Masukเช้าวันรุ่งขึ้น ณ ห้องทำงานชั้นบนสุดของตึกระฟ้าใจกลางเมือง วรารักษ์ นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้โอ๊คตัวใหญ่ แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสะท้อนผ่านกระจกบานยักษ์เข้ามาอาบไล่ใบหน้าสวยสง่าที่ตอนนี้ดูเย็นชาอย่างที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็นบ่อยนัก
ในมือของเธอคือแฟ้มประวัติพนักงานและตารางงานของร้านสะดวกซื้อสาขาที่ไทน์ทำงานอยู่
นิ้วเรียวสวยเคาะลงบนโต๊ะเป็นจังหวะหนักๆ ก่อนจะกดโทรศัพท์ต่อสายตรงถึงผู้จัดการร้านสาขาดังกล่าว
“สวัสดีค่ะ ฉันวรารักษณ์ จิรเดชารัตน์”
น้ำเสียงที่เรียบนิ่งแต่ทรงอำนาจทำให้ปลายสายที่เพิ่งรับคำอย่างง่วงงุนถึงกับสะดุ้งโหยงจนเสียงข้าวของหล่นดังผ่านเข้ามาในโทรศัพท์
“คะ...ครับ! คุณวรารักษ์! สวัสดีครับท่าน ผม ผมไม่คิดว่าท่านจะโทรมาเอง มีปัญหาอะไรรึเปล่าครับ” เสียงของผู้จัดการสั่นเครือราวกับคนจับไข้
“มีแน่ และเป็นปัญหาที่เกิดจากการบริหารที่ไร้ประสิทธิภาพของคุณ” รักเข้าประเด็นทันทีโดยไม่เสียเวลาอ้อมค้อม
“ฉันได้รับรายงานเรื่องการจัดตารางงานที่ไม่เป็นธรรม คุณให้พนักงานพาร์ทไทม์ที่ยังเรียนอยู่ไปเข้ากะดึกติดต่อกันสองสัปดาห์ ทั้งที่เขามีเรียนช่วงกลางวัน คุณใช้อะไรตัดสินใจ ความลำเอียงหรือความสะเพร่า”
“เอ่อ... คือ พี่พนักงานอีกคนเขาป่วยครับท่าน ผมเลยต้องหาคนแทน”
“หยุดแก้ตัว!” รักตัดบทด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ
“ถ้าเมื่อคืนฉันไม่แวะไปตรวจงานด้วยตัวเอง ฉันคงไม่รู้ว่าพนักงานของเราต้องทำงานในสภาพที่ร่างกายจะพังแหล่ไม่พังแหล่เพียงเพราะความเห็นแก่ตัวของคนบางคน คุณอยากย้ายไปอยู่สาขาชายแดนไหม หรืออยากลองปรับตำแหน่งไปดูแลด้านทำความสะอาดดูบ้าง ถ้าคุณบริหารพนักงานโดยไม่เท่าเทียม ตำแหน่งผู้จัดการร้านน่าจะไม่เหมาะกับคุณอีกต่อไป”
ปลายสายเงียบกริบ มีเพียงเสียงลมหายใจที่สั่นพร่า ผู้จัดการร้านรีบละล่ำละลักขอโทษจนลิ้นพันกัน
“ขอโทษครับท่าน! ผมผิดไปแล้วครับ ผมจะจัดตารางงานใหม่เดี๋ยวนี้เลยครับ!”
“กรุณาดูแลพนักงานของคุณให้เท่าเทียมกันด้วย” รักเน้นคำชัดเจน
“ไม่เกี่ยวว่าใครมาก่อนมาหลัง ใครทำงานเก่งไม่เก่ง ทุกคนมาทำงาน ต้องการรายได้ ใช้แรงกายแลกเงินเท่ากันหมด อย่าใช้ตำแหน่งที่คุณมีกดขี่คนอื่นเข้าใจไหม และที่สำคัญ ถ้าฉันรู้ว่ามีการกลั่นแกล้งกันเกิดขึ้นในที่ทำงานอีก และคุณจัดการไม่ได้ ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใคร ฉันจะไม่ยอมให้คนแบบนั้นอยู่ในองค์กรของฉันต่อไปแน่ เข้าใจนะ?”
“เข้าใจครับ เข้าใจอย่างยิ่งครับท่าน!”
รักวางสายลงด้วยความรู้สึกที่ยังไม่คลายขุ่นมัวนัก เธอหวังว่าอำนาจที่เธอมีจะช่วยต่อลมหายใจให้เด็กสาวคนนั้นได้บ้าง แม้เธอจะรู้ดีว่าการทำเช่นนี้อาจทำให้ไทน์เริ่มระแคะระคายถึงตัวตนของเธอก็ตาม
วันต่อมา... ณ ร้านสะดวกซื้อ 24 Hour
ไทน์เดินเข้ามาในร้านด้วยความรู้สึกพะอืดพะอมจากการนอนไม่พอ แววตาของเธอหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด เธอเตรียมใจมาแล้วว่าจะต้องเจอกับงานหนักและคำจิกกัดเหมือนเดิม แต่ทันทีที่ก้าวพ้นประตูร้าน บรรยากาศกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
“อ้าวไทน์! มาแล้วเหรอจ๊ะคนเก่ง มาๆ นั่งพักก่อนสิลูก”
ผู้จัดการร้านที่เคยทำหน้าบึ้งตึงใส่เธอ กลับวิ่งถลาออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้มที่กว้างจนเห็นเหงือก ไทน์ถึงกับชะงักฝีเท้า ถอยหลังไปก้าวหนึ่งด้วยความตกใจ
“เอ่อ... ผู้จัดการคะ มีอะไรรึเปล่าคะ”
“ไม่มีอะไรจ้ะ ไม่มีอะไรเลย”
ผู้จัดการร้านพูดพลางผายมือเชื้อเชิญให้ไทน์ไปนั่งที่โต๊ะพักพนักงาน
“ผมเห็นไทน์ดูเหนื่อย ๆ มาหลายวันแล้ว วันนี้ผมให้หยุดหนึ่งวันนะ ไม่หักเงินด้วย แล้วพรุ่งนี้ก็กลับมาเข้ากะบ่ายตามเดิมนะ ไม่ต้องเข้ากะดึกแล้ว พี่จอยเค้าหายปวดหลังเป็นปลิดทิ้งแล้วล่ะ”
ไทน์ขมวดคิ้วมุ่น ความรู้สึกประหลาดใจพุ่งขึ้นสูงพอๆ กับความหวาดระแวง เธอเคยมองเห็นโลกที่เต็มไปด้วยการเอารัดเอาเปรียบมาตลอด พอเจอการปรนนิบัติแบบสายฟ้าแลบแบบนี้ หัวใจเธอกลับเต้นรัวด้วยความกังวล
“พี่จอย หายเร็วขนาดนั้นเลยเหรอคะ แล้วทำไมจู่ๆ ถึงให้หนูหยุดล่ะคะ”
“ก็...ก็แหม พนักงานดีเด่นแบบไทน์เราก็ต้องดูแลสิ” ผู้จัดการร้านยื่นน้ำส้มเย็นเจี๊ยบที่เพิ่งกดจากเครื่องให้ถึงมือ
“ดื่มน้ำส้มหน่อยนะจ๊ะ ผิวพรรณจะได้สดใส เมื่อคืนพักผ่อนน้อยล่ะสิ ดูสิตาบวมหมดเลย”
ไทน์รับน้ำส้มมาถือไว้อย่างงงๆ สายตาเหลือบไปเห็น พี่ก้อยที่ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ วันนี้พี่ก้อยดูสงบปากสงบคำอย่างผิดปกติ เธอไม่แม้แต่จะปรายตามามองไทน์ แต่กลับก้มหน้าก้มตาเช็ดเชลฟ์วางของอย่างตั้งอกตั้งใจราวกับเป็นพนักงานดีเด่นคนใหม่ของปี
‘นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่...หรือว่าพวกรุ่นพี่กำลังวางแผนแกล้งอะไรเราอีกรึเปล่า?’
ไทน์คิดในใจ แววตาแฝงไปด้วยความระแวดระวัง เธอไม่ได้ดื่มน้ำส้มแก้วนั้นทันที แต่กลับมองมันเหมือนมันเป็นยาพิษ
‘จู่ๆ ก็มาดีด้วยแบบนี้ มันแปลกเกินไป’
ไทน์กลับบ้านมาด้วยความรู้สึกสับสนตลอดทาง เธอทิ้งตัวลงนอนบนเตียงไม้ที่แข็งกระด้าง แสงแดดรำไรลอดผ่านหน้าต่างไม้เข้ามา แต่ในหัวของเธอมีแต่คำถาม
ใครคือแบ็กกราวนด์เบื้องหลังเรื่องนี้?
จู่ๆ เธอก็นึกถึง คุณรัก ผู้หญิงที่มีคนขับรถ มีบอดี้การ์ด และนามบัตรสีทองใบนั้น ไทน์ลุกขึ้นมาหยิบนามบัตรขึ้นมาดูอีกครั้งภายใต้แสงแดดจ้า รอยยิ้มสง่าและคำพูดที่ว่า
“ถ้ามีปัญหา...โทรหาฉันนะ” วนเวียนอยู่ในหัว
หากเป็นคุณรักจริงๆ ที่ช่วยเธอ หัวใจของไทน์กลับไม่ได้พองโตด้วยความสุขเหมือนที่ควรจะเป็น แต่มันกลับมีความขมปร่าบางอย่างแทรกซึมเข้ามา
‘คุณช่วยหนูเพราะอะไรคะคุณรัก?’
‘เพราะคุณสงสารเด็กจนๆ ที่ดูไม่สู้คนใช่ไหม’
ปมความน้อยเนื้อต่ำใจที่ถูกแม่ทิ้งไว้กับน้าสาวเริ่มทำงาน ไทน์กลัวเหลือเกินว่าความหวังดีที่คุณรักมอบให้ มันจะเป็นเพียงความเมตตาที่มีให้สัตว์โลกที่น่าสงสาร ไม่ใช่ความรู้สึกที่เกิดจากความเท่าเทียมกันในฐานะมนุษย์ ความสงสัยนี้ค่อยๆ ก่อตัวเป็นกำแพงสูงใหญ่ในใจของไทน์
เธอมองนามบัตรใบเดิมด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ความประทับใจเริ่มถูกเคลือบด้วยความระแวง ความระแวงที่ว่าเธออาจเป็นเพียง โปรเจกต์การกุศล ชิ้นหนึ่งของผู้หญิงที่เพียบพร้อมคนนั้น
“ถ้าเป็นเพราะความสงสาร หนูไม่อยากได้หรอกนะคะ”
ไทน์พึมพำกับความเงียบ แววตาของเด็กสาวสู้ชีวิตกลับมาแข็งกร้าวและเศร้าสร้อยไปพร้อมกัน
ในเย็นวันนั้น ไทน์ตัดสินใจโทรศัพท์ไปเบอร์ที่อยู่ในนามบัตร ไม่ใช่เพื่อขอบคุณ แต่เพื่อจะหาคำตอบว่าเธอกำลังตกเป็นหุ่นเชิดในเกมความสงสารของใครบางคนอยู่หรือไม่
ระหว่างรอสาย หัวใจของไทน์แทบจะหลุดออกมา แต่เมื่อการรอสายครั้งแรกจบลงที่ไม่มีคนรับสาย ไทน์ก็ไม่คิดจะโทรซ้ำเป็นครั้งที่สอง
เธอมองชื่อคุณรักที่ปรากฏค้างอยู่บนหน้าจอ แล้วพึมพำออกมาเบา ๆ
“ช่างเถอะค่ะ จะสาเหตุอะไรก็ตามที่คุณเข้ามา การที่หนูไม่รู้คงจะดีกว่า”
ท่ามกลางกองจดหมายขอรับทุนการศึกษาประจำปีของบริษัท 24 Hour ที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะทำงานไม้ตัวใหญ่ในคฤหาสน์ ไทน์ในวัยสามสิบหกปี ผู้ดำรงตำแหน่งประธานบริหารอย่างเต็มตัว กำลังไล่สายตาอ่านข้อความเหล่านั้นด้วยความตั้งใจ จนกระทั่งเธอสะดุดกับซองจดหมายสีขาวธรรมดาฉบับหนึ่งเนื้อหาในจดหมายเขียนด้วยลายมือบรรจง เล่าถึงเด็กสาวคนหนึ่งที่สอบติดคณะบริหารธุรกิจในมหาวิทยาลัยชื่อดัง แต่กลับไม่มีทุนการศึกษาเพราะพ่อแม่ทิ้งไปตั้งแต่เด็ก เธอใช้เวลาหลังเลิกเรียนทำงานพาร์ทไทม์ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งเพื่อเก็บเงิน แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อค่าเทอมที่แสนแพง“หนูไม่ได้ต้องการแค่เงินช่วยเหลือ แต่หนูต้องการโอกาสที่จะพิสูจน์ว่า เด็กที่ไม่มีอะไรเลยอย่างหนู ก็สามารถเติบโตเป็นคนที่มีคุณค่าได้เหมือนกับท่านประธานที่เป็นไอดอลของหนูค่ะ”ประโยคสุดท้ายในจดหมายทำเอาไทน์นิ่งไปครู่ใหญ่ หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะเพราะมันเหมือนเห็นภาพตัวเองในกระจกเมื่อสิบกว่าปีก่อน เธอรีบถือจดหมายฉบับนั้นตรงไปหาวรารักษ์ที่กำลังนั่งจิบชาอยู่ในสวนดอกไม้ข้างบ้าน“พี่รักคะ ดูจดหมายฉบับนี้สิคะ”ไทน์ยื่นจดหมายให้คนรักที่ตอนนี้อยู่ในวัยห้าสิบสี่ปี ยังคงดูสง่
ภายในห้องนอนกว้างขวางของคฤหาสน์จิรเดชารัตน์ แสงไฟจากโคมไฟหัวเตียงในค่ำคืนนี้ดูสลัวกว่าปกติ บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเสียงเข็มนาฬิกาเดินเป็นจังหวะสม่ำเสมอ วรารักษ์ในวัยใกล้เลขห้านั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง มือเรียวที่เคยถือปากกาเซ็นเอกสารที่เกี่ยวกับธุรกิจอย่างมั่นคง ตอนนี้กลับสั่นเทาน้อย ๆ ขณะลูบไล้ไปบนใบหน้าของตัวเองผ่านกระจกเงาสิบปีผ่านไป...กาลเวลาไม่เคยปราณีใครแม้ว่าที่ผ่านมาเธอจะใช้ครีมบำรุงที่แพงที่สุด หรือเข้าสถาบันความงามที่ดีที่สุด แต่ร่องรอยแห่งวัยก็เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นทุกทีดังเช่นริ้วรอยที่หางตาและจุดกระที่ผิววรารักษ์ใช้นิ้วแตะลงบนโหนกแก้มที่มีจุดกระเริ่มผุดขึ้นตามธรรมชาติของวัย และเมื่อเธอพยายามฝืนยิ้ม ริ้วรอยเล็ก ๆ ที่หางตาก็พับซ้อนกันชัดเจนจนเธอต้องรีบหุบยิ้มทันที‘แก่ขึ้นขนาดนี้เลยเหรอวรารักษ์...’เธอคิดในใจพลางหยิบครีมกระปุกหรูมาทาซ้ำแล้วซ้ำเล่า หวังจะลบเลือนรอยเหล่านั้นเพียงเพื่อจะให้ดูดีพอในสายตาของแฟนเด็กที่นับวันจะยิ่งสง่างามและพรั่งพร้อมในวัยสามสิบเอ็ดปีเสียงประตูห้องน้ำเปิดออก ไทน์เดินออกมาในชุดคลุมอาบน้ำสีขาว ผมสั้นที่เซตทรงอย่างดีในเวลางาน ตอนนี้เปียกชื้นแ
ในวัยสี่สิบเก้าปี วรารักษ์ยังคงเป็นผู้หญิงที่ดูดีอย่างไร้ที่ติ ใบหน้าคมเข้มยังคงได้รับการดูแลอย่างดี แต่ในใจของเธอกลับเริ่มมีพายุลูกเล็ก ๆ ก่อตัวขึ้นอย่างห้ามไม่ได้ความมั่นใจที่เคยมีล้นปรี่เริ่มสั่นคลอนเมื่อเลขห้ากำลังเดินทางมาเยือน ผิดกับไทน์ในวัยสามสิบเอ็ดที่กำลังอยู่ในช่วงสะพรั่งและเปล่งประกายที่สุด ความเก่งกาจและบุคลิกที่นิ่งขรึมขึ้นตามตำแหน่งหน้าที่ ทำให้เธอดูมีเสน่ห์ดึงดูดอย่างที่วรารักษ์เริ่มจะหวาดหวั่นความระแวงของวรารักษ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อบริษัทรับนักศึกษาฝึกงานชุดใหม่เข้ามา และหนึ่งในนั้นคือมิ้นท์เด็กสาววัยยี่สิบต้น ๆ ที่มีรอยยิ้มสดใส ร่าเริง และดูจะ ติดไทน์เป็นพิเศษช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา วรารักษ์สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ไทน์เริ่มกลับบ้านดึกขึ้น บางวันก็กลับพร้อมกลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ที่ไม่ใช่กลิ่น ประจำตัวที่เธอคุ้นเคย อีกทั้งไทน์ยังดูติดโทรศัพท์มากขึ้น นิ้วเรียวมักจะกดพิมพ์ข้อความในมือถือพร้อมรอยยิ้มมุมปากในแบบที่วรารักษ์ไม่ได้เห็นมาพักใหญ่บ่ายวันหนึ่งในออฟฟิศของ 24 Hour วรารักษ์ที่กำลังจะไปประชุมต้องหยุดฝีเท้าในทันทีเมื่อเดินผ่านโต๊ะทำงานของเด็กฝึกงานคนนั้นภาพที
เจ็ดปี...เป็นเวลาที่นานพอจะทำให้คนเราเรียนรู้ทุกซอกทุกมุมของกันและกัน แต่สำหรับวรารักษ์และไทน์ เจ็ดปีกลับเป็นเพียงบทนำของนิยายรักที่ไม่มีวันจบเช้าวันวาเลนไทน์ในปีที่เจ็ดบรรยากาศภายในคฤหาสน์ของจิรเดชารัตน์ดูจะอบอวลไปด้วยความลับ ไทน์ในวัยยี่สิบแปดปีที่ตอนนี้กลายเป็นผู้บริหารเต็มตัวทั้งสง่าและเฉียบคม เธอกำลังประคองกล่องของขวัญใบเล็กที่ห่อด้วยกระดาษสีมุกอย่างทะนุถนอมปีนี้ไทน์ตั้งใจว่ากุหลาบขาวเพียงดอกเดียวเหมือนทุกปีคงไม่เพียงพอต่อความรักที่เอ่อล้น เธอจึงใช้เวลาหลังเลิกงานแอบไปลงคอร์สเรียนทำน้ำหอมอย่างจริงจังนานนับเดือน เพื่อที่จะสกัดเอา กลิ่นแห่งความทรงจำ ให้ออกมาเป็นรูปธรรมที่สุด“กลิ่น White Rose เปรียบเสมือนดอกกุหลาบขาวที่เต็มไปด้วยความรักที่บริสุทธิ์”ไทน์พึมพำขณะลูบไล้ขวดน้ำหอมดีไซน์เรียบหรู เธอเลือกเบสของน้ำหอมเป็นกลิ่นกุหลาบขาวที่บริสุทธิ์ แทรกด้วยกลิ่นหอมสะอาดของแป้งเด็กจาง ๆ เพื่อสื่อถึงความอ่อนโยนที่พี่รักมีให้เธอเสมอมา และตบท้ายด้วยกลิ่นวู้ดดี้เข้ม ๆ เพื่อสื่อถึงความมั่นคงของอีกฝ่าย เป็นกลิ่นที่ไทน์ตั้งชื่อให้ว่า เธอผู้เป็นนิรันดร์แต่ในขณะเดียวกัน...ทางด้านของคนพี่กลับเต็ม
แสงไฟสีนวลตาภายในห้องครัวขนาดใหญ่ของคฤหาสน์จิรเดชารัตน์ส่องสว่างเพียงบางจุด ทำให้ค่ำคืนนี้บรรยากาศดูเงียบสงบและเป็นส่วนตัวอย่างยิ่งกลิ่นหอมกรุ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของถั่วเหลืองต้มสุกผสมกับกลิ่นใบเตยหอมลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ ไทน์ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งของคนพี่และกางเกงขาสั้นเหนือเข่า กำลังยืนใจจดใจจ่ออยู่หน้าเตาไฟฟ้าเครื่องหรู เธอใช้ไม้พายคนน้ำสีขาวนวลในหม้ออย่างเบามือแม้ตอนนี้จะกลายเป็นผู้บริหารสาวที่แสนสง่าในเวลางาน แต่เมื่อกลับมาถึงบ้าน ไทน์ก็ยังคงชอบที่จะเข้าครัวทำน้ำเต้าหู้สูตรน้าเยาว์ให้วรารักษ์ดื่มก่อนนอนเสมอ โดยเฉพาะหลังจากกลับจากทริปยุโรปที่ต้องกินแต่ชีสและขนมปังมาหลายวัน“น้ำเต้าหู้ใกล้จะได้ที่แล้วค่ะพี่รัก กลิ่นหอมแล้ว”ไทน์เอ่ยขึ้นโดยไม่ได้หันไปมอง เพราะรับรู้ถึงฝีเท้าของคนรักที่เพิ่งเดินเข้ามาทว่าสิ่งที่ตอบกลับมาไม่ใช่คำพูด แต่เป็นอ้อมกอดอุ่น ๆ ที่สวมกอดเธอจากทางด้านหลัง วรารักษ์ซบหน้าลงกับลาดไหล่เนียนของคนเด็กกว่า สูดดมกลิ่นกายสาวที่หอมสะอาดสู้กับกลิ่นใบเตยในหม้อ มือเรียวของคนพี่เริ่มไม่อยู่นิ่ง มันค่อย ๆ ลูบไล้จากเอวบางขึ้นมาจนถึงหน้าท้องราบเรียบผ่านเนื้อผ้าตัวบาง“หอ
ท้องฟ้าเหนือกรุงปารีสในบ่ายวันนี้เป็นสีฟ้าครามสดใสตัดกับสถาปัตยกรรมสีครีมดูคลาสสิกของตึกรามบ้านช่องที่เรียงรายอยู่สองข้างทางไทน์ในชุดโอเวอร์โค้ทสีครีมสบายตายืนตะลึงมองหอไอเฟลที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าด้วยดวงตาที่เป็นประกาย นี่คือครั้งแรกในชีวิตที่เธอได้เดินทางข้ามซีกโลกมาไกลขนาดนี้ และคนที่ยืนเคียงข้างกุมมือเธอไว้ไม่ห่าง ก็คือผู้หญิงที่เป็นโลกทั้งใบของเธอ“สวยกว่าในรูปที่พี่รักเคยเอาให้ดูอีกค่ะ เหมือนในหนังเลย” ไทน์กระซิบพลางกระชับมือที่ประสานกันไว้แน่น“สวยสู้คนข้าง ๆ พี่ไม่ได้หรอกค่ะ”วรารักษ์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า แววตาที่มองแฟนเด็กนั้นเต็มไปด้วยความเอ็นดูทริปฮันนีมูนสิบวันที่รัญน้องสาวคนเล็กตั้งใจจัดให้เป็นของขวัญ เริ่มต้นขึ้นอย่างอลังการทั้งคู่นั่งเฟิร์สคลาสมาลงที่ฝรั่งเศส ก่อนจะต่อรถไฟความเร็วสูงไปยังสวิตเซอร์แลนด์และอิตาลี สำหรับไทน์ที่เคยใช้ชีวิตอยู่แต่ในร้านสะดวกซื้อและคอนโด การได้ออกมาเห็นโลกกว้างขนาดนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นจนเธอแทบจะเก็บอาการไว้ไม่อยู่ค่ำคืนแรกเมื่อมาถึงปารีส วรารักษ์จองดินเนอร์สุดหรูบนเรือล่องแม่น้ำแซน (Seine River) เพื่อฉลองคืนแรกของการเดิน
ทันทีที่บานประตูห้องทำงานปิดลง พิมพ์พิกาก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่จนบ่าที่เกร็งอยู่ลู่ตกลง เธอพิงแผ่นหลังลงกับบานไม้มะฮอกกานีหนา พลางมองโทรศัพท์ในมือด้วยความสับสนหัวใจของเลขาสาวเต้นไม่เป็นจังหวะ ไม่ใช่เพราะความกลัวต่ออารมณ์เกรี้ยวกราดของวรารักษ์ แต่เป็นเพราะความไม่ปกติของเจ้านาย ที่เธอกำลังเผชิญอยู่
เช้าวันต่อมาเสียงแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันไลน์ดังระรัวตั้งแต่เช้ามืดสลับกับแรงสั่นสะเทือนบนฟูกเก่าๆ จน ไทน์ต้องงัวเงียตื่นขึ้นมาแสงสว่างจากหน้าจอมือถือที่ร้าวตรงมุมบ่งบอกว่าเป็นข้อความด่วนจากกลุ่มพนักงานร้านสะดวกซื้อ เธอขยี้ตาเพ่งมองตัวอักษรที่ผู้จัดการร้านพิมพ์ทิ้งไว้ด้วยความตื่นตระหนก“ประกาศด่วน
แม้จะได้ย้ายกลับมาอยู่กะกลางวันตามคำสั่งลึกลับที่ทำให้ผู้จัดการร้านเปลี่ยนท่าทีเป็นนอบน้อม แต่ไทน์ก็ยังไม่อาจสลัดความเหนื่อยล้าออกไปได้พ้น แสงแดดยามบ่ายที่ส่องผ่านกระจกร้านสะดวกซื้อดูจะร้อนแรงกว่าทุกวัน มันหนักอึ้งพอ ๆ กับกองสมุดเลกเชอร์ที่วางรออยู่ในกระเป๋าเป้ไทน์ยืนสัปหงกอยู่ที่หน้าแคชเชียร์ ดวง
ท่ามกลางไอร้อนระอุของถนนคอนกรีตในช่วงบ่ายแก่ๆ เสียงกระดิ่งหน้าร้านสะดวกซื้อดังขึ้นเป็นระยะ พร้อมกับประโยคต้อนรับที่ดูเหมือนจะเป็นอัตโนมัติไปแล้วสำหรับ ไทน์“สวัสดีค่ะ เชิญค่า”ไทน์ปาดเหงื่อที่ซึมอยู่ตามไรผมภายใต้หมวกยูนิฟอร์มสีฟ้าขาว เธอเพิ่งจะจัดเรียงเครื่องดื่มเข้าตู้แช่เสร็จ และตอนนี้ต้อ







