จั๋วซือหรานได้ยินคำพูดนี้ จากนั้นนางก็ยิ้มและพูดว่า "หากท่านอ๋องอยากชมข้า ท่านอ๋องพูดตรงได้เลยเจ้าค่ะ"เฟิงเหยียนมองเข้าไปในดวงตาที่มืดมนและเป็นประกายของนาง เขาเงียบสองสามวินาทีแล้วจึงเปิดริมฝีปากของเขาแล้วพูดว่า " จั๋วเสียวจิ่ว เจ้าเก่งเหลือเกิน"จั๋วซือหรานกระพริบตาใส่เขา " ท่านอ๋องอยากเห็นอะไรที่เก่งกว่านี้ไหมเจ้าคะ"เฟิงเหยียนยอมรับว่าเขาผ่านประสบการณ์มามากจนไม่สามารถแม้แต่จะไว้วางใจพ่อของเขา ซึ่งผู้มีความเกี่ยวข้องกับเขาทางสายเลือด และตระกูลที่เขาเติบโตมาด้วยเกียรติและความอับอาเช่นเดียวกันดังนั้นเขาจึงสงบสติอารมณ์ได้ดีมาก และดูเหมือนว่าหาได้น้อยมากที่มีอะไรที่สามารถทำให้เขามีอารมณ์ใด ๆดูเหมือนว่าเขาจะสูญเสียความอยากรู้อยากเห็นในทุกสิ่งไปแล้วหากผู้คนสูญเสียความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับโลกและทุกสิ่ง คนเช่นนี้จะน่าสงสารมากแต่หลังจากเขาพบกับจั๋วซือหราน ดูเหมือนทุกอย่างเปลี่ยนไป และเขาก็ไม่แน่ใจเขายังเป็นคนเช่นเดิมเพราะหญิงประหลาดคนนี้ดูเหมือนจะสามารถปลุกเร้าอารมณ์ของเขาได้อย่างง่ายดายเขาไม่สามารถสงบสติอารมณ์เหมือนเมื่อก่อนได้อีกต่อไป และเขาไม่เหมือนเมื่อก่อน ซึ่งไม่สนใจท
ส่วนหนอนพิษกู่ร้อยไหมที่นางจับได้จากนายพลฉีฮ่าว และนายพลยิงส้าว ขนมหยกขาวและขนมก้อนเมฆกลับไม่มีแสงสว่างเช่นนี้เฟิงเหยียนเงียบไปครู่หนึ่งอาจเป็นเพราะเขากำลังคิดถึงความเป็นไปได้ที่สถานการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นและดูเหมือนว่าเขาจะตอบสนองอย่างรวดเร็วเฟิงเหยียนกระซิบ “พวกเขาดูดซับพลังของเฟิงช่าน เฟิงจู๋ และอีกสองคน…”จั๋วซือหรานเอื้อมมือไปจิ้ม 'ขนมมะม่วง' เบา ๆ แล้วพูดเบา ๆ ว่า "ไม่ใช่แค่นี้"อาจเป็นเพราะระยะของสองคนนี้อยู่ใกล้กัน จนพวกเขาไม่ต้องพูดเสียงดัง แม้ว่าพวกเขากระซิบกัน ก็สามารถให้ฝ่ายหนึ่งได้ยินคำพูดของอีกฝ่ายเพียงแต่เสียงกระซิบทำให้คนคันหูเท่านั้นจากนั้นก็มีมืออันอ่อนโยนจับมือเขาไว้จั๋วซือหรานจับมือของเฟิงเหยียนเบา ๆ นางบีบนิ้วของเขาแล้ววางลงบน 'ขนมมะม่วง'เนื่องจากนางปราบหนอนพิษกู่ร้อยไหมเหล่านี้ได้อย่างเต็มที่ พวกมันจึงไม่เป็นศัตรูกับเขาเมื่อมีจั๋วซือหรานอยู่ข้าง ๆเฟิงเหยียนสัมผัสได้อย่างชัดเจนจากปลายนิ้วของเขา ซึ่งค่อนข้างนุ่มนวลทันใดนั้นเขาก็เข้าใจว่าทำไมจั๋วเสียวจิ่วถึงชอบหยิกพวกมัน ดูเหมือนนางชอบหยิกพวกมันมากจากนั้นเฟิงเหยียนก็รู้สึกถึงความร้อนที่ผิดปกติจ
เพียงแต่ตอนนี้จั๋วซือหรานมีเรื่องสำคัญกว่าที่ต้องจัดการ“เอาล่ะ ไปตลาดมืดกันต่อเลย” จั๋วซือหรานกล่าวว่า “ขนมที่อยู่ที่ตลาดมืดนั้น พลาดไม่ได้นะ”บางทีอาจเป็นเพราะนางคิดว่ามีกล่องสุ่มกำลังรอนางที่ตลาดมืด จั๋วซือหรานจึงรอไม่ไหวตอนนี้เฟิงเหยียนเชื่ออย่างเต็มที่ว่านางไม่รู้สึกน้อยใจเลยสำหรับความไม่ยุติธรรมที่นางต้องทนมา นางจะชดเชยเองเมื่อเทียบกับเรื่องซุบซิบของคนนอก ดูเหมือนว่าหญิงสาวเจ้าเล่ห์คนนี้จะรู้สึกมาโดยตลอดว่าสิ่งที่นางถืออยู่ในมือนั้นสำคัญกว่าเมื่อพวกเขากำลังจะมาถึงตลาดมืด จู่ ๆ เงาสีดำก็ปรากฏขึ้นข้าง ๆ พวกเขาแม้ว่าคนที่มาจะแต่งกายด้วยชุดสีดำ แต่ดูจากรายละเอียด มองออกได้ง่ายเลยว่าเขาเป็นผู้พิทักษ์เงาของเฟิงเหยียน“ท่านขอรับ” ผู้พิทักษ์เงาเรียกด้วยเสียงทุ้ม“มีอะไรหรือ” เฟิงเหยียนเหลือบมองเขาผู้พิทักษ์เงามองจั๋วซือหราน เขาอยากรายงานแแต่เห็นจั๋วซือหรานอยู่นี่นี่ เขาจึงลังเลที่จะพูดต่อ จั๋วซือหรานรู้เรื่องดี นางพูดกับเฟิงเหยียน"ท่านอ๋อง เช่นนั้นข้าไปรอที่อื่นละกัน"แต่เฟิงเหยียนขมวดคิ้วและพูดว่า "ไม่เป็นไร" เขาบอกผู้พิทักษ์เงาว่า "บอกได้เลย""ขอรับ" ผู้พิทักษ์เงารับค
“ฮะ” จั๋วซือหรานเงยหน้าขึ้นและสบตากับดวงตาอันลึกซึ้งของเฟิงเหยียน“สำหรับเจ้า เรื่องนี้ไร้สาระและไม่ยุติธรรม เจ้าทนได้ แต่ให้ข้าอยู่เฉย ๆ โดยไม่ทำอะไร ข้าทนไม่ได้ ตอนนี้ข้ากลับจวนเฟิงเดี๋ยวนี้ พวกเขาจะได้ไม่มีการกระทำมากกว่านี้”เฟิงเหยียนกล่าวจั๋วซือหรานคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นนางพยักหน้า "ก็ได้"นางคิดถึงตำแหน่งของของเฟิงเหยียน และพูดกับเฟิงเหยียนว่า "แต่... หากเรื่องนี้ต้องทำให้ท่านอ๋องลำบากใจ และทำอะไรไม่ได้ ไม่เป็นไรหรอก"ไม่ใช่เพราะว่านางเป็นนักบุญ จั๋วซือหรานยิ้ม “ข้าไม่ใช่คนไร้ความสามารถเสียหน่อย และฉันก็ไม่ใช่คนที่จะถูกคนรังแกได้ง่าย หากใครอยากรังแกข้า พวกเขาจะต้องชดใช้อย่างแน่นอน ดังนั้นไม่ต้องกังวลนะ ท่านอ๋อง”“สิ่งที่ตระกูลเฟิงทำได้และต้องการทำในตอนนี้คือพวกเขาอยากยกเลิกการหมั้นหมายของเรา”จั๋วซือหรานกล่าวกับเฟิงเหยียน "สัญญาการแต่งงานระหว่างข้ากับท่านอ๋องเดิมเป็นข้อตกลงระหว่างเจ้าและข้า ข้ารักษาอาการป่วยเรื้อรังของท่านอ๋อง และท่านอ๋องก็ทำสัญญาการหมั้นกับข้า ข้าจะได้พ้นตัวจากการควบคุมของตระกูลจั๋ว ”“ตอนนี้ ข้าและตระกูลจั๋วได้แยกทางกันแล้ว สัญญาการหมั้นนี้จะมีหรือไม่
ผู้พิทักษ์เงาคิดอยู่ครู่หนึ่งและกระซิบปลอบใจเจ้านาย "ท่านขอรับ ท่านไม่ต้องกังวลมากเกินไป เมื่อครู่นี้แม่นางจิ่วบอกว่า แม้ว่ายกเลิกการหมั้นหมายแล้ว แต่แม่นางก็ยังคงรักษาท่าน"ผู้พิทักษ์เงาเป็นคนไร้เตียงสามาก เขาคิดแค่ว่าเจ้านายของเขาอาจกังวลว่าหากเจ้านายถอนการหมั้นกับแม่นางจิ่ว หรือหากตระกูลเฟิงทำให้แม่นางจิ่วขุ่นเคือง แม่นางจิ่ว จะไม่รักษาอาการบาดเจ็บของเขาอีกหรือเพราะพวกเขาล้วนเป็นผู้พิทักษ์เงาที่ภักดีต่อเฟิงเหยียน และพวกเขารู้ดีว่าเจ้านายของพวกเขาต้องทนทุกข์ทรมานมากเพียงใดจากอาการบาดเจ็บที่ทำร้ายตัวเองดังนั้นเขาจึงคิดอยู่ครู่หนึ่งและปลอบใจเฟิงเหยียน ว่า "ข้าน้้อยรู้สึกว่าแม่นางจิ่วเป็นคนที่ทำตามคำพูดของตัวเอง ในเมื่อแม่นางบอกว่าแม่นางฃยังคงรักษาท่านต่อ ข้าน้อยเชื่อว่าแม่นางจะรักษาท่านต่ออย่างแน่นอน"เฟิงเหยียนไม่ได้พูดอะไรเมื่อได้ยินคำพูดของผู้พิทักษ์เงา เขาเพียงมองผู้พิทักษ์เงาอย่างเย็นชา ดวงตาของเขาคมราวกับมีดผู้พิทักษ์เงาหดคอของเขา โดยไม่รู้ว่าเขาพูดอะไรผิดไปชั่วขณะหนึ่งเราพูดอะไรผิดนะผู้พิทักษ์เงาคิดในใจว่าอย่าบอกนะ เจ้านายอยากแต่งงานกับแม่นางจิ่วจริง ๆ นะ......จั
ดังนั้นนางจึงไปสึกษาสถานการณ์ของสนามแข่งมาโดยตลอด นางเคยได้ยินชื่อของเฮยหลิงเขาเป็นผู้นำสนามประลองสนามแข่งสถานที่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาโดยตลอดเนื่องจากความกดดันของการแข่งขันสูงมาก ตามความเข้าใจของจั๋วซือหราน เพื่อให้นักพนันคว้าเงินในกระเป๋าออกมามากขึ้น สนามฝึกซ้อมจะสร้างจุดดึงดูดการแข่งขันมีลูกเล่นมากขึ้นตัวอย่างเช่น ผู้แข่งคนหนึ่งเสร็จสนามหนึ่งแล้ว และเขาชนะด้วย จากนั้นหากผู้ชมต้องการเดิมแต้มเยอะขึ้น พวกเขาจะให้ผู้แข่งคนนั้นไปแข่งกับคู่ต่อสู้คนถัดไปต่อประมาณว่าให้ผู้แข่งคนนั้นดวลเรื่อย ๆแต่พลังของมนุษย์มีจำกัด หากผู้แข่งสามารถชนะสนามหนึ่งได้ เขาอาจไม่สามารถชนะสนามต่อไปได้และแม้ว่าเขาจะชนะสนามถัดไป แล้วสนามถัดไปอีกล่ะจะมีบางครั้งที่ต้องเล่นใหญ่เลย และหากผู้แข่งบางคนเดือดร้อนเงินจริง ๆ บางครั้งก็จะตกลงที่จะยอมแข่งดวลเรื่อย ๆยิ่งมีผลประโยชน์มากเท่าไร ก็ยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้นเท่านั้นมักมีคนต่อสู้ไปหลายสนาม เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสและกลายเป็นคนพิการ จากนั้นเขาก็ถอนตัวออกจากสนามแข่งด้วยตัวเองนี่ยังถือว่าเป็นจุดจบที่ดี อย่างน้อยผู้แข่งคนนี้ยังสามารถใช้ชีวิตที่เหลือไ
ส่วนอีกด้านหนึ่ง เจาหมิ่นกลับมาที่วังแล้ว“องค์หญิง...” สาวใช้ส่วนตัวคิดว่าเรื่องนั้นสำเร็จแล้ว เมื่อเห็นเจาหมิ่นกลับมา นางก็รีบเข้ามาต้อนรับทันทีแต่เมื่อเห็นสีหน้าเคร่งขรึมของเจาหมิ่น นางทราบเลยว่าสถานการณ์อาจไม่ดีอย่างที่นางคาดไว้"องค์หญิงเป็นอะไรพ่ะย่ะค่ะ"“ไม่เป็นไร” เสียงของเจาหมิ่นทุ้มลึก “หย่าซู่ ข้าอเข้าไปในห้องลับของห้องใต้ดิน เจ้าเก็บสัมภาระที่จำเป็นให้ข้า”สาวใช้ส่วนตัวที่ชื่อหย่าซู่ตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มอย่างรวดเร็ว “รับทราบพ่ะย่ะค่ะ”เจาหมิ่นเดินไปที่เตียงกล่องในห้องส่วนตัวของนาง และเปิดประตูลับที่นำไปสู่ห้องลับของห้องใต้ดินห้องลับนั้นมีกลิ่นเหม็นอับสีเข้มเจาหมิ่นเดินลงบันไดจากทางเข้าประตูลับ และแสงเทียนสลัว ๆ ส่องสว่างในห้องใต้ดินแสงสลัว ๆ ส่องสว่างในห้องลับของห้องใต้ดินมีชั้นวางของบนผนังโดยมีกล่องกู่ต่าง ๆ อยู่บนนั้นแต่บนพื้นดินมีหลุมขนาดใหญ่ที่มีฝาปิดไว้ ใต้ฝามีหลุมฆ่า(หลุมฆ่าเป็นวิธีการลงโทษคนในสมัยราชวงศ์ซางของโบราณจีน โดยให้ผู้ที่กระทำผิดแก้ผ้า และลงในหลุมที่เต็มไปด้วยงู แมงป่องและสัตว์ต่าง ๆ ที่มีพิษ ปล่อนให้พวกเขาค่อย ๆ ตายไป)บนพื้นดินอีกด้านหนึ่ง
“ไม่เป็นไร ในเมื่อแผนนี้ไม่สำเร็จ แสดงว่าแคว้นชางไม่ปลอดภัยอีกต่อไปเป็นชั่วคราว เจ้าถอนตัวออกไปได้” เสียงจากอีกด้านพูดเช่นนี้สีหน้าของเจาหมิ่นเต็มไปด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย "ท่านจะไม่... ลงโทษหมิ่นหมิ่นหรือเจ้าคะ"“สำหรับการลงโทษเจ้า รอเจ้ากลับมาก่อน ค่อยลงโทษเจ้า นั่นก็ไม่สายหรอก ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่าเจ้าล้มเหลวในคราวนี้ แต่เจ้ายังได้นำข่าวที่เป็นประโยชน์กลับมาอีกด้วย”“ศัตรูเจ้าเล่ห์ที่เจ้าพบในครวนี้...แม่กู่ที่เจ้าได้มากจากมือของบันหยูนของหุบเขาหมื่นพิษยังเอาชนะคู่ต่อสู้รายนี้ไม่ได้ แสดงว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ที่ฉลาดและน่าสนใจ”“เมื่อมีนางอยู่ที่นี่ มันอาจไม่ง่ายเลยที่จะเข้าไปถึงพลังศักดิ์สิทธิ์ของหงส์แดง ดังนั้นเจ้าถอนตัวออกไปก่อน”เจาหมิ่นกัดริมฝีปากของนางด้วยสายตาที่ไม่เต็มใจ นางทุ่มเทอย่างมาก นางแทบไม่ได้ยินคำชมเชยจากเจ้านายของนางเลยแต่จั๋วซือหรานคนนั้น...เจาหมิ่นแอบโกรธแค้นจั๋วซือหราน แต่นางไม่ได้แสดงความเกลียดชังนี้บนใบหน้า นางพูดด้วยน้ำเสียงที่สุภาพและเคารพว่า "หมิ่นหมิ่นรับคำสั่งเจ้าค่ะ"ค่ายกลที่ส่องแสงแวววาวอยู่บนพื้นนั้นค่อย ๆ ดับลงราวกับว่าตรงนี้ไม่เคยมีแสงสว่างม
ขณะที่ตระหนักถึงจุดนี้ จั๋วซือหรานก็ตระหนักได้ถึงอีกจุดหนึ่งถ้าบอกว่า ตนเองหลังจากนี้อยู่ห่างเขาไม่ได้ แต่หลังจากนี้ยังต้องการแสงแดดล่ะก็เช่นนั้นก็เท่ากับว่า...นางมองชายหนุ่มที่โผล่หัวออกมาจากผ้าห่ม เห็นอักขระคำสาปประหลาดบนหน้าตาคนสมองทื่อนี้ ปรากฏขึ้นมาต่อเนื่อง หายไป แล้วก็โผล่ออกมารักษาแผลไฟไหม้...จั๋วซือหรานจึงเดินเข้าไปสองก้าวอย่างอดไม่อยู่ พอมาถึงตรงหน้าเขา ก็ยกมือขึ้นมาเบาๆเขาไม่ขยับ จ้องมองนางนิ่งจั๋วซือหรานแตะลงไปบนหน้าเขาเบาๆ ราวกับว่าแค่สัมผัสเพียงเล็กน้อยเท่านั้นนางขมวดคิ้วแน่นเขามองนางเงียบๆจั๋วซือหรานนิ่งงันไปครู่หนึ่ง จึงเอ่ยเสียงต่ำขึ้นว่า "พลังวิญญาณของข้า ช่วยอะไรท่านไม่ได้แล้วหรือ"น่าจะเพราะตนเองตั้งท้องจนงงๆ ไปแล้วจริงๆ หรืออาจเป็นเพราะไม่พอใจเจ้าคนสมองมีปัญหาตรงหน้านี้ ดังนั้นจึงไม่ได้สนใจอะไรมากกระทั่งถึงตอนนี้ จั๋วซือหรานจึงเพิ่งรู้สึกตัวพลังของตนเองก่อนหน้านี้ ทั้งๆ ที่สามารถบรรเทาอาการทำร้ายตนเองของเฟิงเหยียนได้แท้ๆ แล้วยังทำให้เขาต้านทานแสงแดดได้ระดับหนึ่งอีกด้วยแต่ตอนนี้ทำไมเหมือน...มันไม่มีประโยชน์แล้วล่ะ?ทว่าเฟิงเหยียน ดูเหมือนจะ
ขณะที่จั๋วซือหรานขมวดคิ้วคิดว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ทำไมถึงมุดเข้ามาด้วยกัน...กับเขาในผ้าห่มที่มืดสนิทนี้ ก็ได้ยินเสียงหัวเราะทุ้มๆ ดังขึ้นเสียงหัวเราะทุ้มต่ำ ในผ้าห่มมืดๆ ภายใต้ระยะใกล้ชิดที่แทบจะเบียดกันของคนทั้งสองนี้ จึงยิ่งชัดเจนเป็นพิเศษ...กระทั่งความหยาบกร้านแหบพร่าเล็กๆ ในน้ำเสียง ก็ยังชัดเจน ชัดเจนเอามากๆ!ยิ่งไปกว่านั้น เพราะความใกล้ชิดมากๆ ยังมีกระแสลมแผ่วๆ ที่เหมือนจะพัดผ่านข้างหูนางไปเหมือนกับแม้กระทั่งตอนที่เขาหัวเราะเสียงทุ้ม การสั่นสะเทือนของทรวงอก ตนเองก็ยังสัมผัสได้อย่างชัดเจนด้วย!จั๋วซือหรานกัดริมฝีปากเบาๆจึงได้ยินเสียงของตาคนสมองทื่อ ยังคงเป็นเส้นเสียงหยาบๆ ที่ชวนหลงใหลนั่นอยู่บอกกับนางว่า "นี่เจ้ากำลัง...เชื้อเชิญข้าหรือ?"จั๋วซือหรานเพิ่งตื่นขึ้นจากความฝันที่อยู่กับคนรัก ถือว่าถูกกวนให้ตื่นก็ได้ มีอารมณ์ขุ่นเคืองอยู่บ้างก็เรื่องปกติดังนั้นนางจึงไม่มีเวลามาปรับอารมณ์กับตาคนสมองทื่อนี่จั๋วซือหรานเอ่ยขึ้นว่า "ข้าควรจะมองท่านถูกเผาตายทั้งเป็นไปซะ"ตาสมองทื่อนี่ก็ไม่รู้ทำไมผ่านไปคืนนึงนิสัยก็เปลี่ยนไป จู่ๆ อารมณ์ก็ดีขึ้นมาเสียอย่างนั้นบางทีคงเพร
จั๋วซือหรานได้ยินอารมณ์เจ็บปวดจากในน้ำเสียงเขา และได้ยินถึงอารมณ์เสียใจด้วยอันที่จริงสำหรับสำหรับอาการข้าหึงตัวข้าเองที่แปลกใหม่นี้ จั๋วซือหรานก็รู้สึกจนใจอยู่หน่อยๆ แล้วยังดูน่าขำอีกด้วยผลลัพธ์คือพอแหงนตามอง สีหน้ารอยยิ้มบนหน้าจั๋วซือหรานเหล่านั้น ก็แข็งทื่อไปทันทีอารมณ์ที่เรียกว่าความกังวล ก่อตัวขึ้นมาในดวงตามิน่าในน้ำเสียงเขาถึงมีความเจ็บปวดอยู่ตอนนี้ อักขระคำสาปปรากฏขึ้นบนตัวเขาแล้ว แสดงรูปลักษณ์ที่ประหลาดออกมา"นี่คือ..." จั๋วซือหรานยกมือมากำข้อมือเขาแต่นี่ไม่ใช่ความจริง เป็นแค่เขตแดนจิตใต้สำนึกบางอย่าง เป็นแค่ในความฝันเท่านั้น แน่นอนว่าจับชีพจรเขาไม่ได้"ไม่เป็นไร" บนสีหน้าชายหนุ่มแม้จะเต็มไปด้วยอักขระคำสาปประหลาด สายตาที่ก้มลงมามองนางกลับดูอบอุ่น "ไม่เป็นไร"เหมือนกลัวว่านางจะกังวล เขาจึงบอกว่าไม่เป็นไรขึ้นมาอีกครั้งจั๋วซือหรานตระหนักได้ถึงอะไรบางอย่าง ขมวดคิ้วขึ้นมานิ้วโป้งของชายหนุ่มกดลงเบาๆ ที่หว่างคิ้วนาง นวดๆ เหมือนติดจะนวดคลายสีหน้าอารมณ์ที่ยุ่งเหยิงเหล่านั้นออก"พักผ่อนให้ดี กินข้าวให้ดีด้วย" เขาเอ่ยขึ้นจั๋วซือหรานเบ้ปากเบาๆ เหลือบมองเขา "ถ้าหากเจ้าส
จั๋วซือหรานไม่ส่งเสียง ครู่เดียว จึงถอนใจเบาๆ เอ่ยขึ้นว่า "อันที่จริง ข้าเองก็ไม่ได้ยืนหยัดขนาดนั้น แค่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาจนตรอกจริงๆ ข้าก็ยังไม่อยากละทิ้งทั้งที่ยังไม่ได้ลอง"เฟิงเหยียนกอดนาง ในสีหน้ามีความเจ็บปวดเสียงยิ่งแหบพร่า เอ่ยขึ้นว่า "ข้าไม่อยากให้เจ้าต้องมาเหยียบซ้ำรอยมารดาของข้า และข้าก็ไม่อยากให้ลูกของเราเติบโตมาเป็นเหมือนข้าด้วย หากเรื่องนี้ ไม่มีวิธีอื่นแก้ไขได้นอกจากปล่อยให้มีฝันร้ายแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ...ข้าก็หวังให้ฝันร้ายนี้หยุดลงที่ตัวข้าพอ"เสียงของชายหนุ่มแหบพร่ามาก ในน้ำเสียง...ก็มีความสิ้นหวังที่ปิดไว้ไม่มิดอยู่ ทิ่มแทงเข้ามาที่ใจของจั๋วซือหรานต้องเป็นแบบไหนกันนะ...ถึงบีบคั้นให้คนดีๆ ที่หยิ่งทะนงและยอดเยี่ยมคนหนึ่งตกอยู่ในสภาพนี้...ราวกับสัตว์ที่ถูกกักขังไว้จั๋วซือหรานมองเขา ครู่ต่อมา ก็ถอนหายใจเบาๆเอ่ยขึ้นว่า "จริงๆ แล้ว...เดิมทีข้าเองก็ยังไม่ค่อยแน่ใจ การวางแผนและความคิดของข้าจึงไม่ได้เล่าใด้คนอื่นฟัง"เฟิงเหยียนไม่พูดอะไร แค่แหงนตามองนางเงียบๆจั๋วซือหรานยิ้มๆ "ข้ารู้สึกจริงๆ ว่าไม่แน่ข้าอาจมีวิธี แม้ตอนนี้ข้ายังพูดถึงเหตุผลออกมาให้ชัดเจนไม่ได้ แต
แม้จะบอกว่าเป็นความฝัน แต่อันที่จริงจั๋วซือหรานก็ค่อยๆ เข้าใจแล้ว ว่าเพราะอะไรหลังจากฝันถึงเขาครั้งที่แล้วจนมาถึงครั้งนี้ นานมากแล้วที่ไม่ได้ฝันถึงเขาอีกพอมาคิดอย่างละเอียด เหมือนว่าตอนฝันถึงเขาครั้งที่แล้ว จะเป็นหลังจากที่นางมีสัมพันธ์ทางกายกับเขาดังนั้นจั๋วซือหรานจึงค่อยๆ เข้าใจ บางทีน่าจะเป็นเพราะสาเหตุนี้การดูดหยางบำรุงหยินของนางก็ดูดซับมาจนพอเข้าใจแล้ว เหมือนว่าพอดูดซับมาถึงระดับหนึ่ง ก็จะเกิด...ถ้าจะพูดว่าเป็นความฝัน สู้บอกว่าเป็นการสื่อสารทางจิตใต้สำนึกกับความทรงจำของเฟิงเหยียนส่วนที่ถูกผนึกไปจะดีกว่า?และไม่ว่าจะ 'ความฝัน' ครั้งที่แล้ว หรือว่าครั้งนี้ก็มองออกได้ไม่ยากเฟิงเหยียนน่าจะเข้าใจต่อสถานการณ์อยู่ ดังนั้นบางทีจิตใต้สำนึกเขายังคงอยู่มาตลอด เพียงแต่ถูกสมองทื่อๆ นี่กดเอาไว้ หรือบางทีคงถูกสภาผู้อาวุโสลงมือสะกดเอาไว้ไม่แน่ว่า อาจจะต้องมีชนวนเหตุบางอย่าง ถึงจะสามารถปลุกขึ้นมาได้จั๋วซือหรานอยากจะรู้ชนวนเหตุนั้นว่าคืออะไรกันแน่"ต้องทำยังไงเจ้าถึงจะดีขึ้นมา?" จั๋วซือหรานถามแต่เฟิงเหยียนกลับเหมือนจะจำจุดสำคัญนั้นไม่ได้แล้ว ขมวดคิ้ว สีหน้าดูเหมือนขมขื่น เหมือนว
ในห้วงฝันนางมองมือตัวเอง สับสนไปหมดทั้งตัว เหมือนยังตั้งตัวกลับมาไม่ได้เพราะนางถ้าไม่หลับลึก ก็จะเอาจิตใต้สำนึกส่งเข้าไปในมิติ จึงฝันน้อยครั้งมากดังนั้นตอนที่ดำดิ่งสู่ห้วงฝัน นางยังรู้สึกไม่คุ้นอยู่หน่อยๆ มองมือตนเอง รู้สึกไม่คอ่ยเป็นจริงสักเท่าไรวินาทีต่อมา มือข้างหนึ่งก็ทาบมาบนมือของนางมือข้างนั้น ข้อต่อกระดูกชัดเจน นิ้วเรียวยาว เล็บตัดมาดูสะอาดสะอ้าน ผิวหนังขาวซีดเย็นเหมือนไม่โดนแดดมานานสายตาของจั๋วซือหรานจ้องนิ่งอยู่บนมือข้างนี้ จากนั้นจึงค่อยๆ ยกขึ้นมามองไปยังเจ้าของมือนี้ ใบหน้าหล่อเหลาไม่มีที่ตินั่นทั้งที่เป็นใบหน้าที่เพิ่งเห็นไปก่อนหลับตาลงเมื่อครู่แท้ๆ แต่ตอนนี้พอมอง กลับยังคงทำให้นางรู้สึกเหมือนไม่เจอกันเสียนานสายตาของชายหนุ่มอบอุ่น ด้านในมีความรู้สึกอารมณ์เหมือนความเจ็บปวดแฝงอยู่"จั๋วเสียวจิ่ว..." เขาก้มหน้าลงเรียกนางจั๋วซือหรานมองเขา จากนั้นจึงออกแรงบีบมือเขา และน่าจะเพราะออกแรงมากเกินไปปลายเล็บจึงเหมือนจิกลงไปในเนื้อเขาฝันถึงเขาอีกแล้วจั๋วซือหรานมีปฏิกิริยาขึ้นมา ครั้งนี้เหมือนกับครั้งนั้นเลย ฝันถึงเฟิงเหยียนยิ่งไปกว่านั้นยังดูเหมือนจริงเป็นพิ
กลางดึก จั๋วซือหรานกัดริมฝีปาก กอดหมอน เดินเท้าเปล่าจากห้องด้านนอกเข้าไปยังห้องด้านใน!คิ้วงามของนางขมวดแน่น สีหน้าที่มีสีเลือดฟื้นมาบ้างแล้ว ตอนนี้กลับขาวซีดขึ้นมาในใจนางเองก็พูดไม่ออก เดิมทีตอนที่หลับก็ยังดีอยู่ พอกลางดึกจู่ๆ ก็ไม่ไหวขึ้นมาเสียแล้วหน้าอกปั่นป่วนอย่างรุนแรง เป็นความรู้สึกทรมานแบบที่นางผ่านมาก่อนหน้าไม่ผิดเพี้ยนถ้าบอกว่าคนคนนี้ไม่เข้ามาก็ว่าไปอย่าง แต่นี่ก็เข้ามาแล้วว่ากันว่าพอเคยสบายแล้ว จะยากที่จะกลับไปลำบากตอนนี้จะให้นางปล่อยชายหนุ่มที่เหมือนกับ 'ยาบำรุงครรภ์' นี้ไว้ข้างในเฉยๆ โดยไม่ใช้ แล้วต้องมานั่งทนกระอักเลือดต่อล่ะก็...ขอโทษด้วย สกุลจั๋วอย่างนางไม่ใช่คนประเภทนั้นนางเข้าใจแล้ว ก่อนที่จะหลับไปเมื่อคืนนี้ ตอนที่เฟิงเหยียนบอกว่าจะนอนด้านนอก ริมฝีปากที่เม้มแน่นนั้นกำลังอดกลั้นเรื่องอะไรน่าจะคิดไว้แล้วว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้สารเลว!จั๋วซือหรานครั่นเนื้อครั่นตัวตื่นมากลางดึก ต่อให้เป็นคนที่มีสติเยือกเย็นแค่ไหน ก็ยังมีอาการหงุดหงิดงัวเงียหลังตื่นนอนนางเดินเท้าเปล่าเข้าไปห้องด้านใน อากาศในหุบเขาตอนกลางคืนเย็นมากนางสวมแค่เสื้อบางๆ ชุดหนึ่ง ทั้งตัวเย
แต่กลับรู้ตัวตนฐานะผู้ชายทรยศของเฟิงเหยียนได้ ไม่ต้องคิดเลยว่าคงเป็นจั๋วหวายพล่ามออกมาแน่"จั๋วหวายมาบอกเจ้าหรือ?" ปันอวิ๋นถามขึ้นคำหนึ่งจวงอี๋ไห่ พยักหน้าอย่างระมัดระวัง "คุณชายเสี่ยวหวายไม่หลอกข้าหรอก คุณชายเสี่ยวหวายบอกว่าเป็นผู้ชายทรยศ เช่นนั้นกว่าครึ่งก็ต้องเป็นผู้ชายทรยศแล้ว"ปันอวิ๋นถอนหายใจแผ่วเบาในห้อง จั๋วซือหรานนั่งลงข้างโต๊ะเฟิงเหยียนไม่พูดอะไร รินน้ำชาให้นางถ้วยหนึ่งจั๋วซือหรานกำถ้วยไว้ ใช้นิ้วมือลูบไล้ขอบถ้วยเบาๆ"อีกเดี๋ยวพออาหารส่งเข้ามา ก็กินสักหน่อยแล้วค่อยนอนพัก" เฟิงเหยียนเอ่ยขึ้นแต่ในน้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความหนักแน่นที่ห้ามปฏิเสธจั๋วซือหรานแหงนตามองเขา กำลังจะบอกว่ายังไม่หิวก็เห็นริมฝีปากบางของชายคนนี้เม้มเบาๆ เอ่ยเสียงต่ำว่า "ข้าไม่มีสิทธิ์จะมาหารือกับเจ้าจริงๆ นั่นล่ะ..." สายตาเขาทอดลงไปที่ท้องน้อยนาง แววตาลึกซึ้งจากนั้นจึงเอ่ยต่อว่า "แต่การจะเตือนให้เจ้ากินอะไรดีดีก็ยังพอมีสิทธิ์อยู่" สายตาเขายกขึ้นมาจากท้องน้อยจั๋วซือหรานเลื่อนมาที่ดวงตานาง จ้องมองดวงตานาง เอ่ยต่อว่า "ถึงอย่างไรเมื่อครู่ก็เพิ่งช่วยเจ้ากลับมา ยิ่งไปกว่นั้นเรื่องถูกพลังศักดิ์สิท
เขาไม่เพียงแต่ไม่ใช่สามีของนาง เขายังเป็นคู่หมั้นในนามของหญิงสาวคนอื่นอีกด้วยสีหน้าของเฟิงเหยียนแข็งทื่อไปแล้ว แต่ท้ายสุดก็ยังพูดอะไรไม่ออกเพราะในคำพูดจั๋วซือหราน ไม่มีส่วนที่ผิดเลยแม้แต่น้อยแม้จะบอกว่าเด็กคนนี้ ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเขาก็ตามแต่ครั้งก่อนหน้านั้น เป็นเพราะจั๋วซือหรานถูกวางแผนร้ายใส่ ถึงทำให้นางสับสนหลงใหลจนมีสัมพันธ์กับเขาถ้าจะบอกว่า เขาเอาเปรียบหญิงสาวไป ก็ไมไ่ด้พูดเกินเลยนักเอาเปรียบหญิงสาว จนทำนางตั้งท้อง ไม่เคยจะมารับผิดชอบอะไรตอนนี้กลับจะมาชี้มือชี้ไม้เรื่องของนางพอสรุปมาแบบนี้ มันก็ช่าง...แย่มากจริงๆเฟิงเหยียนเองก็รู้ว่าตนเองนั้นแย่มาก พูดอะไรออกมาไม่ได้ไปชั่วขณะปันอวิ๋นรู้สึกกระอักกระอ่วนแทนสหายเก่า เขากระแอมออกมาเบาๆ ทีหนึ่ง ไกล่เกลี่ยขึ้นว่า "เอาล่ะเอาล่ะ..."เขาเองก็ไม่รู้ว่าควรพูดอะไร ถึงอย่างไร ทั้งสองคนตอนนี้จะไม่ได้เป็นคู่รัก แต่ความสัมพันธ์แบบนี้...มันก็ดูคลุมเครือ กลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่ นี่มันช่าง...ดังนั้นปันอวิ๋นเลยเปิดประเด็นขึ้น อึกอักในปากอยู่พักหนึ่ง กว่าจะพูดออกมาได้ "...พวกเจ้าหิวหรือยัง? ให้เหล่าจวนทำอะไรให้กินหน่อยดีไหม?"