เข้าสู่ระบบเสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านข้าง เพียงได้ยินก็รู้ว่าเป็นยายโจว
“เสี่ยวเหนียง ข้ามีข่าวดีมาบอก” เสียงของหญิงชราเต็มไปด้วยความยินดี
นางเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม “ตาเฒ่าบอกว่าสามารถฝังเข็มรักษาลิ้นของเจ้าได้ แต่ต้องใช้ควบคู่กับสมุนไพรไปด้วยจึงจะเห็นผล เพียงแต่ยังมีสมุนไพรบางอย่างที่ต้องรออีกสักหน่อย ทางโน้นน่ะ”
นางยกมือขึ้นชี้ไปยังไกลลิบ “ภูเขาด้านนั้นมีสมุนไพรหายากอยู่มาก”
เยี่ยหลันมองตามทิศที่นางชี้ไป ภูเขาลูกนั้นสูงตระหง่านจนยอดหายไปในหมอกขาว ราวกับไม่มีจุดสิ้นสุด ให้ความรู้สึกทั้งลึกลับและอันตรายในเวลาเดียวกัน
“อ๊า…” เยี่ยหลันยกมือขึ้นไหว้ขอบคุณ
“ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก” ยายโจวหัวเราะเบา ๆ “ไว้เจ้าพูดได้เมื่อไร ข้าจะได้มีเพื่อนไว้พูดคุยเสียที”
คำพูดธรรมดานั้นกลับทำให้หัวใจของเยี่ยหลันไหววูบ อันที่จริงนางเองก็ครุ่นคิดเรื่องลิ้นของตนอยู่ตลอด ร่างกายนี้ไม่ได้เป็นใบ้และไม่ได้หูหนวก การได้ยินของนางดีเยี่ยมเสียด้วยซ้ำ เพียงแต่เพราะไม่ได้พูดมานาน กล้ามเนื้อของลิ้นจึงแข็งทื่อ ไม่เคยถูกใช้งานจนไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาเป็นคำพูดได้
หากเป็นโลกเดิมของนาง เพียงเข้าห้องผ่าตัดไม่นานก็สามารถแก้ไขได้แล้ว แต่ที่นี่นางคิดอยู่นานก็ยังไม่พบวิธี นึกไม่ถึงว่าในหมู่บ้านกลางป่าเช่นนี้จะมีคนที่สามารถรักษานางได้ ตาโจวชายชราที่ดูเหมือนไม่มีอะไรพิเศษ กลับเชี่ยวชาญการฝังเข็มถึงเพียงนี้
แววตาของเยี่ยหลันสั่นไหวเล็กน้อย หากรักษาได้จริง นางก็ไม่ต้องทนอยู่ในโลกที่ไร้เสียงของตนเองอีกต่อไป ไม่ต้องสื่อสารด้วยสายตาและท่าทาง ไม่ต้องถูกเข้าใจผิดและไม่ต้องเงียบเวลาที่ถูกใส่ร้ายอีกต่อไป
ยายโจวหัวเราะอย่างมีความสุข ส่วนเยี่ยหลันเองก็ค่อย ๆ ยิ้มออกมาเช่นกัน รอยยิ้มที่ไม่ได้ฝืน ไม่ได้เย็นชา แต่เป็นรอยยิ้มที่มาจากใจจริง นั่นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่นางฟื้นขึ้นมาที่เยี่ยหลันยิ้มออกมาอย่างแท้จริง
ทำเอายายโจวถึงกับชะงัก มองเด็กสาวตรงหน้าอย่างตาค้าง ไม่คิดเลยว่าเมื่อเสี่ยวเหนียงยิ้มจะงดงามได้ถึงเพียงนี้ ราวกับดอกไม้ที่เพิ่งผลิบานหลังพายุผ่านพ้น งดงามจนทำให้ผู้คนเผลอลืมหายใจไปชั่วขณะ
ทันใดนั้นก็มีเสียงอึกทึกดังมาจากด้านหน้าหมู่บ้าน
เยี่ยหลันและยายโจวลุกขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ทั้งสองเดินไปที่หน้ารั้วเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น เสียงเด็ก ๆ ดังใกล้เข้ามา ก่อนที่เด็กสามสี่คนจะวิ่งผ่านจุดที่เยี่ยหลันยืนอยู่ นางรีบยื่นมือไปดึงแขนคนหนึ่งเอาไว้ เด็กชายคนนั้นคือหวังหาว เด็กวัยหกขวบที่นางคุ้นหน้าเป็นอย่างดี
“สะ สะ เสี่ยวเหนียง พวกพี่เปากำลังมา ท่านปล่อยข้าก่อน เดี๋ยวจะออกไปรับพวกเขาไม่ทัน” เขาพูดอย่างร้อนรน พลางพยายามสะบัดมือออก
เยี่ยหลันเห็นดังนั้นก็ยอมปล่อยแต่โดยดี หวังหาวรีบวิ่งออกไปทันที แต่ยังไม่วายหันกลับมาตะโกนด้วยเสียงสดใส
“พวกเขามีม้าตัวใหญ่กับขนมมาเยอะแยะเลย ไว้ข้าจะขอแบ่งมาให้เสี่ยวเหนียงนะ ฮ่า ๆ”
เยี่ยหลันได้แต่ยิ้มพลางส่ายหัวกับความซุกซนของเด็กน้อย
ยายโจวเองก็หัวเราะออกมาอย่างเอ็นดู “พี่เปาที่เจ้าเด็กบ้านหวังพูดถึงน่ะ เป็นทหาร ทุก ๆ สามสี่เดือนจะมาที่นี่ครั้งหนึ่ง มารับยาและสมุนไพรจากตาเฒ่า บางครั้งก็พาคนใหม่มาฝากไว้ด้วย แต่ทุกครั้งที่พวกเขามาจะมีของเล่นกับขนมติดไม้ติดมือมาให้เด็ก ๆ เสมอ ไม่แปลกที่พวกเด็กจะตื่นเต้นกันขนาดนี้”
เมื่อได้ฟังคำอธิบายเยี่ยหลันก็เหมือนต่อจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายในใจได้สำเร็จ ลางสังหรณ์ก่อนหน้านี้ที่ว่านี่ไม่ใช่หมู่บ้านธรรมดา และผู้ชายในหมู่บ้านล้วนเคยผ่านสนามรบมาแล้ว บัดนี้ได้รับคำตอบอย่างชัดเจน หมู่บ้านกลางหุบเขาแห่งนี้ ไม่ใช่เพียงที่พักพิงของชาวบ้านธรรมดา หากแต่เป็นที่ซ่อนตัวของทหาร…หรืออาจมากกว่านั้น
ขณะที่ความคิดยังไม่ทันจบ เสียงฝีเท้าม้าก็ดังขึ้นใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ จากเบาเป็นหนัก จากไกลเป็นใกล้ พื้นดินใต้เท้าเริ่มสั่นสะเทือนเล็กน้อย ก่อนจะชัดเจนขึ้นทุกขณะ เสียง ตึก ตึก ตึก ของกีบม้ากระแทกพื้นดินสม่ำเสมอ หนักแน่น และทรงพลัง จนทำให้บรรยากาศรอบหมู่บ้านที่เคยสงบพลันตึงเครียดขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เยี่ยหลันยืนมองไปยังทางเข้า หมอกฝุ่นค่อย ๆ ฟุ้งขึ้นตามแนวทางเดิน และในม่านฝุ่นนั้น เงาของกองม้ากำลังปรากฏขึ้นทีละน้อย พร้อมกับแรงกดดันบางอย่างที่แผ่เข้ามา นางรู้สึกว่าแม้แต่ลมหายใจก็ยังเหมือนจะหนักขึ้นตามไปด้วย
เยี่ยหลันมองเห็นแต่ไกลว่ามีชายในชุดคลุมสีดำ ท่าทางองอาจผ่าเผยควบม้าวิ่งนำมา แต่เหตุใดจึงวิ่งเร็วเช่นนั้นกันแถมยังกำลังควบมาทางที่นางยืนอยู่ด้วย
นางหันไปจับแขนของยายโจวเอาไว้ พยายามดึงให้นางเข้าไปหลบในรั้วบ้าน เพราะเกรงว่าม้าที่ฮ่อตะบึงมาอย่างบ้าคลั่งจะเหยียบโดนพวกนางเอาได้
“ไม่เป็นไรไม่ต้องกลัวพวกเขาพักที่บ้านหลังข้างๆ นี่เอง”
ยายโจวเห็นว่านางกำลังตื่นตระหนก จึงเอ่ยปลอบใจและตบลงไปที่แขนของนางหลายครั้ง
ในที่สุดชายที่ควบม้ามาก็หยุดอยู่ตรงหน้าของพวกนางรวมถึงคนอื่นๆ ในขบวนด้วย เขาสะบัดเสื้อคลุมทำให้ฝุ่นลอยคละคลุ้ง
เยี่ยหลันเงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ จึงได้เห็นใบหน้าเขาได้ชัดเจน เป็นชายหนุ่มรูปร่างกำยำ หล่อเหลา คิ้วกระบี่คมเข้ม ตารูปผลซิ่ง มีรอยแผลเป็นยาวที่ใบหน้าคาดว่าน่าจะเพิ่งเกิดได้ไม่นานเพราะรอยแผลยังคงมีสีแดงอยู่เล็กน้อย
แต่สิ่งที่ผิดสังเกตคือเขามีใบหน้าที่ซีดเซียวเป็นอย่างยิ่ง รวมถึงหยาดเหงื่อตามหน้าผากและจมูก คิดว่าชายคนนี้คงได้รับบาดเจ็บภายใน หรือไม่ก็อาจจะเป็นเพราะเสียเลือดมากเป็นแน่จึงทำให้เขาดูอ่อนแอได้ขนาดนี้
ดูเหมือนว่ายายโจวกำลังตัวสั่น “เกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ …” เสียงที่พูดออกมาก็สั่นไปด้วย
เยี่ยหลันจึงเขย่าแขนของยายโจวทำให้นางรู้สึกตัว
“เข้าไปๆ ข้างในก่อน มะ...มั่วซานไปตามตาเฒ่ามาเขาอยู่ที่เขาฟากโน้น”
หลังจากที่ยายโจวพูดจบชายคนหนึ่งที่ควบม้าตามมาก็แยกตัวออกไป ตามทิศทางที่ยายโจวชี้ไปในทันที ดูเหมือนว่าเขาจะคุ้นเคยเป็นอย่างดี ไม่นานม้าก็หายลับตาไปพร้อมกับฝุ่นตลบอบอวน
คนที่มาใหม่ทั้งหมดเก้าคนรวมมั่วซานที่ออกไป
หลังจากทั้งหมดเข้าไปในลานบ้าน ชายที่ดูเหมือนเป็นหัวหน้าก็ฟุบตัวลงบนหลังม้าร่างของเขาเอนไปข้างหนึ่ง ก่อนจะร่วงลงมาเหมือนนกปีกหัก โชคดีที่คนข้างๆ รับตัวไว้ได้ทัน มิฉะนั้นศีรษะของเขาคงกระแทกพื้นไปแล้ว
“ทางนี้ !”
ยายโจววิ่งไปเปิดประตูเรือนเล็กที่เป็นห้องปรุงยาของท่านตาออก ทั้งหมดจึงแบกคนเจ็บไปทันที
เยี่ยหลันก็วิ่งตามมาเช่นกันแต่นางไม่สามารถเข้าไปใกล้คนเจ็บได้ เพียงยืนมองอยู่ที่ประตูด้านนอกเท่านั้น
หลังจากที่วางคนเจ็บลงแล้วชายหนึ่งในนั้นจึงหันมาบอกว่า
“นายท่านได้รับบาดเจ็บที่อกมีแผลฉกรรจ์ และถูกพิษด้วย พวกเราเดินทางเร่งวันเร่งคืนเพื่อมาที่นี่ รวมเวลาที่นายท่านได้รับบาดเจ็บวันนี้ก็เข้าสู่วันที่สามแล้ว”
ยายโจวเดินตรงเข้าไปจับชีพจรที่คอ จากนั้นจึงดึงสาบเสื้อของคนเจ็บแบะออกทันที กลิ่นยาสมุนไพรและกลิ่นคาวเลือดโชยออกมาปะปนกัน
เยี่ยหลันที่จมูกไวเป็นพิเศษถึงกับพะอืดพะอม รู้สึกว่ามีบางอย่างจุกอยู่ที่คอแต่ก็พยายามกล้ำกลืนเอาไว้
“มั่วอี มั่วเหวิน ให้คนไปต้มน้ำร้อนไว้ยิ่งมากยิ่งดี ส่วนเจ้าสองคนมาช่วยข้าถอดเสื้อของนายท่านออก รวมถึงผ้าพันแผลนี้ด้วยพวกเราต้องทำแผลกันใหม่”
ยายโจวแม้จะอายุมากแล้วแต่ก็ยังออกคำสั่งได้อย่างคล่องแคล่ว
เมื่อคนอื่นๆ กระจายตัวออกไปแล้วทั้งห้องเหลือเพียงไม่กี่คน จึงทำให้เยี่ยหลันสามารถมองเห็นคนเจ็บได้อย่างชัดเจน ใบหน้าเขาซีดเซียวมากกว่าตอนที่นางเห็นด้านนอกเสียอีก
เดิมดูเหมือนว่าจะหมดสติแต่หัวคิ้วของเขาก็ขมวดอยู่ตลอดเวลา แสดงให้เห็นว่ากำลังอดทนกับความเจ็บปวดอยู่ มองต่ำลงมาอีกนิดเห็นยายโจวกำลังใช้กรรไกรตัดผ้าพันแผล ที่พันไว้หนาเตอะบริเวณหน้าอกเขาออก
เผยให้เห็นบาดแผลยาวประมาณหนึ่งคืบของมือนาง เนื้อบริเวณรอบๆ เป็นสีดำคล้ำบางส่วนเริ่มเปื่อยยุ่ย มีหนองสีเหลืองข้นไหลซึมออกมา เห็นได้ชัดว่ามันกำลังเริ่มจะเน่า
หากล้างทำแผลธรรมดาโดยไม่ตัดเนื้อเน่าออก ถ้าปล่อยไว้อีกวันเดียวพิษคงกระจายเข้าสู่กระแสเลือด ในสถานที่ที่การแพทย์ล้าหลังเช่นนี้เขาคงไม่อาจรอดชีวิตได้อย่างแน่นอน
ยายโจวมองไปทางชายคนหนึ่ง “เอาน้ำร้อนเข้ามาเตรียมผ้าสะอาดไว้ด้วยต้องรีบล้างแผลให้เขา” นางหันไปหาอีกคน “ส่วนเจ้าไหยิบยาระงับปวด อยู่ในห่อบนกล่องไม้ชั้นที่สาม เอาไปต้มให้น้ำเหลือหนึ่งส่วนเดี๋ยวต้องใช้”
ชายคนหนึ่งวิ่งออกมาจากห้องยา เขาเห็นเยี่ยหลันที่กำลังยืนมองอยู่ปากเหมือนจะเอ่ยคำออกมา แต่ก็ไม่พูดอะไรแล้วไปหยิบห่อยาแทน
เยี่ยหลันเห็นเหตุการณ์นี้มานับครั้งไม่ถ้วน ในโรงพยาบาลโดยเฉพาะห้องฉุกเฉิน ถึงแม้ว่าจะรู้สึกคลื่นเหียนและอยากอาเจียนเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นคนเจ็บแล้วไม่ช่วย ยังไม่น่าเสียใจเท่ารู้ว่าช่วยได้แต่ไม่ยื่นมือเข้าช่วย ดังนั้นนางจึงกัดฟันตัดสินใจเดินไปตามชั้นยาของท่านตา หยิบเอาสมุนไพรที่ต้องการออกมาอย่างคล่องแคล่ว
‘มีดผ่าตัดมีไหมนะแผลนั้นต้องเอาเนื้อตายออกก่อนและฉีดยาปฏิชีวนะ หากมีสายน้ำเกลือก็ดีสิทดแทนน้ำที่เสียไปไม่งั้นเขาอาจจะช็อคได้’
ระหว่างที่คิดอยู่นั้นมือนางก็ไม่หยุดที่จะหยิบเอาสมุนไพรออกมา รวมถึงรื้อค้นไปตามช่องเก็บของต่างๆ เผื่อว่านางอาจจะโชคดีพบกับอะไรที่เหมาะสมก็ได้
ทางด้านยายโจวที่เห็นว่าตอนนี้ยังไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะต้องรอน้ำร้อนและตาโจวเข้ามาดูแลบาดแผลของเขา
ตอนที่นางละสายตาจากคนเจ็บ ก็เห็นว่าเยี่ยหลันกำลังหยิบเอาสมุนไพรในชั้นต่างๆ ออกมาอย่างรวดเร็ว
‘ดูเหมือนว่าเสี่ยวเหนียงคนนี้จะรู้จักสมุนไพรเป็นอย่างดี’
ในขณะที่กำลังตกใจอยู่นั้นก็เห็นว่าเยี่ยหลันหันหลังกลับมามองหน้านางแล้วยัดสมุนไพรใส่ในอ้อมแขนของยายโจว
‘เอาหล่ะหวังว่าท่านยายจะเข้าใจ’
นางไม่สนใจสีหน้าตกตะลึงของยายโจว แต่เริ่มใช้ภาษามือชี้ไปที่สมุนไพรในอ้อมอกของยายโจวจากนั้นก็ชี้ไปที่คนบาดเจ็บ
“เจ้าต้องการให้นำสมุนไพรนี้ไปต้มให้เขากินอย่างนั้นหรือ” ยายโจวคาดเดาสิ่งที่นางต้องการจะสื่อ
เยี่ยหลันส่ายหน้าอย่างแรง จากนั้นเดินไปที่คนเจ็บบนเตียง ชี้ไปที่แผลบนหน้าอกของเขาทำท่าโบกมือเหนือแผล เพื่อจะบอกว่าสมุนไพรนี้ใช้สำหรับล้างทำความสะอาด
“เสี่ยวเหนียงสมุนไพรพวกนี้ใช้ต้มแล้วล้างแผลอย่างนั้นหรือ”
เยี่ยหลันได้ยินยายโจวบอกก็รีบพยักหน้า แต่ยังไม่หมดเท่านั้นนางต้องการมีดที่คมที่สุดเพื่อจะตัดเอาเนื้อเน่าออก
“ปะ…ปา…” ตงเทียนพูดเสียงอ้อแอ้เสี่ยวหลิวที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับเบิกตากว้าง “อาจารย์เจ้าคะ! เขาเรียกพ่อ!”ตงเทียนเกาะแขนแม่แล้วพยายามพูดอีกครั้ง “ปา…ปะ…”ตงจีรีบพูดตามอย่างไม่ยอมแพ้ “มะ…มา…”เสี่ยวหลิวหัวเราะทันที“ดูเหมือนพวกเขาจะแข่งกันพูดแล้วเจ้าค่ะ”ตงเทียนยังคงพยายามเรียกพ่อ“ปะ…ปา…”เยี่ยหลันหัวเราะเบาๆ “หากท่านพ่อของพวกเจ้าได้ยินคงดีใจมากแน่”ยังพูดไม่ทันขาดคำเสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นจากทางระเบียงเสี่ยวหลิวหันไปมองก่อนจะยิ้ม “พูดถึงก็มาเลยเจ้าค่ะ”เปาหยวนเฟิงเดินเข้ามาในลาน ชุดแม่ทัพสีเข้มของเขายังมีฝุ่นจากสนามฝึกติดอยู่เล็กน้อย แต่ทันทีที่เห็นภาพตรงหน้า สีหน้าคมเข้มของเขาก็อ่อนลงทันที“ท่านพี่” เยี่ยหลันเรียกเบาๆตงเทียนที่ยืนอยู่ใกล้แม่ที่สุดหันไปมองชายร่างสูง จากนั้นเขาก็ชี้นิ้วเล็กๆ ไปทางเปาหยวนเฟิง“ปะ!”ทั้งลานเงียบไปครู่หนึ่งเปาหยวนเฟิงชะงักอยู่กับที่ เหมือนแม่ทัพผู้เคยเผชิญสนามรบมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนกลับไม่รู้จะตอบสนองอย่างไรตงเทียนดูเหมือนจะมั่นใจขึ้น เขาก้าวเดินสองสามก้าวไปทางบิดาแล้วพูดอีกครั้ง“ปะ…ปะ…”คราวนี้เปาหยวนเฟิงถึงกับหัวเราะออกมาเสียงต่ำ เขาก้าวเข้าไปอ
ห้องเงียบลงครู่หนึ่งเสี่ยวหลิวมองเขาด้วยความลังเล เพราะชื่อของหุบเขาหมื่นพิษในยุทธภพไม่ใช่สิ่งที่ใครจะไว้ใจง่ายๆเยี่ยหลันจึงถามขึ้น “แล้วเหตุใดต้องเป็นที่นี่”ซ่งจิ่วมองตรงไปที่นาง “เพราะเจ้าที่นี่กำลังตั้งสำนักแพทย์ และเพราะเจ้าคือคนเดียวที่ถอนพิษเลือดดำของข้าได้”จากนั้นเขาก็พูดตรงๆ “ข้ารู้พิษมากกว่าหมอทั่วไปพิษหลายชนิดในยุทธภพไม่มีใครรู้วิธีแก้ หากข้าสอนที่นี่ศิษย์ของเจ้าจะรับมือกับมันได้”ซ่งจิ่วหยุดเล็กน้อยก่อนพูดประโยคสุดท้าย “ถือเสียว่าข้าชดใช้บาปที่เคยวางยาพิษเปาหยวนเฟิงก็แล้วกัน”เสี่ยวหลิวถึงกับอ้าปากค้างความเงียบปกคลุมห้องไปชั่วครู่ เยี่ยหลันจ้องเขาอยู่พักหนึ่งก่อนจะเอนหลังพิงเก้าอี้มุมปากของนางยกขึ้นเล็กน้อย“ซ่งจิ่วเจ้ารู้หรือไม่ว่าหากคนรู้ว่าเจ้ามาอยู่ที่นี่สำนักข้าจะวุ่นวายแค่ไหน”ซ่งจิ่วตอบทันที “รู้ ... แต่ข้าก็รู้ว่าเจ้าคุมมันได้”เยี่ยหลันมองเขาอีกครู่หนึ่งก่อนจะพูดเรียบๆ “ได้”เสี่ยวหลิวสะดุ้ง “อาจารย์!”เยี่ยหลันยกมือห้ามจากนั้นจึงพูดต่อ “แต่มีเงื่อนไข”ซ่งจิ่วหรี่ตาเล็กน้อย “อะไร”“ที่นี่คือสำนักแพทย์ฉิน ไม่ใช่หุบเขาหมื่นพิษสิ่งที่เจ้าสอนต้องเป็นการรักษาคนไม่ใช
แต่เดิมทีสนมทั้งสองนางเคยคิดจะลงมือกับองค์ชายใหญ่ ช่วงที่เขาล้มป่วย ข่าวลือเรื่องพิษแพร่สะพัด วังหลวงเต็มไปด้วยความระแวง นั่นคือโอกาสที่เหมาะสมที่สุดเพียง ‘ซ้ำเติม’ อีกเล็กน้อย องค์ชายใหญ่ก็คงไม่มีวันลืมตาขึ้นมาได้อีกทว่า…ฮ่องเต้กลับแสดงออกชัดเจนว่าทรงให้ความสำคัญกับโอรสผู้นี้มากเพียงใด พระองค์เสด็จไปเยี่ยมด้วยพระองค์เองหลายครั้ง ทรงเรียกหมอหลวงระดับสูงสุดเข้ามารักษา และยังมีรับสั่งให้ตรวจสอบอย่างเข้มงวด เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้สนมทั้งสองไม่กล้าเสี่ยงเพราะหากพลาดเพียงก้าวเดียว สิ่งที่รออยู่ไม่ใช่แค่การเสียความโปรดปรานแต่คือ…ความตายสถานการณ์ในตอนนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ตระกูลของฮองเฮาถูกลดอำนาจ คนของนางในราชสำนักถูกโยกย้ายออกไปแทบหมด อำนาจที่เคยแผ่คลุมวังหลังเริ่มมีรอยร้าวและรอยร้าวนั้นคือโอกาสตำหนักฝั่งตะวันตกสนมเจียงลูบท้องของตนเองเบา ๆ แววตาเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน“น้องซุนเจ้ายังคิดจะรออีกหรือ องค์ชายใหญ่ฟื้นแล้ว ฮ่องเต้ก็ยิ่งโปรดปรานเขา หากปล่อยไว้…พวกเราจะไม่มีวันได้โอกาสอีก”สนมเจียงนางเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มรอยยิ้มนั้น…แฝงด้วยความดูแคลนเอาไว้ในแววตา นางลูบท
เปาหยวนเฟิงโน้มตัวลงจุมพิตนางอย่างไม่อาจหักห้าม ริมฝีปากของเขาร้อนและหนักแน่น ราวกับคำสัตย์ที่เพิ่งเอ่ยไปเมื่อครู่เยี่ยหลันสะดุ้งเล็กน้อยในตอนแรก แต่ไม่นานนางก็ยกมือขึ้นจับแขนเสื้อของเขาไว้แน่น ลมหายใจของทั้งสองค่อยๆ ประสานกันเปาหยวนเฟิงค่อยๆ ผละออกเล็กน้อยสายตาคมของเขามองนางลึกลงไป “หลันเอ๋อร์…”เยี่ยหลันยิ้มบางแก้มของนางแดงระเรื่อจากความใกล้ชิด“ท่านพี่…ไม่ไปดื่มกับแขกแล้วหรือเจ้าคะ”เปาหยวนเฟิงหัวเราะเบาๆ “คืนนี้ต่อให้ฝ่าบาทเรียกข้าก็ไม่ไป”คำพูดตรงไปตรงมาของเขาทำให้เยี่ยหลันอดหัวเราะไม่ได้ แต่เสียงหัวเราะนั้นค่อยๆ เงียบลงเมื่อเขาเอื้อมมือมาลูบผมของนางอย่างแผ่วเบา เขาค่อยๆ ถอดปิ่นทองออกจากมวยผมของนาง เส้นผมยาวดำสลวยจึงคลี่ลงมาบนบ่าขาวเปาหยวนเฟิงอุ้มนางขึ้นอย่างง่ายดาย ก้าวเท้ายาวเพียงก้าวเดียวก็มาถึงเตียงที่ถูกประดับประดาด้วยผ้าแพร ดอกไม้สีแดงอันเป็นมงคลหลังม่านแพรสีชาด แสงไฟสลัวอาบไล้ไปทั่วห้องหอ กลิ่นสุรามงคลและกำยานหอมอ่อนๆ ลอยอยู่ในอากาศเปาหยวนเฟิงประคองเยี่ยหลันอย่างทะนุถนอม เพราะสำหรับเขาแล้วนางเป็นสิ่งล้ำค่าที่เขาไม่กล้าใช้แรงมากเกินไป มือใหญ่ของเขารองรับแผ่นหลังของนางไ
ขบวนเจ้าสาวออกจากจวนฉินตั้งแต่สายแต่กว่าจะเดินทางถึงจวนแม่ทัพเปา กลับใช้เวลานานกว่าที่หลายคนคาดคิด สาเหตุไม่ใช่เพราะระยะทางไกล แต่เพราะขบวนสินสอดที่ยาวเหยียดหีบแดงถูกหามต่อกันเป็นแถว ทหารและบ่าวรับใช้เดินเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ ผ้าแพรแดงที่คลุมหีบสะท้อนแสงแดดเป็นประกาย ผู้คนสองข้างทางพากันมุงดูอย่างตื่นเต้น บางคนถึงกับนั่งลงริมถนนแล้วเริ่มนับหีบสินสอดทีละใบเสียงคุยกันดังเป็นระยะ“สิบห้า…สิบหก…สิบเจ็ด…”“ยังไม่หมดอีกหรือ”“นี่มันขบวนสินสอดหรือกองทัพกันแน่”ในที่สุดชายชราคนหนึ่งที่นั่งนับมาตลอดก็พูดขึ้นอย่างตกตะลึง“หนึ่งร้อย…เจ็ด…หนึ่งร้อยแปด!”เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที“หนึ่งร้อยแปดหีบ!”เสียงซุบซิบยังไม่ทันเงียบขบวนเกี้ยวเจ้าสาวก็เดินทางมาถึงหน้าประตูจวนแม่ทัพประตูใหญ่ถูกเปิดกว้าง โคมแดงนับร้อยแขวนเรียงรายตามกำแพง ผ้าแพรแดงปูยาวไปถึงลานพิธีด้านในทันทีที่เกี้ยวหยุดลงเปาหยวนเฟิงก็กระโดดลงจากหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว เขาเดินตรงไปที่เกี้ยวโดยไม่รอให้ใครนำทางมือใหญ่เปิดม่านเกี้ยวออก ก่อนจะยื่นมือเข้าไปหาเจ้าสาว แต่คราวนี้เขาไม่ได้เพียงช่วยพยุง เขาอุ้มเยี่ยหลันขึ้นมาด้วยตนเองเสียงอุทานดังขึ
เช้าวันพิธีมงคลของแม่ทัพใหญ่กับฮูหยิน เมืองหลวงเต็มไปด้วยบรรยากาศครึกครื้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง แต่สถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่านที่สุดไม่ได้มีเพียงจวนแม่ทัพ ยังมีจวนเก่าตระกูลฉินที่เพิ่งได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ไม่นานวันนี้เยี่ยหลันไม่ได้แต่งตัวที่จวนแม่ทัพ นางกลับมายังจวนตระกูลฉินเพื่อเตรียมตัวเป็นเจ้าสาว เพราะตั้งแต่วินาทีที่ฮ่องเต้คืนบรรดาศักดิ์ให้ตระกูลฉิน นางก็ไม่ใช่เพียงฮูหยินของแม่ทัพใหญ่เท่านั้น แต่ยังเป็นผู้สืบทอดตระกูลฉินเพียงคนเดียว การแต่งงานครั้งนี้จึงต้องให้เจ้าบ่าวยกขบวนมารับเจ้าสาวจากจวนฉินอย่างถูกต้องตามประเพณีภายในเรือนหลักผ้าแพรแดงถูกแขวนเรียงราย โคมแดงสว่างไสวไปทั่วลาน สาวใช้และแม่นมเดินขวักไขว่เตรียมงานกันตั้งแต่เช้ามืดเยี่ยหลันนั่งอยู่หน้ากระจกทองแดงชุดเจ้าสาวสีแดงเข้มปักลายหงส์ทองวางอยู่บนตัวนางช่างสง่างามยิ่ง ผมยาวถูกเกล้าอย่างประณีต มงกุฎหงส์ประดับไข่มุกและหยกถูกวางลงบนศีรษะอย่างระมัดระวังเสี่ยวหลิวยืนอยู่ข้างๆ มองภาพนั้นตาเป็นประกาย“อาจารย์เจ้าคะ วันนี้ท่านงดงามจนข้าแทบจำไม่ได้แล้ว”เยี่ยหลันหัวเราะเบาๆ “พูดเกินไปแล้ว”“ไม่เกินเลยเจ้าค่ะ!” เสี่ยวหลิวรีบพูด “ข้







