เข้าสู่ระบบ
ดอกเบญจมาศสีขาว
“ความตายคือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้” เวลา:07:30PM (ตามเวลาท้องถิ่น) แผนกศัลยกรรมประสาท โรงพยาบาล Johns Hopkins บัลติมอร์ รัฐแมริแลนด์ “แม่ครับ ถ้าผมตายไป ผมฝากแม่ดูแล “มัส” แทนผมด้วยนะครับ” คุณขวัญเรือนจับมือลูกชายไว้มั่น ขณะที่บุรุษพยาบาลกำลังเข็น นพ.ทรงโปรด พสุธาดล ศัลยแพทย์ หนุ่มวัยสามสิบสองปี ที่ป่วยเป็นโรคเนื้องอกในสมองเข้าสู่ห้องผ่าตัดเบื้องหน้า “ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะโปรด ลูกต้องไม่เป็นอะไรแน่นอน หมอที่นี่เก่งมาก อย่างไรก็ต้องปลอดภัยแล้วออกมาหาแม่นะลูก” คนเป็นแม่วิ่งตามรถเข็นพยาบาลส่งลูกชายสู่ปลายทางห้องผ่าตัด หล่อนถูกกันให้รออยู่ที่หน้าห้อง ขวัญเรือนประสานมือสวดมนต์ภาวนาอ้อนวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วสากลโลกที่พอจะนึกได้ตอนนี้ เพื่อขอให้ลูกชายคนเดียวของเธอปลอดภัย เวลา 11:30 นาที (ตามเวลาท้องถิ่น) เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ณ โรงพยาบาลเอกชนภิรมย์ราษฎร์ มัสลิน สุวรรณวงศ์ ประชาสัมพันธ์สาววัย 23 ปี ในชุดยูนิฟอร์มประชาสัมพันธ์เรียบร้อยดูสง่าราวกับแอร์โฮสเตสสายการบินชั้นนำสักที่หนึ่ง เธอสวมเสื้อสีฟ้าอ่อน กระโปรงสีเทาเข้มและสวมทับด้วยสูทสีน้ำเงินเข้ม มัดเก็บมวยผมที่ท้ายทอย เปิดใบหน้าสะสวยจิ้มลิ้มพริ้มเพรา ที่ลำคอระหงมีผ้าผูกโบว์พันคอเรียบหรูสีเดียวกับสูทประดับอยู่ ยิ่งเธอแต่งหน้าบางเบาก็ยิ่งทำให้ขับเน้นใบหน้าให้สวยสะกด จนเหล่าบรรดาคนที่มาติดต่อที่โรงพยาบาลไม่ว่าจะหญิงหรือชายต่างพากันมองเหลียวหลังจนคอแทบเคล็ด ทว่ายามนี้ร่างงามยืนเหม่อลอยอยู่ที่หน้าเคาน์เตอร์ “หนูจ๊ะ ป้าต้องเซ็นชื่อตรงนี้ด้วยใช่ไหม หนู” คนไข้สูงอายุที่มาติดต่อทำบัตรผู้ป่วยเอ่ยสอบถาม แต่เห็นว่าแม่หนูคนนี้น่าจะกำลังขบคิดอะไรบางอย่างอยู่เลยไม่ได้ยินที่หล่อนถาม หล่อนโบกมือผ่านหน้าแม่หนูคนสวยสองสามครั้งทว่าเธอก็ยังยืนนิ่งค้างใจลอยตาไม่กะพริบ “มัส มัส ไปนั่งพักก่อนไป” ดารณีผู้เป็นรุ่นพี่และพ่วงตำแหน่งหัวหน้าประชาสัมพันธ์เดินมาแตะที่ศอกจนเธอสะดุ้งสุดตัว เธอค้อมศีรษะให้รุ่นพี่ก่อนจะเดินไปนั่งหลบมุมเงียบๆ อยู่ภายในบริเวณพื้นที่เคาน์เตอร์ ดารณีหันมายิ้มแย้มอย่างเป็นมิตรให้กับคุณป้าท่านเมื่อตะกี้ แล้วกระวีกระวาดช่วยเหลือต่อ “ป้าต้องเซ็นตรงนี้ใช่ไหมหนู” หล่อนถามอีก “ใช่แล้วค่ะคุณป้า เซ็นตรงนี้” ดารณีชี้ไปยังตำแหน่งที่คุณป้าต้องเซ็น “อ้อ แล้วก็ตรงนี้ด้วยนะคะ” เมื่อคุณป้าเซ็นเรียบร้อยแล้วก็กล่าวขอบคุณที่ช่วยเหลือ ดารณียกมือไหว้แย้มยิ้มพิมพ์ใจส่งให้ ก็มันเป็นอาชีพประชาสัมพันธ์ของหล่อนนี่นา ถึงจะเป็นเมนส์ ป่วย หมาตาย หรือทะเลาะกับสามีมา ก็ต้อง เดอะโชว์ มัส โก ออน เอาไว้ก่อน ดารณีหันไปทางมัสลินที่ตอนนี้สีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก เธอรู้สาเหตุนั้นดี เพราะคุณหมอทรงโปรด แฟนหนุ่มของเธอที่คบกันมาหนึ่งปี ตอนนี้เข้ารับการผ่าตัดเนื้องอกในสมองอยู่ที่อเมริกา หลังจากคุณขวัญเรือน มารดาของทรงโปรดโทรมาแจ้งราวสี่ชั่วโมงที่แล้วว่าคุณหมอทรงโปรดเข้าห้องผ่าตัดไปแล้ว และอาจจะต้องใช้เวลาราวสี่ถึงห้าชั่วโมง เนื่องจากเป็นเคสที่ยากเพราะเนื้องอกอยู่บริเวณจุดสำคัญ นับตั้งแต่วินาทีนั้นสติของมัสลิน ก็เลื่อนลอยแทบไม่อยู่กับร่องกับรอย เธอเฝ้านับทุกวินาทีที่เข็มนาฬิกากระดิก สลับกับการจ้องจอสมาร์ตโฟน สวดมนต์ภาวนาขอให้เขาปลอดภัย และเฝ้ารอคอยข่าวดีจากขวัญเรือน นี่ก็ผ่านไปราวห้าชั่วโมงแล้ว ทว่ายังไม่มีการติดต่อกลับมาจากขวัญเรือน มัสลินก็ยิ่งกระวนกระวายใจนั่งไม่ติดพื้น เธอไม่อยากรบกวนขวัญเรือนนัก และทำได้แค่รอ... ขวัญเรือนไม่ค่อยชอบหน้าเธอ ข้อนี้มัสลินรู้ดี ออกแนวรังเกียจด้วยซ้ำ เพราะว่ามัสลินไม่เหมาะกับลูกชายของหล่อนทั้งฐานะ การงาน การเงินและชาติตระกูล การคบหากันระหว่างเธอกับนพ.ทรงโปรดจึงเป็นเรื่องไม่ปลื้มนักสำหรับผู้ใหญ่ “หมอโปรดต้องปลอดภัยแน่นอนมัส อย่ากังวลใจไปเลย หมอที่นั่นเก่งมาก เชื่อพี่สิ” ดารณีเดินเข้ามาตบไหล่เบาๆ ให้กำลังใจ มัสลินพยักหน้ารับและเฝ้ารอต่อไป... เวลา 16:30นาที (ตามเวลาท้องถิ่น) ผ่านไปราวๆ สิบชั่วโมงหลังเข้าห้องผ่าตัด คุณขวัญเรือนจึงได้ติดต่อกลับมาด้วยน้ำเสียงสั่น... ได้ยินน้ำเสียงของหล่อนแบบนั้นแล้ว มัสลินก็ยิ่งรู้สึกใจคอไม่ดี รู้สึกถึงก้อนแข็งๆ ที่เริ่มจุกแน่นขึ้นมาในลำคอ ... จนประโยคนั้นเอ่ยอออกมา “ตาโปรดเสียแล้วนะ และฉันคงไม่ได้เอาศพกลับที่เมืองไทย คงฌาปณกิจเสียที่นี่เลย เธอเองก็ควรเริ่มต้นใหม่ เธอยังสาวยังแส้มีคนที่พร้อมจะดูแล ลืมตาโปรดไปเสียเถอะนะ” เมื่อนั้น...มัสลินแทบล้มทั้งยืน เหมือนสายฟ้าฟาดเข้ามาที่กลางอกซ้ำๆ หัวใจเธอแตกสลาย มัสลินไม่ได้ยินคุณขวัญเรือนพูดหลังจากนั้นแล้ว เหมือนทุกการรับรู้มืดบอด สมองเบลอวูบโหวงไปหมด นับตั้งแต่นี้ไป คงเหลือไว้แค่ความทรงจำระหว่างเธอกับเขา เพียงเท่านั้น... พรึ่บ! เพล้ง! ขณะที่ดารณีกำลังต้อนรับคนไข้ที่มาติดต่อหน้าเคาน์เตอร์ก็ได้ยินเสียงบางอย่างหล่นร่วงลงพื้น พอหันกลับไปดูก็ต้องร้องหวีดว้ายเสียงหลง “ว๊าย มัส มัส เป็นอะไร!” มัสลินเสียการทรงตัว มือบางไปปัดเอาแจกันดอกเบญจมาศสีขาวซึ่งเป็นดอกไม้ประจำโรงพยาบาลแห่งนี้มันถูกวางตกแต่งอยู่บนเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์หล่นร่วงลงพื้นจนแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ เหมือนกับหัวใจของเธอไม่มีผิด... ‘ไม่จริงใช่ไหม มัสยังคิดภาพไม่ออก ถ้าไม่มีคุณแล้ว มัสจะอยู่ยังไง’ อยากให้มันเป็นแค่ความฝันเพียงตื่นหนึ่ง... ดารณีรีบหายาลมยาหม่องมาให้เป็นพัลวัน หญิงสาวตรงหน้าหน้าซีดเผือด ราวกับไม่มีเลือดผสมอยู่บนใบหน้า ปฐมพยาบาลเบื้องต้นกันอยู่สักพัก จนเธอเริ่มได้สติ ทุกอย่างไม่ใช่ความฝัน แต่มันคือความจริงต่างหาก เมื่อมีสติตื่นรู้ ก็เริ่มสะอื้นฮักๆ เป็นบ้าเป็นหลังไม่อายสายตาของใครที่จะมองมาทั้งนั้น “ฮึก~ ฮึก~ คุณ คุณโปรดเสียแล้วค่ะ ฮือ~” เธอละล่ำละลักเอ่ยคลอด้วยเสียงร่ำไห้ปริ่มว่าจะขาดใจตายเสียให้ได้ ภาพตรงหน้าทำเอาดารณีเองก็เก็บม่านน้ำตาไว้ไม่อยู่เช่นกัน ความสุขุม ใจเย็น และจิตใจดี ของคุณหมอทรงโปรดทำให้เขาเป็นบุคคลากรที่เป็นที่รักของคนที่โรงพยาบาลแห่งนี้ ดารณีโผเข้ากอดมัสลินเอาไว้แน่นพลางปลอบประโลม มันช่างเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่ยากจะผ่านไปได้จริงๆ...แรกๆ ที่มัสลินเรียกดวงดาวว่า “แม่” ก็ไม่ค่อยชินปากนัก แต่พอเรียกไปสักพักก็เริ่มเข้าปากและชินไปเอง เมื่อกินข้าวเที่ยงเสร็จ พี่ชายทั้งสองของเธอยังอาสาช่วยสอนเธอให้หัดขับรถด้วย เพราะป้าเฟื้องพูดเรื่องนี้ขึ้นมาบนโต๊ะอาหาร คราวนี้เธอยอมรับการช่วยเหลือเพราะไม่อยากปฏิเสธความหวังดีของพวกเขาเป็นคำรบที่สองการเรียนการสอนขับรถในวันนี้ มันก็ค่อนข้างจะทุลักทุเลพอสมควร เธอตระหนักรู้ได้ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิดเดียว แต่เธอก็พยายามเรียนรู้และพอจะเข้าใจบ้างแล้ว ที่เหลือคือความใจกล้าที่จะต้องลองขับด้วยตัวเองให้ได้และพอพี่ๆ รู้ว่าเธอต้องการจะซื้อรถมือสอง วันรุ่งขึ้นตามตะวันกับจันทรคุปต์ก็เอารถที่บ้านซึ่งเป็นคันที่ไม่ค่อยได้ใช้ เนื่องจากที่บ้านใหญ่มีอยู่หลายคันมาให้เป็นรถทรงสปอร์ตสีขาวสัญชาติญี่ปุ่นของคุณดวงดาวที่ขับไม่กี่ครั้งเท่านั้น มันยังใหม่เอี่ยมอ่องเหมือนเพิ่งออกจากศูนย์จำหน่ายไม่มีผิด มัสลินรู้สึกดีใจมากที่ครอบครัวบ้านใหญ่ ไม่นึกรังเกียจเธอ แถมยังช่วยเหลือเธอเป็นอย่างดีอีกด้วยเธอช่างโชคดีจริงๆ ...หนึ่งเดือนผ่านไป...หลังจากจัดการเรื่องส่วนตัวจนเข้าที่เข้าทาง และปรับตัวกับความเป็นอ
ดอกไฮเดรนเยียสีฟ้า“ความเข้าใจ ความซื่อสัตย์ การให้อภัย”ดอกไม้แต่ละชนิดมีความหมายซ่อนอยู่... การตีความหมายของภาษาดอกไม้ ในหนังสือชื่อ เลอ ลองแกจ เดส์ เฟลอร์ (Le Langage des Fleurs) มีการแปลความหมายของดอกไม้รวบรวมไว้กว่า 8,000 ชนิด มัสลินมีฉบับที่แปลเป็นภาษาอังกฤษไว้ในครอบครองด้วยบางทีหากสื่อสารออกมาเป็นคำพูดกับใครสักคน มันอาจจะทำได้ยาก แต่หากใช้ภาษาดอกไม้ในการสื่อสารแทนใจอาจเป็นเรื่องที่ง่ายกว่า...“โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง” เสียงสุนัขทั้งสองตัวดังมาจากชั้นล่าง มัสลินค่อยๆ เดินลงบันไดด้วยความระมัดระวัง พบว่าปากของพวกมันคาบชามข้าวสแตนเลสแล้วเดินตุ๊ต๊ะต้วมเตี้ยมเข้ามาหาเธอ พร้อมกับวางชามข้าวลงเบื้องหน้าของเธอเป็นสัญญานว่าพวกมันหิวแล้ว คล้ายกับกำลังจะบอกเธอว่า รีบเอาอาหารมาเติมให้ทีสิมนุษย์ พ่อคงเลี้ยงพวกมันอย่างดีจนอ้วนฉุแบบนี้“หิวแล้วล่ะสิ แต่ต่อไปพวกแกต้องลดน้ำหนักแล้วนะ กินอาหารให้น้อยลง ออกกำลังกายให้มากหน่อย พวกแกจะได้มีสุขภาพที่ดี เข้าใจไหม?” สุนัขก็เหมือนคน หากน้ำหนักมากเกินเกณฑ์ก็มักจะมีโรคร้ายตามมา มัสลินพูดกับมัน มันก็เอียงคอมองเธอด้วยความสงสัย เธอก็ไม่แน่ใจหรอกนะว่าพวกมันจะเ
ดอกเดซี่“การมีความหวัง”คนเราจะต้องเจ็บปวดและเสียใจอีกกี่ครั้งกันถึงจะพอ?รถกระบะสมรรถนะเยี่ยมขับเข้ามาจอดยังบริเวณบ้านหลังหนึ่งที่ป้าเฟื้องบอกว่าเป็นมรดกตกทอดจากพ่อที่ต้องการส่งมอบให้เธอด้วยความรัก แต่ลึกๆ แล้วมัสลินกลับรู้สึกว่ามันอาจเป็นเพราะความรู้สึกผิดของพ่อที่มีต่อเธอและแม่มากกว่า เขาถึงอยากที่จะชดเชยสิ่งเหล่านี้ให้ ทว่าเมื่อเธอมองออกไปยังอาณาเขตของบ้านเบื้องหน้า ก็นึกแย้งกับคำพูดของป้าเฟื้องในใจ ที่บอกว่าเป็นเพียงบ้านและที่ดินหลังเล็กนั้น สำหรับเธอแล้วมันไม่ใช่เลยจริงอยู่ที่คนบ้านใหญ่ที่เรียกว่าบ้านเมียหลวงนั้นได้ที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ไปหลายร้อยไร่ สมฐานะภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของพ่อเลี้ยงเรืองแห่งทองผาภูมิแต่มัสลินคิดว่าเธอช่างโชคดี ที่พ่อยังนึกถึงเธอกับแม่ แล้วที่นี่ก็ช่างดูอบอุ่น มันเป็นบ้านสองชั้นสีขาวตัดกับสีฟ้าสร้างขึ้นในแบบสไตล์อิงลิช คันทรี หน้าบ้านมีดอกเดซีมากาเร็ต ดอกคัตเตอร์ และดอกคาโมมายล์ ล้วนแต่เป็นดอกไม้ที่มีกลีบดอกสีขาวปลูกแซมด้วยต้นโรสแมรีที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นละมุนลอยเตะจมูกไว้รอบๆ ตัวบ้าน ที่นี่คงอากาศเย็นตลอดทั้งปี จึงเหมาะแก่การปลูกดอกไม้เมืองหนาว
ดอกฟอร์เก็ทมีน็อท“อย่าลืมฉัน”มัสลินมองที่ตรวจครรภ์ในมือ รอบเดือนเธอไม่มาสองเดือนแล้ว จึงได้ลองตรวจดู ผลปรากฏว่ามันขึ้นสองขีดเธอไม่ได้เศร้า ทว่าใบหน้ากลับแต้มไปด้วยรอยยิ้มบางเบา“สิ่งนี้เป็นของขวัญที่คุณให้มัสไว้ดูต่างหน้าใช่ไหมคะ คุณโปรด...มัสคิดถึงคุณนะ มัสจะไม่มีวันลืมคุณเลยค่ะ” เหลียวมองที่ข้อนิ้วนางด้านซ้ายที่มีแหวนเพชรที่ทรงโปรดสั่งทำเป็นพิเศษให้เธอ กลีบดอกสีน้ำเงินอมม่วงรอบตัวเพชรเม็ดงาม มันคือ “ดอกฟอร์เก็ทมีน็อท” ซึ่งเป็นดอกไม้สุดโปรดของเธอนั่นเองมัสลินเอื้อมมือมาลูบท้องของตัวเองที่ยังคงแบนราบเรียบอยู่ มีสิ่งมีชีวิตกำลังก่อกำเนิดอยู่ในนี้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาและเธออย่างละครึ่ง มัสลินคิดอยู่หลายตลบก่อนจะตัดสินใจในวันนี้“ทำไมจะลาออกซะล่ะมัส แล้วจะไปทำอะไรที่ไหน ยังไง?” ดารณีลนลานถามรุ่นน้องสาวคนสนิทด้วยความเป็นห่วง ทำงานด้วยกันมาหนึ่งปีแทบจะรู้ใจกันมากกว่าพี่น้องที่คลานตามก้นกันมาเสียอีก มือหล่อนยังคงเกาะกุมมือบางไว้ หล่อนรู้ว่ายามนี้มัสลินแตกสลายเพียงใด มัสลินยังคงอยู่ในชุดเดรสสีดำไว้ทุกข์ให้ทรงโปรด ถึงแม้จะเกิดเรื่องผ่านมาแล้วเป็นวันที่เจ็ดก็ตาม“ถ้ามัสยังอย
ดอกเบญจมาศสีขาว“ความตายคือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”เวลา:07:30PM (ตามเวลาท้องถิ่น)แผนกศัลยกรรมประสาท โรงพยาบาล Johns Hopkins บัลติมอร์ รัฐแมริแลนด์“แม่ครับ ถ้าผมตายไป ผมฝากแม่ดูแล “มัส” แทนผมด้วยนะครับ” คุณขวัญเรือนจับมือลูกชายไว้มั่น ขณะที่บุรุษพยาบาลกำลังเข็น นพ.ทรงโปรด พสุธาดล ศัลยแพทย์ หนุ่มวัยสามสิบสองปี ที่ป่วยเป็นโรคเนื้องอกในสมองเข้าสู่ห้องผ่าตัดเบื้องหน้า“ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะโปรด ลูกต้องไม่เป็นอะไรแน่นอน หมอที่นี่เก่งมาก อย่างไรก็ต้องปลอดภัยแล้วออกมาหาแม่นะลูก” คนเป็นแม่วิ่งตามรถเข็นพยาบาลส่งลูกชายสู่ปลายทางห้องผ่าตัด หล่อนถูกกันให้รออยู่ที่หน้าห้อง ขวัญเรือนประสานมือสวดมนต์ภาวนาอ้อนวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วสากลโลกที่พอจะนึกได้ตอนนี้ เพื่อขอให้ลูกชายคนเดียวของเธอปลอดภัยเวลา 11:30 นาที (ตามเวลาท้องถิ่น)เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ณ โรงพยาบาลเอกชนภิรมย์ราษฎร์มัสลิน สุวรรณวงศ์ ประชาสัมพันธ์สาววัย 23 ปี ในชุดยูนิฟอร์มประชาสัมพันธ์เรียบร้อยดูสง่าราวกับแอร์โฮสเตสสายการบินชั้นนำสักที่หนึ่ง เธอสวมเสื้อสีฟ้าอ่อน กระโปรงสีเทาเข้มและสวมทับด้วยสูทสีน้ำเงินเข้ม มัดเก็บมวยผมที่ท้าย







