Masukหนิงเยว่หลีถูกส่งมาแต่งงานยังเมืองหลวงต้าเซิ่งหลังผ่านพิธีปักปิ่นได้เพียงสองวัน ด้วยความตั้งใจของผู้อาวุโสในตระกูลที่หวังให้นางมีครอบครัวคอยพึ่งพิงไปตลอดชีวิต ทว่าหลังคำนับฟ้าดินได้ไม่นาน เจ้าบ่าวของนางก็ได้รับราชโองการให้เดินทางไปชายแดน นับแต่นั้นสามปีจึงผ่านไปโดยที่สามีภรรยายังไม่เคยได้เห็นหน้ากันอย่างแท้จริง ตลอดสามปี หนิงเยว่หลีทำหน้าที่สะใภ้ของตระกูลเจียงอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ดูแลผู้อาวุโส จัดการเรื่องในจวน และแม้แต่สินเดิมของตนก็ยอมมอบให้ครอบครัวสามีดูแล เพราะนางเคยเชื่อว่าเมื่อทุ่มเทให้บ้านหลังนี้มากพอ ที่แห่งนี้ย่อมกลายเป็นบ้านของนาง จนกระทั่งเจียงจิ้งเฉินกลับมา เขากลับมาพร้อมตำแหน่งแม่ทัพ มีชื่อเสียงจากสนามรบ และสตรีอีกคนที่บอกว่าเป็นผู้มีพระคุณซึ่งบิดาของนางฝากฝังไว้ ย้อนกลับมาครานี้นางไม่คิดแย่งสามีคืน นางเพียงต้องการเอาสิ่งที่เป็นของตนกลับคืนมา แล้วจากไปให้ไกลที่สุด ก่อนจะได้ออกจากตระกูลเจียง นางบังเอิญเข้าไปพัวพันกับบุรุษผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือว่าน่าเกรงขามที่สุดในเมืองหลวง อ๋องที่แม้แต่ขุนนางยังไม่อยากเอ่ยนามถึง เดิมทีหนิงเยว่หลีตั้งใจจะอยู่ให้ห่างจากเขา น่าเสียดายที่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่คิดเช่นนั้น
Lihat lebih banyakด้านนอกจวนตระกูลเจียงคึกคักผิดหูผิดตาตั้งแต่เช้า เนื่องจากเจียงจิ้งเฉิน คุณชายใหญ่ของตระกูลผู้หายหน้าไปจากเมืองหลวงนานถึงสามปี ได้เดินทางกลับมาพร้อมตำแหน่งแม่ทัพและความดีความชอบจากการปราบกบฏชายแดน ข่าวการกลับมาของเขาแพร่ไปทั่วเมืองหลวงตั้งแต่ขบวนรถม้ายังเดินทางมาไม่ถึงจวน บรรดาบ่าวรับใช้จึงพากันวิ่งวุ่นจัดเตรียมสถานที่ต้อนรับ แม้แต่เหล่าผู้อาวุโสที่ปกติไม่ค่อยออกจากเรือนก็ยังพากันมายืนรออยู่หน้าประตูด้วยความยินดี
เสียงฝีเท้าม้าใกล้เข้ามาทุกทีจนกระทั่งถึงจวน ทันทีที่บุรุษหนุ่มก้าวลงจากหลังม้า หลัวซูอวี่ก็รีบเดินเข้าไปหา น้ำตาแห่งความยินดีเอ่อคลออยู่ในดวงตาจนแทบมองไม่เห็นใบหน้าบุตรชายตรงหน้าได้ชัดเจน "จิ้งเฉินกลับมาแล้ว เจ้ารู้หรือไม่ว่าแม่ใจจะขาดทุกวัน เฝ้าภาวนาให้เจ้าปลอดภัยอยู่ตลอดทุกชั่วยาม" นางยื่นมือขึ้นลูบใบหน้าคมสันของบุตรชายอย่างห่วงหา ก่อนจะโผเข้าไปกอดเขาแน่นให้สมกับความคิดถึงที่เฝ้ารอการกลับมาของบุตรชายคนเดียว เจียงจิ้งเฉินยกมือโอบกอดมารดาไว้ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า "ลูกไม่ดีเองขอรับท่านแม่ สามปีที่ชายแดนลูกกลับมาหาท่านไม่ได้ ตอนนี้ลูกกลับมาแล้วขอรับ" "กลับมาก็ดีแล้ว" สองแม่ลูกกอดกันอยู่ครู่หนึ่ง ท่ามกลางเสียงหัวเราะและคำพูดแสดงความยินดีของคนในจวน บรรยากาศที่เงียบเหงามานานหลายปีกลับมาคึกคักอีกครั้ง การกลับมาของเจียงจิ้งเฉินในวันนี้ทำให้ตระกูลเจียงได้ชีวิตชีวาที่หายไปกลับคืนมา เจียงจื่อเหวินผู้เป็นบิดาเดินเข้ามาตบไหล่บุตรชายเบา ๆ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ "ได้ข่าวว่ากบฏกลุ่มนั้นมียอดฝีมืออยู่ไม่น้อย เจ้าเก่งมากลูกพ่อที่สามารถปราบพวกมันได้ ทำให้ชายแดนกลับมาสงบสุขได้อีกครั้ง" "ขอรับท่านพ่อ กว่าจะปราบสำเร็จ ลูกก็เกือบเอาชีวิตไม่รอดอยู่หลายครั้งเหมือนกัน" "กลับมาคราวนี้จะอยู่ให้ย่าชื่นใจนานหรือไม่" ฮูหยินผู้เฒ่ารอให้ลูกหลานได้พูดคุยกันเสียก่อนจึงเอ่ยขึ้นบ้าง แม้จะพยายามวางท่าครัดเคร่งสมฐานะผู้อาวุโส แต่แววตาที่มองหลานชายกลับเต็มไปด้วยความเอ็นดู เจียงจิ้งเฉินหันไปยิ้มให้นางแล้วตอบอย่างมั่นใจว่า "ชายแดนไม่มีปัญหาแล้วขอรับท่านย่า อย่างน้อยต้าเซิ่งของเราคงสงบสุขไปได้อีกนาน" คำตอบนั้นทำให้ฮูหยินผู้เฒ่ายิ้มจนแทบไม่เห็นดวงตา นางพยักหน้าหลายครั้งด้วยความพอใจ ก่อนจะเรียกหลานชายเข้ามาใกล้ "เฉินเอ๋อร์ มานี่มาลูก ให้ย่าดูเจ้าใกล้ ๆ หน่อย" เจียงจิ้งเฉินก้าวเข้าไปหา ก่อนที่หลัวซูอวี่จะหันไปทางหนิงเยว่หลีซึ่งยืนอยู่ด้านหลังเหล่าผู้อาวุโส นางจูงมือสะใภ้เข้ามาใกล้แล้วพยักหน้าให้นางเล็กน้อย หนิงเยว่หลีย่อกายอย่างอ่อนน้อมต่อหน้าสามี "นี่เยว่หลีอย่างไรเล่า" หนุ่มสาวทั้งสองต่างมองหน้ากันโดยไม่ได้เอ่ยออกมา "เจ้าจำภรรยาของตัวเองไม่ได้หรือ" เจียงจิ้งเฉินมองสตรีตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ใบหน้าของนางงดงามอ่อนหวาน กิริยาสงบเสงี่ยมสมกับที่เป็นสะใภ้ใหญ่ของตระกูลเจียง เขารู้ว่านางคือภรรยาที่ตนแต่งงานด้วยเมื่อสามปีก่อน แต่วันนั้นหลังจากพิธีคำนับฟ้าดินเสร็จสิ้น ราชโองการด่วนก็ส่งมาถึง เขาจึงไม่มีแม้แต่โอกาสจะเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวด้วยตนเอง ตลอดสามปีที่ผ่านมา เขาจึงไม่เคยเห็นใบหน้าของนางอย่างชัดเจนเลยสักครั้ง "เยว่หลี เจ้า...สบายดีหรือ" "สบายดีเจ้าค่ะ" หนิงเยว่หลีตอบเพียงสั้น ๆ ก่อนจะลดสายตาลงตามมารยาท สำหรับนาง บุรุษตรงหน้าคือสามีที่ไม่เคยพบหน้า เขาจากไปหลังพิธีแต่งงานโดยทิ้งนางไว้ในตระกูลเจียงเพียงลำพัง และเป็นบุรุษคนเดียวกับที่ชาติก่อนทำให้นางต้องใช้ชีวิตอยู่กับความผิดหวังไปจนวาระสุดท้าย ในชั่วขณะที่ได้เห็นใบหน้าของเขาเป็นครั้งแรก หัวใจของนางกลับสั่นไหวขึ้นมาเล็กน้อยอย่างห้ามไม่ได้ สามปีที่ผ่านมานางเคยจินตนาการอยู่หลายครั้งว่าสามีของตนจะเป็นคนเช่นไร บางครั้งถึงกับคิดว่าหากวันหนึ่งเขากลับมา นางอาจจะดีใจจนไม่รู้ว่าควรพูดอะไร ที่แท้บุรุษผู้นี้ก็มีใบหน้าเช่นนี้เอง ความรู้สึกนั้นเกิดขึ้นเพียงชั่วขณะ ก่อนจะถูกความทรงจำจากอีกชีวิตหนึ่งกดทับลงอย่างรวดเร็ว หนิงเยว่หลีหลุบตาลงกว่าเดิม ชาติก่อนนางอาจเคยเฝ้ารอเขาอย่างโง่งม แต่ชาตินี้นางไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นอีกแล้ว เจียงจิ้งเฉินเองก็รู้สึกว่าภรรยาของตนดูแตกต่างจากที่คาดไว้เล็กน้อย เขานึกว่านางคงดีใจที่ได้พบหลังจากรอมานาน อย่างน้อยก็น่าจะมีท่าทีตื่นเต้นอยู่บ้าง แต่หญิงสาวตรงหน้ากลับสงบนิ่งจนแทบไม่แสดงอารมณ์ใดออกมา เขากำลังจะเอ่ยถาม ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปยังรถม้าคันหนึ่งซึ่งจอดอยู่ไม่ไกล เจียงจิ้งเฉินเดินกลับไปที่รถม้า เลิกม่านขึ้นคล้ายกำลังพูดคุยกับใครบางคนภายในรถ เพียงไม่นานก็มีมือเรียวขาวยื่นออกมาจับมือของเขาไว้ จากนั้นสตรีผู้หนึ่งจึงก้าวลงมาจากรถโดยมีเขาประคองอยู่ข้างกาย หนิงเยว่หลีเงยหน้าขึ้นมองไปยังเบื้องหน้า สตรีผู้นั้นมีใบหน้างดงามอ่อนหวาน ดวงตากลมใสดูไร้พิษภัย สวมอาภรณ์เรียบง่ายดูแตกต่างจากบรรดาสตรีในจวนตระกูลเจียงอยู่ไม่น้อย นางเดินเคียงข้างเจียงจิ้งเฉินอย่างสำรวม ก่อนจะหยุดลงตรงหน้าเหล่าผู้อาวุโสแล้วทำความเคารพอย่างนอบน้อม เจียงจิ้งเฉินมองทุกคน ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็นธรรมชาติราวกับเรื่องที่กำลังจะพูดเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย "นี่ฉินหรูเหยาขอรับ นางจะมาอยู่ที่จวนของเรา" รอยยิ้มบนใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าจางลงทันที "นางเป็นใคร" เจียงจิ้งเฉินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า "นางเป็นบุตรสาวของรองแม่ทัพฉินขอรับ" เขาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงสามปีที่ชายแดนให้ทุกคนฟัง บิดาของฉินหรูเหยาเคยช่วยเหลือเขาหลายครั้งในยามคับขัน อีกทั้งยังสละชีพในสนามรบ ก่อนตายได้ฝากฝังบุตรสาวไว้กับเขา ส่วนฉินหรูเหยาเองก็คอยดูแลเขายามเจ็บป่วยในช่วงที่อยู่ชายแดน หากไม่มีนาง เขาอาจไม่มีชีวิตรอดกลับมาถึงเมืองหลวงในวันนี้ เมื่อได้ฟังเช่นนั้น สีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าก็อ่อนลงทันที "ที่แท้ก็เป็นบุตรสาวของผู้มีพระคุณของเฉินเอ๋อร์ โธ่เอ๋ย" นางถอนหายใจอย่างเห็นอกเห็นใจเมื่อมองหญิงสาวตรงหน้า "รองแม่ทัพฉินสละชีพเพื่อบ้านเมืองถึงเพียงนั้น ตระกูลเจียงของเราจะทอดทิ้งบุตรสาวของเขาได้อย่างไร ในเมื่อเขามีบุญคุณต่อหลานชายของข้า หรูเหยาก็ถือเป็นคนที่ตระกูลเจียงต้องดูแลเช่นกัน" ฉินหรูเหยาก้มหน้าลง สีหน้าซาบซึ้งจนดวงตาเริ่มแดงก่ำ "ขอบพระคุณท่านย่าเจ้าค่ะ" หนิงเยว่หลียังคงยืนนิ่งอยู่ด้านข้าง ไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว นางรู้ว่าเรื่องนี้ยังไม่จบและเป็นอย่างที่คิด "ท่านย่า" เจียงจิ้งเฉินเอ่ยขึ้น สีหน้าของเขาจริงจังขึ้นกว่าเดิม "ข้ากับหรูเหยา เป็นสามีภรรยากันแล้ว"ทันทีที่มาถึงเรือนเล็กเจียงจิ้งเฉินวิ่งไปลูบหลังฉินหรูเหยา ขณะที่ซวงเอ๋อร์ไปเอาน้ำอุ่นที่โรงครัว"ไปที่เรือนใหญ่ขอยาแก้อาเจียนมาด้วย""เจ้าค่ะ ๆ""หรูเหยา เจ้าปวดท้องหรือไม่ ข้าจะให้คนไปตามหมอมาดูเจ้า"เขากระวนกระวายใจ ไม่เคยเห็นนางอาเจียนหนักเช่นนี้มาก่อนฉินหรูเหยาเงยหน้าขึ้นมาพลางส่ายหน้า"ไม่เจ้าค่ะ ไม่ปวดท้อง ไม่ต้องรบกวนท่านหมอ"ซวงเอ๋อร์วิ่งกลับมาจัดแจงยาและน้ำให้นาง เมื่อได้นั่งพักชั่วครู่อาการก็ดีขึ้น"เจ้าไม่สบายควรบอกข้าเร็วกว่านี้ หากข้าอยู่ ยังตามหมอมาได้"เจียงจิ้งเฉินกอดประคองนางไว้สายตาเขาอ่อนโยนทุกครั้งที่อยู่กับฉินหรูเหยา"ข้าไม่อยากรบกวนเวลาท่านกับฮูหยินเจ้าค่ะ ข้าอดทนได้"นางเอ่ยเสียงสั่นเครือตัวสั่นระริกดั่งคนที่กำลังเจ็บปวดจนไม่อาจต้านทาน น่าเวทนาต่อสายตาของแม่ทัพหนุ่มยิ่งกว่าครั้งใด"โธ่ คุณหนูยังมีแก่ใจห่วงผู้อื่นทั้งที่ท่านเพิ่งถูกสาดน้ำไล่ออกมา"ซวงเอ๋อร์อดทนเก็บงำความอยุติธรรมต่อไปไม่ไหว พูดโพล่งออกมาในที่สุด"ซวงเอ๋อร์ หยุดนะ"ฉินหรูเหยาปรามบ่าวคนสนิท ซวงเอ๋อร์ก้มหน้าลงไม่กล้าพูดอะไรได้อีก"ใครสาดน้ำไล่เจ้า"เสียงของเจียงจิ้งเฉินเข้มขึ้นพร้อมกับดวงตาที่ลุ่ม
เจียงจิ้งเฉินจึงรีบอธิบาย"ท่านพ่อ เดิมทีลูกมิได้บอกว่าแต่งงานแล้วขอรับ นางรู้ภายหลังก็กลายเป็นภรรยาข้าไปแล้ว นางไม่ผิดหรอกขอรับ แต่ข้ารักนางจึงพานางกลับมาด้วย และนางรักลูก นางจึงยอมเสียชื่อเสียง แต่ท่านไม่ต้องห่วงนางเป็นคนเจียมตัวจะไม่เรียกร้องใด ๆ ขอแค่ได้อยู่รับใช้ข้า"เจียงจื่อเหวินหันมองบุตรชายเริ่มไม่ค่อยพอใจขึ้นมา"เจ้าไม่บอกนางว่ามีเมียแล้ว ปล่อยให้เข้าใจผิดได้อย่างไร ทำไมถึงไม่รักษาศักดิ์ศรีของตระกูลได้ขนาดนี้ ต่อเมื่อความจริงเปิดเผยก็ยังไม่หยุดจนเรื่องบานปลาย ยุ่งเหยิงมาถึงจวน เจ้าเอาอะไรคิด!"เจียงจื่อเหวินจ้องบุตรชายอยู่นาน ก่อนเอ่ยเสียงเย็นลงกว่าเดิม"ไม่ได้รักนางก็เรื่องหนึ่ง แต่เจ้าแต่งนางเข้าตระกูลแล้ว จะทำเหมือนนางไม่มีตัวตนไม่ได้"เจียงจิ้งเฉินคุกเข่าลงต่อหน้าบิดา สารภาพความในใจตามตรง"ลูกยอมรับผิดทุกอย่างขอรับ แต่ลูกอยู่กับเยว่หลีไม่ได้""เจ้าต้องอยู่ มิเช่นนั้นไม่ต้องมาเรียกข้าว่าพ่อ!"เขาตวาดใส่บุตรชายคนเดียวแล้วกระทืบเท้าออกไปทันทีคำสั่งของบิดายังคงก้องอยู่ในหัวเขาตลอดทางกลับเรือน เขาไม่อยากมาแต่ก็ไม่อาจขัดคำสั่งบิดาได้ที่น่าหงุดหงิดยิ่งกว่าคือคนในเรือนนั้นไม่ม
ออกจากห้องหนังสือเจียงจิ้งเฉินก็มุ่งหน้ากลับเรือนเล็ก วันนี้เขาเข้าวังแต่เช้า กลับมาเข้าพบท่านพ่อก็บ่ายแล้วจึงยังไม่ได้เจอฉินหรูเหยาเรื่องชายแดนยังไม่หมดปัญหาเสียทีเดียวย่อมไม่เกินกำลังของเขาในการจัดการ เพียงแต่เรื่องในเมืองหลวงนี่สิ กลายเป็นความเดือดร้อนไปทั่วเมืองเพราะคนต่ำช้านั่นเพียงคนเดียวเมื่อมาถึงเรือนเล็กฉินหรูเหยาก็ออกมาต้อนรับ"เหนื่อยหรือไม่เจ้าคะ นั่งก่อนเถิด"นางเดินมาเกาะแขนเขานั่งลงแล้วรินชาให้"ชานี้หรูเหยาทำเองเจ้าค่ะ ท่านแม่ทัพยังไม่เคยลอง"เขายกขึ้นจิบ พลันอารมณ์ขุ่นมัวเรื่องเมื่อครู่ก็ผ่อนคลายลงไปมาก ฉินหรูเหยารู้ใจเขาขนาดนี้แล้วจะไม่ให้รักนางได้อย่างไรซวงเอ๋อร์มองทั้งคู่แล้วอดยิ้มตามไม่ได้"จะมีใครที่ใส่ใจข้าเหมือนเจ้าได้อีก"เจียงจิ้งเฉินยกมือปัดปอยผมที่ตกลงมาด้านข้างอย่างทะนุถนอม เขามองใบหน้าอ่อนหวานของนางอยู่อย่างนั้นหากหนิงเยว่หลีไม่เพิกเฉยต่อเขา ป่านนี้นางมีความสุขไปแล้ว เรือนของนางตั้งอยู่ไกลเรือนอื่นนางคงโดดเดี่ยวไม่น้อย แต่เพราะนางทำตัวเองต่างหากเขาถึงไม่ไปที่นั่นตอนเย็นทุกคนต่างรวมตัวกันที่โต๊ะอาหาร วันนี้หนิงเยว่หลีสวมอาภรณ์สีฟ้าอ่อนปักลวดลายดอกไม้ส
เจียงจิ้งเฉินเข้าวังกับเจียงจื่อเหวินตั้งแต่เช้า เพราะมีงานต้องสะสางให้เรียบร้อยฉินหรูเหยานั่งอยู่หน้าโต๊ะกำลังส่องกระจกดูความเรียบร้อยโดยมีซวงเอ๋อร์คอยช่วยไม่ห่าง"ท่านงดงามมากเจ้าค่ะคุณหนู มิน่าเล่าท่านแม่ทัพถึงอยู่แต่ในเรือน ไม่ไปเรือนอื่น บ่าวยินดีกับท่านจริง ๆ เจ้าค่ะ"ซวงเอ๋อร์เยินยอนายตนอย่างภาคภูมิใจ ฉินหรูเหยาที่กำลังยิ้มอยู่หันมองบ่าวคนสนิท นางขมวดคิ้วน้อย ๆ ทำหน้าไม่ค่อยพอใจนัก"ซวงเอ๋อร์ อย่าล่วงเกินฮูหยินเช่นนั้น"ซวงเอ๋อร์ก้มหน้าลงอย่างกลัวความผิด"บ่าวพูดความจริงเจ้าค่ะ ท่านแม่ทัพโปรดปรานคุณหนูมาก บ่าวอยากให้คุณหนูเป็นฮูหยินแทนนางจริง ๆ เจ้าค่ะ""อย่าพูดเช่นนี้อีก เราเป็นผู้น้อยต้องเคารพทุกคน"ฉินหรูเหยาเอ่ยเสียงเรียบอบรมบ่าวของตน ซวงเอ๋อร์ก้มหน้าต่ำลงกว่าเดิมท่าทางของนางหวาดหวั่นไม่น้อย"บ่าวทราบแล้วเจ้าค่ะ""ข้าจะไปเรือนฮูหยิน"กล่าวจบฉินหรูเหยาก็เดินนำหน้าออกจากเรือนหนิงเยว่หลีกำลังอ่านตำราและกินขนมถั่วทอด เสี่ยวเชียนนั่งเช็ดเครื่องเรือนอยู่ใกล้ ๆ และแม่นมหวังกำลังปักผ้า สตรีทั้งสามสนทนาเรื่องตอนอยู่ที่จวนตระกูลหนิงอย่างอารมณ์ดีก๊อกๆเสียงเคาะประตูไม่ดังมาก เสี่ยว





