เจ้า ปกติเจ้าใส่ติดตัวเป็นประจำในช่วงสองปีที่ผ่านมานี้ เจ้าคุ้นเคยกับกำไรนี้ดี ข้าเพิ่งจะขอให้เจ้าถอดมัน ให้ข้าก่อนที่ข้าจะเดินทางไปวัดอู่ฉือ บัดนี้ข้าได้นำมันกลับมาคืนเจ้าแล้ว อวี่เอ๋อร์ จงใส่มันไว้ติดตัวเป็นประจำนะ ตลอดเวลาที่เจ้าใส่กำไรนี้ เจ้าปลอดภัยมาโดยตลอด นี้เจ้าดูซิ เพียงแค่ถอดออกเจ้าก็ป่วยหนักเลย” จูอิงกล่าวเสร็จก็ปิดกล่องและนำมันมาวางบนฝ่ามือของ มู่หรงเหว่ยว่าน ทันที
“อวี่เอ๋อร์ ขอขอบคุณท่านแม่รองมากเจ้าค่ะ”
มู่หรงเหว่ยว่าน เมื่อเห็นว่าไม่สามารถปฏิเสธจูอิงได้ จึงรับกล่องมา และวางมันลงบนโต๊ะ พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณจูอิง พลันความคิดหนึ่งก็บังเกิดขึ้นในหัวของมู่หรงเหว่ยว่าน
“ท่านแม่รอง ตอนนี้ข้าหายป่วยดีแล้ว ท่านดูข้าซิ แข็งแรงขึ้นกว่าเดิมเสียอีก ท่านหมอหลวงแจ้งว่า อวี่เอ๋อร์นั้นได้รับพิษมาเป็นเวลานานจนพิษได้แทรกซึมเข้าไปทำลายหัวใจแล้ว นี่ถ้าท่านหมอหลวงไม่ได้นำไข่มุกมังกรที่ฮ่องเต้ทรงมีพระเมตตาพระราชทานให้ท่านพ่อมา มาบดปรุงเป็นยาให้ข้า ข้าคงไม่รอด คงไม่ได้เห็นหน้าท่านแม่รองในวันนี้แล้ว ท่านหมอหลวงบอกว่า ยาที่ปรุงจากไข่มุกมังกรนี้สามารถต้านและแก้พิษได้ทุกชนิดในใต้หล้านี่เลย ต่อไปนี้อวี่เอ๋อร์ ไม่ต้องกลัวว่าจะได้รับพิษใดจนทำให้เสียชีวิตได้แล้ว”
“จริงรึ เช่นนั้นก็วิเศษเลย ขอแม่รองได้เห็นยาวิเศษที่ท่านหมอหลวงปรุงจากไข่มุกมังกรเป็นขวัญตาจะได้หรือไม่” จูอิงกล่าวอย่างตื่นเต้นและยิ้มน้อยๆ
มู่หรงเหว่ยว่านเดินไปที่เตียงและหยิบขวดยาหยกอันหนึ่งขึ้นมา
“ท่านแม่รอง นี่คือยาวิเศษที่ปรุงจากไข่มุกมังกรเจ้าค่ะ ท่านแม่รองอยากให้อวี่เอ๋อร์เปิดยาออกมาให้ท่านแม่รองดูมั้ยเจ้าคะ?”
“ไม่ต้องหรอกอวี่เอ๋อร์ ข้ารบกวนเวลาพักผ่อนเจ้ามานานพอสมควรแล้ว อวี่เอ๋อร์เจ้าพักผ่อนเถิด แม่รองขอตัวก่อน”
“ขอบคุณท่านแม่รอง ที่มาเยี่ยมอวี่เอ๋อร์เจ้าค่ะ”
จูอิงก้มศรีษะเล็กน้อยรับการคารวะของอวี่เอ๋อร์ พร้อมยิ้มน้อยๆ บนใบหน้าในขณะที่หันหลังเดินออกจากห้องของจ้าวจิงอวี่ ใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มก็พลันเปลี่ยนเป็นใบหน้าเย็นชา สายตามีแววอำมหิต
มู่หรงเหว่ยว่าน จ้องมองตามด้านหลังของจูอิง และจ้าวม่านที่กำลังเดินออกไป จากนั้นก็เลื่อนสายตามายังกล่องกำมะหยี่สีแดงที่วางไว้บนโต๊ะ
“จ้าวจิงอวี่ ข้าจะทำให้คนที่วางยาพิษฆ่าเจ้าตาย ต้องชดใช้กรรมที่ทำเอาไว้กับเจ้า” มู่หรงเหว่ยว่าน พึมพำออกมาเบาเบา ด้วยสายตาที่มุ่งมั่น
หลังจากนั้นมู่หรงเหว่ยวานให้เสี่ยวจู ไปแจ้งต่อท่านมหาราชครูจ้าว ว่านางจะไปร่วมโต๊ะรับประทานอาหารเย็นด้วย ทำให้มหาราชคูรจ้าวผู้เป็นพ่อ ร่วมถึงจ้าวจิ้งถิงผู้เป็นพี่ชายรู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา จ้าวจิงอวี่สุขภาพไม่แข็งแรงจึงไม่ออกมาจากห้องของนางมากนัก ดังนั้นเย็นนี้จึงเป็นครั้งแรกที่สกุลจ้าวจะได้ทานข้าวเย็นพร้อมหน้าพร้อมตากัน
มู่หรงเหว่ยว่าน รู้จักทุกคนบนโต๊ะอาหารจากข้อมูลที่ได้จากเสี่ยวจู สาวรับใช้คนสนิท ไม่ว่าจะเป็น จ้าวเจิ้น ผู้เป็นบิดา จ้าวจิ้งถิง ผู้เป็นพี่ชายแม่เดียวกัน จูอิงฮูหยินรอง จ้าวปิงบุตรชายฮูหยินรองและจ้าวม่านบุตรีฮูหยินรอง พี่น้องต่างมารดาของจ้าวจิงอวี่
หัวข้อสนทนาที่มู่หรงเหว่ยว่านสนใจมากเป็นพิเศษคือ การพูดคุยกันของจ้าวเจิ้นกับจ้าวจิ้งถิง เกี่ยวกับสงครามที่ก่อตัวขึ้นในภูมิภาคนี้ จ้าวจิ้งถิงได้เล่าถึงสงครามที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในภูมิภาคนี้ และค่อยๆ ลุกลามเริ่มต้นมาจากการแย่งชิงอำนาจภายในของแคว้นฉิน มาเป็นการรบเต็มรูปแบบ หลังจาก อ๋องอี้ หลี่เหวินเจี๋ย ประกาศขึ้นเป็นฮ่องเต้ปกครองแคว้นฉิน หน่วยข่าวกรองของทั้งแคว้นโจว และแน่นอนว่าแคว้นหยวน ที่มีชายแดนติดกันต่างทำงานอย่างหนัก
ในรายงานระบุ เรื่องฮ่องเต้องค์ใหม่แห่งแคว้นฉิน เข่นฆ่าพี่น้องสายเลือดเดียวกันจนหมดสิ้น รวมทั้งได้รับการสนับสนุนอย่างสุดกำลังทรัพย์และวาสนาของตระกูลมู่หรงแห่งคุนหลุน และกำลังทหารมหาศาลจากตระกูลเฉิง ทำให้ฮ่องเต้หลี่เหวินเจี๋ยมีความหึกเหิม ต้องการรวบรวมแคว้นอื่นมาไว้ภายใต้อำนาจของแคว้นฉิน
“นี่พวกท่านสองพ่อลูก จะพูดถึงเรื่องสงครามในระหว่างข้าวเย็น ที่อยู่พร้อมหน้ากันเช่นนั้นหรือ? อวี่เอ๋อร์คงตกใจแย่” ฮูหยินรองจูอิง เอ่ยขึ้นพร้อมกับค้อนสายตางาม ไปที่จ้าวเจิ้น
“ข้าว่าเราควรพูดถึงเรื่องการแต่งงานของจิ้งถิง กันดีกว่านะ จิ้งถิงนั่นเป็นถึงบุตรชายคนโตของสกุลจ้าว ตอนนี้จิ้งถิงอายุ 20 แล้วปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นถึงอัครเสนาบดี แต่ยังไม่มีฮูหยินเลยนะเจ้าคะ”
จ้าวเจิ้น หันมองหน้าบุตรชาย และยิ้มกว้าง “นั่นซินะ เรื่องสงครามไว้เราไปคุยกันต่อในห้องหนังสือ จิ้งถิงเจ้าพึงพอใจคุณหนูสกุลใดอยู่ บอกพ่อมาได้เลย พ่อจะให้แม่รองจัดแม่สื่อ และเตรียมสินสอดทองหมั้นให้เจ้าทันที”
มู่หรงเหว่ยว่าน หันไปมองหน้าจ้าวจิ้งถิง ด้วยความอยากรู้เช่นกันว่าพี่ชายที่แสนจะอ่อนโยนและรักน้องสาวมาก ใครคือนางในดวงใจของเขา
“ท่านพ่อ ท่านล้อข้าเล่นแล้ว ตั้งแต่เล็กจนโตข้า..ข้า ก็มีนางอยู่ในใจเพียงคนเดียว” จ้าวจิ้งถิงตอบจ้าวเจิ้นผู้เป็นพ่อด้วยเสียงที่มั่นคง แต่หน้าแดงเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย
“จริงซินะ องค์หญิงไท่ผิง เมื่อสองวันก่อน องค์หญิงยังส่งขนมดอกกุ้ยฮวาให้นางกำนัลนำมาให้พ่อ หลังเลิกประชุมเลย ความรักของคนหนุ่มสาวนี่จริงๆ เลย คนแก่อย่างข้าตามไม่ทันทีเดียว ดี ดี ถิงเอ๋อร์ พ่อจะสนับสนุนเจ้าเอง” จ้าวเจิ้นกล่าวออกมาอย่างยินดี บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเย็นในคฤหาสน์จวนสกุลจ้าว ช่างอบอุ่นและอบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะ ราตรีจวนมหาราชครูนี้ช่างเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะอย่างมีความสุข
แคว้นหยวน เมืองข่ายเฉิง
“ท่านข่านมีพระประสงค์จะแต่งตั้งรัชทายาทงั้นรึ? ข่าวของเจ้าแน่ชัดแล้วรึ!”
บุรุษวัยกลางคนแต่งตัวภูมิฐานเอ่ยถามอย่างจริงจัง กับบ่าวรับใช้ชุดดำลึกลับที่มารายงานข่าว บุรุษวัยกลางคนผู้นี้ถอนหายใจและมีปฏิกริยาที่เย็นลงเล็กน้อย และเอ่ยอย่างเนิบช้าว่า “เจ้าสั่งคนของเราให้เตรียมพร้อมไว้ให้ดี รอฟังคำสั่งจากข้า หากองค์ชายใหญ่ องค์ชายสี่ องค์ชายหกและองค์ชายเก้า มีท่าทีต้องการตำแหน่งรัชทายาทละก็ จะปล่อยให้มีลมหายใจอยู่ต่อไม่ได้ มีเพียงองค์ชายรองได้ขึ้นเป็น รัชทายาท และขึ้นสู่ตำแหน่งข่านปกครองแคว้นหยวนเท่านั้น ถึงจะทำให้พวกเรายิ่งใหญ่ได้”
“ข้าผู้น้อยรับคำสั่ง” บ่าวรับใช้ชุดดำคุกเข่าคารวะบุรุษวัยกลางคนผู้นี้พร้อมทั้ง กระโดดออกไปทางหน้าต่างห้องอย่างรวดเร็ว
แสงจันทร์หลังพลบค่ำคืนนี้ช่างงดงามยิ่ง ณ ตำหนักอวี้ซี มู่เต๋อต้วนข่าย องค์ชายหก ผู้ได้รับสมญาว่าบุรุษงามและรักความสนุกสนาน แห่งแคว้นหยวน กำลังเปิดอ่านกระดาษแผ่นเล็กใบหนึ่งที่ถูกลอบส่งมาให้เขา ด้วยสีหน้าเย็นชา หลังจากอ่านแล้วมู่เต๋อต้วนข่าย ก็ทำลายกระดาษแผ่นนั้นโดยการเผามันเป็นจุล และพึมพำออกมาว่า “ในเมื่อหลบไม่ได้ก็ต้องลงเล่นซินะ”
มู่เต๋อต้วนข่ายยิ้มยกมุมปาก เขาค่อยๆ ลุกขึ้นและเดินไปที่ห้องด้านข้างที่มีสาวงามของแคว้นหยวนนาม ฮวาซู แห่งหอดนตรีวารีบุปผาที่โด่งดังในเมืองหลวงแคว้นหยวน กึ่งนั่งกึ่งนอนรอเขาอยู่แล้ว มู่เต๋อต้วนข่ายเดินอย่างช้าๆ ไปเปิดหน้าต่าง ด้านที่หันไปทางสวน และเดินตรงมายังสาวงาม ฮวาซู พร้อมทั้งยื่นมือของเขาไปแก้สายคาดเอวของนางอย่างรวดเร็ว ฮวาซูเบิกตากว้าง แล้วคว้าสายคาดเอวเอาไว้ มู่เต๋อต้วนข่ายขมวดคิ้ว แล้วเอ่ยว่า “หรือเจ้าจะถอดเสื้อผ้าของเจ้าเอง? เจ้าไม่ร้อนบ้างหรือ ข้านั้นร้อนมาก” มู่เต๋อต้วนข่ายพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า หรี่ตาลงมีเสน่ห์ยิ่ง
“ฮวาซูขออภัย ข้าเพียงตกใจ ที่อยู่ๆ องค์ชายหกก็ ...ก็.. จะรีบร้อนอะไรขนาดนั้นเพคะ...อุ๊บ...อ๊ะ...”
ฮวาซู นางยังไม่ทันกล่าวจบประโยค นางก็ถูกริมฝีปากเขาทาบทับลงมาจุมพิต นางอยากดิ้นรนขัดขืน แต่ทันทีที่เขารับรู้เป้าหมายของนาง การเคลื่อนไหวจะบดขยี้รุนแรงกว่าเดิม
“อย่าขยับ ข้าจะอ่อนโยนกว่านี้”
เดือนห้า วันที่สาม มู่หรงเหว่ยว่าน และหลี่เหวินเจี๋ยพบกับที่สุสานตระกูลเฉิง ในความคิดของหลี่เหวินเจี๋ย ถึงอย่างไรสิ่งที่ควรจัดการให้เสร็จเรียบร้อยก็ไม่สมควรล่าช้า สิ่งที่ควรเผชิญหน้าก็ไม่ควรหลบเลี่ยงไปได้ สิ่งที่ควรทำก็ต้องแบกรับ เขามิใช่บุรุษที่หลายใจสมควรตายเสียหน่อย เขาพร้อมที่จะมีชีวิตที่มีความสุขกับมู่หรงเหว่ยว่าน เขามองไปยังร่างที่ยืนอย่างสง่างามเบื้องหน้าเขา ห่างจากเขาไม่กี่จั้ง เขาเลื่อนสายตาจากตำแหน่งศรีษะไล้ลงมาเรื่อย ๆ จรดปลายเท้าของมู่หรงเหว่ยว่านแม้ว่าความงามของรูปลักษณ์ภายนอกของนางเปลี่ยนไปเป็นความงามที่แตกต่างจากเดิม แต่กลิ่นอายของความองอาจ สง่างาม ยังคงแผ่ออกมาจากร่างของนาง เป็นพลังอันคุ้นเคยสำหรับหลี่เหวินเจี๋ยเป็นอย่างดีหลี่เหวินเจี๋ยเดินอย่างช้า ๆ เข้าไปหามู่หรงเหว่ยว่าน เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย ยามนี้อารมณ์เขามิได้ปลอดโปร่งเท่าใดนัก แต่แสงอาทิตย์กลับแจ่มจ้าเป็นพิเศษเขาเห็นว่าวันนี้พระอาทิตย์ทรงกลดงดงามเกินเหตุ เขาค่อย ๆ เลื่อนสายตากลับมาที่มู่หรงเหว่ยว่าน ยิ้มพรางเอ่ย“เหว่ยว่าน ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน ข้า..” หลี่เหวินเจี๋ยมิ
แสงจันทร์เย็นตาอาบไล้ให้ยามราตรีบนเนินเขา จื่อซานที่อยู่ภายใต้ม่านหมอกปกคลุมจาง ๆ ขณะที่บริเวณโดยรอบวังเวงเปล่าเปลี่ยว ทหารม้าหุ้มเกราะเหล็กทะยานออกจากแคว้น โจวมาอย่างเกรียงไกร อาจเป็นเพราะผู้นำทัพเข้มงวดเด็ดขาด นอกจากเสียงกีบม้าเหยียบย่ำพื้น ก็มิมีผู้ใดส่งเสียงเกินความจำเป็นอื่นใดอีก มู่หรงเหว่ยว่านและซือหม่าไป๋สวมใส่ชุดเกราะน่าเกรงขาม ห้อยกระบี่ประจำกายไว้ข้างเอว ทั้งคู่อยู่หน้าสุด กำลังมองไปยังทิศทางเมืองจินอันแคว้นฉิน ฮ่องเต้หลี่เหวินเจี๋ยแห่งแคว้นฉินเลอะเลือนไร้ความสามารถ ภายในระยะเวลาไม่กี่ปีหลังจากหลี่เหวินเจี๋ยขึ้นครองราชย์ เหล่าราชวงศ์และขุนนางต่างใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย ส่วนประชาชนยากจนข้นแค้น เกิดการปล้นชิงเป็นบริเวณกว้าง กลุ่มคนกระหายอำนาจต่างตั้งตนยึดพื้นที่ตั้งตัวเป็นใหญ่ กดขี่ข่มเหงชาวบ้าน ตระกูลจูแห่งอันคัง กำจัดตระกูลเฉิงแห่งจิงอันที่ยิ่งใหญ่แห่งแคว้นฉินลงได้อย่างราบคาบ แม้แต่ราชวงศ์แซ่หลี่ก็ยังต้องให้ความเกรงใจตระกูลจูถึงสามส่วน เรื่องนี้แน่นอนว่ามู่หรงเหว่ยว่านประจักษ์เป็นอย่างดีว่าตระกูลจูแห่งอันคังนั้น มีจูอ
ยามที่ปลายขอบฟ้ามีเมฆสีแดงเพลิงลอยคล้อยเข้าบดบังนกกาที่บินฉวัดเฉวียนเกลื่อนฟ้า มู่หรงเหว่ยว่านเกิดลางสังหรณ์ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น แต่จะเป็นเรื่องใด? คำกล่าวที่ว่าประสาทสัมผัสที่หกเป็นดั่งอีกาดำแห่งความโชคร้ายก็คือ เมื่อใดที่เกิดลางสังหรณ์ว่าจะมีเรื่องดีเกิดขึ้น ย่อมไม่มีเรื่องดีอันใดเกิดขึ้น กลับกันหากมีลางสังหรณ์ร้าย มักจะต้องเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นเสมอ การรอคอยวันที่จะได้แก้แค้น ปลอบโยนดวงวิญญาณของคนในครอบครัว ช่างสร้างความทรมานให้กับนางเป็นอย่างยิ่ง หากมิได้ รัชทายาทซือหม่าไป๋ พระสวามีคอยปลอบประโลมจิตใจ ขณะนี้เกรงว่านางคงเหยียบแผ่นดินแคว้นฉินแล้ว ที่แย่ยิ่งกว่าลางสังหรณ์ก็คือ หน่วยข่าวกรองขาดการติดต่อกับราชสำนักโดยสิ้นเชิงมาเป็นเวลาสองเดือนแล้ว ข้อมูลข่าวสารหายไปอย่างไร้ร่องรอยเหมือนว่าวที่สายป่านขาด นี่หมายความว่าหากไม่เพราะสายลับที่ส่งไปไม่ถูกขัดขวางระหว่างทาง ก็อาจเป็นเพราะสายลับเสียชีวิตไปแล้วมู่หรงเหว่ยว่านพยายามจิบน้ำชาเพื่อให้ตัวเองสงบลง แต่มือที่ถือถ้วยกลับสั่นไม่หยุด ก่อนที่นางจะทำน้ำชาร้อนลวกมือตัวเอง ทันใดนั้นมู
สายลมโชยพลิ้วยามค่ำคืน สะกิดธุลีบนพื้นลอยฟุ้ง กองกำลังนักฆ่าของตระกูลจูโดยการนำของจูเก่อปาปิดล้อมคฤหาสน์จวนแม่ทัพใหญ่เฉิงอันไว้อย่างแน่นหนาเข้มงวด ต่อให้มีปีกก็คงไม่มีใครหนีออกไปได้ พวกเขาผ่านการฝึกฝนมาเป็นพิเศษ ด้านหน้ามีมือหน้าไม้เรียงรายเป็นแถว ทุกคนหันหน้าเข้าหาคฤหาสน์ กระเป๋าสะพายด้านหลังเต็มไปด้วยลูกศรอาบยาพิษ ด้านหน้าเป็นร่องไม่ลึกมากที่ได้ส่งคนลักลอบมาขุด ไว้อย่างยากลำบากเพียงหนึ่งคืนรอบคฤหาสน์ ในร่องเต็มไปด้วยผงดินปืนจำนวนมาก จุดประสงค์นั้นชัดเจน แม้ต้องสละชีวิต บุคคลผู้เป็นเป้าหมายผู้นั้นต้องตายสถานเดียว เมื่อดำเนินการทุกอย่างเรียบร้อยและนักฆ่าทุกคนอยู่ในสถานะเตรียมพร้อมแล้ว จูเก่อปาโบกมือส่งสัญญาณ ทุกคนพลิกตัวพริ้วกายขึ้นไปเกาะอยู่บนกำแพงอย่างแคล่วคล่อง เงียบกริบ ไม่ได้ยินแม้เสียงหายใจ นักฆ่าทุกคนทำการบรรจุชิงฮัวชิงราชาแห่งยาพิษไว้ที่ปลายแหลมของลูกศร จากนั้นขึ้นลำหน้าไม้ จูเก่อปายกมือโบกเบาๆ อีกครั้ง ลูกศรก็ถูกยิงตรงไปยังคฤหาสน์จวนของแม่ทัพใหญ่เฉิงอันทันที เมื่อลูกศรชุดแรกถูกยิงออกไปแล้ว ลูกศรชุดที่สอง สาม และส
เมืองหลวงแคว้นฉิน ตำหนักฮวาเฟิง สถานที่เงียบสงบที่พำนักสำหรับพระสนมคนใหม่จ้าวม่าน สร้างชิดกับภูเขาจำลองสูงตระหง่าน สามด้านมีกำแพงกำแพงสูงล้อมรอบประดับตกแต่งอย่างหรูหรา ด้านหน้ามีประตูที่หับปิดไว้ทำให้ไม่สามารถมองเห็นด้านในได้ ทั้งนี้เพราะฮ่องเต้หลี่เหวินเจี๋ยมักจะเสด็จมาประทับที่ตำหนักฮวาเฟิงเป็นประจำ ในช่วงที่ผ่านมาภายในวังหลวงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ตำหนักฮวาเฟิงถูกประกาศเป็นเขตหวงห้ามที่ด้านนอกกำแพงมีทหารยามยืนเฝ้าอยู่ทั้งวันทั้งคืน ผู้ที่สามารถเข้าออกได้นอกจากฮ่องเต้หลี่เหวินเจี๋ยแล้วก็มีเพียงคนที่พระสนมจ้าวม่านต้องการให้เข้ามาในตำหนักเท่านั้น ทุกคนในวังหลวงต่างตระหนักว่าฮ่องเต้ให้ความสำคัญต่อพระสนมจ้าวม่านเป็นอย่างมาก ไม่เว้นแม้แต่ฮองเฮาเฉิงซูหลิง ภายหลังการเสียชีวิตของเหรินไซอี้มู่หย่า อดีตเจ้าสำนักใต้พิภพเหรินไซและบรรดาศิษย์ที่ติดตามมา มีเพียงจ้าวม่านคนเดียวเท่านั้นที่รอดชีวิต แต่จ้าวม่านแสร้งทำเป็นได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยจ้าวม่านบอกทุกคนว่าเกิดจากคนนอกบุกรุกเรือนรับรองในตำหนักเทียนหวาง เหตุการณ์นี้สร้างความคลางแคลงใจแก่ฮ่องเ
มู่หรงเหว่ยว่านนอนไม่หลับทั้งคืน อันที่จริงแล้วนางเพิ่งจะได้พลังวิญญาณกลับคืนมาและเริ่มคุ้นชินกับร่างใหม่ได้ไม่นานเท่าไหร่ ก็ต้องแต่งให้กับรัชทายาทซือหม่าไป๋ ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและคาดไม่ถึง ตอนนี้อยู่ ๆ ข้างกายมีคนมาเพิ่มอีกคน เขายังเป็นศิษย์พี่ใหญ่ของนางอีกด้วย นางมองหน้าอันหล่อเหลาของชายหนุ่มที่นอนหลับอย่างเรียบร้อยอยู่ข้าง ๆ นาง แค่มองดูก็รู้ว่าซือหม่าไป๋ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมานอนได้น้อยมาก กว่าเขาจะยอมผละจากนาง ทางทิศตะวันออกก็เริ่มมีสีขาวแซมทองรำไรปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า มู่หรงเหว่ยว่านถอนหายใจยอมรับชะตากรรม ดูท่าสิ่งที่ต้องปรับยังมีอีกมาก ต่อแต่นี้ไปนางคือไท่จื่อเฟย มู่หรงเหว่ยว่านตัดสินใจลุกขึ้นนั่ง ซือหม่าไป๋สัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวข้างกาย หลังจากความรู้สึกสะลึมสะลือ เขาก็ตกใจรู้สึกตัวขึ้นมาไม่น้อย เขาลืมตาขึ้นมา เหม่อมองเพดานที่ตกแต่งอย่างวิจิตรด้วยมุ้งสีแดงสด ขณะที่กำลังพยายามคิดทบทวนว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างเมื่อคืนนี้อยู่นั้น พลันรอยยิ้มอย่างมีความสุขฉายชัดออกมาจากริมฝีปาก และดวงตาของเขา ใช่แล้วเมื่อวานเขาแต่งงานแล้ว มู่หรงเหว่ยว่านผู้หญิงหนึ่งเดียวใ







