Masukเช้าวันรุ่งขึ้น ณ ห้องทำงานชั้นบนสุดของตึกระฟ้าใจกลางเมือง วรารักษ์ นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้โอ๊คตัวใหญ่ แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสะท้อนผ่านกระจกบานยักษ์เข้ามาอาบไล่ใบหน้าสวยสง่าที่ตอนนี้ดูเย็นชาอย่างที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็นบ่อยนัก
ในมือของเธอคือแฟ้มประวัติพนักงานและตารางงานของร้านสะดวกซื้อสาขาที่ไทน์ทำงานอยู่
นิ้วเรียวสวยเคาะลงบนโต๊ะเป็นจังหวะหนักๆ ก่อนจะกดโทรศัพท์ต่อสายตรงถึงผู้จัดการร้านสาขาดังกล่าว
“สวัสดีค่ะ ฉันวรารักษณ์ จิรเดชารัตน์”
น้ำเสียงที่เรียบนิ่งแต่ทรงอำนาจทำให้ปลายสายที่เพิ่งรับคำอย่างง่วงงุนถึงกับสะดุ้งโหยงจนเสียงข้าวของหล่นดังผ่านเข้ามาในโทรศัพท์
“คะ...ครับ! คุณวรารักษ์! สวัสดีครับท่าน ผม ผมไม่คิดว่าท่านจะโทรมาเอง มีปัญหาอะไรรึเปล่าครับ” เสียงของผู้จัดการสั่นเครือราวกับคนจับไข้
“มีแน่ และเป็นปัญหาที่เกิดจากการบริหารที่ไร้ประสิทธิภาพของคุณ” รักเข้าประเด็นทันทีโดยไม่เสียเวลาอ้อมค้อม
“ฉันได้รับรายงานเรื่องการจัดตารางงานที่ไม่เป็นธรรม คุณให้พนักงานพาร์ทไทม์ที่ยังเรียนอยู่ไปเข้ากะดึกติดต่อกันสองสัปดาห์ ทั้งที่เขามีเรียนช่วงกลางวัน คุณใช้อะไรตัดสินใจ ความลำเอียงหรือความสะเพร่า”
“เอ่อ... คือ พี่พนักงานอีกคนเขาป่วยครับท่าน ผมเลยต้องหาคนแทน”
“หยุดแก้ตัว!” รักตัดบทด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ
“ถ้าเมื่อคืนฉันไม่แวะไปตรวจงานด้วยตัวเอง ฉันคงไม่รู้ว่าพนักงานของเราต้องทำงานในสภาพที่ร่างกายจะพังแหล่ไม่พังแหล่เพียงเพราะความเห็นแก่ตัวของคนบางคน คุณอยากย้ายไปอยู่สาขาชายแดนไหม หรืออยากลองปรับตำแหน่งไปดูแลด้านทำความสะอาดดูบ้าง ถ้าคุณบริหารพนักงานโดยไม่เท่าเทียม ตำแหน่งผู้จัดการร้านน่าจะไม่เหมาะกับคุณอีกต่อไป”
ปลายสายเงียบกริบ มีเพียงเสียงลมหายใจที่สั่นพร่า ผู้จัดการร้านรีบละล่ำละลักขอโทษจนลิ้นพันกัน
“ขอโทษครับท่าน! ผมผิดไปแล้วครับ ผมจะจัดตารางงานใหม่เดี๋ยวนี้เลยครับ!”
“กรุณาดูแลพนักงานของคุณให้เท่าเทียมกันด้วย” รักเน้นคำชัดเจน
“ไม่เกี่ยวว่าใครมาก่อนมาหลัง ใครทำงานเก่งไม่เก่ง ทุกคนมาทำงาน ต้องการรายได้ ใช้แรงกายแลกเงินเท่ากันหมด อย่าใช้ตำแหน่งที่คุณมีกดขี่คนอื่นเข้าใจไหม และที่สำคัญ ถ้าฉันรู้ว่ามีการกลั่นแกล้งกันเกิดขึ้นในที่ทำงานอีก และคุณจัดการไม่ได้ ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใคร ฉันจะไม่ยอมให้คนแบบนั้นอยู่ในองค์กรของฉันต่อไปแน่ เข้าใจนะ?”
“เข้าใจครับ เข้าใจอย่างยิ่งครับท่าน!”
รักวางสายลงด้วยความรู้สึกที่ยังไม่คลายขุ่นมัวนัก เธอหวังว่าอำนาจที่เธอมีจะช่วยต่อลมหายใจให้เด็กสาวคนนั้นได้บ้าง แม้เธอจะรู้ดีว่าการทำเช่นนี้อาจทำให้ไทน์เริ่มระแคะระคายถึงตัวตนของเธอก็ตาม
วันต่อมา... ณ ร้านสะดวกซื้อ 24 Hour
ไทน์เดินเข้ามาในร้านด้วยความรู้สึกพะอืดพะอมจากการนอนไม่พอ แววตาของเธอหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด เธอเตรียมใจมาแล้วว่าจะต้องเจอกับงานหนักและคำจิกกัดเหมือนเดิม แต่ทันทีที่ก้าวพ้นประตูร้าน บรรยากาศกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
“อ้าวไทน์! มาแล้วเหรอจ๊ะคนเก่ง มาๆ นั่งพักก่อนสิลูก”
ผู้จัดการร้านที่เคยทำหน้าบึ้งตึงใส่เธอ กลับวิ่งถลาออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้มที่กว้างจนเห็นเหงือก ไทน์ถึงกับชะงักฝีเท้า ถอยหลังไปก้าวหนึ่งด้วยความตกใจ
“เอ่อ... ผู้จัดการคะ มีอะไรรึเปล่าคะ”
“ไม่มีอะไรจ้ะ ไม่มีอะไรเลย”
ผู้จัดการร้านพูดพลางผายมือเชื้อเชิญให้ไทน์ไปนั่งที่โต๊ะพักพนักงาน
“ผมเห็นไทน์ดูเหนื่อย ๆ มาหลายวันแล้ว วันนี้ผมให้หยุดหนึ่งวันนะ ไม่หักเงินด้วย แล้วพรุ่งนี้ก็กลับมาเข้ากะบ่ายตามเดิมนะ ไม่ต้องเข้ากะดึกแล้ว พี่จอยเค้าหายปวดหลังเป็นปลิดทิ้งแล้วล่ะ”
ไทน์ขมวดคิ้วมุ่น ความรู้สึกประหลาดใจพุ่งขึ้นสูงพอๆ กับความหวาดระแวง เธอเคยมองเห็นโลกที่เต็มไปด้วยการเอารัดเอาเปรียบมาตลอด พอเจอการปรนนิบัติแบบสายฟ้าแลบแบบนี้ หัวใจเธอกลับเต้นรัวด้วยความกังวล
“พี่จอย หายเร็วขนาดนั้นเลยเหรอคะ แล้วทำไมจู่ๆ ถึงให้หนูหยุดล่ะคะ”
“ก็...ก็แหม พนักงานดีเด่นแบบไทน์เราก็ต้องดูแลสิ” ผู้จัดการร้านยื่นน้ำส้มเย็นเจี๊ยบที่เพิ่งกดจากเครื่องให้ถึงมือ
“ดื่มน้ำส้มหน่อยนะจ๊ะ ผิวพรรณจะได้สดใส เมื่อคืนพักผ่อนน้อยล่ะสิ ดูสิตาบวมหมดเลย”
ไทน์รับน้ำส้มมาถือไว้อย่างงงๆ สายตาเหลือบไปเห็น พี่ก้อยที่ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ วันนี้พี่ก้อยดูสงบปากสงบคำอย่างผิดปกติ เธอไม่แม้แต่จะปรายตามามองไทน์ แต่กลับก้มหน้าก้มตาเช็ดเชลฟ์วางของอย่างตั้งอกตั้งใจราวกับเป็นพนักงานดีเด่นคนใหม่ของปี
‘นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่...หรือว่าพวกรุ่นพี่กำลังวางแผนแกล้งอะไรเราอีกรึเปล่า?’
ไทน์คิดในใจ แววตาแฝงไปด้วยความระแวดระวัง เธอไม่ได้ดื่มน้ำส้มแก้วนั้นทันที แต่กลับมองมันเหมือนมันเป็นยาพิษ
‘จู่ๆ ก็มาดีด้วยแบบนี้ มันแปลกเกินไป’
ไทน์กลับบ้านมาด้วยความรู้สึกสับสนตลอดทาง เธอทิ้งตัวลงนอนบนเตียงไม้ที่แข็งกระด้าง แสงแดดรำไรลอดผ่านหน้าต่างไม้เข้ามา แต่ในหัวของเธอมีแต่คำถาม
ใครคือแบ็กกราวนด์เบื้องหลังเรื่องนี้?
จู่ๆ เธอก็นึกถึง คุณรัก ผู้หญิงที่มีคนขับรถ มีบอดี้การ์ด และนามบัตรสีทองใบนั้น ไทน์ลุกขึ้นมาหยิบนามบัตรขึ้นมาดูอีกครั้งภายใต้แสงแดดจ้า รอยยิ้มสง่าและคำพูดที่ว่า
“ถ้ามีปัญหา...โทรหาฉันนะ” วนเวียนอยู่ในหัว
หากเป็นคุณรักจริงๆ ที่ช่วยเธอ หัวใจของไทน์กลับไม่ได้พองโตด้วยความสุขเหมือนที่ควรจะเป็น แต่มันกลับมีความขมปร่าบางอย่างแทรกซึมเข้ามา
‘คุณช่วยหนูเพราะอะไรคะคุณรัก?’
‘เพราะคุณสงสารเด็กจนๆ ที่ดูไม่สู้คนใช่ไหม’
ปมความน้อยเนื้อต่ำใจที่ถูกแม่ทิ้งไว้กับน้าสาวเริ่มทำงาน ไทน์กลัวเหลือเกินว่าความหวังดีที่คุณรักมอบให้ มันจะเป็นเพียงความเมตตาที่มีให้สัตว์โลกที่น่าสงสาร ไม่ใช่ความรู้สึกที่เกิดจากความเท่าเทียมกันในฐานะมนุษย์ ความสงสัยนี้ค่อยๆ ก่อตัวเป็นกำแพงสูงใหญ่ในใจของไทน์
เธอมองนามบัตรใบเดิมด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ความประทับใจเริ่มถูกเคลือบด้วยความระแวง ความระแวงที่ว่าเธออาจเป็นเพียง โปรเจกต์การกุศล ชิ้นหนึ่งของผู้หญิงที่เพียบพร้อมคนนั้น
“ถ้าเป็นเพราะความสงสาร หนูไม่อยากได้หรอกนะคะ”
ไทน์พึมพำกับความเงียบ แววตาของเด็กสาวสู้ชีวิตกลับมาแข็งกร้าวและเศร้าสร้อยไปพร้อมกัน
ในเย็นวันนั้น ไทน์ตัดสินใจโทรศัพท์ไปเบอร์ที่อยู่ในนามบัตร ไม่ใช่เพื่อขอบคุณ แต่เพื่อจะหาคำตอบว่าเธอกำลังตกเป็นหุ่นเชิดในเกมความสงสารของใครบางคนอยู่หรือไม่
ระหว่างรอสาย หัวใจของไทน์แทบจะหลุดออกมา แต่เมื่อการรอสายครั้งแรกจบลงที่ไม่มีคนรับสาย ไทน์ก็ไม่คิดจะโทรซ้ำเป็นครั้งที่สอง
เธอมองชื่อคุณรักที่ปรากฏค้างอยู่บนหน้าจอ แล้วพึมพำออกมาเบา ๆ
“ช่างเถอะค่ะ จะสาเหตุอะไรก็ตามที่คุณเข้ามา การที่หนูไม่รู้คงจะดีกว่า”
เสียงชัตเตอร์รัวกระหน่ำท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของหอประชุมมหาวิทยาลัยชื่อดัง แสงแดดยามสายส่องกระทบใบหน้าเปื้อนยิ้มของบัณฑิตใหม่ในชุดครุยสีน้ำเงินเข้มไทน์ยืนอยู่ตรงกลางท่ามกลางวงล้อมของคนที่เธอรักที่สุดในชีวิต ในมือของเธอไม่ได้มีเพียงใบปริญญาเกียรตินิยมอันดับหนึ่งที่เพิ่งได้รับมา แต่ยังมีช่อดอกไม้กุหลาบสีขาวช่อโตที่วรารักษ์เป็นคนสั่งทำเป็นพิเศษ“ยิ้มหน่อยนะคะคนเก่งของพี่...หนึ่ง สอง สาม!”วรารักษ์ในชุดสูทสีชมพูอ่อนดูสง่างามเป็นคนถือกล้องด้วยตัวเอง เธอพยายามเก็บทุกองศาความภูมิใจของแฟนเด็กเอาไว้ในความทรงจำ ถัดไปข้าง ๆ คือน้าเยาว์ที่วันนี้สวมชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนที่ไทน์ตั้งใจซื้อให้ น้าเยาว์ไม่ได้ใช้ไม้เท้าแล้ว เธอประคองตัวยืนเคียงข้างหลานสาวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความสุข“ถ้าพ่อกับแม่ของไทน์ได้เห็นไทน์ใส่ชุดนี้ น้าเชื่อว่าเค้าต้องดีใจมากแน่ ไทน์เก่งมากเลยลูก” น้าเยาว์เอ่ยเสียงสั่นพลางลูบแถบผ้าครุยของหลานสาวทว่าใบหน้าของไทน์กลับหมองลงเมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ในวันที่เธอประสบความสำเร็จมากที่สุด คนที่อยากให้อยู่ในวันนี้ด้วยกันกลับไม่อยู่ด้วยที่ผ่านมาไทน์รู้แค่พ่อกับแม่เอาเธอมาฝากไว้กั
แสงแดดยามบ่ายที่สาดส่องลงมายังลานจอดรถของภัตตาคารจีนฮกเกี้ยนดูจะเจิดจ้ากว่าปกติในสายตาของวรารักษ์ เธอไม่ได้ขยับรถไปไหนแม้แต่น้อย ตามที่ได้ให้สัญญาไว้กับเด็กน้อยของเธอ หัวใจที่เคยหนักอึ้งด้วยความกังวลค่อย ๆ ผ่อนคลายลงเมื่อเห็นร่างสูงโปร่งของไทน์เดินก้าวพ้นประตูบานยักษ์ออกมาทว่าสิ่งที่ทำให้วรารักษ์ต้องรีบเปิดประตูรถลงไปหา คือหยาดน้ำตาที่คลอเคลียอยู่บนดวงตากลมโตและรอยยิ้มที่กว้างที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็น“บี๋...เป็นอะไรคะ คุณพ่อทำอะไรหนูรึเปล่า”รักประคองใบหน้าหวานด้วยความร้อนรน ไทน์ส่ายหน้าช้า ๆ ก่อนจะโผเข้ากอดคนพี่ไว้แน่น กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ที่คุ้นเคยช่วยย้ำเตือนว่านี่คือเรื่องจริง“คุณพ่อไม่ได้ทำอะไรค่ะ ท่าน...ท่านใจดีมากค่ะ”“แล้วร้องไห้ทำไมคะคนเก่ง ไหนบอกพี่สิ”“คุณพ่อบอกว่า ไว้วันหลังให้ไทน์พาพ่อไปกินโจ๊กร้านนั้นบ้างนะ ร้านหน้าโรงพยาบาลที่เราเคยไปกินกันน่ะค่ะ” ไทน์เอ่ยเสียงสั่นเครือ “พี่รักคะ...คุณพ่อแทนตัวเองว่าพ่อกับไทน์ด้วยค่ะ”วรารักษ์นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะระบายยิ้มออกมาด้วยความโล่งอกอย่างที่สุด เธอกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นพลางลูบหลังปลอบประโลมคนในอ้อมแขน“พี่บอกแล้วไงคะว่าคุณ
รถสปอร์ตสีดำขลับเคลื่อนตัวเข้ามาจอดนิ่งสนิทอยู่ที่หน้าภัตตาคารอาหารจีนชื่อดังใจกลางเมือง บรรยากาศเบื้องหน้าดูโอ่อ่าสมฐานะด้วยสถาปัตยกรรมแบบจีนร่วมสมัย เสาสีแดงชาดต้นใหญ่สลักลวดลายมังกรทองพันรอบดูน่าเกรงขาม กลิ่นอายของความเก่าแก่และหรูหราแผ่ออกมาจนวรารักษ์ที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยถึงกับขมวดคิ้วเธอทอดสายตามองป้ายชื่อร้านที่เป็นตัวอักษรพู่กันจีนสีทองพลางนึกสงสัยในใจ...ทำไมคุณพ่อถึงให้พิมพ์เลือกร้านนี้กันนะพ่อไม่ชอบกินอาหารแนวฮกเกี้ยนนี่นา หรือกำลังคิดจะทำอะไรอยู่?“พี่รักคะ จอดรถนิ่งนานไปแล้วนะคะ เป็นอะไรรึเปล่าคะ”เสียงใสของคนข้างกายเรียกสติให้วรารักษ์หันกลับมามองต้นเสียงวันนี้ไทน์อยู่ในชุดที่ดูเป็นทางการและสุภาพที่สุดเท่าที่เจ้าตัวจะหาได้ คนเด็กกว่านั่งหลังตรงดิ่ง แม้ใบหน้าจะพยายามประดับด้วยรอยยิ้มบาง ๆ เพื่อให้คนพี่สบายใจ แต่แววตาที่สั่นไหวเล็กน้อยกับฝ่ามือที่ประสานกันแน่นบนตักก็ไม่อาจปิดบังความกังวลลึก ๆ ได้เลย“โอเคมั้ยคะคนเก่ง ถ้าไม่โอเคพี่จะเข้าไปด้วย”รักเอ่ยพลางเอื้อมมือไปกุมมือของคนน้องไว้แน่น เธอไม่ได้ตั้งใจจะทำตามคำสั่งคุณพ่อเสียทีเดียว แม้ท่านจะบอกว่าอยากคุยกับไทน์แค่สองค
ภายในห้องทำงานที่เงียบสงบของคฤหาสน์จิรเดชารัตน์ เจ้าสัวธนานั่งทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างบานกว้าง บนโต๊ะทำงานตัวใหญ่มีเอกสารวางกองอยู่ หนึ่งในนั้นคือซองเอกสารสีน้ำตาลที่บรรจุข้อมูลทุกอย่างของหญิงสาวที่ชื่อว่าไทน์เอาไว้อย่างละเอียดธนา จิรเดชารัตน์ เขาคือผู้ก่อตั้ง 24 Hour คือผู้ริเริ่มสร้างครอบครัว และสร้างบุตรสาวทั้งสามคนด้วยความรักยิ่ง สิ่งหนึ่งที่ธนามีอย่างเต็มเปี่ยมคือการเลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกสาวเสมอรัก ริณ รัญ ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดีตั้งแต่เด็ก คนเป็นพ่อไม่เคยทำให้ลูกรู้สึกว่าขาดเหลืออะไร ความรักที่ทั้งสามคนได้รับเป็นไปอย่างเท่าเทียม แต่ถึงอย่างนั้นธนาก็รู้ดีว่า สำหรับวงการธุรกิจนั้น อันตรายมีรอบด้านธนาไม่ใช่คนประมาท ทันทีที่เขารู้ว่าลูกสาวคนโตอย่างวรารักษ์ติดต่อกับหญิงสาวคนหนึ่ง เขาก็ไม่รอช้าที่จะให้นักสืบมือหนึ่งติดตามดูแลทุกความเคลื่อนไหวของผู้หญิงคนนั้นทว่าสิ่งที่ธนาได้รับการรายงานในแต่ละวัน คือพฤติกรรมธรรมดา ๆ อย่างคนทั่วไป หากแต่แฝงไว้ด้วยบางอย่างที่เขาไม่สามารถมองผ่านได้เจ้าสัวธนานึกย้อนไปถึงการรายงานความเคลื่อนไหวของไทน์ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ที่เขาให้สายสื
หลายเดือนผ่านไป...กาลเวลาที่หมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปอย่างรวดเร็วเปรียบเสมือนลมพายุที่พัดพาเอาหยาดเหงื่อและความเหนื่อยล้าของไทน์ให้เจือจางหายไปไทน์ในตอนนี้ไม่ได้เป็นเด็กพาร์ทไทม์อย่างก่อนหน้านี้แล้ว จากมือที่มักจะถือถาดเสิร์ฟอาหาร หรือผ้าเช็ดเคาน์เตอร์ผืนเก่า ๆ ตอนนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นมือที่กำลังกระชับซองเอกสารสีน้ำตาลที่ด้านในบรรจุใบรับรองการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเอาไว้แนบอกไทน์มองกระดาษใบนั้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ ความพยายามตลอดสามปีครึ่งที่เธอเคี่ยวกรำตัวเองอย่างหนัก ทั้งเรียนซัมเมอร์ เก็บหน่วยกิตจนครบ และการทำโปรเจกต์จบที่ได้ที่ปรึกษาพิเศษระดับประธานบริหารอย่างวรารักษ์คอยขัดเกลาให้จนสมบูรณ์แบบ วันนี้มันได้ส่งผลลัพธ์ที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต“ยินดีด้วยนะคะคนเก่งของพี่”เสียงนุ่มละมุนที่คุ้นเคยดังขึ้นข้างหู พร้อมกับอ้อมกอดอบอุ่นที่สวมกอดเธอจากด้านหลัง วรารักษ์ในชุดสูทสีขาวครีมดูสง่างามสมฐานะผู้บริหารระดับสูงโน้มใบหน้าลงมาหอมแก้มแฟนเด็กเบาๆ เป็นการให้รางวัล“ขอบคุณนะคะพี่รัก ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง”ไทน์หันกลับมาส่งยิ้มกว้างจนตาปิด ความสดใสของเธอในวันนี้ดูเจิดจ้ากว่าวันแรกที่ทั้
หลังจากค่ำคืนที่แสนยาวนานผ่านพ้นไป ความสัมพันธ์ของวรารักษ์และไทน์ก็ขยับเข้าสู่โหมดที่ลึกซึ้งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทว่าชีวิตจริงไม่ได้มีเพียงแค่บทรักอันเร่าร้อน เพราะการก้าวเข้าสู่โค้งสุดท้ายในเรื่องเรียนของไทน์มาพร้อมกับภาระอันหนักอึ้งนั่นคือ โปรเจกต์จบ ที่เป็นเสมือนปราการด่านสุดท้ายก่อนจะคว้าใบปริญญาหลายวันนี้ไทน์ตั้งหน้าตั้งตากับงานชิ้นสุดท้ายของเธอในรั้วมหาวิทยาลัยอย่างเต็มที่ ค่ำคืนนี้ก็เช่นเดียวกันภายในห้องทำงานส่วนตัวของวรารักษ์ที่คฤหาสน์จิรเดชารัตน์ บรรยากาศเงียบสงัดมีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเอื่อย ๆ และเสียงเคาะแป้นพิมพ์ที่ดังถี่ยิบจากมุมหนึ่งของห้อง ไทน์นั่งหน้ามุ่ยอยู่บนโต๊ะทำงานตัวยาว ดวงตากลมโตจ้องมองกราฟและแผนภูมิการตลาดบนหน้าจอโน้ตบุ๊กจนแทบจะถลนออกมา“เฮ้อ...ยากจัง” ไทน์พึมพำพลางทิ้งแผ่นหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างหมดแรงวรารักษ์ที่นั่งจิบกาแฟอ่านรายงานการประชุมอยู่อีกด้านหนึ่งเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอไอแพด เธอขยับแว่นสายตาเล็กน้อย แสงไฟจากโคมไฟบนโต๊ะสะท้อนเลนส์แว่นทำให้ดวงตาคมกริบของเธอดูทรงพลังและน่าเกรงขามกว่าปกติ“ถึงไหนแล้วคะบี๋” รักถามด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ“ไทน์ติด



![เพียงชั่ววูบเดียว [MPREG]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



