INICIAR SESIÓNซูเปอร์คาร์ราคาแพงคันสีดำเงาวับออกตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ตามมาด้วยเสียงเครื่องยนต์ที่ดังก้องไปทั่วถนนยามเช้าที่เริ่มจอแจและเต็มไปด้วยความคึกคักของผู้คนที่ใช้ชีวิตในเมือง วันนี้หมอกค่อนข้างอารมณ์ดีมากเป็นพิเศษ บนใบหน้าของเขาปรากฏรอยยิ้มจาง ๆ อยู่ตลอดเวลา ริมฝีปากหยักได้รูปเผยอขึ้นเล็กน้อย พลางร้องเพลงคลอเบา ๆ ไปกับเพลงรักจังหวะสนุกสนานที่เขาเปิดอยู่ ราวกับต้องการประกาศความสุขของตัวเองให้โลกรู้
เมื่อจุดมุ่งหมายที่เขากำลังจะไปถึงในอีกไม่ถึงห้านาทีนี้ มันก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกอยากร้องเพลงรักสักเพลงให้ดังกว่านี้ เพื่อระบายความรู้สึกเบิกบานใจและตื่นเต้นที่อัดแน่นอยู่ภายในอกออกมา ต่อให้การจราจรในย่านนี้จะค่อนข้างติดขัดจนชวนให้เขาหงุดหงิดมากก็ตาม ปกติแล้วถนนเส้นนี้ก็มักจะหนาแน่นไปด้วยรถยนต์ช่วงเวลาเร่งด่วนเสมอ เพราะหลังย่านนี้เป็นที่ตั้งของบริษัทชั้นนำหลายแห่ง รวมถึงตึกสูงระฟ้าอันเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของ Captivating W Enticing Co.,Ltd. ธุรกิจใหญ่ของครอบครัวเขา แถมยังเป็นที่ตั้งของโรงเรียนคอนแวนต์ชื่อดังอีกด้วย
ถึงแม้จะเป็นเส้นทางที่เขาต้องผ่านเป็นประจำ แต่ครั้งนี้หมอกกลับไม่ได้รู้สึกอารมณ์เสียเหมือนอย่างเคยแล้ว กลับกัน เขากลับรู้สึกเหมือนเวลากำลังเดินช้าเกินไปเสียด้วยซ้ำ เดิมทีหมอกก็มักจะหงุดหงิดง่ายทุกครั้ง เวลาที่ต้องมาเผชิญกับปัญหารถติดในกรุงเทพฯ แบบนี้ เนื่องจากมันทำให้เขาต้องเสียเวลาโดยใช่เหตุ ทั้งต้องเลื่อนนัดสำคัญ หรือไปถึงจุดหมายช้ากว่าที่กำหนดไว้ในตารางเวลาของเขา
แต่ในวันนี้ มันกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะจุดหมายปลายทางที่เขากำลังจะไปถึง ทำให้ปัญหารถติดไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออารมณ์ของเขาอีกต่อไป หนำซ้ำมันยังทำให้เขามีเวลาที่จะจินตนาการถึงภาพที่จะได้พบเจอใบหน้าของใครบางคนอีกด้วย
ไม่ได้เจอหน้ากันตั้งหลายปี เธอจะเปลี่ยนไปแค่ไหนกันนะ?
จะยังน่ารักเหมือนเดิมหรือน่ารักมากกว่าเดิมหรือเปล่า?
แล้ว…จะยังจำเราได้ไหม?
คำถามเหล่านี้ผุดขึ้นมาในหัวของหมอกซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเขาก็ยิ้มให้กับความคิดเหล่านั้นอย่างไม่อาจห้ามได้ เพราะเพียงแค่นึกถึงใบหน้าของคนในความทรงจำ ซึ่งผู้หญิงคนเดียวที่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เขาต้องรีบหน้าตั้งมาหาเธอทันทีที่กลับมาถึงไทยแบบนี้
ใช้เวลานานเกือบชั่วโมง ในที่สุดรถของเขาก็ขับมาถึงร้านขนมที่มีชื่อร้านที่ทำให้เขายิ้มกว้างขึ้นไปอีก ‘Time To Love - ถึงเวลาที่จะรัก’ หมอกยกยิ้มเล็กน้อย เพราะแค่อ่านชื่อร้านก็รู้สึกเหมือนเจ้าของร้านจะกำลังสื่ออะไรบางอย่างถึงเขา
Time To Love Bakery & Café เป็นชื่อร้านที่ดูอ่อนหวานและอบอุ่นมาก ร้านนี้ตั้งอยู่บริเวณหัวมุมถนน ตัวร้านตกแต่งในสไตล์มินิมอลผสมผสานกับสไตล์วินเทจ โดยเลือกใช้โทนสีอบอุ่นอย่างสีครีมและสีน้ำตาลธรรมชาติ มีกระจกบานใหญ่รอบด้าน ทำให้แสงแดดส่องผ่านเข้ามาได้มุมที่ตกกระทบอย่างสวยงามพอดิบพอดี
ร้านขนมแห่งนี้มีบรรยากาศดีเยี่ยมมาก เพราะมีมุมให้ได้เลือกนั่งลิ้มรสกาแฟหอมกรุ่นและเค้กหลากหลายรสชาติ ไม่ว่าจะเป็นมุมสงบ ๆ ริมหน้าต่างที่มองเห็นสวนเล็ก ๆ เขียวชอุ่มที่จัดแต่งไว้ หรือมุมโซฟาแสนสบายที่เหมาะกับการนั่งอ่านหนังสือเล่มโปรดเพลิน ๆ อีกทั้งเครื่องดื่มและขนมทุกชิ้นของที่นี่ก็เป็นแบบโฮมเมดทั้งหมด ทุกอย่างทำด้วยใจ ใส่ใจในทุกรายละเอียดตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบไปจนถึงขั้นตอนการอบ ทำให้รสชาติมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่หาทานที่อื่นไม่ได้แล้ว
นอกจากนี้ ร้านยังมีบริการรับสั่งทำเค้กในโอกาสพิเศษต่าง ๆ เช่น วันเกิด งานแต่ง หรือวันครบรอบ และยังมีเมนูอาหารคาวมากมายให้ได้เลือกทาน สำหรับผู้ที่ต้องการอิ่มท้องก่อนจะลิ้มรสของหวานอีกด้วย
ทันทีที่หมอกคิดว่ากำลังจะได้เจอคนที่เขารอคอยมาตลอดหลายปีในอีกไม่กี่วินาทีต่อจากนี้ ความรู้สึกดีใจก็โลดแล่นเข้ามาในหัวจนเนื้อเต้น เขารู้สึกเหมือนหัวใจกำลังเต้นโครมครามอยู่ในอกอย่างบ้าคลั่ง และเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัวด้วยความตื่นเต้นที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
“ใจเย็นไอ้หมอก ใจเย็นไว้ตัวเรา”
เมื่อเลี้ยวเข้าไปใช้บริการในลานกว้างของโครงการซึ่งมีให้เช่าที่จอดรถชั่วคราวเสร็จเรียบร้อย หมอกที่แต่งกายอย่างภูมิฐานเพราะพอเสร็จธุระจากที่นี่แล้วก็จะต้องเข้าบริษัทต่อ ก็รีบก้าวเท้าลงจากรถแล้วเดินย้อนกลับไปยังร้านขนมที่ไม่สามารถจอดรถหน้าร้านได้ เขาก้าวเดินอย่างกระฉับกระเฉงจนแทบจะวิ่งไปเลยด้วยซ้ำ ความรู้สึกที่อยากเจอเธอมันทำให้ทุกอย่างรอบตัวดูช้าไปหมด เหมือนเวลาช้าลงไปสิบเท่าด้วยซ้ำ
กรุ๊งกริ๊ง! กรุ๊งกริ๊ง!
เมื่อหมอกผลักประตูกระจกบานใสเข้าไปข้างใน เสียงกระดิ่งเล็ก ๆ ที่แขวนอยู่ด้านหน้าก็สั่นไหวบอกว่ามีลูกค้าใหม่เดินเข้ามาในร้าน ทุกสายตาต่างจับจ้องมองมาที่เขาด้วยความสนใจ เพราะรูปลักษณ์ที่ดูดีเกินกว่าจะเป็นแค่ลูกค้าธรรมดา ประกอบกับชุดสูทที่ดูภูมิฐานตามแบบนักธุรกิจหนุ่มไฟแรงก็ยิ่งดึงดูดสายตามากขึ้นไปอีก
“ยินดีต้อนรับค่า~ คุณลูกค้าต้องการรับอะไรดีคะ” พนักงานกล่าวทักทายเขาด้วยท่าทียิ้มแย้มและสุภาพ แต่ใบหน้าของเธอดูประหลาดใจเล็กน้อยที่เห็นชายหนุ่มรูปหล่อในชุดสูทเดินเข้ามาในร้านขนม แต่คำทักทายทั่ว ๆ ไปนั้นมันไม่ใช่สิ่งที่หมอกต้องให้ความสนใจแต่อย่างใด เพราะสิ่งที่เขากำลังมองหาอยู่ในเวลานี้ คือเจ้าของร้านต่างหาก
“คุณช่อแก้วอยู่ที่ไหนเหรอครับ ผมต้องการพบเธอครับ” หมอกพูดความต้องการของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา ทว่ายังไม่ทันสิ้นเสียง คนที่กำลังก้ม ๆ เงย ๆ ยืนเรียงขนมเข้าตู้อย่างตั้งอกตั้งใจอยู่ตรงมุมเคาน์เตอร์ และจัดวางเค้กช็อกโกแลตหน้านิ่มอย่างประณีต ก็รีบผละสายตาออกจากชั้นขนมตรงหน้าทันที เจ้าตัวตกใจไม่น้อยที่จู่ ๆ ก็ได้ยินว่าลูกค้าเรียกชื่อเต็มแบบนั้น และด้วยน้ำเสียงนั้นที่คุ้นเคยเหลือเกิน เธอจึงอดไม่ได้ที่จะต้องหันกลับมามอง
ทั้งสองคนบังเอิญสบตากันอย่างไม่ได้ตั้งใจ ราวกับถูกโชคชะตากำหนดให้เป็นเช่นนั้น และในวินาทีที่ทั้งคู่ต่างมองเห็นกันและกัน หมอกที่ดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่ก็ระบายยิ้มกว้างออกมาจนตาปิด
ช่อแก้ว เพื่อนในวัยเด็กของเขา เธอทั้งสวยและน่ารักมากขึ้นยิ่งกว่าที่เขาจินตนาการไว้เสียอีก ร่างกายของเธอดูผอมเพรียวขึ้น มีทรวดทรงที่ดูดี ใบหน้าเรียวรูปไข่ ดวงตากลมโตเป็นประกาย ผิวขาวผ่องราวกับน้ำนมเส้นผมสีน้ำตาลของเธอถูกรวบขึ้นอย่างไม่ตั้งใจมากนัก แต่กลับดูเป็นธรรมชาติและน่ามองจนเขาไม่อาจละสายตาไปได้ ทว่าแทนที่อีกฝ่ายจะแสดงท่าทีดีใจเหมือนกับเขา ช่อแก้วที่เห็นแล้วว่าเป็นใครที่ต้องการพบเธอกลับทำหน้าตกใจสุดขีด ทำราวกับเห็นผีเสียอย่างนั้น ใบหน้าของเธอซีดลงเล็กน้อยจนหมอกอดเป็นห่วงไม่ได้
“มะ หมอก...” เธอเอ่ยออกมาเสียงแผ่วคล้ายจะไม่อยากเชื่อว่าภาพเบื้องหน้าที่เธอกำลังเห็นอยู่ในตอนนี้มันเป็นความจริงไปได้ เธอกะพริบตาถี่ ๆ พยายามให้แน่ใจว่าเธอไม่ได้ฝันหรือตาฝาดไปเอง
“ไง ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”
“นะ นี่หมอกกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่” พอช่อแก้วตั้งสติได้ ก็ยิงคำถามมาให้หมอกทันที น้ำเสียงของเธอยังคงเต็มไปด้วยความประหลาดใจและงุนงงไม่หาย สาเหตุที่ทำให้เธอทั้งงงทั้งตกใจแบบนี้ ก็อาจจะเป็นเพราะเขาบินไปเรียนต่อที่อเมริกาตั้งแต่สมัยไฮสคูล และเขาก็เพิ่งได้กลับมาเหยียบที่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ตอนที่เขาเรียนจบปริญญาโทแล้วก็เป็นได้
นั่นจึงทำให้เธอไม่อยากเชื่อว่าเพื่อนในวัยเด็กที่หายหน้าหายตาไปนานนับสิบปีจะมายืนยิ้มแฉ่งอยู่ตรงหน้าเธอแบบนี้ โดยที่เธอไม่เคยรับรู้ข่าวคราวถึงการกลับมาของเขามาก่อนเลย
“เราเพิ่งกลับมาถึงไทยเมื่อเช้านี่เอง”
ครั้งนี้ช่อแก้วไม่ได้ตอบอะไร เธอยังคงยืนนิ่งเหมือนกำลังประมวลผลเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในหัว
“พอกลับมาถึง เราก็รีบมาที่นี่เลยนะ เพราะเรา...” ยังไม่ทันที่หมอกจะได้เริ่มบอกเหตุผลต่อหน้าพนักงานในร้านที่กำลังจ้องมองมาด้วยความอยากรู้อยากเห็นอย่างไม่ลดละ ทันใดนั้นรอยยิ้มของเขาก็ต้องเลือนหายไปจากใบหน้าอย่างกะทันหัน นัยน์ตาฉายแววไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัดเมื่อจู่ ๆ แขกที่ไม่ได้รับเชิญก็ปรากฏตัวขึ้นจากด้านหลังของช่อแก้ว
“นี่ใครเหรอช่อ” ชายร่างสูงโปร่งคนหนึ่งที่เคยยืนอยู่ตรงซิงค์ล้างจาน ซึ่งหมอกเข้าใจไปเองว่าเป็นหนึ่งในพนักงานของร้าน เอ่ยถามช่อแก้วด้วยท่าทีสนิทสนมเกินกว่าเพื่อนร่วมงานทั่วไปอย่างน่าสงสัย มือของเขาแตะเบา ๆ ที่ไหล่ของช่อแก้วอย่างเป็นกันเอง ทำเอานาทีนั้นหมอกต้องรีบเลื่อนสายตามองกลับไปยังช่อแก้วทันที เพราะเขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าผู้ชายคนนี้เป็นใคร และมีความเกี่ยวข้องอะไรกับเธอ
“เขาเป็น…เพื่อนของช่อเองค่ะ” ช่อแก้วให้คำตอบพร้อมส่งยิ้มหวานให้ผู้ชายที่ชื่อว่า เขต สุดเขต รอยยิ้มนั้นดูเป็นสนิทสนมกันจนหมอกรู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง และในวินาทีที่หมอกเห็นท่าทางเหล่านั้น รวมถึงรอยยิ้มที่ช่อแก้วส่งให้เขต เขาก็มีอาการชะงักค้างไปชั่วขณะหนึ่ง พลันความรู้สึกที่เขากลัวก็กำลังก่อตัวขึ้นในใจอย่างรวดเร็ว และมันกำลังถาโถมเข้าใส่เขาอย่างไม่ทันตั้งตัว
“ทำไมพี่ไม่เคยเห็นเพื่อนช่อคนนี้เลยล่ะ” เขตถามต่อด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่แสดงความเป็นเจ้าของอย่างชัดเจน ทำให้หมอกยิ่งรู้สึกไม่พอใจและเริ่มรู้สึกถึงความไม่สบายใจมากขึ้นไปอีก
“อ๋อ หมอกเพิ่งกลับมาจากอเมริกาน่ะค่ะ เอ้อ! หมอก! นี่พี่เขตนะ พี่เขตเป็น...”
“แฟนของช่อครับ” ขณะที่ช่อแก้วพยายามจะแนะนำทั้งสองให้รู้จักกัน เธอก็ไม่ทันได้พูดจบประโยค เพราะอยู่ดี ๆ เขตก็ชิงแนะนำตัวเองขึ้นมาอย่างเสียงดังฟังชัด ราวกับต้องการตอกย้ำให้หมอกได้รับรู้สถานะของเขาอย่างชัดเจน เหมือนต้องการจะตัดไฟแต่ต้นลม
ทันทีที่หมอกได้ยินคำพูดนั้น สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นเฉยชา รอยยิ้มที่เคยประดับอยู่บนใบหน้าหายไปอย่างสิ้นเชิงราวกับไม่เคยมีอยู่ เขาทั้งตกใจ เสียใจ และผิดหวังจนข้างในอกมันจุกแน่นไปหมด
“อ๋อ หึ! งี้นี่เอง…เข้าใจแล้วครับ ยินดีที่ได้รู้จักก็แล้วกัน” หมอกกลั้วหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ไม่รู้ทำไมเขาถึงรู้สึกน้อยใจช่อแก้วขึ้นมาดื้อ ๆ อย่างไม่มีเหตุผล ทั้งที่เธอไม่ได้ทำผิดอะไรเลย แต่เขากลับเจ็บปวดราวกับถูกทรยศหักหลังจนแทบมองหน้าเธอไม่ติด แผนดี ๆ ที่เขาวางไว้ทั้งหมดในวันนี้ มันพังทลายลงไปต่อหน้าต่อตาเขาแล้วเรียบร้อย
สุดสัปดาห์ต่อมาแสงยามเช้าของวันเสาร์ส่องเป็นประกายผ่านเข้ามาทางกระจกใสของร้าน Time To Love Bakery & Café ของช่อแก้ว กระทบกับตัวอักษรไม้แกะสลักชื่อร้านที่ประดับอยู่หน้าร้าน และวันนี้บรรยากาศภายในร้านก็ไม่ได้เงียบเชียบและเรียบง่ายเหมือนทุกวัน หากแต่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและบทสนทนาที่ดังอยู่ตลอด เพราะวันนี้เป็นวันทำงานพิเศษของ “ทีมพนักงานจิ๋ว” ผู้ช่วยคนสำคัญของช่อแก้วและหมอกนั่นเองช่อแก้วผู้เป็นเจ้าของร้านรับหน้าที่เป็นผู้ว่าจ้างในการทำงานของเด็ก ๆ ในวันนี้ และเธอก็กำลังยืนพิงเคาน์เตอร์กาแฟ กวาดสายตามองไปทั่วร้านอย่างภูมิใจในตัวลูก ๆ ทั้งสี่ที่ดูจะขะมักเขม้นกับการสวมบทบาทพนักงานอย่างเต็มที่ข้าวหอมสวมชุดเอี๊ยมสีครีมตัวเล็ก ๆ และกำลังจัดวางขนมบนถาดอย่างระมัดระวัง ส่วนข้าวปั้นกับข้าวปุ้นใส่ผ้ากันเปื้อนลายการ์ตูนที่กำลังยืนเท้าเอวจังก้า ตั้งท่าเตรียมพร้อมอยู่หลังเคาน์เตอร์บาร์ ส่วนข้าวฟ่างก็สวมกันเปื้อนสีชมพูลายเจ้าหญิงยืนรอประจำตำแหน่งแคชเชียร์อย่างกระตือรือร้นเช่นกัน ทุกคนล้วนแต่มีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือ ‘ค่าจ้าง’ ที่แม่สัญญาไว้“นี่คือปุกใฉ่เงินของพวกเยานะ”ข้าวฟ่างยกมือชี้ไปที่กระปุก
รถยนต์คันหรูของหมอกเคลื่อนตัวมาจอดเทียบหน้าบ้านในยามเย็น ช่วงเวลาที่แสงแดดสีส้มอ่อน ๆ สาดส่องลงมากระทบกับตัวบ้านที่ดูกว้างขวางและมีพื้นที่ใหญ่โตมาก แต่ภาพของความสงบเบื้องหน้านั้นก็อยู่ได้ไม่นานนัก เพราะทันทีที่ประตูรถเปิดออก เสียงเจื้อยแจ้วของเด็ก ๆ ทั้งสี่คนก็ดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง“หม่าม้าขา หนูหิวแย้ว” ข้าวฟ่างร้องทักท้วงเสียงดังลั่นพร้อมกับกระโดดลงจากรถด้วยท่าทางที่กระฉับกระเฉงเป็นพิเศษ“ปะป๊าฮับ! ปั้นก็หิวแย้วเหมืองกังฮับ” ข้าวปั้นพูดแล้ววิ่งมาเกาะขาพ่อไว้แน่นส่วนข้าวปุ้นนั้นไม่ได้พูดอะไรแต่ก็พยักหน้ารัว ๆ พร้อมวิ่งตามพี่ ๆ ไปติด ๆ ส่วนช่อแก้วกับหมอกมองหน้ากันแล้วยกยิ้มอีกครั้ง พวกเขาได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจกับพลังอันแสนล้นเหลือของลูก ๆ แต่ก็มีความสุขที่ได้เห็นเด็ก ๆ ร่าเริงมากแม้จะเพิ่งไปโรงเรียนวันแรกกันมาก็ตามเมื่อเข้ามาในบ้าน เด็ก ๆ ก็พากันวิ่งตรงไปที่ห้องครัวทันที ส่วนช่อแก้วกับหมอกที่เดินตามเข้าไปแล้วก็พบว่าทุกคนมานั่งรวมตัวกันรออยู่ที่โต๊ะอาหารเรียบร้อยแล้ว“หนูพาน้อง ๆ มานั่งรอแบบเรียบร้อยมากเลยค่ะปะป๊า” ข้าวหอมกล่าวด้วยรอยยิ้ม“พี่ข้าวหอมเก่งอีกแล้วนะครับเนี่ย รับมือ
หนึ่งอาทิตย์ต่อมาในที่สุดก็ถึงวันสำคัญที่ทุกคนในบ้านต่างตั้งหน้าตั้งตารอคอยแล้ว เพราะวันนี้เป็นวันเปิดเทอมวันแรกของสามแสบ ข้าวฟ่าง ข้าวปั้น และข้าวปุ้น บรรยากาศในบ้านยามเช้าจึงเต็มไปด้วยความวุ่นวายที่น่ารักน่าเอ็นดูเป็นพิเศษ เสียงเจื้อยแจ้วของเด็ก ๆ ดังไปทั่วบ้านตั้งแต่เช้าตรู่ ขณะที่หมอกกับช่อแก้วกำลังพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะจัดแจงให้เด็ก ๆ แต่งตัวในชุดนักเรียนได้อย่างเรียบร้อย“ข้าวฟ่าง อย่าดึงโบว์ออกสิลูก” ช่อแก้วร้องห้ามเสียงหลง เมื่อเห็นลูกสาวตัวน้อยกำลังจะแกะโบว์สีขาวบริสุทธิ์ออกจากเปียผมที่เพิ่งถักเสร็จไปเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้ว“หม่าม้าขา หนูไม่ชอบโบว์” ข้าวฟ่างตอบเสียงอ่อยพลางส่ายหัวไปมาจนโบว์แทบจะหลุด“แต่เราต้องติดไว้นะคะมันจะได้ดูเรียบร้อย นี่หม่าม้าก็เพิ่งถักเปียให้สวย ๆ เลยนะ” ช่อแก้วพูดพร้อมกับพยายามจับตัวลูกสาวให้นิ่ง ๆ เพื่อติดโบว์กลับเข้าไปใหม่ แต่ข้าวฟ่างก็ยังไม่ยอมอยู่นิ่ง ๆ“ข้าวปั้น ข้าวปุ้น ไม่ต้องดึงเสื้อออกมาจากกางเกงสิครับ”ทางฝั่งของหมอกเองก็ต้องรีบเข้ามาช่วยจัดการ เมื่อเห็นว่าลูกชายทั้งสองคนกำลังแข่งกันดึงชายเสื้อนักเรียนสีขาวออกมาจากขอบกางเกงที่ใส่ไปเม
เมื่อถึงเวลาปิดร้าน ป้ายคำว่าปิดก็ถูกหันออกไปนอกประตู และภายในร้านก็กำลังจะเริ่มงานฉลองวันเกิดครบรอบสามขวบให้แฝดสามจอมแสบ“เค้กมาแล้ว” ข้าวหอมร้องบอกเสียงดังด้วยความตื่นเต้นเสียงใสเจื้อยแจ้วก้องไปทั่วร้าน หมอกค่อย ๆ ยกเค้กช็อกโกแลตฟัดจ์รูปปราสาทที่ตกแต่งด้วยตุ๊กตาน้ำตาลปั้น และมีลวดลายรูปเจ้าหญิงและเจ้าชายที่ทุกคนร่วมกันทำมาวางลงบนโต๊ะกลางร้านทุกคนที่ตื่นกันเต็มตาหลังจากงีบหลับไปสักพักก็พากันหันมามองด้วยสายตาวาววับ โดยเฉพาะเด็กแฝดสามคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ ใบหน้ากลม ๆ ปรากฏรอยยิ้มกว้าง ปากเล็ก ๆ อ้าค้างอย่างตกตะลึงกับความสวยงามของเค้กที่ตกแต่งด้วยครีมสีฟ้า สีชมพู และเนื้อช็อกโกแลตฟัดจ์ที่ดูน่าอร่อย ราวกับไม่อยากจะเชื่อสายตาว่าที่คือผลงานจากความวุ่นวายเมื่อครู่แสงไฟสีนวลในร้านส่องกระทบให้เนื้อเค้กดูเงาวับน่ากิน ข้าวฟ่าง ข้าวปั้น ข้าวปุ้น ทั้งสามคนมองตากันอย่างรู้ใจ ก่อนจะพูดออกมาพร้อมกัน“น่ากิงมากเยย”“สุขสันต์วันเกิดนะข้าวฟ่าง ข้าวปั้น ข้าวปุ้น”หลังจากนั้นหมอกและช่อแก้วก็โทรหาคนอื่นในครอบครัวที่ไม่ได้มาร่วมงานด้วย เพราะบางคนก็ติดงาน บางคนก็ติดเรียน ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียดายมาก โดย
สามปีต่อมาเสียงเจื้อยแจ้วเล็ก ๆ หลายเสียงที่ดังสลับกับเสียงหัวเราะใส ๆ ดังขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ของวัน ณ ร้าน Time To Love Bakery & Café ของช่อแก้ว ซึ่งวันนี้พิเศษกว่าวันอื่น ๆ เพราะเป็นวันเกิดครบรอบสามขวบของข้าวฟ่าง ข้าวปุ้น และข้าวปั้น เจ้าแฝดน้อยทั้งสามโดยที่เจ้าของวันเกิดทั้งสามคนในวันนี้กำลังสวมผ้ากันเปื้อนอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ส่วนข้าวหอมที่โตเป็นสาวน้อยวัยเจ็ดขวบก็สวมชุดเดรสกระโปรงฟูฟ่องสีขาวสลับกับสีชมพู สีสันสดใสแบบที่ตนชอบ และกำลังคอยเดินตามดูน้อง ๆ ทั้งสามคนอย่างไม่ห่างไปไหน“หม่าม้าขา น้อง ๆ หิวเค้กแล้วค่ะ” ข้าวหอมที่พูดชัดถ้อยชัดคำขานเรียกแม่ของเธอด้วยความตื่นเต้น“งั้นเราต้องช่วยกันทำเค้กก่อนนะคะ ถึงจะได้ทาน” ช่อแก้วตอบพลางหัวเราะเบา ๆ ก่อนที่เธอจะกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ร้าน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับความวุ่นวายที่กำลังจะเกิดขึ้นทางด้านหลังร้าน หมอก วรา และมุก ก็กำลังช่วยกันจัดเตรียมวัตถุดิบและอุปกรณ์ต่าง ๆ ตามที่ช่อแก้วบอก แล้วมาวางไว้บนโต๊ะไม้ขนาดใหญ่“ปะป๊าฮับ! ปั้นอยากทำเค้ก” ข้าวปั้นพูดพลางกระโดดไปมา“ปุ้นก็อยากทำเค้กฮับ” ข้าวปุ้น แฝดคนสุดท้องก็เอ่ยสมทบเช่นกันส่วนข้าว
เช้าวันใหม่เริ่มต้นขึ้นด้วยความวุ่นวายที่แสนจะคุ้นเคยในบ้านหลังใหญ่หลังนี้ ด้วยเสียงร้องอ้อแอ้ของ ข้าวฟ่าง ข้าวปั้น และข้าวปุ้น ดังสลับกับเสียงหัวเราะเหนื่อยอ่อนของหมอก ช่อแก้ว และทุกคนในบ้าน ทำให้บรรยากาศดูมีชีวิตชีวาอยู่ตลอดเช้านี้ช่อแก้วก็กำลังให้นมลูก ๆ ทั้งสามคนอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่นตามเวลาเดิมเช่นเคย ส่วนหมอกที่เพิ่งจะแต่งตัวเสร็จก็กำลังเตรียมจะออกไปทำงานอย่างรีบร้อน“เร็ว ๆ หน่อยสิคะปะป๊าลูกสี่” ช่อแก้วแกล้งเอ่ยเร่งสามี “เดี๋ยวไปทำงานสายนะคะ”หมอกที่ได้ยินก็ทำหน้ายู่เล็กน้อย สีหน้าเหมือนกันกับข้าวหอมเวลาที่โดนช่อแก้วดุไม่มีผิด“แต่ปะป๊าไม่อยากไปทำงานนี่ครับหม่าม้า” เขาพูดพลางเดินเข้าไปเอียงหัวแล้วซบหน้าลงบนไหล่ของเธอ “เราอยากอยู่ช่วยช่อแก้วเลี้ยงลูก”“ไม่ต้องเลยหมอก” ช่อแก้วหัวเราะเบา ๆ “เรามีคนช่วยเลี้ยงลูกเยอะแยะไปหมดแล้วนี่ไง หมอกน่ะไปทำงานได้แล้ว”“แต่เราอยากอยู่กับช่อแก้ว ไม่งั้นเราคงคิดถึงช่อแก้วกับลูกแย่แน่เลย ถ้าปะป๊าตรอมใจขึ้นมา…หม่าม้าต้องรับผิดชอบทั้งวันทั้งคืนเลยนะครับ” หมอกยังคงออดอ้อนแต่ก็ไม่วายพูดจาทะลึ่งตึงตังใส่ภรรยาอีก“เดี๋ยวเถอะหมอก! คนอยู่กันเยอะแยะยังจะ







