登入นางตื่นขึ้นในกระท่อมไม้เก่า ๆ ที่ไม่คุ้นตา ลมหายใจแรกที่สูดเข้าไปมีเพียงกลิ่นฝุ่นและความชื้นไม่ใช่กลิ่นเลือดที่นางคุ้นเคยในอดีต ชั่วพริบตานั้น นางรู้ทันทีว่าตนไม่ได้อยู่ในโลกเดิมอีกต่อไป และร่างนี้… ไม่ใช่ร่างของนางข้างกายนางมีชายผู้หนึ่งนอนหลับอยู่ใบหน้าเขาสง่างามปนเศร้าลึก หัวไหล่กว้างที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของพลังบัดนี้ดูอ่อนแรง ขาที่พิการถูกห่มด้วยผ้าหนา ๆ อย่างลวก ๆ เขาคืออดีตแม่ทัพผู้เคยได้รับความเคารพจากทั้งแผ่นดินแต่ตอนนี้กลับถูกทิ้งราวกับไร้ค่าเขาคือสามีของเจ้าของร่างเดิมและคือคนแรกที่นางเห็นในโลกใหม่นี้ทั้งชีวิตที่ผ่านมา นางเป็นนักฆ่าไร้หัวใจ ไม่เคยหวั่นไหวต่อชะตาของผู้ใด แต่เพียงมองชายพิการผู้นี้ความเงียบงันในดวงตา ความเจ็บปวดที่เขาไม่เอ่ยกลับทำให้หัวใจที่เคยด้านชาของนางสั่นไหวขึ้นอย่างแปลกประหลาดนางไม่รู้ว่าชะตานำพานางมาที่นี่ด้วยเหตุใดแต่รู้เพียงอย่างเดียวว่าเขาคือสิ่งเดียวที่ทำให้นางอยากปกป้อง
查看更多ภายหลังการสิ้นชีพอย่างอนาถของแม่ทัพกบฏเฉินหมิงเจ๋อ คลื่นใต้น้ำที่เคยปั่นป่วนในราชสำนักก็พลันสงบนิ่งลงทันตา เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ต่างพากันเก็บงำความทะเยอทะยาน มิกล้าแม้แต่จะขยับตัวออกนอกแถวหรือคิดคดชิงอำนาจ ด้วยเกรงกลัวในบารมีอันเฉียบขาดของ ม่อหราน แม้ในยามนี้เขาจะมีอายุเพียงสามสิบสาม ทว่าความเด็ดเดี่ยวและสายตาที่มองทะลุปรุโปร่งกลับสร้างความยำเกรงไปทั่วทั้งแผ่นดิน ในขณะเดียวกัน ฮ่องเต้หลี่เซวียนหยวน ก็ทรงสถาปนา องค์ชายหลี่ชิงอวี่ ขึ้นเป็นองค์รัชทายาทอย่างเป็นทางการ เพื่อรอเวลาอันควรในการสืบทอดราชบัลลังก์สืบไป ม่อหรานมิได้เข้าไปก้าวก่ายกิจการภายในราชสำนักมากนัก ทว่าตัวเขาในยามนี้กลับกลายเป็น เสาหลักที่ค้ำจุนแผ่นดินไว้แน่นณ ศาลาริมน้ำอันเงียบสงบภายในจวนตระกูลม่อ กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารคาวหวานโชยมาตามลม เสวียนหนิง บรรจงจัดเตรียมสำรับด้วยฝีมือของนางเองอย่างตั้งใจ ม่อหรานเดินเข้ามากอดนางจากเบื้องหลังอย่างทะนุถนอม สัมผัสได้ถึงไออุ่นและความอ่อนโยนที่นางมอบให้เสมอมา"ในช่วงเวลานี้เจ้ากำลังตั้งครรภ์... กิจธุระเหล่านี้ให้พวกเด็กรับใช้จัดการแทนก็ได้" เขาเอ่ยชิดริมหูด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลผิดกับยามที่
เฉินหมิงเจ๋อ จ้องมองเงาร่างอันซูบซีดของตนเองผ่านลูกกรงเหล็กที่สั่นคลอน บัดนี้อาภรณ์หรูหราขาดวิ่นเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบไคลและคาวเลือด มิหลงเหลือสง่าราศีของขุนศึกผู้เคยค้ำจุนราชบัลลังก์แม้เพียงกระผีกริ้น ในใจของเขาเต็มไปด้วยความคั่งแค้นที่กัดกินทรวงอก หากเขามิพ่ายแพ้ต่อกามราคะจนหน้ามืดตามัว มีหรือที่คนระดับเขาจะพลาดท่าให้กับกลลวงตื้น ๆ ของพวกไพร่สถุลหมู่บ้านต้วนหยาในยามปกติ เขาเพียงสะบัดมือครั้งเดียวก็สามารถล้างบางพวกมันได้ทั้งหมู่บ้าน ทว่าในความเป็นจริง... ทุกอย่างพังทลายลงตั้งแต่วินาทีที่จุดตันเถียนถูกทะลวง พลังวัตรที่เพียรสั่งสมมาทั้งชีวิตรั่วไหลหายไปสิ้น ชะตาที่เคยสว่างไสวดุจดวงตะวัน บัดนี้มืดมิดและดิ่งลงสู่ก้นบึ้งอย่างมิอาจหวนคืน"พวกมันจะทำสิ่งใดกับข้ากันแน่..."เขาพึมพำกับความว่างเปล่า ภาพความอัปยศที่รออยู่ในเมืองหลวงเริ่มฉายชัดในหัว ทั้งเสียงด่าทอ ก้อนอิฐ และกองขยะที่จะถูกสาดซัดเข้าหาประดุจหมูหมา เมื่อชีวิตดิ่งลงถึงขีดสุดจนมองไม่เห็นทางรอด เขาจึงเลือกที่จะเผาผลาญทุกอย่างรอบข้างไปพร้อมกับตนเองดูเหมือนรสฝ่ามืออันหนักหน่วงของม่อหรานเมื่อครู่จะเลือนหายไปจากความทรงจำทันทีที่ใบหน้าเร
เช้านี้ที่จวนตระกูลม่อ แสงแดดที่ทอประกายสดใสกลับดูหม่นแสงลงเมื่อเทียบกับบรรยากาศขมุกขมัวภายในใจของเจ้าบ้าน แม่ทัพม่อหราน นั่งทอดถอนใจอยู่หน้าสำรับอาหารเช้าด้วยท่าทีที่กระสับกระส่าย แม้สตรีผู้เป็นดั่งดวงใจจะนั่งเคียงข้าง ทว่าความกังวลที่เกาะกินใจกลับทำให้รสชาติอาหารเลิศรสกลายเป็นเพียงธาตุอากาศเสวียนหนิง ลอบสังเกตอาการนั้นด้วยสายตาเรียบนิ่ง นางยกยิ้มบางเบาพลางเอ่ยเย้าหวังทำลายความเงียบที่แสนอึดอัด "ท่านพี่... เหตุไฉนสีหน้าจึงเคร่งเครียดนัก หรือรสมือทำกับข้าวของน้องไม่ถูกปากท่านเสียแล้ว?"คำถามนั้นทำให้ม่อหรานได้สติในทันที เขาเงยหน้าขึ้นสบตาคู่สวยพลางคลายสีหน้าลง "เจ้าอย่าได้ล้อพี่เล่นเลยเสวียนหนิง... เจ้าก็รู้ว่าอาหารทุกจานที่ผ่านมือเจ้า พี่ล้วนรับประทานมันด้วยความยินดียิ่ง" เขาวางตะเกียบลงแล้วทอดถอนใจยาวอีกครา "เพียงแต่... เฉินหมิงเจ๋อ ผู้นี้มันดำดินได้หรือไร? ผ่านไปหลายวันกลับยังไร้ร่องรอย หากจัดการเสี้ยนหนามที่ซ่อนในเงามืดนี้ไม่ได้ พี่คงไม่อาจข่มตาหลับได้อย่างเป็นสุข""ท่านพี่อดใจรอสักพักเถิด..." เสวียนหนิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานใส ทว่าแววตากลับลึกล้ำยากจะหยั่งถึง "อีกประเดี๋ยวท่า
หมู่บ้านต้วนหยาที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาลึกนั้นมิได้มีเพียงความทุรกันดาร แต่ยังเต็มไปด้วยความอดอยากที่กัดกินหัวใจผู้คน ความยากจนข้นแค้นบีบบังคับให้เหล่าโฉมงามจำนวนไม่น้อยต้องละทิ้งศักดิ์ศรี ออกจากอ้อมอกครอบครัวเพื่อมุ่งสู่ย่านเริงรมย์ในเมืองหลวง ขายเรือนร่างและหยาดน้ำตาเพื่อส่งเงินกลับมาประทังชีวิตคนข้างหลังทันทีที่หัวหน้าหมู่บ้านประกาศถึงภารกิจลับ ที่มาพร้อมกับค่าตอบแทนมหาศาลที่อาจเปลี่ยนชีวิตยาจกให้กลายเป็นเศรษฐีในชั่วข้ามคืน เหล่าสตรีผู้กร้านโลกต่างพากันแย่งชิงเพื่อเสนอตัวเข้าสู่ปากเสือ"ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน... ให้เป็นหน้าที่ของข้าเถิด"น้ำเสียงหวานระรื่นทว่ากังวานด้วยความมั่นใจดังขึ้น ท่ามกลางวงล้อมของชาวบ้าน สตรีนางหนึ่งก้าวออกมาเบื้องหน้า นางมีนามว่า มู่หรัน อดีตดาวเด่นผู้เลื่องชื่อจากหอนางโลมอันดับหนึ่งในเมืองหลวง ผู้เคยปรนนิบัติขุนนางและแม่ทัพมานับไม่ถ้วน"ข้าเคยรับใช้ท่านแม่ทัพผู้นี้มาหลายคราที่เมืองหลวง ข้ารู้นิสัยใจคอและจุดอ่อนของเขาดียิ่งกว่าใคร... หากเป็นข้า เขาจะไม่มีวันสงสัยอย่างแน่นอน"มู่หรันขยับกายเพียงเล็กน้อย กลิ่นหอมจาง ๆ จากเครื่องประทินผิวที่ยังติดกาย ผสานกับดวงตาห
ม่อเหวินเย่ที่ยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นหญ้าเย็นเฉียบ ตกอยู่ในภวังค์แห่งความหวาดกลัวที่สลับกับความมืดมิดในใจ สมองของบัณฑิตหนุ่มพยายามขุดคัดทุกตำราที่เคยอ่านเพื่อหาหนทางเอาชีวิตรอด ในวินาทีนี้ต่อให้ต้องหมอบกราบแทบเท้าหรือยอมขายศักดิ์ศรีที่สั่งสมมาทั้งชีวิตเขาก็ยินยอม ทว่า... ถ้อยคำบทสนทนาระหว่างหรงเฟยแล
นับตั้งแต่การลงนามร่วมสาบานจอมปลอมในค่ำคืนนั้น แม่ทัพเฉินหมิงเจ๋อ ก็กลายเป็นแขกประจำของจวนตระกูลม่อ ทว่าเป้าหมายของเขาหาใช่การมานั่งสนทนาธรรมหรือถกตำราพิชัยสงครามกับน้องชายที่ไร้แก่นสารอย่าง ม่อเหวินเย่ไม่ สิ่งเดียวที่ดึงดูดพยัคฆ์ร้ายวัย 40 ผู้นี้ให้กลับมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า คือกามราคะอันเร่าร้อนที่เขาส
ท่ามกลางแสงเทียนที่วูบไหวภายในตำหนักของ องค์ชายหลี่ชิงเฟิง บรรยากาศกลับอวลไปด้วยกลิ่นอายของความทะเยอทะยานที่บิดเบี้ยวองค์ชายใหญ่จ้องมองแผนผังราชสำนักด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความริษยา พระองค์ทรงรู้ซึ้งถึงน้ำพระทัยของพระบิดาที่เอนเอียงไปหา องค์ชายหลี่ชิงอวี่ น้องชายที่พระองค์ตราหน้าว่าไร้ความสามารถ"บ
ม่อเหวินเย่ในยามนี้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำตระกูลคนใหม่ด้วยความลำพองใจ เขาเคยเป็นเพียงบุตรชายที่ถูกมองข้าม ไร้ฝีมือเชิงยุทธ์มีเพียงมันสมองที่ใช้ตีค่าในสายตาบิดาได้เพียงน้อยนิด ทว่าในวันนี้โชคชะตาช่างเป็นใจยิ่งนัก ม่อหยวนฉี พี่ชายคนโตผู้เก่งกาจทว่าโง่เขลากลับด่วนสิ้นชีพทิ้งนามไว้เพียงในสุสาน ส่วน ม่อหราน พ












評論