เข้าสู่ระบบเสียงเข็มนาฬิกาพลาสติกที่ติดอยู่เหนือประตูห้องพักพนักงานเดินดัง กึก... กึก... ทุกวินาทีที่ผ่านไปดูเหมือนจะถูกยืดออกด้วยแรงดึงดูดบางอย่างที่ทำให้โลกหมุนช้าลง
ไทน์นั่งเหม่อมองตารางงานในแผ่นกระดาษที่ผู้จัดการเพิ่งแปะไว้บนบอร์ด ตัวอักษรชื่อของเธอถูกย้ายไปอยู่ในช่อง กะดึก ตั้งแต่ห้าทุ่มถึงเจ็ดโมงเช้า ติดกันเป็นเวลาสองสัปดาห์
“ไทน์ พี่จอยเขาปวดหลังเรื้อรัง หมอบอกว่าต้องนอนพักผ่อนให้เป็นเวลา ห้ามอดนอนเด็ดขาด” ผู้จัดการร้านเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้ดูเห็นใจ แต่แววตากลับหลบวูบ
“เธออายุยังน้อย ร่างกายยังไหว ช่วยพี่เขาหน่อยละกันนะ”
ไทน์อ้าปากจะทักท้วงเรื่องตารางเรียนวิชาสัมมนาตอนสิบโมงเช้าที่เธอเคยแจ้งไว้แล้ว แต่สายตาของเธอเหลือบไปเห็น พี่ก้อยที่ยืนพิงประตูห้องน้ำ พลางส่งยิ้มเยาะเย้ยมาให้
รอยยิ้มนั้นบอกชัดเจนว่านี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือการเอาคืนที่ไทน์เด่นเกินหน้าเกินตาในวันก่อน ไทน์ลอบกำหมัดแน่นก่อนจะคลายออกช้าๆ
“ถ้ามันเป็นจริงตามนั้น ก็แล้วแต่ผู้จัดการค่ะ” เธอตอบสั้นๆ ความคับแค้นใจวิ่งผ่านลำคอลงไปถึงหัวใจ
ตีสามสิบห้านาที...
ภายในร้านสะดวกซื้อเงียบสงัดจนน่าใจหาย แสงไฟนีออนที่เคยดูสว่างไสวในตอนกลางวัน ตอนนี้กลับดูซีดเซียวและเย็นชืด ไทน์กำลังถือกระบอกฉีดน้ำยาเช็ดกระจกและผ้าขนหนูสีตุ่นๆ เดินไปมาอยู่หน้าร้าน ร่างกายของเธอหนักอึ้งเหมือนมีใครเอาตะกั่วมาถ่วงไว้ที่เปลือกตา ทุกครั้งที่เธอกะพริบตา ภาพตรงหน้าจะพร่าเบลอเป็นจุดขาวๆ ความง่วงจู่โจมเธอเป็นระยะจนศีรษะสัปหงกเกือบกระแทกกับกระจกบานใหญ่
ไทน์พยายามมองเข็มนาฬิกาในร้าน มันเดินอย่างเชื่องช้าจนเธออยากจะเอื้อมมือไปหมุนมันให้ถึงเช้าเสียเดี๋ยวนี้ ลมหายใจที่พ่นออกมาเริ่มร้อนผ่าวเพราะอาการอดนอนสะสม สมองของเธอตื้อจนแทบจะจำสูตรวิเคราะห์ต้นทุนที่เพิ่งเรียนมาไม่ได้
ฉีด...เช็ด...วนเป็นวงกลม
ไทน์ทำซ้ำๆ ราวกับเครื่องจักร รอยนิ้วมือบนกระจกหายไปแต่ความเหงาจับใจกลับเข้ามาแทนที่ ในใจพยายามนึกถึงหน้าของน้าสาวที่ป่านนี้คงหลับสนิทอยู่บนบ้านไม้หลังเก่า เพื่อให้มีแรงขยับมือต่อ
ทว่าท่ามกลางความมืดมิดของถนนเบื้องหน้า แสงไฟหน้ารถยนต์คู่หนึ่งก็สาดส่องเข้ามาปะทะดวงตาที่เหนื่อยล้า รถยุโรปสีดำสนิทแล่นมาจอดนิ่งที่หน้าร้าน เครื่องยนต์คำรามแผ่วเบาก่อนจะดับลง ไทน์หยุดมือที่กำลังเช็ดกระจก หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะเมื่อเห็นประตูรถเปิดออก และร่างระหงที่แสนคุ้นตาก้าวลงมา
คุณรักอยู่ในชุดสูทสีดำที่ดูเป็นทางการกว่าทุกวัน ใบหน้าสวยสง่าดูอ่อนล้าเล็กน้อยคล้ายคนเพิ่งเลิกงานหนัก แต่พอเธอเห็นว่าพนักงานที่กำลังยืนเช็ดกระจกอยู่คือใคร ดวงตาคู่คมนั้นก็ฉายแววประหลาดใจแกมไม่พอใจทันที
“ทำไมยังทำงานอยู่อีก” รักถามเสียงเข้ม เดินตรงเข้ามาหาไทน์ที่ยังคงยืนถือกระบอกน้ำยาค้างอยู่
“คุณรัก สวัสดีค่ะ” ไทน์รีบวางอุปกรณ์ลง “คือ เอ่อ หนูโดนย้ายกะค่ะ พนักงานอีกคนเขาป่วย”
รักขมวดคิ้วแน่น เธอเดินเข้ามาใกล้จนเห็นรอยคล้ำใต้ตาของเด็กสาวชัดเจน
“โดนย้ายมาอยู่กะดึกงั้นเหรอ ถึงว่าล่ะ กลางวันฉันมาหา ไม่เจอเธอเลย”
“คุณรักมาหาหนูเหรอคะ”
“ใช่ แล้วย้ายมาหลายวันแล้วเหรอ”
“ค่ะ หนูย้ายมาอยู่กะดึกหลายวันแล้ว แล้วช่วงนี้กลางวันหนูก็มีเรียน” ไทน์ก้มหน้าลงเล็กน้อย พยายามหลบสายตาเพื่อปกปิดความเหนื่อยล้า
“อ้าว แล้วแบบนี้เธอจะไปเรียนไหวเหรอ”
“ก็...ไหวค่ะ หนูชดเชยเวลาเอาได้”
“ไหวที่ไหน ตาเธอกำลังจะปิดอยู่แล้วนะ”
รักถอนหายใจยาว ความโกรธที่พนักงานในองค์กรถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมเริ่มคุกรุ่นขึ้นมา แต่ความห่วงใยที่มีต่อคนตรงหน้ากลับรุนแรงกว่า
“ออกไปข้างนอกหน่อยไป ฉันอยากคุยด้วย”
รักเดินนำออกไปที่ม้านั่งพลาสติกตัวยาวหน้าร้าน ลมกลางคืนพัดมาเย็นเยียบแต่มันกลับช่วยให้สติของไทน์ฟื้นคืนมาได้บ้าง ไทน์นั่งลงข้างคุณรักอย่างเกร็งๆ ระหว่างทั้งคู่มีความเงียบปกคลุมอยู่ครู่หนึ่ง มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง
“เล่าเรื่องของเธอให้ฉันฟังหน่อยสิ” รักเอ่ยทำลายความเงียบ “ที่เธออดทนอยู่แบบนี้ เพื่ออะไรกัน เธอเรียนอยู่ที่ไหน ปีไหน เรียนอะไร แล้วทำไมต้องทำงานไปด้วย”
ไทน์นิ่งไปครู่หนึ่งกับคำถามมากมายที่ส่งมา ก่อนจะตอบเบาๆ
“หนูเรียนมหาลัยรัฐแถวนี้แหละค่ะ อยู่ปีสาม เรียนบริหารการตลาดค่ะ จบไปอยากเป็นนักวางแผน อยากเข้าใจการซื้อของของผู้บริโภค ทำไมบางคนถึงซื้อของแพง ทั้งที่ของถูกก็ใช้ได้เหมือนกัน และที่หนูทำงานไปด้วย เพราะอยากแบ่งเบาภาระน้าสาวที่เลี้ยงหนูมา พ่อกับแม่แยกทางกัน แล้วก็ทิ้งหนูไว้กับน้าน่ะค่ะ”
ไทน์เงยหน้ามองท้องฟ้ามืดมิด แววตาที่เคยหม่นแสงเพราะความง่วงกลับมีประกายความฝันจุดประกายขึ้นมา
“น้าของหนูมีอาชีพขายน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋ ถึงน้าจะไม่มีสามี ไม่มีลูก แต่การเลี้ยงเด็กสักคนตั้งแต่เกิดจนโตก็ลำบากค่ะ หนูอยากตอบแทนน้า อยากให้น้าได้อยู่สบาย ๆ มีแอร์เย็น ๆ นอน ไม่ต้องอยู่บ้านเก่า ๆ และหนูก็อยากเก่งพอจะยืนด้วยขาของตัวเองค่ะ”
รักนิ่งฟังอย่างตั้งใจ เธอไม่ได้ได้ยินแค่เสียงความลำบาก แต่เธอได้ยิน คุณค่าของมนุษย์คนหนึ่งที่ทะนงตัวและมีความฝันที่งดงามเกินกว่าตำแหน่งพนักงานพาร์ทไทม์ รักเริ่มตระหนักว่าไทน์ไม่ได้ต้องการความสงสาร แต่ต้องการ โอกาสที่จะเติบโต
ในจังหวะนั้นเอง ชายวัยกลางคนคนหนึ่งเดินโซซัดโซเซมาที่หน้าร้าน กลิ่นเหล้าฉุนกึกโชยมาตามลม เขาจ้องมองไทน์ด้วยสายตาหยาบคายพลางพยายามจะเดินเข้ามาใกล้
“เฮ้ยน้อง...ซื้อเบียร์หน่อยดิ เปิดร้านยังไงวะไม่มีคนเฝ้าเคาน์เตอร์”
ไทน์สะดุ้งตัวโยน แววตาฉายความหวาดกลัวออกมาทันที เธอรีบลุกขึ้นจะกลับเข้าไปทำงาน แต่รักกลับคว้าข้อมือเธอไว้เบาๆ แล้วกดโทรศัพท์โทรหาใครบางคน
“มาที่หน้าร้านหน่อย... มีแขกไม่ได้รับเชิญ”
ไม่ถึงสิบวินาที ชายในชุดบอดี้การ์ดสีดำรูปร่างกำยำสองคนก็ก้าวลงมาจากรถที่จอดถัดไปไม่ไกล พวกเขาเดินมาทำทีเป็นซื้อของและยืนกันระหว่างคนเมากับไทน์ ลูกค้าคนเมาเห็นท่าไม่ดีจึงรีบหยิบเบียร์แล้วจ่ายเงินออกไปอย่างรวดเร็ว
ไทน์ยืนมองเหตุการณ์นั้นด้วยความอึ้ง
“นั่น... คนของคุณเหรอคะ?”
“อืม... คนขับรถกับพนักงานรักษาความปลอดภัยของฉันเอง” รักตอบเรียบๆ พลางมองปฏิกิริยาของไทน์ที่เริ่มมองเธอด้วยความสงสัย
“คุณคงไม่ใช่แค่ลูกค้าธรรมดาใช่ไหมคะ”
ไทน์พึมพำ สายตาเธอมองเห็นความต่างชั้นที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ผู้หญิงที่อยู่ข้างเธอตอนนี้มีทั้งอำนาจและบริวารที่เธอไม่อาจจินตนาการได้
รักไม่ได้ตอบคำถามนั้นตรงๆ เธอเพียงแต่หันมาสบตาไทน์
“คืนนี้เธอต้องเชียร์ขายสินค้าอะไรมั้ย”
ไทน์ส่ายหน้าเบาๆ “อยู่กะกลางคืนก็สบายไปอย่างค่ะ ไม่ต้องเน้นเรื่องการขาย แค่ต้องทำความสะอาดร้าน ดูสินค้าที่จะเตรียมจำหน่ายวันรุ่งขึ้นอะไรทำนองนี้มากกว่า”
คำตอบของไทน์ทำให้รักพอใจเป็นอย่างมาก แน่นอนเธอรู้เรื่องการขายสินค้าในร้านดีอยู่แล้ว แค่อยากรู้ว่าอีกฝ่ายจะใช้โอกาสนี้ในการทำยอดขายรึเปล่า ซึ่งไทน์ไม่ใช่คนแบบนั้น
“อืม งั้นฉันไปก่อนนะ เลิกงานแล้วรีบกลับไปพักผ่อน”
รักพูดทิ้งท้ายก่อนจะเดินจากไปทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมจางๆ
ไทน์มองตามรถราคาแพงที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป เธอรู้สึกว่าโลกของคุณรักมันใหญ่โตและลึกลับเหลือเกิน ขณะเดียวกัน ภายในรถที่กำลังเคลื่อนตัวออกไป รักสั่งการด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบใส่เลขาของเธอผ่านโทรศัพท์
“ส่งข้อมูลสาขาสองศูนย์เก้ามาให้ฉันเดี๋ยวนี้ และเตรียมเบอร์โทรศัพท์ของผู้จัดการร้านสาขานี้ไว้ด้วย ฉันมีเรื่องต้องเคลียร์กับเขาพรุ่งนี้เช้า”
ท่ามกลางกองจดหมายขอรับทุนการศึกษาประจำปีของบริษัท 24 Hour ที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะทำงานไม้ตัวใหญ่ในคฤหาสน์ ไทน์ในวัยสามสิบหกปี ผู้ดำรงตำแหน่งประธานบริหารอย่างเต็มตัว กำลังไล่สายตาอ่านข้อความเหล่านั้นด้วยความตั้งใจ จนกระทั่งเธอสะดุดกับซองจดหมายสีขาวธรรมดาฉบับหนึ่งเนื้อหาในจดหมายเขียนด้วยลายมือบรรจง เล่าถึงเด็กสาวคนหนึ่งที่สอบติดคณะบริหารธุรกิจในมหาวิทยาลัยชื่อดัง แต่กลับไม่มีทุนการศึกษาเพราะพ่อแม่ทิ้งไปตั้งแต่เด็ก เธอใช้เวลาหลังเลิกเรียนทำงานพาร์ทไทม์ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งเพื่อเก็บเงิน แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อค่าเทอมที่แสนแพง“หนูไม่ได้ต้องการแค่เงินช่วยเหลือ แต่หนูต้องการโอกาสที่จะพิสูจน์ว่า เด็กที่ไม่มีอะไรเลยอย่างหนู ก็สามารถเติบโตเป็นคนที่มีคุณค่าได้เหมือนกับท่านประธานที่เป็นไอดอลของหนูค่ะ”ประโยคสุดท้ายในจดหมายทำเอาไทน์นิ่งไปครู่ใหญ่ หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะเพราะมันเหมือนเห็นภาพตัวเองในกระจกเมื่อสิบกว่าปีก่อน เธอรีบถือจดหมายฉบับนั้นตรงไปหาวรารักษ์ที่กำลังนั่งจิบชาอยู่ในสวนดอกไม้ข้างบ้าน“พี่รักคะ ดูจดหมายฉบับนี้สิคะ”ไทน์ยื่นจดหมายให้คนรักที่ตอนนี้อยู่ในวัยห้าสิบสี่ปี ยังคงดูสง่
ภายในห้องนอนกว้างขวางของคฤหาสน์จิรเดชารัตน์ แสงไฟจากโคมไฟหัวเตียงในค่ำคืนนี้ดูสลัวกว่าปกติ บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเสียงเข็มนาฬิกาเดินเป็นจังหวะสม่ำเสมอ วรารักษ์ในวัยใกล้เลขห้านั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง มือเรียวที่เคยถือปากกาเซ็นเอกสารที่เกี่ยวกับธุรกิจอย่างมั่นคง ตอนนี้กลับสั่นเทาน้อย ๆ ขณะลูบไล้ไปบนใบหน้าของตัวเองผ่านกระจกเงาสิบปีผ่านไป...กาลเวลาไม่เคยปราณีใครแม้ว่าที่ผ่านมาเธอจะใช้ครีมบำรุงที่แพงที่สุด หรือเข้าสถาบันความงามที่ดีที่สุด แต่ร่องรอยแห่งวัยก็เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นทุกทีดังเช่นริ้วรอยที่หางตาและจุดกระที่ผิววรารักษ์ใช้นิ้วแตะลงบนโหนกแก้มที่มีจุดกระเริ่มผุดขึ้นตามธรรมชาติของวัย และเมื่อเธอพยายามฝืนยิ้ม ริ้วรอยเล็ก ๆ ที่หางตาก็พับซ้อนกันชัดเจนจนเธอต้องรีบหุบยิ้มทันที‘แก่ขึ้นขนาดนี้เลยเหรอวรารักษ์...’เธอคิดในใจพลางหยิบครีมกระปุกหรูมาทาซ้ำแล้วซ้ำเล่า หวังจะลบเลือนรอยเหล่านั้นเพียงเพื่อจะให้ดูดีพอในสายตาของแฟนเด็กที่นับวันจะยิ่งสง่างามและพรั่งพร้อมในวัยสามสิบเอ็ดปีเสียงประตูห้องน้ำเปิดออก ไทน์เดินออกมาในชุดคลุมอาบน้ำสีขาว ผมสั้นที่เซตทรงอย่างดีในเวลางาน ตอนนี้เปียกชื้นแ
ในวัยสี่สิบเก้าปี วรารักษ์ยังคงเป็นผู้หญิงที่ดูดีอย่างไร้ที่ติ ใบหน้าคมเข้มยังคงได้รับการดูแลอย่างดี แต่ในใจของเธอกลับเริ่มมีพายุลูกเล็ก ๆ ก่อตัวขึ้นอย่างห้ามไม่ได้ความมั่นใจที่เคยมีล้นปรี่เริ่มสั่นคลอนเมื่อเลขห้ากำลังเดินทางมาเยือน ผิดกับไทน์ในวัยสามสิบเอ็ดที่กำลังอยู่ในช่วงสะพรั่งและเปล่งประกายที่สุด ความเก่งกาจและบุคลิกที่นิ่งขรึมขึ้นตามตำแหน่งหน้าที่ ทำให้เธอดูมีเสน่ห์ดึงดูดอย่างที่วรารักษ์เริ่มจะหวาดหวั่นความระแวงของวรารักษ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อบริษัทรับนักศึกษาฝึกงานชุดใหม่เข้ามา และหนึ่งในนั้นคือมิ้นท์เด็กสาววัยยี่สิบต้น ๆ ที่มีรอยยิ้มสดใส ร่าเริง และดูจะ ติดไทน์เป็นพิเศษช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา วรารักษ์สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ไทน์เริ่มกลับบ้านดึกขึ้น บางวันก็กลับพร้อมกลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ที่ไม่ใช่กลิ่น ประจำตัวที่เธอคุ้นเคย อีกทั้งไทน์ยังดูติดโทรศัพท์มากขึ้น นิ้วเรียวมักจะกดพิมพ์ข้อความในมือถือพร้อมรอยยิ้มมุมปากในแบบที่วรารักษ์ไม่ได้เห็นมาพักใหญ่บ่ายวันหนึ่งในออฟฟิศของ 24 Hour วรารักษ์ที่กำลังจะไปประชุมต้องหยุดฝีเท้าในทันทีเมื่อเดินผ่านโต๊ะทำงานของเด็กฝึกงานคนนั้นภาพที
เจ็ดปี...เป็นเวลาที่นานพอจะทำให้คนเราเรียนรู้ทุกซอกทุกมุมของกันและกัน แต่สำหรับวรารักษ์และไทน์ เจ็ดปีกลับเป็นเพียงบทนำของนิยายรักที่ไม่มีวันจบเช้าวันวาเลนไทน์ในปีที่เจ็ดบรรยากาศภายในคฤหาสน์ของจิรเดชารัตน์ดูจะอบอวลไปด้วยความลับ ไทน์ในวัยยี่สิบแปดปีที่ตอนนี้กลายเป็นผู้บริหารเต็มตัวทั้งสง่าและเฉียบคม เธอกำลังประคองกล่องของขวัญใบเล็กที่ห่อด้วยกระดาษสีมุกอย่างทะนุถนอมปีนี้ไทน์ตั้งใจว่ากุหลาบขาวเพียงดอกเดียวเหมือนทุกปีคงไม่เพียงพอต่อความรักที่เอ่อล้น เธอจึงใช้เวลาหลังเลิกงานแอบไปลงคอร์สเรียนทำน้ำหอมอย่างจริงจังนานนับเดือน เพื่อที่จะสกัดเอา กลิ่นแห่งความทรงจำ ให้ออกมาเป็นรูปธรรมที่สุด“กลิ่น White Rose เปรียบเสมือนดอกกุหลาบขาวที่เต็มไปด้วยความรักที่บริสุทธิ์”ไทน์พึมพำขณะลูบไล้ขวดน้ำหอมดีไซน์เรียบหรู เธอเลือกเบสของน้ำหอมเป็นกลิ่นกุหลาบขาวที่บริสุทธิ์ แทรกด้วยกลิ่นหอมสะอาดของแป้งเด็กจาง ๆ เพื่อสื่อถึงความอ่อนโยนที่พี่รักมีให้เธอเสมอมา และตบท้ายด้วยกลิ่นวู้ดดี้เข้ม ๆ เพื่อสื่อถึงความมั่นคงของอีกฝ่าย เป็นกลิ่นที่ไทน์ตั้งชื่อให้ว่า เธอผู้เป็นนิรันดร์แต่ในขณะเดียวกัน...ทางด้านของคนพี่กลับเต็ม
แสงไฟสีนวลตาภายในห้องครัวขนาดใหญ่ของคฤหาสน์จิรเดชารัตน์ส่องสว่างเพียงบางจุด ทำให้ค่ำคืนนี้บรรยากาศดูเงียบสงบและเป็นส่วนตัวอย่างยิ่งกลิ่นหอมกรุ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของถั่วเหลืองต้มสุกผสมกับกลิ่นใบเตยหอมลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ ไทน์ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งของคนพี่และกางเกงขาสั้นเหนือเข่า กำลังยืนใจจดใจจ่ออยู่หน้าเตาไฟฟ้าเครื่องหรู เธอใช้ไม้พายคนน้ำสีขาวนวลในหม้ออย่างเบามือแม้ตอนนี้จะกลายเป็นผู้บริหารสาวที่แสนสง่าในเวลางาน แต่เมื่อกลับมาถึงบ้าน ไทน์ก็ยังคงชอบที่จะเข้าครัวทำน้ำเต้าหู้สูตรน้าเยาว์ให้วรารักษ์ดื่มก่อนนอนเสมอ โดยเฉพาะหลังจากกลับจากทริปยุโรปที่ต้องกินแต่ชีสและขนมปังมาหลายวัน“น้ำเต้าหู้ใกล้จะได้ที่แล้วค่ะพี่รัก กลิ่นหอมแล้ว”ไทน์เอ่ยขึ้นโดยไม่ได้หันไปมอง เพราะรับรู้ถึงฝีเท้าของคนรักที่เพิ่งเดินเข้ามาทว่าสิ่งที่ตอบกลับมาไม่ใช่คำพูด แต่เป็นอ้อมกอดอุ่น ๆ ที่สวมกอดเธอจากทางด้านหลัง วรารักษ์ซบหน้าลงกับลาดไหล่เนียนของคนเด็กกว่า สูดดมกลิ่นกายสาวที่หอมสะอาดสู้กับกลิ่นใบเตยในหม้อ มือเรียวของคนพี่เริ่มไม่อยู่นิ่ง มันค่อย ๆ ลูบไล้จากเอวบางขึ้นมาจนถึงหน้าท้องราบเรียบผ่านเนื้อผ้าตัวบาง“หอ
ท้องฟ้าเหนือกรุงปารีสในบ่ายวันนี้เป็นสีฟ้าครามสดใสตัดกับสถาปัตยกรรมสีครีมดูคลาสสิกของตึกรามบ้านช่องที่เรียงรายอยู่สองข้างทางไทน์ในชุดโอเวอร์โค้ทสีครีมสบายตายืนตะลึงมองหอไอเฟลที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าด้วยดวงตาที่เป็นประกาย นี่คือครั้งแรกในชีวิตที่เธอได้เดินทางข้ามซีกโลกมาไกลขนาดนี้ และคนที่ยืนเคียงข้างกุมมือเธอไว้ไม่ห่าง ก็คือผู้หญิงที่เป็นโลกทั้งใบของเธอ“สวยกว่าในรูปที่พี่รักเคยเอาให้ดูอีกค่ะ เหมือนในหนังเลย” ไทน์กระซิบพลางกระชับมือที่ประสานกันไว้แน่น“สวยสู้คนข้าง ๆ พี่ไม่ได้หรอกค่ะ”วรารักษ์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า แววตาที่มองแฟนเด็กนั้นเต็มไปด้วยความเอ็นดูทริปฮันนีมูนสิบวันที่รัญน้องสาวคนเล็กตั้งใจจัดให้เป็นของขวัญ เริ่มต้นขึ้นอย่างอลังการทั้งคู่นั่งเฟิร์สคลาสมาลงที่ฝรั่งเศส ก่อนจะต่อรถไฟความเร็วสูงไปยังสวิตเซอร์แลนด์และอิตาลี สำหรับไทน์ที่เคยใช้ชีวิตอยู่แต่ในร้านสะดวกซื้อและคอนโด การได้ออกมาเห็นโลกกว้างขนาดนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นจนเธอแทบจะเก็บอาการไว้ไม่อยู่ค่ำคืนแรกเมื่อมาถึงปารีส วรารักษ์จองดินเนอร์สุดหรูบนเรือล่องแม่น้ำแซน (Seine River) เพื่อฉลองคืนแรกของการเดิน
ทันทีที่บานประตูห้องทำงานปิดลง พิมพ์พิกาก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่จนบ่าที่เกร็งอยู่ลู่ตกลง เธอพิงแผ่นหลังลงกับบานไม้มะฮอกกานีหนา พลางมองโทรศัพท์ในมือด้วยความสับสนหัวใจของเลขาสาวเต้นไม่เป็นจังหวะ ไม่ใช่เพราะความกลัวต่ออารมณ์เกรี้ยวกราดของวรารักษ์ แต่เป็นเพราะความไม่ปกติของเจ้านาย ที่เธอกำลังเผชิญอยู่
เช้าวันต่อมาเสียงแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันไลน์ดังระรัวตั้งแต่เช้ามืดสลับกับแรงสั่นสะเทือนบนฟูกเก่าๆ จน ไทน์ต้องงัวเงียตื่นขึ้นมาแสงสว่างจากหน้าจอมือถือที่ร้าวตรงมุมบ่งบอกว่าเป็นข้อความด่วนจากกลุ่มพนักงานร้านสะดวกซื้อ เธอขยี้ตาเพ่งมองตัวอักษรที่ผู้จัดการร้านพิมพ์ทิ้งไว้ด้วยความตื่นตระหนก“ประกาศด่วน
แม้จะได้ย้ายกลับมาอยู่กะกลางวันตามคำสั่งลึกลับที่ทำให้ผู้จัดการร้านเปลี่ยนท่าทีเป็นนอบน้อม แต่ไทน์ก็ยังไม่อาจสลัดความเหนื่อยล้าออกไปได้พ้น แสงแดดยามบ่ายที่ส่องผ่านกระจกร้านสะดวกซื้อดูจะร้อนแรงกว่าทุกวัน มันหนักอึ้งพอ ๆ กับกองสมุดเลกเชอร์ที่วางรออยู่ในกระเป๋าเป้ไทน์ยืนสัปหงกอยู่ที่หน้าแคชเชียร์ ดวง
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ ห้องทำงานชั้นบนสุดของตึกระฟ้าใจกลางเมือง วรารักษ์ นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้โอ๊คตัวใหญ่ แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสะท้อนผ่านกระจกบานยักษ์เข้ามาอาบไล่ใบหน้าสวยสง่าที่ตอนนี้ดูเย็นชาอย่างที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็นบ่อยนักในมือของเธอคือแฟ้มประวัติพนักงานและตารางงานของร้านสะดวกซื้อสาขาที่ไทน์ทำงานอ







