Home / รักโบราณ / ย้อนชะตาหมอยาแม่ลูกอ่อน / ตอนที่ 6 หมู่บ้านในหุบเขา

Share

ตอนที่ 6 หมู่บ้านในหุบเขา

last update Petsa ng paglalathala: 2026-10-29 13:45:38

 

 แต่ไหนแต่ไรเยี่ยหลันก็ไม่เคยจดจำเรื่องไม่ดีในชีวิตอยู่แล้ว เรื่องใดที่นึกถึงแล้วทำให้ชีวิตไม่มีความสุขสบายใจนางก็เลือกที่จะทิ้งเรื่องนั้นๆ ออกไปอย่างรวดเร็ว

อย่างเช่นเรื่องของค่ำคืนอันโหดร้ายที่เซียงเยว่ซินเจ้าของร่างคนเดินประสบพบเจอมา นางจะไม่เอามาเป็นปัญหาในชีวิตตัวเอง ไม่ว่าวันข้างหน้านางจะเดินสวนทางกับคนในครอบครัวของเซียงเยว่ซิน หรือคนที่เคยขืนใจเซียงเยว่ซินจนตั้งครรภ์ นางก็คงจะเลือกเดินผ่านไปเฉยๆ เยี่ยหลันในชาตินี้จะขอเลือกทางเดินให้นางและลูกที่ยังไม่เกิดเอง

สองวันต่อมาภายใต้การดูแลเป็นอย่างดีจากหญิงชรา เยี่ยหลันก็สามารถลงจากเตียงมาเดินช้าๆ ได้แล้ว  ระหว่างสองวันนี้นางก็ได้เจอกับชายชราผู้เป็นสามีของยายที่ดูแลนาง เขาใช้วิธีการตรวจร่างกายโดยการจับชีพจรเหมือนละครย้อนยุคที่เคยดูมา

ตอนนี้เยี่ยหลันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผู้มีพระคุณทั้งสองมีชื่อแซ่อะไร จนถึงตอนนี้ได้แต่ใช้ภาษากายง่ายๆ ในการสื่อสารเท่านั้น

            อีกอย่างที่เยี่ยหลันได้รู้คือที่นี่เป็นหมู่บ้านไร้นาม ในหุบเขาที่มีชื่อว่าเขาเทียนซาน รวมๆ แล้วน่าจะมีเพียงบ้านสิบกว่าหลังเท่านั้น หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่อย่างสันโดษระหว่างยอดเขาสูงที่สลับซับซ้อน

บรรยากาศภูเขาสูงป่าไม้เขียวขจี เสียงน้ำตกไกลๆ และยังมีสัตว์ทั้งเล็กและใหญ่แวะเวียนมาให้เห็นอยู่เสมออากาศหรือก็เย็นสบาย จนคนจากอนาคตอย่างเยี่ยหลันที่มีเครื่องปรับอากาศใช้ยังต้องทึ่ง

            หลายวันต่อมาเยี่ยหลันก็สามารถเดินไปไหนมาไหนได้เองโดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยจับประคองอีก

“มานั่งนี่สิ” เสียงหญิงชราเรียกมาจากมุมหนึ่งของรั้วบ้านที่ใต้ต้นหอมหมื่นลี้ เยี่ยหลันเดินไปอย่างว่าง่ายและนั่งลง หญิงชรายิ้มและส่งตะกร้าใบเล็กที่มีผลไม้หลากหลายชนิดมาให้นาง

เยี่ยหลันยิ้มและยื่นมือออกมารับเอาไว้ทันที เพราะนางเองก็รู้สึกอยากกินทั้งของเปรี้ยวของหวานเช่นกัน

“กินทีละน้อยมิเช่นนั้นจะปวดท้องเอาได้เข้าใจหรือไม่” เสียงอันอบอุ่นของหญิงชราดังขึ้น

เยี่ยหลันได้แต่ยิ้มและพยักหน้ารับ

หลังจากที่อยู่ร่วมกันมาหลายวันจึงได้ทราบว่านามของท่านตาคือ’โจวหยาน’และท่านยายมีแซ่เดิมว่า ‘หวัง’ มีนามว่า ‘หลาน’

 บ้านหลังพี่นางอาศัยอยู่กับสองตายายนี้ไม่นับว่าใหญ่ แต่เมื่อเทียบกับบ้านหลังอื่นๆ ก็มีขนาดใหญ่โตเป็นอันดับที่สองในหมู่บ้านนี้ สวนบ้านหลังใหญ่ที่สุดคงจะเป็นบ้านอีกหลังที่อยู่ทางฝั่งทิศเหนือของบ้านยายโจว ที่นั่นมีรั้วไม้ล้อมรอบคาดคะเนจากสายตา น่าจะมีไม่ต่ำกว่าห้าห้อง ตรงกลางเป็นลานโล่ง

แต่ที่น่าแปลกคือบ้านหลังนี้ไม่มีคนอยู่อาศัยแต่จะมีชาวบ้านผลัดเปลี่ยนกันเข้าไปทำความสะอาดทุกๆ วัน

เพราะการสื่อสารเป็นคำพูดนั้นลำบาก เยี่ยหลันจึงใช้วิธีการเขียนชื่อแซ่ของตัวเองลงบนพื้นทราย แต่แล้วนางก็ต้องผิดหวังเพราะชาวบ้านที่นี่ไม่สามารถอ่านออกสักคน

ดังนั้นยายโจวจึงให้คนอื่นๆ เรียกนางว่า ‘เสี่ยวเหนียง’ ที่หมายถึงแม่เล็กหรือว่าแม่ที่ยังสาวนั่นเอง เยี่ยหลันก็ได้แต่เลยตามเลย

หมู่บ้านในหุบเขาแห่งนี้มีกันอยู่เพียงไม่กี่หลังคาเรือน ดังนั้นทุกๆ เรื่องที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านไม่มีทางที่ทุกคนจะไม่รู้ แต่ที่เยี่ยหลันสังเกตได้คือทุกคนที่มาเยี่ยมนาง ไม่มีท่าทางแปลกใจไม่มีแม้แต่จะถามคำถามว่านางเป็นใครมาจากไหน เพียงมีท่าทางที่อยากรู้อยากเห็นและนำของกินที่หาได้มาฝากเท่านั้น 

ยิ่งเมื่อทุกคนได้ทราบว่านางเป็นใบ้และกำลังตั้งครรภ์  ผู้หญิงในหมู่บ้านต่างก็แวะเวียนมานำผักผลไม้ที่เหมาะกับคนท้องมาให้เสมอๆ

 “ฟางเจี่ยบ้านข้านางไปช่วยบ้านหนิวปลูกข้าว เห็นผักกูดป่าขึ้นงามนักจึงเก็บมาฝากเสี่ยวเหนียง หลายปีก่อนหมอโจวบอกว่าผักกูดป่าบำรุงเลือดลมสตรีดีนัก คนท้องสามารถกินได้ไม่นึกว่าฟางเจี่ยนางจะยังจดจำได้”  ป้าจางที่อยู่บ้านใกล้กับสองตายายมากที่สุดวันนี้ก็แวะมาเช่นกัน

ป้าจางมีบุตรชายหญิงอย่างละหนึ่ง ฟางเจี่ยหรือจางฟางลูกสาวคนเล็กที่อายุพอๆ กันกับเยี่ยหลัน นางเป็นคนช่างพูดขยันเอาการเอางาน ใบหน้ามีความน่ารักสดใสแต่เพราะทำงานหนักมาตั้งแต่เด็กผิวนางจึงหยาบกร้านมือไม้ใหญ่เทอะทะ ทำให้จนป่านนี้จึงยังไม่ได้หมั้นหมายกับใคร 

ยายโจวรับผักกูดที่ห่อด้วยใบตองจากมือของป้าจางมาแล้วเอ่ยถามขึ้น  

“อาฟางไปไหนเล่าเหตุใดนางจึงไม่มาด้วยตนเอง ปกติเห็นนางชอบมานั่งเล่าเรื่องต่างๆ ให้เสี่ยวเหนียงฟัง” 

เยี่ยหลันเองก็ส่งยิ้มน้อยๆ และพยักหน้าให้กับป้าจางด้วยเช่นกัน ตั้งแต่นางมาอยู่ที่นี่ได้หลายวันก็มีจางฟางนี่แหละ ที่มักจะมาเล่าเรื่องภูเขาแม่น้ำสัตว์ป่าและเรื่องสนุกๆ ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านให้ฟัง 

“นางลงนาเนื้อตัวเปรอะเปื้อนกลัวว่าเสี่ยวเหนียงจะเหม็นสาบ จึงได้ให้ข้านำผักกูดนี้มาส่งให้ส่วนตัวนางก็ไปอาบน้ำชำระร่างกายแล้วล่ะ”

“นางช่างใส่ใจ” ยายโจวตอบยิ้มๆ

หลังจากนั้นก็พูดคุยเรื่องทั่วไปไม่นานป้าจางก็ขอตัวกลับไป

เยี่ยหลันเงยหน้ามองฟ้าเห็นว่าตะวันคล้อยลงมาแล้ว นางจึงหยิบเอาผักกูดและเดินเข้าครัวไป ยายโจวมองตามแผ่นหลังนางไปด้วยสายตาทั้งเอ็นดูและสงสาร นางนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ไผ่เอนหลังเงยหน้ามองฟ้าแล้วถอนหายใจออกมา

“นับวันรอยยิ้มนางก็น้อยลงเรื่อยๆ เฮ้อ ! ถ้าหากตาเฒ่ารักษาเสียงของนางได้จริงก็ดีสิ”

ย้อนไปเมื่อสองวันก่อนเยี่ยหลันเข้าไปช่วยยายโจวที่ในครัว ตอนแรกหญิงชราก็ไม่ให้นางทำอาหาร แต่เมื่อเยี่ยหลันแสดงให้เห็นว่าตนเองนั้นสามารถทำอาหารได้ และยังมีรสชาติดีอีกด้วย ทั้งตาและยายโจวก็ไม่ห้ามให้นางเข้าครัวอีกต่อไป

เพียงแต่ต้องระมัดระวังให้มาก เพราะครรภ์ของนางยังไม่ครบสามเดือนดีจึงยังไม่แข็งแรงอีกทั้งเพิ่งผ่านการจมน้ำมา หากรู้สึกไม่สบายตัวต้องหยุดพักทันที

หลังจากที่นางได้เห็นว่าในห้องครัวจริงๆ แล้วมีเครื่องปรุงหลากหลาย ทั้งน้ำตาล พริก ซอสเปรี้ยว และซอสถั่วเหลืองหมัก จึงไม่รีรอที่จะลงมือทำอาหารด้วยตนเอง อันที่จริงไม่ใช่ว่านางจะดื้อดึงหรือคิดจะตอบแทนบุญคุณของสองตายาย

ความจริงแล้วเป็นเพราะรสชาติอาหารที่ยายโจวทำช่างจืดชืดเหลือเกิน เครื่องปรุงที่ใช้ก็มีเพียงแค่เกลือเท่านั้น ทำให้ความอยากอาหารของนางหายไป

ไหนๆ ก็ได้มีชีวิตใหม่แล้วไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ขอเพียงกินดีอยู่ดีก็พอแล้วมิใช่หรือ

วันนี้มีทั้งผักกูดป่า ปลา กุ้งตัวเล็ก จากแม่น้ำ นางจึงทำน้ำแกงจากปลาและกุ้งใส่พริกลงไปเล็กน้อยจากนั้นก็โยนผักกูดป่าลงไป ปรุงรสด้วยซอสเปรี้ยวและเกลือให้ได้น้ำแกงรสชาติสดชื่น 

เยี่ยหลันชิมน้ำแกงในหม้อที่เพิ่งทำเสร็จในใจก็อดที่จะชื่นชมไม่ได้

‘อาหารสดใหม่ ปลอดสารพิษ เติบโตตามธรรมชาติ รสชาติยอดเยี่ยมจริงๆ นี่สิถึงจะเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศ’

           

หากนางเดาไม่ผิดช่วงนี้น่าจะใกล้สิ้นสุดฤดูร้อน และกำลังจะย่างเข้าสู่ฤดูฝน ชาวบ้านต่างออกมาเตรียมถากถางพื้นที่สำหรับเพาะปลูก ใครที่ทำนาก็เริ่มนำต้นกล้าลงไปปลูกแล้ว วันนี้ก็เป็นอีกวันที่อากาศค่อนข้างอบอ้าวและชื้นเป็นอย่างมาก

นางใช้ร่มเงาของต้นหอมหมื่นลี้เอนกายกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ นอนหลับตาฟังเสียงจักจั่นและแมลงขับขานท่วงทำนองพงไพร หากเป็นเยี่ยหลันในโลกเดิมคงไม่มีโอกาสได้ผ่อนคลายเช่นนี้

ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เยี่ยหลันทำได้เพียงนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่หน้ากระท่อม ลมพัดเอื่อย ๆ ผ่านทุ่งหญ้า แสงแดดอ่อนส่องลงมาอย่างสงบ หากมองเผิน ๆ ที่นี่ก็เป็นเพียงหมู่บ้านธรรมดา ชาวบ้านแวะเวียนมาหายายโจวอยู่เสมอ บางคนมาขอยา บางคนให้ตาโจวตรวจอาการ เสียงพูดคุยเรียบง่าย รอยยิ้มซื่อ ๆ บนใบหน้าของผู้คนทำให้บรรยากาศดูอบอุ่นอย่างยิ่ง

ทว่าในสายตาของเยี่ยหลัน ความปกตินั้นกลับดูมากเกินไป จนชวนให้ระแวง นางนั่งนิ่งเหมือนไม่สนใจสิ่งใด แต่แท้จริงแล้วสายตากลับคอยสังเกตทุกการเคลื่อนไหวของคนในหมู่บ้าน

ผู้ชายที่นี่แม้จะดูซื่อ ๆ ท่าทางเหมือนชาวบ้านป่าทั่วไป แต่กำลังวังชาของพวกเขากลับไม่ธรรมดาเลยแม้แต่น้อย ตอนที่ชายคนหนึ่งยกกระสอบข้าว เขากลับยกขึ้นได้อย่างง่ายดายราวกับของเบา

ตอนที่อีกคนเดินผ่าน ฝีเท้าของเขามั่นคง หนักแน่น ไม่ใช่ก้าวเดินของชาวนา หากแต่เป็นก้าวเดินของคนที่ผ่านการฝึกมาแล้วอย่างยาวนาน

และสิ่งที่ทำให้นางมั่นใจยิ่งขึ้นคือแผ่นหลังของพวกเขาตรง แข็ง และไม่เคยหย่อนคลาย ราวกับถูกฝึกให้ยืนหยัดเช่นนั้นมาตลอดชีวิต

ยิ่งใกล้ชิดกับพวกเขานานวันเข้า เยี่ยหลันก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ความสงบ ไอมรณะจาง ๆ ที่ลอยปะปนอยู่ในอากาศ มันไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะมี แต่เป็นกลิ่นอายของผู้ที่เคยผ่านการเข่นฆ่า ผ่านสนามรบ ผ่านความเป็นความตายมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

ครั้งหนึ่งนางเห็นชายคนหนึ่งนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ แขนข้างหนึ่งของเขาหายไป แต่ท่านั่งกลับมั่นคง ราวกับพร้อมลุกขึ้นต่อสู้ได้ทุกเมื่อ

อีกครั้งหนึ่ง นางเห็นชายขาขาดใช้ไม้ค้ำยันเดินผ่าน เสียงกระทบพื้นดังเป็นจังหวะ แต่สายตาของเขากลับเย็นเฉียบจนทำให้ผู้พบเห็นไม่กล้าสบตา เยี่ยหลันค่อย ๆ หรี่ตาลง ภาพเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว หากแต่กระจายอยู่ทั่วทั้งหมู่บ้าน

ก่อนหน้านี้นางไม่ได้ใส่ใจนัก เพราะร่างกายยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่เมื่อเริ่มมีแรงมากขึ้น นางก็เริ่มเชื่อมโยงทุกสิ่งเข้าด้วยกัน กำลังที่มากเกินไป ท่วงท่าที่ผ่านการฝึก บาดแผลที่บ่งบอกถึงสนามรบ และไอมรณะที่แผ่วเบาแต่ชัดเจน

ทุกอย่างนำไปสู่ข้อสรุปเดียวคนเหล่านี้คือทหาร และไม่ใช่ทหารธรรมดา แต่เป็นทหารที่เคยผ่านสนามรบจริง ผ่านการฆ่าและเอาชีวิตรอดมาแล้วอย่างโชกโชน

เยี่ยหลันกวาดสายตามองไปรอบหมู่บ้านอีกครั้ง เด็ก ๆ ยังคงวิ่งเล่น หญิงชรานั่งคุยกันข้างเรือน ควันจากเตาหุงต้มลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ทุกอย่างดูสงบงดงามอย่างที่หมู่บ้านควรจะเป็น แต่ยิ่งสงบเท่าไร ความผิดปกติก็ยิ่งเด่นชัดขึ้นเท่านั้น

‘แล้วเหตุใด…’ เยี่ยหลันพึมพำในใจ ‘ทหารพวกนี้ถึงมารวมกันอยู่ที่นี่’

ลมพัดผ่านอีกครั้ง ใบไม้ไหวซ่า เสียงธรรมชาติกลบความเงียบรอบตัวไปชั่วครู่ แต่นางกลับรู้สึกได้ชัดเจนยิ่งกว่าเดิม หมู่บ้านแห่งนี้ไม่ใช่หมู่บ้านธรรมดา

และบางที…การที่นางมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญก็เป็นได้

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • ย้อนชะตาหมอยาแม่ลูกอ่อน   ตอนที่ 100 หมอหญิงเยี่ย

    “ปะ…ปา…” ตงเทียนพูดเสียงอ้อแอ้เสี่ยวหลิวที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับเบิกตากว้าง “อาจารย์เจ้าคะ! เขาเรียกพ่อ!”ตงเทียนเกาะแขนแม่แล้วพยายามพูดอีกครั้ง “ปา…ปะ…”ตงจีรีบพูดตามอย่างไม่ยอมแพ้ “มะ…มา…”เสี่ยวหลิวหัวเราะทันที“ดูเหมือนพวกเขาจะแข่งกันพูดแล้วเจ้าค่ะ”ตงเทียนยังคงพยายามเรียกพ่อ“ปะ…ปา…”เยี่ยหลันหัวเราะเบาๆ “หากท่านพ่อของพวกเจ้าได้ยินคงดีใจมากแน่”ยังพูดไม่ทันขาดคำเสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นจากทางระเบียงเสี่ยวหลิวหันไปมองก่อนจะยิ้ม “พูดถึงก็มาเลยเจ้าค่ะ”เปาหยวนเฟิงเดินเข้ามาในลาน ชุดแม่ทัพสีเข้มของเขายังมีฝุ่นจากสนามฝึกติดอยู่เล็กน้อย แต่ทันทีที่เห็นภาพตรงหน้า สีหน้าคมเข้มของเขาก็อ่อนลงทันที“ท่านพี่” เยี่ยหลันเรียกเบาๆตงเทียนที่ยืนอยู่ใกล้แม่ที่สุดหันไปมองชายร่างสูง จากนั้นเขาก็ชี้นิ้วเล็กๆ ไปทางเปาหยวนเฟิง“ปะ!”ทั้งลานเงียบไปครู่หนึ่งเปาหยวนเฟิงชะงักอยู่กับที่ เหมือนแม่ทัพผู้เคยเผชิญสนามรบมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนกลับไม่รู้จะตอบสนองอย่างไรตงเทียนดูเหมือนจะมั่นใจขึ้น เขาก้าวเดินสองสามก้าวไปทางบิดาแล้วพูดอีกครั้ง“ปะ…ปะ…”คราวนี้เปาหยวนเฟิงถึงกับหัวเราะออกมาเสียงต่ำ เขาก้าวเข้าไปอ

  • ย้อนชะตาหมอยาแม่ลูกอ่อน   ตอนที่ 99 สำนักแพทย์ฉิน

    ห้องเงียบลงครู่หนึ่งเสี่ยวหลิวมองเขาด้วยความลังเล เพราะชื่อของหุบเขาหมื่นพิษในยุทธภพไม่ใช่สิ่งที่ใครจะไว้ใจง่ายๆเยี่ยหลันจึงถามขึ้น “แล้วเหตุใดต้องเป็นที่นี่”ซ่งจิ่วมองตรงไปที่นาง “เพราะเจ้าที่นี่กำลังตั้งสำนักแพทย์ และเพราะเจ้าคือคนเดียวที่ถอนพิษเลือดดำของข้าได้”จากนั้นเขาก็พูดตรงๆ “ข้ารู้พิษมากกว่าหมอทั่วไปพิษหลายชนิดในยุทธภพไม่มีใครรู้วิธีแก้ หากข้าสอนที่นี่ศิษย์ของเจ้าจะรับมือกับมันได้”ซ่งจิ่วหยุดเล็กน้อยก่อนพูดประโยคสุดท้าย “ถือเสียว่าข้าชดใช้บาปที่เคยวางยาพิษเปาหยวนเฟิงก็แล้วกัน”เสี่ยวหลิวถึงกับอ้าปากค้างความเงียบปกคลุมห้องไปชั่วครู่ เยี่ยหลันจ้องเขาอยู่พักหนึ่งก่อนจะเอนหลังพิงเก้าอี้มุมปากของนางยกขึ้นเล็กน้อย“ซ่งจิ่วเจ้ารู้หรือไม่ว่าหากคนรู้ว่าเจ้ามาอยู่ที่นี่สำนักข้าจะวุ่นวายแค่ไหน”ซ่งจิ่วตอบทันที “รู้ ... แต่ข้าก็รู้ว่าเจ้าคุมมันได้”เยี่ยหลันมองเขาอีกครู่หนึ่งก่อนจะพูดเรียบๆ “ได้”เสี่ยวหลิวสะดุ้ง “อาจารย์!”เยี่ยหลันยกมือห้ามจากนั้นจึงพูดต่อ “แต่มีเงื่อนไข”ซ่งจิ่วหรี่ตาเล็กน้อย “อะไร”“ที่นี่คือสำนักแพทย์ฉิน ไม่ใช่หุบเขาหมื่นพิษสิ่งที่เจ้าสอนต้องเป็นการรักษาคนไม่ใช

  • ย้อนชะตาหมอยาแม่ลูกอ่อน   ตอนที่ 98 ข้าจะตั้งสำนักแพทย์

    แต่เดิมทีสนมทั้งสองนางเคยคิดจะลงมือกับองค์ชายใหญ่ ช่วงที่เขาล้มป่วย ข่าวลือเรื่องพิษแพร่สะพัด วังหลวงเต็มไปด้วยความระแวง นั่นคือโอกาสที่เหมาะสมที่สุดเพียง ‘ซ้ำเติม’ อีกเล็กน้อย องค์ชายใหญ่ก็คงไม่มีวันลืมตาขึ้นมาได้อีกทว่า…ฮ่องเต้กลับแสดงออกชัดเจนว่าทรงให้ความสำคัญกับโอรสผู้นี้มากเพียงใด พระองค์เสด็จไปเยี่ยมด้วยพระองค์เองหลายครั้ง ทรงเรียกหมอหลวงระดับสูงสุดเข้ามารักษา และยังมีรับสั่งให้ตรวจสอบอย่างเข้มงวด เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้สนมทั้งสองไม่กล้าเสี่ยงเพราะหากพลาดเพียงก้าวเดียว สิ่งที่รออยู่ไม่ใช่แค่การเสียความโปรดปรานแต่คือ…ความตายสถานการณ์ในตอนนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ตระกูลของฮองเฮาถูกลดอำนาจ คนของนางในราชสำนักถูกโยกย้ายออกไปแทบหมด อำนาจที่เคยแผ่คลุมวังหลังเริ่มมีรอยร้าวและรอยร้าวนั้นคือโอกาสตำหนักฝั่งตะวันตกสนมเจียงลูบท้องของตนเองเบา ๆ แววตาเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน“น้องซุนเจ้ายังคิดจะรออีกหรือ องค์ชายใหญ่ฟื้นแล้ว ฮ่องเต้ก็ยิ่งโปรดปรานเขา หากปล่อยไว้…พวกเราจะไม่มีวันได้โอกาสอีก”สนมเจียงนางเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มรอยยิ้มนั้น…แฝงด้วยความดูแคลนเอาไว้ในแววตา นางลูบท

  • ย้อนชะตาหมอยาแม่ลูกอ่อน   ตอนที่ 97 เจ้าช่างยั่วยวนนัก

    เปาหยวนเฟิงโน้มตัวลงจุมพิตนางอย่างไม่อาจหักห้าม ริมฝีปากของเขาร้อนและหนักแน่น ราวกับคำสัตย์ที่เพิ่งเอ่ยไปเมื่อครู่เยี่ยหลันสะดุ้งเล็กน้อยในตอนแรก แต่ไม่นานนางก็ยกมือขึ้นจับแขนเสื้อของเขาไว้แน่น ลมหายใจของทั้งสองค่อยๆ ประสานกันเปาหยวนเฟิงค่อยๆ ผละออกเล็กน้อยสายตาคมของเขามองนางลึกลงไป “หลันเอ๋อร์…”เยี่ยหลันยิ้มบางแก้มของนางแดงระเรื่อจากความใกล้ชิด“ท่านพี่…ไม่ไปดื่มกับแขกแล้วหรือเจ้าคะ”เปาหยวนเฟิงหัวเราะเบาๆ “คืนนี้ต่อให้ฝ่าบาทเรียกข้าก็ไม่ไป”คำพูดตรงไปตรงมาของเขาทำให้เยี่ยหลันอดหัวเราะไม่ได้ แต่เสียงหัวเราะนั้นค่อยๆ เงียบลงเมื่อเขาเอื้อมมือมาลูบผมของนางอย่างแผ่วเบา เขาค่อยๆ ถอดปิ่นทองออกจากมวยผมของนาง เส้นผมยาวดำสลวยจึงคลี่ลงมาบนบ่าขาวเปาหยวนเฟิงอุ้มนางขึ้นอย่างง่ายดาย ก้าวเท้ายาวเพียงก้าวเดียวก็มาถึงเตียงที่ถูกประดับประดาด้วยผ้าแพร ดอกไม้สีแดงอันเป็นมงคลหลังม่านแพรสีชาด แสงไฟสลัวอาบไล้ไปทั่วห้องหอ กลิ่นสุรามงคลและกำยานหอมอ่อนๆ ลอยอยู่ในอากาศเปาหยวนเฟิงประคองเยี่ยหลันอย่างทะนุถนอม เพราะสำหรับเขาแล้วนางเป็นสิ่งล้ำค่าที่เขาไม่กล้าใช้แรงมากเกินไป มือใหญ่ของเขารองรับแผ่นหลังของนางไ

  • ย้อนชะตาหมอยาแม่ลูกอ่อน   ตอนที่ 96 คืนเข้าหอ

    ขบวนเจ้าสาวออกจากจวนฉินตั้งแต่สายแต่กว่าจะเดินทางถึงจวนแม่ทัพเปา กลับใช้เวลานานกว่าที่หลายคนคาดคิด สาเหตุไม่ใช่เพราะระยะทางไกล แต่เพราะขบวนสินสอดที่ยาวเหยียดหีบแดงถูกหามต่อกันเป็นแถว ทหารและบ่าวรับใช้เดินเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ ผ้าแพรแดงที่คลุมหีบสะท้อนแสงแดดเป็นประกาย ผู้คนสองข้างทางพากันมุงดูอย่างตื่นเต้น บางคนถึงกับนั่งลงริมถนนแล้วเริ่มนับหีบสินสอดทีละใบเสียงคุยกันดังเป็นระยะ“สิบห้า…สิบหก…สิบเจ็ด…”“ยังไม่หมดอีกหรือ”“นี่มันขบวนสินสอดหรือกองทัพกันแน่”ในที่สุดชายชราคนหนึ่งที่นั่งนับมาตลอดก็พูดขึ้นอย่างตกตะลึง“หนึ่งร้อย…เจ็ด…หนึ่งร้อยแปด!”เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที“หนึ่งร้อยแปดหีบ!”เสียงซุบซิบยังไม่ทันเงียบขบวนเกี้ยวเจ้าสาวก็เดินทางมาถึงหน้าประตูจวนแม่ทัพประตูใหญ่ถูกเปิดกว้าง โคมแดงนับร้อยแขวนเรียงรายตามกำแพง ผ้าแพรแดงปูยาวไปถึงลานพิธีด้านในทันทีที่เกี้ยวหยุดลงเปาหยวนเฟิงก็กระโดดลงจากหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว เขาเดินตรงไปที่เกี้ยวโดยไม่รอให้ใครนำทางมือใหญ่เปิดม่านเกี้ยวออก ก่อนจะยื่นมือเข้าไปหาเจ้าสาว แต่คราวนี้เขาไม่ได้เพียงช่วยพยุง เขาอุ้มเยี่ยหลันขึ้นมาด้วยตนเองเสียงอุทานดังขึ

  • ย้อนชะตาหมอยาแม่ลูกอ่อน   ตอนที่ 95 พิธีวิวาห์

    เช้าวันพิธีมงคลของแม่ทัพใหญ่กับฮูหยิน เมืองหลวงเต็มไปด้วยบรรยากาศครึกครื้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง แต่สถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่านที่สุดไม่ได้มีเพียงจวนแม่ทัพ ยังมีจวนเก่าตระกูลฉินที่เพิ่งได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ไม่นานวันนี้เยี่ยหลันไม่ได้แต่งตัวที่จวนแม่ทัพ นางกลับมายังจวนตระกูลฉินเพื่อเตรียมตัวเป็นเจ้าสาว เพราะตั้งแต่วินาทีที่ฮ่องเต้คืนบรรดาศักดิ์ให้ตระกูลฉิน นางก็ไม่ใช่เพียงฮูหยินของแม่ทัพใหญ่เท่านั้น แต่ยังเป็นผู้สืบทอดตระกูลฉินเพียงคนเดียว การแต่งงานครั้งนี้จึงต้องให้เจ้าบ่าวยกขบวนมารับเจ้าสาวจากจวนฉินอย่างถูกต้องตามประเพณีภายในเรือนหลักผ้าแพรแดงถูกแขวนเรียงราย โคมแดงสว่างไสวไปทั่วลาน สาวใช้และแม่นมเดินขวักไขว่เตรียมงานกันตั้งแต่เช้ามืดเยี่ยหลันนั่งอยู่หน้ากระจกทองแดงชุดเจ้าสาวสีแดงเข้มปักลายหงส์ทองวางอยู่บนตัวนางช่างสง่างามยิ่ง ผมยาวถูกเกล้าอย่างประณีต มงกุฎหงส์ประดับไข่มุกและหยกถูกวางลงบนศีรษะอย่างระมัดระวังเสี่ยวหลิวยืนอยู่ข้างๆ มองภาพนั้นตาเป็นประกาย“อาจารย์เจ้าคะ วันนี้ท่านงดงามจนข้าแทบจำไม่ได้แล้ว”เยี่ยหลันหัวเราะเบาๆ “พูดเกินไปแล้ว”“ไม่เกินเลยเจ้าค่ะ!” เสี่ยวหลิวรีบพูด “ข้

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status