Masuk……ลุงจางกุมหน้าอก ชี้หน้าฉัน “แก... แก...”สิ้นเสียง “พรวด” เขาก็หายใจไม่ทัน แล้วหมดสติไปทันทีลุงจางถูกส่งตัวเข้าห้องไอซียูอย่างเร่งด่วนหมอบอกว่าเขามีเลือดออกในสมองเฉียบพลัน อาการอยู่ในขั้นวิกฤต ต้องผ่าตัดด่วน และยังต้องพักรักษาตัวในห้องผู้ป่วยหนักค่ามัดจำล่วงหน้า ห้าแสนบาทค่าผ่าตัดและค่ารักษาต่อเนื่อง อย่างน้อยหนึ่งล้านห้าแสนบาทพอพี่สาวได้ยินตัวเลขนี้ก็ตกใจจนทำโทรศัพท์ตก หันหลังวิ่งหนีไป อ้างว่าจะกลับไปเอาบัตรประกันสุขภาพ แต่ผลคือหายหน้าไปถึงสามวันจางจื่อหานยังเรียนอยู่ชั้นอนุบาล ได้แต่ร้องไห้งอแงจะกินเคเอฟซีโถงทางเดินในโรงพยาบาลเหลือเพียงแม่คนเดียว เธอจับแขนเสื้อฉันไว้ด้วยความลนลาน คุกเข่าลงกับพื้นแล้วโขกศีรษะให้ฉัน“เมิ่งเมิ่ง! แม่ขอร้องล่ะ! แกมีเงิน ช่วยพ่อแกหน่อยเถอะ! ยังไงเขาก็เป็นรักแรกของแม่ เป็นพ่อของแกนะ แถมเขายังเป็นเสาหลักของครอบครัว ถ้าเขาไม่อยู่ แล้วแม่กับน้องชายแท้ ๆ ของแกจะอยู่กันยังไง?”ฉันมองดูผู้หญิงที่กำลังทำตัวต่ำต้อยอยู่ตรงหน้าหลายสิบปีที่ผ่านมา เพื่อเอาใจรักแรกในวัยเยาว์ของตัวเอง เอาใจลูกสาวของรักแรกในวัยเยาว์ เธอถึงกับยอมลดทอนคุณค่าของตัวเอง
“แม่รู้ว่าเมื่อก่อนทำผิดต่อแก แต่ในโลกนี้ไม่มีพ่อแม่คนไหนที่ไม่หวังดีหรอก ตอนนี้แกหาเงินได้แล้ว ช่วย... ช่วยให้แม่ยืมสักสองแสนห้าหมื่นบาทได้ไหม? แม่จะเขียนสัญญากู้ยืมให้! คิดดอกเบี้ยมาได้เลย!”เมื่อได้ยินคำว่า “สัญญากู้ยืม” ฉันก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา“แม่ ลืมไปแล้วเหรอคะ? บ้านเราใช้ระบบหารจ่ายนะคะ”“ว่าไงนะ?”“ในเมื่อเป็นระบบหารจ่าย งั้นเราก็ต้องทำตามกฎของตลาด”ฉันส่งยิ้มให้กับภาพสะท้อนอันงดงามและทะมัดทะแมงของตัวเองบนกระจกหน้าต่าง แล้วเริ่มคิดเล็กคิดน้อยกับทุกสรรพสิ่งอีกครั้ง“ตอนนี้ฉันเป็นกลุ่มคนที่มีความมั่งคั่งสูง เงินของฉันจะลงทุนเฉพาะในสินทรัพย์คุณภาพดีเท่านั้น ส่วนพวกคุณ...”ฉันหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเน้นทีละคำ“พวกคุณคือสินทรัพย์ติดลบ ความเสี่ยงสูงเกินไป ฉันไม่ลงทุนด้วย”พูดจบ ฉันก็วางสายไปพร้อมกับบล็อกเบอร์ของแม่หน้าจอโทรศัพท์ดับลง สะท้อนให้เห็นใบหน้าอันเย็นชาของฉันลุงจางกับแม่พบว่าไม้อ่อนใช้ไม่ได้ผล จึงเปลี่ยนมาใช้ไม้แข็งทันทีครึ่งเดือนต่อมา ฉันได้รับหมายศาลลุงจางกับแม่ฟ้องร้องฉันโดยเรียกร้องให้ฉันจ่ายค่าเลี้ยงดูเดือนละหนึ่งหมื่นบาทไม่เพียงแค
ตอนที่ฉันเดินผ่านแม่น้ำตาของแม่ร่วงหล่นราวกับไข่มุกขาดสาย“เมิ่งเมิ่ง...” เธอพยายามเอื้อมมือมาดึงชายเสื้อฉัน “แกอย่าไปเลยนะ ถ้าแกไปแล้วแม่จะทำยังไง? แม่ยังตั้งท้องน้องชายแท้ ๆ ของแกอยู่นะ...”ฉันหยุดฝีเท้าลงทว่าไม่ได้หันกลับไปมองแม่อีก“แม่คะ” ฉันเรียกเบา ๆ“นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่หนูเรียกคุณว่าแม่”พูดจบ ฉันก็ปัดมือเธอออกอย่างแผ่วเบาประตูใหญ่ปิดลงเสียงดัง “ปัง”ชั่วพริบตานั้นฉันได้ยินเสียงขว้างปาข้าวของด้วยความโมโหเดือดดาลดังมาจากด้านหลังแต่ฉันก็ไม่ได้หันหลังกลับไปอีกแสงแดดด้านนอกช่างสว่างจ้าเหลือเกินจ้าเสียจนน้ำตาของฉันไหลพรากนี่คือหยาดน้ำตาหยดสุดท้ายที่ฉันจะหลั่งให้กับบ้านหลังนี้นับจากนี้เป็นต้นไป เงินทุกบาททุกสตางค์และความพยายามทุกหยาดเหงื่อ จะเป็นของฉันแต่เพียงผู้เดียวตลอดสี่ปีในรั้วมหาวิทยาลัยฉันต้องหาเงินมาเลี้ยงดูตัวเองฉันใช้ชีวิตราวกับเครื่องจักรหาเงินที่ไม่มีวันหยุดพักเมื่อหลุดพ้นจากการสูบเลือดสูบเนื้อของครอบครัวเดิมแล้ว ฉันก็พบว่าการหาเงินนั้นไม่ได้ยากเย็นอะไรเลยช่วงปีหนึ่ง ฉันอาศัยบารมีจากการสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้อันดับท็อปห้าสิบของมณฑล รับ
ฉันพยักหน้าอย่างสงบนิ่ง “ค่ะ”หลังจากนั้น ทั้งสองคนก็ไม่มีอะไรจะพูดกันอีกวินาทีที่หันหลังเดินออกจากบ้าน ฉันลูบคลำบัตรประจำตัวผู้เข้าสอบในกระเป๋าเสื้อครึ่งเดือนต่อมา ผลสอบก็ประกาศออกมาฉันได้ 685 คะแนน ติดอันดับท็อปห้าสิบของมณฑลพี่สาวได้ 280 คะแนน แม้แต่เกณฑ์ขั้นต่ำของระดับอนุปริญญาก็ยังไม่ถึงวันที่ตรวจสอบคะแนนบรรยากาศภายในบ้านอึมครึมจนชวนให้รู้สึกอึดอัดแทบขาดใจพ่อจ้องมองคะแนนของพี่สาวที่ทิ่มแทงสายตาบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ แววตายิ่งมายิ่งดูมืดมน“เป็นไปไม่ได้! ครูคนตรวจข้อสอบต้องทำผิดพลาดแน่ ๆ!”ทว่าแม่กลับมีปฏิกิริยารุนแรงยิ่งกว่าพ่อ เธอแผดเสียงกรีดร้องขึ้นมา“ลูกรักออกจะฉลาดขนาดนั้น เป็นไปได้ยังไงที่จะสอบได้คะแนนแค่นี้?”“เมิ่งเมิ่ง... ปกติเมิ่งเมิ่งไม่ค่อยพูดค่อยจา จะสอบได้คะแนนสูงขนาดนี้ได้ยังไง? แอบ... แอบโกงข้อสอบหรือเปล่า?” แม่ตวัดสายตาที่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัยมามองฉันพ่อ แม่ ไม่มีใครในบ้านสักคนที่ใส่ใจฉัน ดังนั้นจึงไม่มีใครรู้ว่าฉันสอบได้ที่หนึ่งของระดับชั้นที่โรงเรียนฉันมองกลับไปยังสายตาที่เต็มไปด้วยความแคลงใจของแม่เปลวไฟแห่งความผูกพันสายใยครอบครัวสาย
เพราะฉันไม่เคยขัดใจพ่อกับแม่ และไม่เคยใช้น้ำเสียงเย็นชากับพวกเขาเลยในวินาทีนั้น แม่จึงรู้สึกว่าฉันเป็นคนแปลกหน้า“เมิ่งเมิ่ง ฉันเป็นแม่แกนะ! แม่กำลังท้องกำลังไส้ ให้แกช่วยนวดขาแค่นี้ แกกำลังพูดอะไรของแกน่ะ?”“แม่ลูกสายเลือดเดียวกันก็ต้องคิดเงินให้ชัดเจน แม่ไม่มีสิทธิพิเศษความเป็นแม่สำหรับหนู นี่คือสิ่งที่พ่อกับแม่สอนหนูเอง”ฉันเริ่มเลียนแบบท่าทีที่พ่อกับแม่เคยทำ โดยการคิดเล็กคิดน้อยกับทุกสิ่งทุกอย่างทุกสิ่งทุกอย่างสามารถตีค่าออกมาเป็นตัวเงินได้“รินน้ำ มีค่าบริการห้าสิบบาท นวดขาสิบห้านาที ราคาเริ่มต้นสองร้อยห้าสิบบาท เนื่องจากเป็นช่วงกลางคืน ต้องจ่ายทิปอีกร้อยห้าสิบบาท รวมทั้งหมดสี่ร้อยห้าสิบบาท”แม่โกรธจัดจนคว้าหมอนปาใส่ฉันฉันเบี่ยงตัวหลบหมอนใบนั้นอย่างเย็นชา หมอนจึงร่วงลงไปบนพื้น“แน่นอนว่าถ้าแม่จะให้หนูเก็บหมอนคืนให้ ต้องจ่ายเพิ่มอีกยี่สิบห้าบาท”ฉันจดบัญชีเพิ่มไปอีกรายการด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่มีอีกแล้วการตอบสนองทุกความต้องการของแม่เหมือนตอนเด็ก ๆ“แม่เลือกที่จะไม่รับบริการก็ได้นะคะ ยังไงคนที่เจ็บก็คือแม่ คนที่ทรมานก็คือสายเลือดแท้ ๆ ของพ่อที่อยู่ในท้องของแม่”พูดจบ
“พ่อกับแม่ปรึกษากันแล้ว มุมตรงระเบียงนั่นเดี๋ยวจะกั้นไว้ แล้วเอาเตียงพับไปวางให้แกนอน”ระเบียงงั้นเหรอ?นั่นมันที่ที่ลมพัดโกรกในหน้าหนาวและแดดเปรี้ยงในหน้าร้อน แถมยังไม่มีอะไรบังเลยสักนิดเมื่อเห็นฉันร้องไห้โวยวาย พ่อกับแม่ก็ยังคงมีท่าทีแข็งกร้าว ทุกคำพูดล้วนบีบบังคับให้ฉันรู้จักความ น้ำเสียงนั้นเด็ดขาดจนไม่อาจโต้แย้งได้“เดิมทีพอมีสมาชิกใหม่ ค่าใช้จ่ายในบ้านก็ต้องรัดเข็มขัด เมิ่งเมิ่ง ตอนนี้แกก็ใกล้จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยเสร็จแล้ว มีความสามารถพอที่จะไปทำงานหาเงินเหมือนผู้ใหญ่ได้แล้วนะ”“หลังจากสอบเข้ามหาวิทยาลัยปีหน้าเสร็จ ขอให้แกสละสิทธิ์เรียนต่อ แล้วออกไปทำงานหาเงินมาใช้หนี้ให้พ่อกับแม่ซะ!”ไม่ได้นะ!ฉันต้องเรียนต่อ!คุณครูบอกไว้ว่า การเรียนคือทางรอดเดียวของฉันฉันพยายามโต้แย้งอย่างมีเหตุผลแต่กลับถูกแม่ตบหน้าด้วยความโมโหพ่อกับแม่หยิบสมุดบัญชีปกดำพร้อมกับปึกสัญญาเงินกู้ที่มีลายเซ็นของฉันโยนลงตรงหน้าฉัน“ทำความเข้าใจซะใหม่นะ แกไม่ใช่สายเลือดแท้ ๆ ของพ่อ ครอบครัวเราไม่มีหน้าที่ต้องเลี้ยงดูส่งเสียแกจนโต โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่เราใช้ระบบแชร์มาตั้งหลายปี แกไม่รู้ตัวเลยหรือไงว่า