Se connecterอันเหนียง สตรีสูงวัยอายุหกสิบสามปีเจ้าของห้องเช่าเก่าโทรมในหมู่บ้านชิงเหอ แท้จริงแล้วเมื่อสี่สิบกว่าปีก่อน นางเคยเป็นโฉมงามที่ทำให้ทั้งเมืองหลวงต้องสั่นสะเทือน นางคือ หญิงคณิกาอันดับหนึ่งแห่งย่านโคมแดง บุรุษทั้งขุนนางน้อยใหญ่ ผู้หลงใหลในคาวโลกีย์…น้อยคนนักที่จะไม่เคยผ่านเตียงของนางแต่กาลเวลาก็ไม่เคยปรานีผู้ใด
วันหนึ่งนางพลาดท่าตั้งครรภ์กับลูกค้าแม้กระทั่งตัวเอง…ก็ไม่รู้ว่าใครเป็นบิดาของเด็กเด็กชายคนนั้นถือกำเนิดขึ้นมาพร้อม สติปัญญาที่ไม่สมประกอบร่างกายใหญ่โต อ้วนท้วน แต่สมองไม่ต่างจากเด็กเล็กน้ำมูกน้ำลายไหลเยิ้มไม่เคยขาดนางตั้งชื่อเขาว่า อันฉือ
ด้วยความอัปยศและความเบื่อหน่ายอันเหนียงจึงเลือกหลบหนีออกจากเมืองหลวงลงหลักปักฐานอยู่ที่หมู่บ้านชิงเหอแห่งนี้
แต่ถึงเวลาจะผ่านไปนานเพียงใดนางก็ไม่เคยวางมือจากเรื่องคาวโลกีย์นางล่อลวงเด็กสาวในหมู่บ้านหลอกพาไปขายให้เหล่าขุนนางชราผู้หิวกระหายราคะแลกกับเงินจำนวนมากแม้สมองยังเฉียบแหลมแต่จิตใจของสตรีผู้นี้ บิดเบี้ยวไม่ต่างจากคนวิกลจริตยามนี้ ภายในบ้านไม้หลังหนึ่งอันเหนียงนั่งรับประทานอาหารกับบุตรชายของตน
อันฉือนั่งตักข้าวเข้าปากอย่างเลอะเทอะน้ำลายหยดย้อยเปื้อนคอเสื้อดวงตาเล็กๆ ของเขาเป็นประกายวาบขึ้น ก่อนจะหัวเราะ “ฮ่าๆ” อย่างไร้เดียงสา
“ท่านแม่…ท่านแม่…ฮิๆ” เขาชี้ช้อนออกไปกลางอากาศ “เสวียนหนิง…สวย…สวยมากเลย…ฉือชอบ…ฉืออยากได้…”
อันเหนียงชะงักเล็กน้อย ก่อนขมวดคิ้ว “เด็กโง่! สตรีมีตั้งมากมาย เหตุใดเจ้าต้องเลือกนาง!”
นางวางตะเกียบลงอย่างแรง “หากเจ้าพึงพอใจสาวผู้ใดในหมู่บ้าน แม่สามารถจัดหาให้ได้ทั้งนั้น”
แม้บุตรจะปัญญาอ่อนแต่อันเหนียง ไม่ต้องการสตรีที่มีสามีแล้วมาเป็นสะใภ้ในสายตาของนางสตรีเช่น เสวียนหนิงเหมาะสำหรับถูกหลอกไปขายให้พวกขุนนางชรามากกว่าไม่ใช่ให้ลูกชายโง่งมของตนหลงรัก
อันฉือทำหน้าเหยเกทิ้งช้อนลงกับพื้นแล้วเริ่มกระทืบเท้างอแงเหมือนเด็ก
“ไม่เอา! ไม่เอา! ฮือออ…”“ฉืออยากได้นาง…ฉืออยากได้นาง…”“ฉือรักนาง…รัก…รัก…”
เขาทุบอกตัวเองแรงๆ น้ำมูกไหล น้ำตาไหล สะอื้นอย่างไร้เหตุผล“ฉือจะเอาเสวียนหนิง…จะเอา…จะเอา…”
อันเหนียงทอดสายตามองภาพนั้นด้วยแววตาเย็นชา ริมฝีปากเหี่ยวย่นค่อยๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ ที่ไร้ความอบอุ่น ดวงตาสั่นไหวด้วยแววคิดอันบิดเบี้ยว
“ในเมื่อเจ้าเป็นบุตรชายของข้า…” เสียงของนางต่ำและเชื่องช้า “ถ้าเช่นนั้น…ข้าก็จะทำให้เจ้าสมความปรารถนาเอง”
คำพูดนั้นเต็มไปด้วยความหมายแฝงราวกับมีเขี้ยวเล็บซ่อนอยู่ใต้รอยยิ้มอันฉือที่กำลังตักข้าวเข้าปากอยู่ชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะเบิกตากว้างขึ้นทันที ใบหน้าอูมอ้วนอาบไปด้วยรอยยิ้มเปื้อนน้ำลาย เขาหัวเราะ “ฮิๆ” อย่างดีอกดีใจ
“จริงนะๆ?”“ท่านแม่ให้ฉือได้เสวียนหนิงจริงๆ เหรอ?”
เขาตบมือเปาะอย่างเด็กเล็กก่อนจะรีบตักอาหารยัดใส่ปากอีกคำเคี้ยวตุ้ยนุ้ยอย่างไม่รู้สึกรู้สา
“ฉือรักท่านแม่ที่สุดเลย!”“ที่สุดๆ เลย ฮิๆๆ”
คำพูดนั้นไร้เดียงสาแต่รอยยิ้มของอันเหนียง…กลับยิ่งลึกและมืดลงในเงาไฟในช่วงสายของวันนั้น อันเหนียง เดินทอดน่องมายังชายขอบของหมู่บ้านชิงเหอ สถานที่แห่งนี้เป็นผืนดินสำหรับเพาะปลูก พืชผลเรียงรายอยู่เต็มสองข้างทาง ชาวบ้านต่างก้มหน้าก้มตาทำงานของตนอย่างเงียบงันนางรู้ดีว่าเสวียนหนิงและสามีพิการของนางเป็น คนต่างถิ่นไม่มีที่ดินเป็นของตนเองทำได้เพียงรับจ้างทำกิน แลกอาหารประทังชีวิตไปวันต่อวันและทุกอย่างก็เป็นไปตามที่อันเหนียงคาดไว้ไม่ไกลจากต้นไม้ใหญ่ริมแปลงเพาะปลูกเสวียนหนิงกำลังก้มเก็บผลไม้ใส่ตะกร้าอย่างตั้งใจเสื้อผ้าธรรมดาเปื้อนดินเล็กน้อยเหงื่อบางๆ เกาะตามขมับดูไม่ต่างจากหญิงชาวบ้านผู้ขยันขันแข็งทั่วไปอันเหนียงยกยิ้มบางๆ ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้น้ำเสียงที่เปล่งออกมาช่างดูอ่อนโยน เต็มไปด้วยความเป็นห่วงเป็นใย
“สาวน้อย…ไม่เหนื่อยบ้างหรือเป็นเพียงสตรีร่างบางแท้ๆ กลับต้องมาทำงานหนักเช่นนี้ น่าสงสารจริงๆ”
คำพูดนั้นฟังดูเหมือนเมตตาแต่แฝงไว้ด้วยบางสิ่งที่ทำให้อากาศรอบตัวเสวียนหนิงเย็นลงโดยไม่รู้ตัวเสวียนหนิงเงยหน้าขึ้นแต่สีหน้าของนางยังคงสุภาพ อ่อนโยนดุจดังเสวียนหนิงคนเดิม
“ท่านป้าอันเหนียง…เหตุใดท่านจึงมาที่นี่ได้เจ้าคะ”
น้ำเสียงเรียบร้อยท่าทางนอบน้อมทุกอย่างยังคงเหมือนหญิงสาวแสนธรรมดาในสายตาคนนอกแต่ในส่วนลึกของจิตใจเสวียนหนิงกลับตื่นตัวขึ้นในทันที กลิ่นอายแฝงพิษ… แม้จะจางมากแต่สำหรับนางผู้เคยใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางการลอบสังหารกลิ่นของ เจตนาร้าย นั้นไม่อาจปิดบังได้เลยแม้เพียงนิดเดียว ยายแก่นี่…กำลังคิดอะไรอยู่กันแน่…
นางครุ่นคิดในใจปลายนิ้วที่จับตะกร้ากระชับแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว อันเหนียงทอดสายตามองเสวียนหนิงจากศีรษะจรดปลายเท้า แววตานั้นดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความเมตตา หากแต่ลึกลงไปกลับซ่อนคมเขี้ยวเอาไว้แน่นหนา “ก็จริงอยู่…” เสียงของนางอ่อนโยนราวกับลมอุ่นยามสาย
“สามีของเจ้านั้นหน้าตาหล่อเหลาไม่เลว” นางหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่อช้าๆ
“แต่สุดท้าย…เขาก็เป็นได้เพียงชายพิการ เท่านั้น”
คำพูดนั้นเหมือนถูกห่อหุ้มด้วยน้ำผึ้งภายนอกชวนฟังแต่ภายในกลับอาบไปด้วยพิษร้าย “เสวียนหนิงเอ๋ย…” อันเหนียงก้าวเข้าใกล้อีกก้าว “ทิ้งเขาเสียเถิด แล้วมาเป็นคนของบุตรชายข้า” นางโน้มตัวกระซิบด้วยน้ำเสียงเย้ายวนปนชักจูง“ข้ารับรอง…ชีวิตเจ้าจะสุขสบาย ไม่ต้องมาลำบากเปื้อนโคลน เปื้อนดิน ทำงานหนักเช่นนี้อีกต่อไป มีข้าวกินอิ่มทุกมื้อมีเงินใช้ไม่ขาดมือมีคนคอยปรนนิบัติ”
ถ้อยคำเหล่านั้น หากเป็นสตรีธรรมดาผู้รักความสบายย่อมหวั่นไหวได้ไม่ยาก แต่สุขสบายที่ว่านั้น…ไม่มีอยู่จริงหากนางหลงเชื่อชะตากรรมที่รออยู่…มิใช่ชีวิตคุณหนูผู้สุขสบายนางต้องร่วมมือหลอกล่อเด็กสาวในหมู่บ้านส่งพวกนางไปขายให้เหล่าขุนนางชราแลกเปลี่ยนร่างกายของผู้อื่นกับเงินและอำนาจ
ภายหลังการสิ้นชีพอย่างอนาถของแม่ทัพกบฏเฉินหมิงเจ๋อ คลื่นใต้น้ำที่เคยปั่นป่วนในราชสำนักก็พลันสงบนิ่งลงทันตา เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ต่างพากันเก็บงำความทะเยอทะยาน มิกล้าแม้แต่จะขยับตัวออกนอกแถวหรือคิดคดชิงอำนาจ ด้วยเกรงกลัวในบารมีอันเฉียบขาดของ ม่อหราน แม้ในยามนี้เขาจะมีอายุเพียงสามสิบสาม ทว่าความเด็ดเดี่ยวและสายตาที่มองทะลุปรุโปร่งกลับสร้างความยำเกรงไปทั่วทั้งแผ่นดิน ในขณะเดียวกัน ฮ่องเต้หลี่เซวียนหยวน ก็ทรงสถาปนา องค์ชายหลี่ชิงอวี่ ขึ้นเป็นองค์รัชทายาทอย่างเป็นทางการ เพื่อรอเวลาอันควรในการสืบทอดราชบัลลังก์สืบไป ม่อหรานมิได้เข้าไปก้าวก่ายกิจการภายในราชสำนักมากนัก ทว่าตัวเขาในยามนี้กลับกลายเป็น เสาหลักที่ค้ำจุนแผ่นดินไว้แน่นณ ศาลาริมน้ำอันเงียบสงบภายในจวนตระกูลม่อ กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารคาวหวานโชยมาตามลม เสวียนหนิง บรรจงจัดเตรียมสำรับด้วยฝีมือของนางเองอย่างตั้งใจ ม่อหรานเดินเข้ามากอดนางจากเบื้องหลังอย่างทะนุถนอม สัมผัสได้ถึงไออุ่นและความอ่อนโยนที่นางมอบให้เสมอมา"ในช่วงเวลานี้เจ้ากำลังตั้งครรภ์... กิจธุระเหล่านี้ให้พวกเด็กรับใช้จัดการแทนก็ได้" เขาเอ่ยชิดริมหูด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลผิดกับยามที่
เฉินหมิงเจ๋อ จ้องมองเงาร่างอันซูบซีดของตนเองผ่านลูกกรงเหล็กที่สั่นคลอน บัดนี้อาภรณ์หรูหราขาดวิ่นเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบไคลและคาวเลือด มิหลงเหลือสง่าราศีของขุนศึกผู้เคยค้ำจุนราชบัลลังก์แม้เพียงกระผีกริ้น ในใจของเขาเต็มไปด้วยความคั่งแค้นที่กัดกินทรวงอก หากเขามิพ่ายแพ้ต่อกามราคะจนหน้ามืดตามัว มีหรือที่คนระดับเขาจะพลาดท่าให้กับกลลวงตื้น ๆ ของพวกไพร่สถุลหมู่บ้านต้วนหยาในยามปกติ เขาเพียงสะบัดมือครั้งเดียวก็สามารถล้างบางพวกมันได้ทั้งหมู่บ้าน ทว่าในความเป็นจริง... ทุกอย่างพังทลายลงตั้งแต่วินาทีที่จุดตันเถียนถูกทะลวง พลังวัตรที่เพียรสั่งสมมาทั้งชีวิตรั่วไหลหายไปสิ้น ชะตาที่เคยสว่างไสวดุจดวงตะวัน บัดนี้มืดมิดและดิ่งลงสู่ก้นบึ้งอย่างมิอาจหวนคืน"พวกมันจะทำสิ่งใดกับข้ากันแน่..."เขาพึมพำกับความว่างเปล่า ภาพความอัปยศที่รออยู่ในเมืองหลวงเริ่มฉายชัดในหัว ทั้งเสียงด่าทอ ก้อนอิฐ และกองขยะที่จะถูกสาดซัดเข้าหาประดุจหมูหมา เมื่อชีวิตดิ่งลงถึงขีดสุดจนมองไม่เห็นทางรอด เขาจึงเลือกที่จะเผาผลาญทุกอย่างรอบข้างไปพร้อมกับตนเองดูเหมือนรสฝ่ามืออันหนักหน่วงของม่อหรานเมื่อครู่จะเลือนหายไปจากความทรงจำทันทีที่ใบหน้าเร
เช้านี้ที่จวนตระกูลม่อ แสงแดดที่ทอประกายสดใสกลับดูหม่นแสงลงเมื่อเทียบกับบรรยากาศขมุกขมัวภายในใจของเจ้าบ้าน แม่ทัพม่อหราน นั่งทอดถอนใจอยู่หน้าสำรับอาหารเช้าด้วยท่าทีที่กระสับกระส่าย แม้สตรีผู้เป็นดั่งดวงใจจะนั่งเคียงข้าง ทว่าความกังวลที่เกาะกินใจกลับทำให้รสชาติอาหารเลิศรสกลายเป็นเพียงธาตุอากาศเสวียนหนิง ลอบสังเกตอาการนั้นด้วยสายตาเรียบนิ่ง นางยกยิ้มบางเบาพลางเอ่ยเย้าหวังทำลายความเงียบที่แสนอึดอัด "ท่านพี่... เหตุไฉนสีหน้าจึงเคร่งเครียดนัก หรือรสมือทำกับข้าวของน้องไม่ถูกปากท่านเสียแล้ว?"คำถามนั้นทำให้ม่อหรานได้สติในทันที เขาเงยหน้าขึ้นสบตาคู่สวยพลางคลายสีหน้าลง "เจ้าอย่าได้ล้อพี่เล่นเลยเสวียนหนิง... เจ้าก็รู้ว่าอาหารทุกจานที่ผ่านมือเจ้า พี่ล้วนรับประทานมันด้วยความยินดียิ่ง" เขาวางตะเกียบลงแล้วทอดถอนใจยาวอีกครา "เพียงแต่... เฉินหมิงเจ๋อ ผู้นี้มันดำดินได้หรือไร? ผ่านไปหลายวันกลับยังไร้ร่องรอย หากจัดการเสี้ยนหนามที่ซ่อนในเงามืดนี้ไม่ได้ พี่คงไม่อาจข่มตาหลับได้อย่างเป็นสุข""ท่านพี่อดใจรอสักพักเถิด..." เสวียนหนิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานใส ทว่าแววตากลับลึกล้ำยากจะหยั่งถึง "อีกประเดี๋ยวท่า
หมู่บ้านต้วนหยาที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาลึกนั้นมิได้มีเพียงความทุรกันดาร แต่ยังเต็มไปด้วยความอดอยากที่กัดกินหัวใจผู้คน ความยากจนข้นแค้นบีบบังคับให้เหล่าโฉมงามจำนวนไม่น้อยต้องละทิ้งศักดิ์ศรี ออกจากอ้อมอกครอบครัวเพื่อมุ่งสู่ย่านเริงรมย์ในเมืองหลวง ขายเรือนร่างและหยาดน้ำตาเพื่อส่งเงินกลับมาประทังชีวิตคนข้างหลังทันทีที่หัวหน้าหมู่บ้านประกาศถึงภารกิจลับ ที่มาพร้อมกับค่าตอบแทนมหาศาลที่อาจเปลี่ยนชีวิตยาจกให้กลายเป็นเศรษฐีในชั่วข้ามคืน เหล่าสตรีผู้กร้านโลกต่างพากันแย่งชิงเพื่อเสนอตัวเข้าสู่ปากเสือ"ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน... ให้เป็นหน้าที่ของข้าเถิด"น้ำเสียงหวานระรื่นทว่ากังวานด้วยความมั่นใจดังขึ้น ท่ามกลางวงล้อมของชาวบ้าน สตรีนางหนึ่งก้าวออกมาเบื้องหน้า นางมีนามว่า มู่หรัน อดีตดาวเด่นผู้เลื่องชื่อจากหอนางโลมอันดับหนึ่งในเมืองหลวง ผู้เคยปรนนิบัติขุนนางและแม่ทัพมานับไม่ถ้วน"ข้าเคยรับใช้ท่านแม่ทัพผู้นี้มาหลายคราที่เมืองหลวง ข้ารู้นิสัยใจคอและจุดอ่อนของเขาดียิ่งกว่าใคร... หากเป็นข้า เขาจะไม่มีวันสงสัยอย่างแน่นอน"มู่หรันขยับกายเพียงเล็กน้อย กลิ่นหอมจาง ๆ จากเครื่องประทินผิวที่ยังติดกาย ผสานกับดวงตาห
บรรยากาศภายในกระท่อมไม้เก่าคร่ำคร่าที่หมู่บ้านต้วนหยา พลันเปลี่ยนจากความตึงเครียดเป็นกลิ่นอายแห่งความตายที่เข้มข้น แสงเทียนวูบไหวสะท้อนนัยน์ตาที่บ้าคลั่งของ เฉินหมิงเจ๋อ ขณะที่เขาจ้องมองแผ่นประกาศจับนั้นด้วยหัวใจที่หนักอึ้งเขากวาดสายตาคมกริบดุจสุนัขจิ้งจอกระแวงภัย ลอบมองบรรดาสหายร่วมอุดมการณ์ที่นั่งอยู่รายรอบ ทั้งนายกองและรองแม่ทัพที่ร่วมเป็นร่วมตายกันมานานปี ในใบประกาศนั้นมีเพียงชื่อและรูปวาดของเขาเพียงผู้เดียวที่มีค่าหัวสูงเสียดฟ้า ส่วนคนอื่นกลับไร้ค่าไร้ราคาในสายตาของราชสำนัก‘หากข้าตาย พวกเจ้าย่อมรวยล้นฟ้า... แต่หากพวกเจ้าตาย ข้าย่อมหลับลงได้สนิทใจ!’สัญชาตญาณความชั่วช้าปลุกเร้าให้เขาลงมือก่อนที่ภัยจะมาถึง เฉินหมิงเจ๋ออาศัยจังหวะที่ทุกคนกำลังตกตะลึงกับตัวเลขในกระดาษ กระชากดาบข้างกายออกพุ่งทะยานเข้าหาเงาร่างที่คุ้นเคยฉวะ! ฉวะ! ฉวะ!เสียงคมดาบกรีดผ่านเนื้อดังสนั่นในความเงียบ นายกองสามคนดับดิ้นสิ้นใจไปในดาบเดียวโดยไม่มีโอกาสแม้แต่จะร้องขอชีวิต เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนฝาผนังและใบประกาศจับใบนั้น ทว่ากลับเหลือเพียงคนเดียวที่ยังคงนอนพะงาบ หายใจรวยรินอยู่บนพื้นไม้ เขาคือ รองแม
กาลเวลาผันผ่านไปเพียงไม่กี่ราตรี ท่ามกลางความเงียบงัดของคุกหลวงที่ลึกที่สุด ข่าวการสิ้นพระชนม์ของ องค์ชายใหญ่ หลี่ชิงเฟิง ก็แพร่สะพัดไปทั่ววังหลวงอย่างปริศนา บาดแผลปลิดชีพที่ปรากฏบนวรกายบ่งบอกชัดเจนว่าเป็นการลอบสังหารอย่างอำมหิต ซึ่งคาดกันว่าเป็นฝีมือของเหล่าทายาทขุนนางที่เคียดแค้น จากการที่ครอบครัวของตนถูกองค์ชายใหญ่สั่งประหารอย่างไม่เป็นธรรม เมื่อมังกรไร้เขี้ยวเล็บ เพลิงแค้นที่สะสมมานานจึงปะทุขึ้นทวงคืนหนี้โลหิตในเงามืด"หลี่ชิงเฟิง... ลูกพ่อหากชาติหน้ามีจริง ขอให้เราเกิดมาเป็นพ่อลูกกันอีกครั้งเถิด"ฮ่องเต้หลี่เซวียนหยวน ตรัสด้วยสุรเสียงที่สั่นพร่าและแหบแห้ง แววตาของพระองค์ฉายชัดถึงความโศกเศร้าอย่างสุดแสน ทว่าลึกๆ กลับมีความโล่งใจแฝงเร้นอยู่อย่างไม่อาจปฏิเสธ สำหรับผู้เป็นบิดา การเห็นบุตรชายมีชีวิตอยู่เพียงร่างกายที่บิดเบี้ยวแต่ไร้ซึ่งจิตวิญญาณ ซ้ำยังต้องถูกจองจำในคุกมืดที่อับชื้นชั่วนิรันดร์นั้น นับเป็นทัณฑ์ทรมานที่สาหัสยิ่งกว่าความตายเสียอีกการจากไปในครานี้... อาจเป็นเมตตาครั้งสุดท้ายที่สวรรค์ประทานให้เพื่อปลดปล่อยดวงวิญญาณที่หลงทางร่างที่ไร้วิญญาณของอดีตผู้ทะเยอทะยานถูกอัญเช
ม่อเหวินเย่ที่ยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นหญ้าเย็นเฉียบ ตกอยู่ในภวังค์แห่งความหวาดกลัวที่สลับกับความมืดมิดในใจ สมองของบัณฑิตหนุ่มพยายามขุดคัดทุกตำราที่เคยอ่านเพื่อหาหนทางเอาชีวิตรอด ในวินาทีนี้ต่อให้ต้องหมอบกราบแทบเท้าหรือยอมขายศักดิ์ศรีที่สั่งสมมาทั้งชีวิตเขาก็ยินยอม ทว่า... ถ้อยคำบทสนทนาระหว่างหรงเฟยแล
นับตั้งแต่การลงนามร่วมสาบานจอมปลอมในค่ำคืนนั้น แม่ทัพเฉินหมิงเจ๋อ ก็กลายเป็นแขกประจำของจวนตระกูลม่อ ทว่าเป้าหมายของเขาหาใช่การมานั่งสนทนาธรรมหรือถกตำราพิชัยสงครามกับน้องชายที่ไร้แก่นสารอย่าง ม่อเหวินเย่ไม่ สิ่งเดียวที่ดึงดูดพยัคฆ์ร้ายวัย 40 ผู้นี้ให้กลับมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า คือกามราคะอันเร่าร้อนที่เขาส
ท่ามกลางแสงเทียนที่วูบไหวภายในตำหนักของ องค์ชายหลี่ชิงเฟิง บรรยากาศกลับอวลไปด้วยกลิ่นอายของความทะเยอทะยานที่บิดเบี้ยวองค์ชายใหญ่จ้องมองแผนผังราชสำนักด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความริษยา พระองค์ทรงรู้ซึ้งถึงน้ำพระทัยของพระบิดาที่เอนเอียงไปหา องค์ชายหลี่ชิงอวี่ น้องชายที่พระองค์ตราหน้าว่าไร้ความสามารถ"บ
ในยามสายที่แสงแดดแผดจ้า แม่ทัพม่อคังเซิ่ง ขยับกายลุกขึ้นจากเตียงนอนด้วยความอ่อนล้าทว่าเปี่ยมไปด้วยความลำพองใจ ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมาเขาเพิ่งจะกระทำการกำราบ ฮูหยินหรงเฟยอย่างเร่าร้อนและป่าเถื่อน เพื่อเป็นการตอกย้ำด้วยบทรักที่ดุดันว่าใครกันแน่ที่เป็นเจ้าของชีวิตและเรือนร่างของนางที่แท้จริง เขายังคงเสพส







