Masukบทที่ 5
ช่วงบ่ายของวันอังคาร แม้แดดจะร้อนมากแค่ไหนจ้าวก็มายืนดักรอใครบางคนอยู่ที่หน้าตึกคณะ เพราะวันนี้ไม่มีเรียนช่วงเช้าจึงทำให้เธอมีเวลาเตรียมตัว แต่งหน้ามากกว่าปกติ จนเส้นด้ายและผิงผิงถึงกับต้องเบ้ปาก ไม่อยากจะเชื่อว่าผู้ชายเพียงแค่คนเดียวจะทำให้เพื่อนของพวกเธอเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้ สายตาของหญิงสาวกวาดมองไปทั่วไม่ต่างอะไรตาเรดาร์ ทั้งในมือยังกำโทรศัพท์เอาไว้แน่นเพราะเพิ่งส่งข้อความไปถามมาเก๊าว่าเขาจะเข้าเรียนหรือเปล่า "แหม ใจเย็น ๆ สิมึงยืนทำอย่างนั้นใคร ๆ ก็คิดว่าเป็นอีบ้า" ผิงผิงเอ่ยขึ้น "อย่าแสดงตัวว่ามารอเขามากขนาดนั้น เดี๋ยวผู้ชายก็หนีเตลิดกันพอดี" เส้นด้ายเสริมขึ้นอีก จ้าวสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะพยักหน้ารับฟังสิ่งที่เพื่อนพูด เธอจะทำเป็นเหมือนว่าบังเอิญ ไม่ได้ตั้งใจมารอเขาขนาดนั้น ทั้งที่ใจจริงอยากเจอจนแทบคลั่ง และเพียงไม่นานร่างสูงโปร่งในเสื้อช็อปคณะก็เดินย่างกายเข้ามาพร้อมกับเพื่อนของเขาอีกสองคน เธอไม่ได้สนใจสนรอบข้างเหมือนกับว่าสายตาถูกสั่งให้โฟกัสไปที่ชายหนุ่มหน้าตี๋ที่อยู่ตรงกลางนั้น "มึง ๆ มาแล้ว" เส้นด้ายเข้ามาสะกิดทันที และนั่นทำให้ความเป็นธรรมชาติที่จ้าวตั้งใจทำหายไปทันที เพราะเพื่อนของเธอทั้งสองคนดูจะตื่นเต้นมากกว่าเธอเสียด้วยซ้ำ มาเก๊าเดินเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ สีหน้าของเขาเรียบเฉยทั้งที่ยังก้มมองโทรศัพท์ ไม่สนใจสิ่งที่อยู่ด้านหน้า จ้าวสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดอีกครั้ง ก่อนจะรวบรวมความกล้าทั้งหมดออกไปขวางทางเขา "เอ่อ..." มาเก๊าค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมาก่อนที่เขาจะเห็นว่าเป็นเธอ จึงส่งยิ้มบาง ๆ มาให้แม้จ้าวจะรู้ว่ามันไม่ได้มาจากใจก็ตาม สายตาทั้งสองสบเข้าหากัน และถึงแม้จะเป็นเพียงแค่เสี้ยววินาทีมันก็เหมือนทำให้โลกของเธอหยุดหมุนทันที "ไม่เห็นตอบไอจีเค้าเลย" เธอยิงคำถามใส่เขาทันที แม้สรรพนามของเธอจะเปลี่ยนไปไม่เหมือนวันแรก แต่มันก็ยังไม่ทำให้มาเก๊าแปลกใจเท่ากับการที่เธอมาดักรอเขาเพื่อถามคำถามนี้ออกมา "อ๋อ พอดีเราไม่เห็นข้อความอะ เพิ่งได้จับโทรศัพท์เมื่อกี้เอง" เขาไม่ได้โกหก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเห็นข้อความของเธอตั้งแต่แรกแล้ว ก่อนที่ออกมาขึ้นรถเมล์เสียด้วยซ้ำ "อ๋อ" จ้าวลากเสียงยาว การยืนบิดตัวไปมาของเธอนั้นทำให้เส้นด้ายและผิงผิงที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่ ถึงกับต้องกุมขมับ เพราะมองจากดาวอังคารก็รู้ว่าการทำแบบนี้มันหมายความว่าอย่างไร เขินอย่างออกหน้าออกตาขนาดนี้หากผู้ชายดูไม่ออกก็ไม่รู้ว่าอย่างไรแล้ว... "มีอะไรเหรอ" มาเก๊าถาม "คือ เอ่อ... เค้าจะถามว่ามาเก๊าอยู่แถวนั้นเหรอ" เธอเลิกคิ้ว "ใช่ จ้าวอยู่แถวเดียวกับเราเหรอ" "เปล่าหรอก แต่ก็ดีแล้วเพราะแถวบ้านเราไม่มีร้านสะดวกซื้ออะ เวลาไปดึก ๆ จะได้อุ่นใจว่ามีมาเก๊าอยู่ตรงนั้น" แม้มาเก๊าจะไม่เข้าใจว่าเธอกำลังจะหมายถึงอะไร ทว่าเขาก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับเรื่องนั้นมากนัก เขาเห็นว่าจ้าวเป็นเพื่อนคนหนึ่งที่อยากจะเข้ามาสนิทด้วย ทว่าเขาไม่ได้ต้องการแค่ เพียงไนท์และอาชิมันก็เพียงพอมากแล้ว อีกอย่างการเป็นเพื่อนกับผู้หญิง เขาก็ไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่ไม่รู้ว่าจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร "ถ้าจ้าวไม่มีอะไรแล้ว เราไปก่อนนะ" มาเก๊าเอ่ยบอกกับเธอเบา ๆ ก่อนจะหันไปพยักหน้ากับเพื่อนอีกสองคน ทว่าเธอไม่มีทางให้เขาไปได้ง่าย ๆ เพราะกว่าจะเจอกันแต่ละทีมันช่างยากลำบากเหลือเกิน "ดะ เดี๋ยวสิ" เสียงของเธอทำให้เขาชะงักไป "มาเก๊านี่เป็นลูกครึ่งจีนปะ" เขาหันมองมาหน้าเธอเล็กน้อยราวกับกำลังพิจารณาอะไรบางอย่าง แม้จะเปิดเผยกับทุกคนได้ก็จริงแต่พอเป็นเธอแล้วเขารู้สึกหนักใจอย่างไรก็ไม่รู้ "อืม ใช่" สุดท้ายแล้วเขาก็เลือกที่จะตอบ แม้จะไม่ค่อยเต็มใจก็ตาม "ว่าแล้ว หน้าตี๋ ๆ ขาว ๆ แบบนี้หาที่ไหนไม่ได้นะเนี่ย" คำชมนั้นทำให้สีหน้าของมาเก๊าเปลี่ยนไปเล็กน้อย แม้จะรู้สึกรำคาญเธอมากแค่ไหน แต่คนอย่างเขาก็แพ้คำชมอยู่ดี "จริงเหรอ ในมหาลัยเราก็เห็นมีตั้งหลายคน" มาเก๊าว่าพลางมองไปรอบ ๆ จ้าวรีบส่ายหน้าทันที "โน ๆ เพิ่งจะเคยเห็นมาเก๊าคนแรกนี่แหละ" เขายกมือขึ้นมาจับท้ายทอยอย่างไม่รู้ตัว ไม่เคยรู้เลยด้วยซ้ำว่าถ้าเวลาที่ตัวเองเขินจะแสดงอาการอย่างนั้นออกมา ถ้าได้สนิทกับจ้าวมากขึ้นกว่านี้ เขาจะไม่โดนชมจนลอยได้เลยหรืออย่างไรกัน "จริง ๆ แล้วเค้าไม่อยากเรียกมาเก๊าซ้ำกับคนอื่นเลยอะ" จ้าวบุ้ยปากเล็กน้อย ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้อีกหนึ่งก้าว "ทำไมอะ" มาเก๊าเลิกคิ้ว "แล้วถ้าจะขอเรียกอะไรให้เหมาะกับหน้าตา จะว่าอะไรไหมล่ะ" เธอไม่ตอบแต่เลือกที่จะยอกย้อนกลับอย่างหน้าตาเฉย รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนหน้าของเธอราวกับว่ากำลังจะกดดันเอาคำตอบที่ตัวเองต้องการ "อะไร?" "ตี๋" เธอยิ้ม "เป็นไง ชอบไหม" แม้เขาจะอยู่จีนนานกว่าการอยู่ที่ประเทศไทย แต่ก็รู้ดีว่าความหมายของชื่อใหม่ที่จ้าวตั้งให้ว่าคืออะไร เพราะลูกหลานคนจีนกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ก็ใช้ชื่อนี้ไปแล้วทั้งนั้น ส่วนอีกยี่สิบเปอร์เซ็นต์ก็เป็นฉายาอย่างที่จ้าวกำลังจะใช้เรียกเขาอยู่ตอนนี้ สำหรับมาเก๊าแล้วไม่ได้ติดอะไรเลยด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเรียกอะไรมันก็ยังเป็นเขาคนเดิม หากคนอื่นสะดวกใจเรียกเป็นอะไรเขาก็ไม่อาจจะขัดได้ "แล้วแต่สิ" เขาพยักหน้า "แต่ก็แปลกคนไทยนี่ชอบตั้งฉายาให้คนอื่นไปเรื่อย ชอบความแตกแยกหรือไง" "เขาเรียกว่าแตกต่าง" จ้าวรีบแก้ให้ทันทีเพราะความหมายมันช่างน่ากลัว จะให้แตกแยกกันตอนนี้เธอคงไม่ยอมง่าย ๆ คนมันชอบไปแล้วจะให้ทำใจอย่างไรไหว... มาเก๊าที่รู้ตัวพูดผิดก็รีบแก้ตัวทันที "เออ ๆ นั่นแหละ" เขาได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักของอาชิและไนท์ จึงรู้ตัวว่าเสียเวลากับตรงนี้มานานมากแล้ว จึงหันไปบอกกับเพื่อน ๆ ให้รีบเข้าคลาสเรียนเป็นการแก้เขิน "ไปเหอะพวกมึง" เขากันหลังมาทางจ้าวอีกครั้ง "เธอก็รีบเข้าคลาสได้แล้ว" ทั้งสองกลุ่มเดินขึ้นตึกเรียนไปพร้อมกัน โดยมีเสียงของกลุ่มจ้าวดังกว่าคนอื่น ๆ พวกเธอไม่เข้าใจคำว่ากระซิบด้วยซ้ำ แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่จ้าวเพิ่งคุยกับมาเก๊าเมื่อครู่ก็ตาม นั่นก็ยิ่งทำให้จ้าวเขินหนักจนเก็บอาการไว้ไม่อยู่ "ไม่คิดเลยนะยะว่าจะใจกล้าขนาดนี้" เส้นด้ายแซว "ทีกับพูดชายพูดเค้า กับพวกกูนะอย่างกับจะแดกหัว" ผิงผิงเข้ามาเสริม "ทำไงได้วะอีผิง ก็เราไม่ใช่ผู้ที่มันชอบนี่หว่า" เส้นด้ายลากเสียงยาว จ้าวรีบหันมาดุเพื่อนของเธอทางสายตา เพราะการเสียงดังนั้นอาจจะทำให้มาเก๊ารู้แล้วว่าจุดประสงค์ที่เธอเข้าไปคุยคืออะไร "พวกมึงนี่" เธอจิ๊ปากใส่เพื่อน "เอ้า กูพูดความจริง" เส้นด้ายหันไปพึมพำกับผิงผิงและหัวเราะคิกคักกันอยู่สองคน กลุ่มของพวกเธอเดินเข้าห้องไปก่อน เหลือเพียงชายฉกรรจ์สามคนที่ยืนอยู่ด้านนอกพร้อมกับมองตามพวกเธอเข้า ก่อนที่ไนท์จะส่ายหน้าเบา ๆ "ผู้หญิงหนอผู้หญิง" "ทำไมวะ" อาชิเอ่ยถาม "จะหาอย่างที่เรียบร้อย ๆ นี่ยากเหลือเกิน" ไนท์ถอนหายใจ "มันก็มี แค่ไม่ใช่ผู้หญิงในคณะเรา นี่วิดวะนะโว๊ย จะให้เรียบร้อยเหมือนคณะอื่นได้ไง" อาชิพูดความจริง ตั้งแต่ที่เขาเรียนมาเพื่อนผู้หญิงก็ไม่ต่างอะไรจากม้าดีดกะโหลกนัก "เออ แต่มึงไปรู้จักไอ้จ้าวได้ไงวะ" คราวนี้ไนท์หันมาถามมาเก๊า "อ๋อ กูเจอเขาที่ร้านสะดวกซื้อหน้าซอยว่ะ เห็นทำกระเป๋าตังหายเลยช่วยจ่ายให้ก่อน" มาเก๊าไม่ปฏิเสธ "คนดีจริง ๆ แต่อย่าถือสามันเลย มันก็บ้า ๆ บ๊อง ๆ ของมันแบบนี้แหละ" ไนท์ว่าพร้อมกับดันมาเก๊าเข้าไปในห้อง เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะของเพื่อน ๆ ในกลุ่มของเขาทำให้ลืมเรื่องที่เพิ่งคุยกับจ้าวไปได้ในทันที ราวกับเรื่องของเธอไม่ได้อยู่ในสมองของเขาสักนิด และไม่คิดที่จะรื้อฟื้นเพราะอย่างไรมันก็ไม่ได้สำคัญ แม้ว่าอีกฝ่ายจะแสดงความอยากเป็นเพื่อนมากแค่ไหนก็ตาม เขาไม่ได้เป็นคนที่มีกำแพงความสัมพันธ์ ทว่าก็เลือกคนที่จะเข้ามาในชีวิต การที่จะให้เขาไว้ใจคนที่นี่คงเป็นเรื่องยาก และต้องทำใจอยู่อีกสักพักใหญ่ หากไม่ใช่ไนท์และอาชิเขาก็ไม่อยากคุยกับใครมั่วซั่ว เพราะกลัวว่าความลับที่ปกปิดไว้มันจะหลุดออกไป...บทที่ 481 ปีผ่านไปเสียงชัตเตอร์ดังรัวพร้อมกับนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่มายืนรวมตัวกันอยู่ด้านหน้าตึกคณะ เสียงพูดคุยกันอย่างเจื้อยแจ้วปะปนไปกับเสียงหัวเราะของชายหญิง“อีจ้าว มานี่เดี๋ยวกูถ่ายรูปให้” เส้นด้ายกวักมือเรียกอีกฝ่ายรัว ๆจ้าวที่หอบข้าวของพะรุงพะรังจากที่รุ่นพี่และรุ่นน้องนำเอามาให้เพื่อแสดงความยินดีในโอกาสที่เธอเรียนจบ แม้วันนี้จะเป็นเพียงแค่การซ้อมขึ้นรับใบปริญญาก็ตาม ทว่าผู้คนที่รักและชื่นชอบในตัวของเธอกลับมีอยู่ไม่น้อยจึงต้องเตรียมใจรับของขวัญทั้งสองรอบ“มึงไม่เดินมาหากูล่ะ ของกูก็เยอะ” จ้าวบนอุบแต่ก็ยังสาวเท้าเดินไปหาเพื่อน“โอ๊ย แล้วไอ้มาเก๊ามันไปไหน ไม่มาช่วยมึงล่ะ” ผิงผิงเท้าเอว“นู่นไง สาว ๆ รุมล้อมจนมองไม่เห็นแล้ว” ว่าแล้วก็อดไม่ได้ที่ต้องเบ้ปากด้วยความหมั่นไส้ วันดี ๆ แบบนี้จ้าวเองก็ไม่อยากขัดขวางหรือทำตัวหวงก้างมากเกินไปที่จะมีคนนำของขวัญเพื่อแสดงความยินดีให้กับเขา“ครั้งแรกเลยปะเนี่ยที่มึงไม่ตาเขียว” เส้นด้ายหัวเราะร่า“ถ้าแค่มาแสดงความยินดีกูก็ไม่โกรธหรอก แต่อย่าให้รู้ว่าอีไหนมันทำตัวน่าสงสัย”“แหม ใครจะกล้า ตอนนี้ใคร ๆ ก็รู้หมดแล้วว่าฤทธิ์มึงเยอะ
บทที่ 47ทั้งสองใช้ชีวิตร่วมกันภายในคอนโดส่วนตัวของมาเก๊ามาร่วมหนึ่งเดือนกว่า ความเขินที่มีก็เริ่มน้อยลงมากกว่าตอนแรกแม้จะเพิ่งคุ้นชินกับการนอนร่วมเตียงด้วยกันก็ตาม ในทุก ๆ คืนจ้าวจะได้รับอ้อมกอดอันแสนอบอุ่นจากมาเก๊าอยู่เสมอแม้ว่าเธอจะหลับใหลไปก่อนเขาก็ตามมาเก๊ากลับไปทำงานที่บาร์หลังมหาวิทยาลัยเหมือนเดิม ทว่าครั้งนี้เขาได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นผู้จัดการ เพราะเจ้าของบาร์นั้นเล็งเห็นถึงความตั้งใจของมาเก๊ามาโดยตลอด แต่ถึงหน้าที่การงานของเขาจะต้องหนักขึ้นเป็นเท่าตัวแต่เขาก็ไม่เคยลืมวันสำคัญของแฟนสาวเลยสักครั้งเดียวโดยเฉพาะวันนี้ที่มาเก๊าตั้งใจกลับคอนโดเร็วกว่าปกติ…“แล้วมันไม่รู้เหรอว่าแกกลับเร็ว”เส้นด้ายเอ่ยถามพลางยื่นกล่องเค้กสั่งทำพิเศษให้กับมาเก๊า เพื่อนทุกคนรู้แผนการเซอร์ไพรส์เป็นอย่างดีและคนที่ได้รับหน้าที่ที่สำคัญก็คือเส้นด้ายที่เพิ่งไปเรียนทำเค้กมาเมื่อเดือนก่อน มาเก๊าอยากให้ทุกคนมีส่วนร่วมกับงานวันเกิดของจ้าวในปีนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เขาพอจะทำได้มากที่สุดก็คือให้ทุกคนร่วมมือกันในเรื่องต่าง ๆ“ไม่หรอก เราบอกว่ากลับดึกเพราะมีงานด่วนด้วยซ้ำ”“แบบนี้มันไม่น้อยใจแย่รึไง”“เมื่อ
บทที่ 46พ่อกับแม่มองหน้าสลับกันไปมาต่างจากมาเก๊าที่ยิ้มหน้าระรื่นราวกับตอนนี้เขาไม่ได้สนใจคำตอบที่จะได้รับเสียเท่าไหร่ เพราะต่อให้พ่อและแม่ของเธอจะปฏิเสธแต่เขาก็จะหาวิธีมาเพื่อให้ได้ตัวเธอไปอยู่ดีถ้าเป็นเรื่องของจ้าวแล้วคนอย่างมาเก๊าสู้ไม่ถอยแน่นอน เขายอมเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงกับสถานการณ์อันตรายเพื่อให้ได้กลับมาอยู่กับเธออย่างอิสระ เขาจะไม่ยอมให้ตัวเองต้องผิดหวังเด็ดขาด“ตี๋…” จ้าวกระตุกแขนมาเก๊าเบา ๆ“ไม่เป็นไรหรอก” มาเก๊าตอบกลับด้วยรอยยิ้ม“จริง ๆ ข้าก็ไม่ได้อยากขัดขวางความสุขของเอ็งหรอกนะ” พ่อลอบถอนหายใจ “แต่มันก็อดเป็นห่วงจ้าวไม่ได้ มันไม่เคยออกไปใช้ชีวิตกับคนอื่น มันจะเป็นภาระแกเปล่า ๆ “สีหน้าของพ่อดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก เพราะความรักและความเป็นห่วงที่กลัวว่าลูกสาวของตัวเองจะเข้ากับคนอื่นไม่ได้ แม้ว่าคนนั้นจะเป็นแฟนของจ้าวเองก็ตาม ทว่านั่นไม่ใช่ปัญหาของมาเก๊าเลยสักนิด เธอไม่ใช่ภาระแต่กลับกันเขาจะไม่ให้เธอลำบากเลยสักนิดเลยต่างหาก“ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นเลยครับพ่อ จ้าวไม่ต้องทำอะไรเลยผมต่างหากที่พร้อมจะทำให้เธอทุกอย่าง” มาเก๊ารับปากอย่างหนักแน่น“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องถามเจ้าตัวเองแล้ว
บทที่ 45รถยนต์หรูสีดำสนิทแล่นเข้ามาสู่สนามบินของประเทศจีนหลายคันโดยที่คันแรกมาเก๊าและจีนนั่งมาด้วย ส่วนเถ้าแก่เฉิงนั่งอยู่คันที่สองเพราะอยากให้พี่น้องได้พูดคุยความในใจกันก่อนที่มาเก๊าจะกลับประเทศไทยในวันนี้ไม่เพียงเท่านั้นเถ้าแก่เฉิงยังเตรียมเครื่องบินส่วนตัวไว้ให้ลูกชายคนเล็กเพื่อการนี้โดยเฉพาะ นักบินมากประสบการณ์ที่ทำงานรับใช้ตระกูลหานมาหลายปีก็พร้อมที่จะไปส่งนายน้อยด้วยตัวเองอย่างเต็มใจ ทว่าคนที่ดูจะอาลัยอาวรณ์มากที่สุดก็เห็นจะเป็นจีนที่สรรหาเรื่องต่าง ๆ มาเพื่อเปลี่ยนใจมาเก๊าให้อยู่กับเขาที่นี่แต่ความแน่วแน่ของมาเก๊าก็ไม่อาจจะทำให้คำขอร้องของจีนมีผลต่อเขาได้“แล้วมึงจะกลับมาอีกเมื่อไหร่” จีนเอ่ยถามแม้สายตาเว้าวอนอยู่ก็ตาม“ไม่รู้หรอก ก็เรียนจบนู่นแหละมั้ง” มาเก๊ากระจับกระเป๋าเดินทางของตัวเองแน่น“กว่ามึงจะเรียนจบ เอาเป็นว่ากูไปหามึงเองดีกว่า”“เอาเวลาไปดูแลพ่อเถอะ ที่นั่นไม่ค่อยมีอะไร”ที่มาเก๊าเลือกจะพูดอย่างนั้นก็เพราะกลัวว่าพี่ชายของเขาจะไปสร้างเรื่องที่ประเทศไทยให้เถ้าแก่เฉิงมาตามเช็ดตามล้างต่างหาก ที่นั่นไม่ใช่ถิ่นของพวกเขาแม้แต่มาเก๊าเองก็ยังเจียมตัวอยู่นานกว่าที่จะกล้าเอ
บทที่ 44คฤหาสน์ตระกูลหานกลับมาครึกครื้นอีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้เป็นแบบนี้มานาน การพูดคุยกันโดยปกติอย่างที่ครอบครัวอื่นเป็นกันพวกเขาไม่เคยได้สัมผัสตั้งแต่ที่ผู้เป็นแม่ไม่ได้อยู่ที่นี่ หากเรื่องเลวร้ายนี้ไม่ได้เกิดขึ้นก็ไม่รู้เลยว่าพี่น้องจะกลับมารักใคร่กันได้อีกเมื่อไหร่มาเก๊าต้องอยู่รักษาตัวตามที่หมอสั่งทั้งที่ความจริงเขาอยากจะกลับประเทศไทยเพื่อไปหาจ้าวเสียตอนนี้เลย แต่สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะรักษาตัวเพื่อกลับไปหาเธออย่างปลอดภัยมากที่สุด และไม่อยากให้เธอต้องเป็นห่วงใจเรื่องที่เกิดขึ้นกับเขามากไปกว่านี้หากเธอได้เห็นรอยแผลที่ยังไม่หายดีของเขา มีหวังความสดใสของเธอต้องหายไปอีกครั้งเพราะเขาอย่างแน่นอน“ช่วงนี้มันหนีไปคุยโทรศัพท์บ่อยนะพ่อ” จีนว่าพลางจิบชาเบา ๆ“คงเป็นเรื่องสำคัญ” เถ้าแก่เฉิงยกยิ้มราวกับรู้อะไรบางอย่างจีนจับสังเกตนั้นได้ดีและรู้ว่าพ่อต้องคิดไม่ต่างจากตัวเองเสียเท่าไหร่“น่าแปลกนะครับ ไม่รู้ว่าผู้หญิงคนไหนเข้ามาเปลี่ยนมันได้มากขนาดนี้”“แต่ก็ดีแล้ว จะได้ตามทันโลกสักที วัน ๆ ทำตัวเหมือนไม่รับรู้โลกภายนอก” เถ้าแก่เฉิงว่า“เพราะแบบนี้ผมถึงมีเรื่องมาเสนอพ่อ”จีนว่าพลางยกยิ้มเบา
บทที่ 43สองอาทิตย์ผ่านไปอาการของจีนดีขึ้นตามลำดับและคนที่มาคอยดูแลเขาไม่ห่างก็คือมาเก๊าที่มาทำหน้าที่แทนเถ้าแก่เฉิงอย่างไม่ขาดตกด้วยความเต็มใจ ทว่าวันนี้เถ้าแก่เฉิงกลับอยากมาดูอาการลูกชายคนโตด้วยตัวเองมาเก๊าจึงขัดต่อความต้องการไม่ได้“หมอบอกว่าพรุ่งนี้ก็กลับบ้านได้แล้ว” มาเก๊าว่าพลางนั่งลงข้าง ๆ ผู้เป็นพ่อ“จริง ๆ ก็อยากให้หมอประจำตระกูลเข้าไปดูแลที่บ้านนะ แต่อาการมันหนักไปต้องรักษาตัวที่โรงพยาบาลเท่านั้น” เถ้าแก่เฉิงว่า“ไม่เป็นไรหรอกครับพ่อ แค่นี้ก็ดีมากแล้ว” จีนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง และการกระทำที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนทำให้เถ้าแก่เฉิงแปลกใจไม่น้อย“นี่ไอ้หยวนมันกระแทกระบบประสาทรึไง อยู่ ๆ ถึงได้เปลี่ยนเป็นคนใจเย็นไปได้” เขาแค่นหัวเราะ“ต่อให้มันไม่ทำแต่โดนแบบนี้ก็ต้องเปลี่ยนกันบ้างนั่นแหละครับ”มาเก๊าส่ายหน้าเบา ๆ ที่เห็นหน้าที่อันหวาดหวั่นของพี่ชายเมื่อพูดถึงศัตรูคู่แค้น หลังจากนี้จีนคงเข็ดขยาดไปอีกนานในเรื่องการทำอะไรไม่คิด และมันทำให้เขารับรู้ถึงนิสัยที่แท้จริงของตัวเองว่าไม่มีประสบการณ์มากพอที่จะสู้กับใครได้เลย ไม่ว่าจะเรื่องการต่อสู้หรือเรื่องการทำธุรกิจที่ความรู้ของเขาน







