~ ระเริงรักมาเฟียร้าย ~
.
.
.
แสงไฟริมทางที่สาดส่องพอให้มองเห็นทำให้เด็กสาวต้องเร่งฝีเท้าเพื่อที่จะเดินให้ถึงบ้านโดยเร็ว ละแวกบ้านที่เธออยู่อาศัยมีแต่อาคารพาณิชย์ที่ถูกทิ้งร้าง เป็นแหล่งมั่วสุมของคนเร่ร่อน อยากจะย้ายหนีแต่เธอก็ยังไม่มีเงินมากพอถึงขนาดนั้น เพราะแม่เป็นแค่ช่างตัดเสื้อและตัวเธอเองก็ยังเรียนอยู่
"กลับมาแล้วหรือวะอีปัด ไปเรียนหรือไปหาผู้ชาย กลับมาเสียค่ำมืด "
หญิงวัยกลางคนซึ่งสวมเพียงยกทรงและผ้าถุงลายดอกเอ่ยปากทัก 'ป้าหม่อน' เป็นพี่สาวของพ่อ เป็นป้าที่ไม่เคยคิดว่าเธอเป็นหลาน ตั้งแต่จำความได้ ป้าของเธอพูดกรอกหูเธอทุกวันว่าเธอเป็นลูกติดท้องแม่มา
"ปัดไปทำงานพาร์ทไทม์มา ไม่ได้ไปหาผู้ชายเหมือนที่ป้าบอก"
"หนอย! ยังจะมาเถียงกู ปีกกล้าขาแข็งแล้วสินะ "
"ปัดแค่พูดความจริง"
เพล๊ง!....
"โอ๊ย! อะไรเนี่ยป้า"
ทอปัดยกมือขึ้นลูบแขนป้อยๆ เธอแค่พูดความจริงแต่ป้ากลับหยิบชามเคว้งใส่เธอทั้งที่ตอนนี้เธอน่าจะถามมากกว่าว่าดึกป่านนี้แล้วป้าจะมาทำไม
"แล้วป้ามาทำไม มาหาพ่อหรือ ไม่อยู่หรอก คงไปเมาที่ไหนสักที่"
"กูมาหามึงต่างหาก ปล่อยให้กูนั่งรอเป็นชั่วโมง ร้อนก็ร้อน ยุงก็เยอะ"
"แล้วป้ามีอะไรกับปัด"
คนเป็นป้าลุกขึ้น ใช้ฝ่ามือปัดตามเนื้อตัวที่มีเพียงไขมันพลางเดินเข้ามาหาหลาน เด็กสาวขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ เพราะรู้ว่าเรื่องที่ป้าอดทนนั่งรอเธอคงจะไม่ใช่เรื่องดี
"มึงพอจะมีเงินให้กูยืมบ้างไหม สักร้อยสองร้อย ตอนนี้กูไม่มีเงินซื้อกับข้าว ลุงมึงก็ยังไม่กลับ "
"ปัดจะมีเงินได้อย่างไงล่ะป้า ถึงมีปัดก็ต้องเก็บไว้เรียน ยิ่งตอนนี้แม่ไม่ค่อยสบายด้วย"
"เอามาก่อนเถอะน่า..... แม่มึงน่ะสำออย ลูกผู้ดีก็อย่างนี้ ลำบากลำบนไม่ได้"
เป็นอีกครั้งที่ทอปัดได้ยินคำว่าผู้ดีมาจากปากของคนเป็นป้า ดูเหมือนญาติของพ่อจะตั้งแง่รังเกียจแม่ของเธอ แต่กลับหน้าด้านมาขอยืมเงินเธอหน้าตาเฉย ทั้งที่มือเท้าก็มี
"แต่ปัดไม่มี เงินปัดยังไม่ออก"
"มึงมี แต่แม่มึงสั่งว่าไม่ให้กูใช่ไหมล่ะ"
"ไม่เกี่ยวกับแม่สักหน่อย ปัดไม่มีจริงๆ"
"กูไม่เชื่อ.... เจ้าข้าเอ้ย มึงมาดูคนอกตัญญู คนลืมบุญคุณคน หน้าตามันเป็นอย่างนี้นะ มันสองแม่ลูกหนีร้อนมาพึ่งเย็น กูให้ที่ซุกหัวนอนแต่พวกมันไม่สำนึก"
"พอเถอะป้า เอาไป! ปัดมีแค่ร้อยเดียว"
ป้าหม่อนกระชากแบงค์สีแดงไปจากมือของเธอแล้วสะบัดก้นเดินหายไปทางบ้านของตัวเอง ทอปัดถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย ทำไมเธอจะต้องมาเจอกับสังคมอย่างนี้ ทั้งที่ควรจะทำใจได้ตั้งนานแล้ว แต่ยิ่งโตเธอยิ่งอยากจะหนี
.
.
.
เซฟเฮ้าส์หรูหราซึ่งตั้งอยู่ในมหานครนิวยอร์กเป็นสถานที่พักผ่อนของชายหนุ่มนักธุรกิจพันล้านซึ่งใครๆ ต่างก็รู้จักเขาในฐานะเจ้าของโรงแรมและโชว์รูมรถนำเข้าที่ตั้งขึ้นมาเพื่อบังหน้าธุรกิจสีเทาบางอย่าง 'ภาธร' เป็นเจ้าของธุรกิจพวกนั้น ตำแหน่งของเขาคือท่านประธาน แต่เบื้องหลังเขาคือมาเฟียผู้ไม่เคยเกรงกลัวใคร เขาไม่ใช่ไฮโซและไม่ได้มาจากตระกูลผู้ดีเก่า ประวัติของภาธรมีเพียงคนสนิทเท่านั้นที่รู้
เครื่องหน้าที่หล่อเหลารับกับสรีระร่างกายที่สูงใหญ่กำยำสมชายชาตรี เขามีแววตาที่ลุ่มลึกชวนฝัน แต่ในขณะเดียวกันนัยน์ตาสีเข้มนั้นก็แฝงความโหดเหี้ยมเย็นชา เขามีลูกน้องมากมายที่พร้อมยอมตายเพื่อให้ได้ซึ่งคำชมเชยและการอุปการะครอบครัวไปจนรุ่นเหลนถ้าหากต้องตายในหน้าที่ซึ่งเขามอบหมาย
"คุณแทคครับ อาหารพร้อมแล้ว จะให้เสิร์ฟเลยไหมครับ"
ชายหนุ่มเอี้ยวใบหน้าซึ่งกำลังทอดสายตามองวิวของมหานครนิวยอร์กกลับมายังลูกน้องคนสนิท ฝ่ามือหนาโคลงแก้วไวน์ไปมาพลางยกขึ้นดื่ม รสชาติหวานละมุนติดปลายลิ้นไม่นานก็ขมปร่าคล้ายกับชีวิตของเขาที่เหมือนโรยด้วยกลีบกุหลาบหากแต่มันกลับไม่ได้มีแค่กลีบดอกที่สวยงามเพราะกุหลาบเหล่านั้นได้ซ่อนหนามที่แหลมคมเอาไว้ เมื่อใดที่เขาพลั้งเผลอ หนามเหล่านั้นมันก็ทิ่มตำให้ได้เลือด
"อาหารพร้อมแล้วครับ"
"อืม"
ส่วนสูงร้อยเก้าสิบหยัดตัวลุกขึ้น แขนเสื้อถูกพับขึ้นถึงศอก เขายังอยู่ในชุดสบายๆ เพราะเพิ่งกลับมาจากงานเปิดตัวโรงแรมระดับห้าดาวของเพื่อน เขากว้านซื้อความสุขด้วยเงินที่หามาได้จากธุรกิจสีเทา โรงแรมและโชว์รูมรถหรูล้วนมาจากการปล่อยเงินกู้และบ่อนการพนัน ในยุคที่เศรษฐกิจฝืดเคืองเช่นนี้เขาจึงอาศัยช่องทางทำมาหากินเล็กๆ น้อยๆ ก็เท่านั้น
ร่างสูงใหญ่ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ อาหารที่งานเลี้ยงเมื่อครู่ไม่ได้ตกถึงกระเพาะเขาจึงต้องกลับมากินที่เซฟเฮ้าส์ส่วนตัว คนสนิทสั่งอาหารจากโรงแรมชื่อดังมาให้เจ้านาย ข้างกายของภาธรมีเพียง 'ขจร' ซึ่งเป็นเสมือนน้องชายและคนสนิท ชีวิตของเขาคลุกคลีอยู่กับธุรกิจสีเทา การพนัน เงิน และคู่แข่ง
ภาธรเหลือบตามองคนสนิทซึ่งยืนหลบมุมอยู่ข้างประตู เขาวางแก้วไวน์ลงแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้ม
"มากินด้วยกันสิ"
เมื่อคนสนิทได้ยินจึงได้แต่น้อมศีรษะอย่างถ่อมตน ขจรวางตัวเป็นเพียงสุนัขรับใช้คนหนึ่งของภาธรเท่านั้น เขาไม่อาจเอื้อมทำตัวเสมอเจ้านายที่ให้ที่อยู่ที่กิน
"เชิญคุณแทคเลยครับ ผมยังไม่หิว"
ภาธรพยักหน้าช้าๆ ชายหนุ่มพิงแผ่นหลังกว้างกับพนัก ริมฝีปากหยักขยับลิ้มรสชาติของสเต็กเนื้อนุ่มกับไวน์แดง เขาละเลียดชิมไวน์หลังจากมื้ออาหาร เนื่องจากธุรกิจของเขาที่ต้องพบปะกับชนชั้นไฮโซ การลองลิ้มชิมอาหารเลิศหรูจึงอยู่ในสิ่งที่เขาควรทำทั้งที่ไม่ชอบ
เมื่อเสร็จจากมื้ออาหาร ชายหนุ่มเจ้าของร่างสูงใหญ่จึงออกมานั่งชมบรรยากาศของมหานครที่ผู้คนไม่เคยหลับใหล ทั้งที่ปกติเวลาผ่อนคลายเช่นนี้เขาควรจะมีสาวสวยข้างกาย แต่ค่ำคืนนี้เขากลับอยากอยู่คนเดียวมากกว่า
×---------------------------×