LOGINนางตื่นขึ้นในกระท่อมไม้เก่า ๆ ที่ไม่คุ้นตา ลมหายใจแรกที่สูดเข้าไปมีเพียงกลิ่นฝุ่นและความชื้นไม่ใช่กลิ่นเลือดที่นางคุ้นเคยในอดีต ชั่วพริบตานั้น นางรู้ทันทีว่าตนไม่ได้อยู่ในโลกเดิมอีกต่อไป และร่างนี้… ไม่ใช่ร่างของนางข้างกายนางมีชายผู้หนึ่งนอนหลับอยู่ใบหน้าเขาสง่างามปนเศร้าลึก หัวไหล่กว้างที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของพลังบัดนี้ดูอ่อนแรง ขาที่พิการถูกห่มด้วยผ้าหนา ๆ อย่างลวก ๆ เขาคืออดีตแม่ทัพผู้เคยได้รับความเคารพจากทั้งแผ่นดินแต่ตอนนี้กลับถูกทิ้งราวกับไร้ค่าเขาคือสามีของเจ้าของร่างเดิมและคือคนแรกที่นางเห็นในโลกใหม่นี้ทั้งชีวิตที่ผ่านมา นางเป็นนักฆ่าไร้หัวใจ ไม่เคยหวั่นไหวต่อชะตาของผู้ใด แต่เพียงมองชายพิการผู้นี้ความเงียบงันในดวงตา ความเจ็บปวดที่เขาไม่เอ่ยกลับทำให้หัวใจที่เคยด้านชาของนางสั่นไหวขึ้นอย่างแปลกประหลาดนางไม่รู้ว่าชะตานำพานางมาที่นี่ด้วยเหตุใดแต่รู้เพียงอย่างเดียวว่าเขาคือสิ่งเดียวที่ทำให้นางอยากปกป้อง
View Moreถึงแม้โลกทุกวันนี้จะก้าวหน้าไปไกลเพียงใด แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยพัฒนาไปพร้อมกับมันเลยก็คือ จิตใจของมนุษย์ ยิ่งกาลเวลาผ่านไปมากเท่าไร จิตใจของผู้คนก็ยิ่งดำดิ่งลึกลงสู่ความมืด และเธอเอง…ก็เป็นหนึ่งในเงามืดเหล่านั้นด้วยเช่นกัน
ไม่ใช่เพราะเธออยากเป็น แต่โชคชะตาต่างหากที่บังคับให้เป็นเช่นนี้
ตั้งแต่จำความได้ ชีวิตของเธอก็เริ่มต้นในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเถื่อน พวกมันไม่เคยอุ้มชูด้วยความรัก มีเพียงการหล่อหลอมด้านมืดใส่ลงไปทีละน้อย เพื่อปั้นเธอขึ้นมาเป็น มือสังหารในสายตาของพวกมันนางเป็นเพียงเครื่องมือชิ้นหนึ่งเท่านั้นไม่สมควรได้รับแม้กระทั่ง ชื่อ
"ขอบคุณที่เหนื่อยยากมาหลายปีนะ…แต่ตอนนี้แกมันหมดประโยชน์แล้ว"เสียงทุ้มพร่าของชายวัยกลางคนดังขึ้นในความเงียบ ราบเรียบจนชวนหนาวยิ่งกว่าสายลมกลางคืนยังไม่ทันที่นางจะได้ขยับตัว เสียงปืนก็ดังขึ้นอย่างไร้ความปรานี รวดเร็วและเย็นชาในแบบที่เธอคุ้นเคยมาตลอดชีวิต
แรงกระสุนผลักร่างของเธอให้ทรุดลงสู่พื้นตามแรงโน้มถ่วง ดวงตาที่เคยนิ่งสงบเริ่มพร่าเลือน แสงสุดท้ายสั่นไหวราวกับจะดับไปทุกขณะ แก้มของเธอแนบลงบนพื้นเย็นชื้นที่เปื้อนเลือด กลิ่นคาวอ่อนๆ ลอยแตะปลายจมูก แต่เธอกลับรู้สึกสงบอย่างประหลาด
“แบบนี้…ก็คงสมควรแล้วสินะ”
ความคิดนั้นผุดขึ้นอย่างช้าๆ ในความเงามืดภายในใจ เธอไม่โกรธ ไม่คับแค้น ไม่รู้สึกแม้เศษเสี้ยวของการต่อต้าน ชีวิตของเธอถูกใช้งานจนหมดค่า และถูกเขี่ยทิ้งราวกับขยะ เหมือนที่เธอรู้อยู่แล้วว่าสักวันมันจะต้องเกิดขึ้นแต่ในเสี้ยววินาทีสุดท้ายเธอกลับรู้สึกเหมือนถูกปลดพันธนาการบางอย่างอย่างเงียบงันความเจ็บปวดค่อยๆ ถอยห่างออกไป พร้อมกับความรู้สึกอิสระที่เธอไม่เคยลิ้มรสมาก่อนในชีวิตเป็นครั้งแรก…ที่เธอไม่ต้องเป็นเครื่องมือของใครอีกต่อไป
สติของเธอยังคงล่องลอยอยู่ในห้วงมืดมิด ไม่อาจรับรู้ได้เลยว่าเวลาผ่านไปนานเพียงใด ความเงียบงันยาวนานจนไม่รู้ว่าตนเองยังมีชีวิตหรือไม่ จนกระทั่ง…ในที่สุด เปลือกตาที่หนักอึ้งก็เริ่มขยับทีละน้อย ก่อนเปิดออกอย่างช้าๆ ราวกับพยายามฝืนแรงของความฝันอันมืดดำที่กักเธอไว้
“เสวียนหนิง…เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”
เสียงของชายคนหนึ่งดังขึ้นใกล้ใบหู น้ำเสียงอ่อนโยน ทว่าฝืนกลั้นความอ่อนล้าไว้อย่างชัดเจน
เสวียนหนิง? เขากำลังเรียกใครกัน…เราเคยมีชื่อกับเขาด้วยงั้นหรือ?เธอถามตัวเอง ทั้งที่สติยังพร่าเลือนเหมือนม่านควัน
เมื่อสติเริ่มย้อนกลับเข้าร่าง เธอจึงค่อยๆ ลืมตากว้างขึ้น โลกภายนอกที่ปรากฏตรงหน้าทำให้เธอต้องนิ่งงันไปชั่วครู่ ทุกอย่างที่เห็นล้วนไม่คุ้นตาเพดานไม้เก่า โต๊ะเครื่องใช้ที่ดูโบราณ เครื่องเรือนทุกชิ้นล้วนเป็นของยุคสมัยที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน ราวกับหลุดออกมาจากตำราประวัติศาสตร์และชายที่อยู่ตรงหน้าเธอ…แม้ใบหน้าของเขาจะหล่อเหลาดั่งภาพวาด แต่ชุดที่เขาสวมกลับเป็นชุดในสมัยโบราณที่เธอไม่อาจเทียบกับยุคที่จากมาได้เลย
“ท่านเป็นใคร…” เธอเอ่ยถามด้วยเสียงอ่อนแรง ทั้งสงสัยและสับสน
คำถามนั้นทำให้ชายผู้นั้นสะท้านอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาแดงก่ำก่อนน้ำตาจะหยดลงบนหลังมือของเธอที่เขากุมไว้แน่น
“เป็นข้าเอง…ม่อหราน” เสียงเขาสั่นอยู่ในลำคอ “ข้าคือม่อหราน…ชายคนรักของเจ้า”
เขาโผเข้ากอดเธอราวกับหวาดกลัวว่าเธอจะสลายหายไปอีกครั้ง น้ำตาที่กลั้นไว้นานไหลอาบแก้มอย่างไม่อาจควบคุมได้เธอไม่ผลัก ไม่ขัดขืน ไม่แม้แต่จะยกมือขึ้นป้องกันตัวภาพความทรงจำที่ไม่ใช่ของเธอ…ความรู้สึกของเจ้าของร่างเดิม…ชื่อ เสวียนหนิง ที่ไม่ใช่ชื่อของเธอ…ทุกอย่างค่อยๆ ไหลทะลักเข้ามาในหัวราวกับประตูที่ถูกเปิดออกในคราวเดียวและเธอทำได้เพียงปล่อยให้ความทรงจำอันแปลกประหลาดนั้นไหลผ่านตัวเองไปอย่างช้าๆ
เจ้าของร่างเดิมนั้น เป็นเพียงสาวใช้ธรรมดาภายในจวนตระกูลม่อ ไม่มีชาติกำเนิดสูงส่ง ไม่มีผู้ใดเหลียวแล แต่โชคชะตากลับพาให้ได้พบกับท่านแม่ทัพม่อหรานบุรุษหนุ่มผู้มีอนาคตไกล และเป็นความหวังของตระกูลทั้งตระกูล
ทั้งคู่ตกหลุมรักกันโดยไม่สนฐานะ ความผูกพันค่อยๆ ผลิบานและนำไปสู่การแต่งงานท่ามกลางเสียงคัดค้านของทุกคน เพราะสำหรับเหล่าผู้ดีในตระกูลม่อแล้ว การที่แม่ทัพผู้โดดเด่นยอมสมรสกับสาวใช้ต่ำต้อยนั้น ถือเป็นเรื่องเหลวไหลอย่างที่สุด
แต่ม่อหรานยังคงยืนยันเลือกนางและความรักที่ยืนข้างเขา…เพียงคนเดียว
ทว่าไม่นานความสุขนั้นก็ถูกทำลายลงอย่างโหดร้าย แม่ทัพผู้เกรียงไกรเริ่มป่วยด้วยอาการประหลาด แขนขาอ่อนแรงไร้เรี่ยวแรงราวกับถูกดึงพลังชีวิตออกไปทีละน้อย และราวกับยังไม่พอ เขายังถูกขุนนางในราชสำนักกลั่นแกล้ง ใส่ร้ายว่าฉ้อราชบังหลวง ถูกริบยศ ถอดตำแหน่งทุกอย่างที่เคยภาคภูมิใจที่เจ็บปวดยิ่งกว่านั้นคือถูกบิดาแท้ๆ ขับไล่เขาออกจากตระกูลอย่างไร้เยื่อใย“เสวียนหนิง…มันเป็นข้าที่ไม่ดี ข้ามันไร้ความสามารถ ต้องทำให้เจ้าลำบากแล้ว”
ทั้งสองต้องไปอาศัยในบ้านเช่าเก่าๆ ที่ทรุดโทรม สภาพไม่ต่างจากเพิงผุที่พร้อมจะพังได้ทุกเมื่อ เพื่อประคับประคองชีวิตคู่ให้ผ่านพ้นไป เจ้าของร่างเดิมทำงานสารพัดอย่างจนร่างสึกกร่อน เพื่อหาเงินมาดูแลสามีที่เริ่มอ่อนแรงลงเรื่อยๆ
จนในที่สุด…ร่างกายอันอ่อนล้าของนางก็ทนไม่ไหวและดับสิ้นลงด้วยความเหนื่อยยาก
ความทรงจำทั้งหมดนี้ทั้งความรัก ความผูกพัน ความอบอุ่นที่เจ้าของร่างเดิมเคยมอบให้และได้รับหลั่งไหลเข้าสู่ตัวเธออย่างช้าๆ เหมือนกระแสน้ำที่ไหลเข้าท่วมใจ
แม้เธอจะเป็นคนเดิมที่มาจากโลกอันมืดมิดแต่หัวใจกลับอบอุ่นขึ้นอย่างที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนเธอยกแขนอันอ่อนแรงขึ้นโอบกอดม่อหรานอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับกอดนั้นเป็นของเธอมานานแสนนาน ทั้งที่แท้จริงแล้ว…เธอไม่เคยได้รับความรัก แบบนี้มาก่อนเลยในชีวิต
“ท่านพี่…” เธอเอ่ยเสียงแผ่ว “ตัวท่านนั้นทำดีที่สุดแล้ว”
ถ้อยคำนั้นเปลี่ยนบรรยากาศทั้งห้องให้สงบนุ่มนวลแตกต่างจากชีวิตอันมืดดำที่เธอเคยรู้จักอย่างสิ้นเชิง
ภายหลังการสิ้นชีพอย่างอนาถของแม่ทัพกบฏเฉินหมิงเจ๋อ คลื่นใต้น้ำที่เคยปั่นป่วนในราชสำนักก็พลันสงบนิ่งลงทันตา เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ต่างพากันเก็บงำความทะเยอทะยาน มิกล้าแม้แต่จะขยับตัวออกนอกแถวหรือคิดคดชิงอำนาจ ด้วยเกรงกลัวในบารมีอันเฉียบขาดของ ม่อหราน แม้ในยามนี้เขาจะมีอายุเพียงสามสิบสาม ทว่าความเด็ดเดี่ยวและสายตาที่มองทะลุปรุโปร่งกลับสร้างความยำเกรงไปทั่วทั้งแผ่นดิน ในขณะเดียวกัน ฮ่องเต้หลี่เซวียนหยวน ก็ทรงสถาปนา องค์ชายหลี่ชิงอวี่ ขึ้นเป็นองค์รัชทายาทอย่างเป็นทางการ เพื่อรอเวลาอันควรในการสืบทอดราชบัลลังก์สืบไป ม่อหรานมิได้เข้าไปก้าวก่ายกิจการภายในราชสำนักมากนัก ทว่าตัวเขาในยามนี้กลับกลายเป็น เสาหลักที่ค้ำจุนแผ่นดินไว้แน่นณ ศาลาริมน้ำอันเงียบสงบภายในจวนตระกูลม่อ กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารคาวหวานโชยมาตามลม เสวียนหนิง บรรจงจัดเตรียมสำรับด้วยฝีมือของนางเองอย่างตั้งใจ ม่อหรานเดินเข้ามากอดนางจากเบื้องหลังอย่างทะนุถนอม สัมผัสได้ถึงไออุ่นและความอ่อนโยนที่นางมอบให้เสมอมา"ในช่วงเวลานี้เจ้ากำลังตั้งครรภ์... กิจธุระเหล่านี้ให้พวกเด็กรับใช้จัดการแทนก็ได้" เขาเอ่ยชิดริมหูด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลผิดกับยามที่
เฉินหมิงเจ๋อ จ้องมองเงาร่างอันซูบซีดของตนเองผ่านลูกกรงเหล็กที่สั่นคลอน บัดนี้อาภรณ์หรูหราขาดวิ่นเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบไคลและคาวเลือด มิหลงเหลือสง่าราศีของขุนศึกผู้เคยค้ำจุนราชบัลลังก์แม้เพียงกระผีกริ้น ในใจของเขาเต็มไปด้วยความคั่งแค้นที่กัดกินทรวงอก หากเขามิพ่ายแพ้ต่อกามราคะจนหน้ามืดตามัว มีหรือที่คนระดับเขาจะพลาดท่าให้กับกลลวงตื้น ๆ ของพวกไพร่สถุลหมู่บ้านต้วนหยาในยามปกติ เขาเพียงสะบัดมือครั้งเดียวก็สามารถล้างบางพวกมันได้ทั้งหมู่บ้าน ทว่าในความเป็นจริง... ทุกอย่างพังทลายลงตั้งแต่วินาทีที่จุดตันเถียนถูกทะลวง พลังวัตรที่เพียรสั่งสมมาทั้งชีวิตรั่วไหลหายไปสิ้น ชะตาที่เคยสว่างไสวดุจดวงตะวัน บัดนี้มืดมิดและดิ่งลงสู่ก้นบึ้งอย่างมิอาจหวนคืน"พวกมันจะทำสิ่งใดกับข้ากันแน่..."เขาพึมพำกับความว่างเปล่า ภาพความอัปยศที่รออยู่ในเมืองหลวงเริ่มฉายชัดในหัว ทั้งเสียงด่าทอ ก้อนอิฐ และกองขยะที่จะถูกสาดซัดเข้าหาประดุจหมูหมา เมื่อชีวิตดิ่งลงถึงขีดสุดจนมองไม่เห็นทางรอด เขาจึงเลือกที่จะเผาผลาญทุกอย่างรอบข้างไปพร้อมกับตนเองดูเหมือนรสฝ่ามืออันหนักหน่วงของม่อหรานเมื่อครู่จะเลือนหายไปจากความทรงจำทันทีที่ใบหน้าเร
เช้านี้ที่จวนตระกูลม่อ แสงแดดที่ทอประกายสดใสกลับดูหม่นแสงลงเมื่อเทียบกับบรรยากาศขมุกขมัวภายในใจของเจ้าบ้าน แม่ทัพม่อหราน นั่งทอดถอนใจอยู่หน้าสำรับอาหารเช้าด้วยท่าทีที่กระสับกระส่าย แม้สตรีผู้เป็นดั่งดวงใจจะนั่งเคียงข้าง ทว่าความกังวลที่เกาะกินใจกลับทำให้รสชาติอาหารเลิศรสกลายเป็นเพียงธาตุอากาศเสวียนหนิง ลอบสังเกตอาการนั้นด้วยสายตาเรียบนิ่ง นางยกยิ้มบางเบาพลางเอ่ยเย้าหวังทำลายความเงียบที่แสนอึดอัด "ท่านพี่... เหตุไฉนสีหน้าจึงเคร่งเครียดนัก หรือรสมือทำกับข้าวของน้องไม่ถูกปากท่านเสียแล้ว?"คำถามนั้นทำให้ม่อหรานได้สติในทันที เขาเงยหน้าขึ้นสบตาคู่สวยพลางคลายสีหน้าลง "เจ้าอย่าได้ล้อพี่เล่นเลยเสวียนหนิง... เจ้าก็รู้ว่าอาหารทุกจานที่ผ่านมือเจ้า พี่ล้วนรับประทานมันด้วยความยินดียิ่ง" เขาวางตะเกียบลงแล้วทอดถอนใจยาวอีกครา "เพียงแต่... เฉินหมิงเจ๋อ ผู้นี้มันดำดินได้หรือไร? ผ่านไปหลายวันกลับยังไร้ร่องรอย หากจัดการเสี้ยนหนามที่ซ่อนในเงามืดนี้ไม่ได้ พี่คงไม่อาจข่มตาหลับได้อย่างเป็นสุข""ท่านพี่อดใจรอสักพักเถิด..." เสวียนหนิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานใส ทว่าแววตากลับลึกล้ำยากจะหยั่งถึง "อีกประเดี๋ยวท่า
หมู่บ้านต้วนหยาที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาลึกนั้นมิได้มีเพียงความทุรกันดาร แต่ยังเต็มไปด้วยความอดอยากที่กัดกินหัวใจผู้คน ความยากจนข้นแค้นบีบบังคับให้เหล่าโฉมงามจำนวนไม่น้อยต้องละทิ้งศักดิ์ศรี ออกจากอ้อมอกครอบครัวเพื่อมุ่งสู่ย่านเริงรมย์ในเมืองหลวง ขายเรือนร่างและหยาดน้ำตาเพื่อส่งเงินกลับมาประทังชีวิตคนข้างหลังทันทีที่หัวหน้าหมู่บ้านประกาศถึงภารกิจลับ ที่มาพร้อมกับค่าตอบแทนมหาศาลที่อาจเปลี่ยนชีวิตยาจกให้กลายเป็นเศรษฐีในชั่วข้ามคืน เหล่าสตรีผู้กร้านโลกต่างพากันแย่งชิงเพื่อเสนอตัวเข้าสู่ปากเสือ"ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน... ให้เป็นหน้าที่ของข้าเถิด"น้ำเสียงหวานระรื่นทว่ากังวานด้วยความมั่นใจดังขึ้น ท่ามกลางวงล้อมของชาวบ้าน สตรีนางหนึ่งก้าวออกมาเบื้องหน้า นางมีนามว่า มู่หรัน อดีตดาวเด่นผู้เลื่องชื่อจากหอนางโลมอันดับหนึ่งในเมืองหลวง ผู้เคยปรนนิบัติขุนนางและแม่ทัพมานับไม่ถ้วน"ข้าเคยรับใช้ท่านแม่ทัพผู้นี้มาหลายคราที่เมืองหลวง ข้ารู้นิสัยใจคอและจุดอ่อนของเขาดียิ่งกว่าใคร... หากเป็นข้า เขาจะไม่มีวันสงสัยอย่างแน่นอน"มู่หรันขยับกายเพียงเล็กน้อย กลิ่นหอมจาง ๆ จากเครื่องประทินผิวที่ยังติดกาย ผสานกับดวงตาห






reviews