INICIAR SESIÓNเสียงเข็มนาฬิกาพลาสติกที่ติดอยู่เหนือประตูห้องพักพนักงานเดินดัง กึก... กึก... ทุกวินาทีที่ผ่านไปดูเหมือนจะถูกยืดออกด้วยแรงดึงดูดบางอย่างที่ทำให้โลกหมุนช้าลง
ไทน์นั่งเหม่อมองตารางงานในแผ่นกระดาษที่ผู้จัดการเพิ่งแปะไว้บนบอร์ด ตัวอักษรชื่อของเธอถูกย้ายไปอยู่ในช่อง กะดึก ตั้งแต่ห้าทุ่มถึงเจ็ดโมงเช้า ติดกันเป็นเวลาสองสัปดาห์
“ไทน์ พี่จอยเขาปวดหลังเรื้อรัง หมอบอกว่าต้องนอนพักผ่อนให้เป็นเวลา ห้ามอดนอนเด็ดขาด” ผู้จัดการร้านเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้ดูเห็นใจ แต่แววตากลับหลบวูบ
“เธออายุยังน้อย ร่างกายยังไหว ช่วยพี่เขาหน่อยละกันนะ”
ไทน์อ้าปากจะทักท้วงเรื่องตารางเรียนวิชาสัมมนาตอนสิบโมงเช้าที่เธอเคยแจ้งไว้แล้ว แต่สายตาของเธอเหลือบไปเห็น พี่ก้อยที่ยืนพิงประตูห้องน้ำ พลางส่งยิ้มเยาะเย้ยมาให้
รอยยิ้มนั้นบอกชัดเจนว่านี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือการเอาคืนที่ไทน์เด่นเกินหน้าเกินตาในวันก่อน ไทน์ลอบกำหมัดแน่นก่อนจะคลายออกช้าๆ
“ถ้ามันเป็นจริงตามนั้น ก็แล้วแต่ผู้จัดการค่ะ” เธอตอบสั้นๆ ความคับแค้นใจวิ่งผ่านลำคอลงไปถึงหัวใจ
ตีสามสิบห้านาที...
ภายในร้านสะดวกซื้อเงียบสงัดจนน่าใจหาย แสงไฟนีออนที่เคยดูสว่างไสวในตอนกลางวัน ตอนนี้กลับดูซีดเซียวและเย็นชืด ไทน์กำลังถือกระบอกฉีดน้ำยาเช็ดกระจกและผ้าขนหนูสีตุ่นๆ เดินไปมาอยู่หน้าร้าน ร่างกายของเธอหนักอึ้งเหมือนมีใครเอาตะกั่วมาถ่วงไว้ที่เปลือกตา ทุกครั้งที่เธอกะพริบตา ภาพตรงหน้าจะพร่าเบลอเป็นจุดขาวๆ ความง่วงจู่โจมเธอเป็นระยะจนศีรษะสัปหงกเกือบกระแทกกับกระจกบานใหญ่
ไทน์พยายามมองเข็มนาฬิกาในร้าน มันเดินอย่างเชื่องช้าจนเธออยากจะเอื้อมมือไปหมุนมันให้ถึงเช้าเสียเดี๋ยวนี้ ลมหายใจที่พ่นออกมาเริ่มร้อนผ่าวเพราะอาการอดนอนสะสม สมองของเธอตื้อจนแทบจะจำสูตรวิเคราะห์ต้นทุนที่เพิ่งเรียนมาไม่ได้
ฉีด...เช็ด...วนเป็นวงกลม
ไทน์ทำซ้ำๆ ราวกับเครื่องจักร รอยนิ้วมือบนกระจกหายไปแต่ความเหงาจับใจกลับเข้ามาแทนที่ ในใจพยายามนึกถึงหน้าของน้าสาวที่ป่านนี้คงหลับสนิทอยู่บนบ้านไม้หลังเก่า เพื่อให้มีแรงขยับมือต่อ
ทว่าท่ามกลางความมืดมิดของถนนเบื้องหน้า แสงไฟหน้ารถยนต์คู่หนึ่งก็สาดส่องเข้ามาปะทะดวงตาที่เหนื่อยล้า รถยุโรปสีดำสนิทแล่นมาจอดนิ่งที่หน้าร้าน เครื่องยนต์คำรามแผ่วเบาก่อนจะดับลง ไทน์หยุดมือที่กำลังเช็ดกระจก หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะเมื่อเห็นประตูรถเปิดออก และร่างระหงที่แสนคุ้นตาก้าวลงมา
คุณรักอยู่ในชุดสูทสีดำที่ดูเป็นทางการกว่าทุกวัน ใบหน้าสวยสง่าดูอ่อนล้าเล็กน้อยคล้ายคนเพิ่งเลิกงานหนัก แต่พอเธอเห็นว่าพนักงานที่กำลังยืนเช็ดกระจกอยู่คือใคร ดวงตาคู่คมนั้นก็ฉายแววประหลาดใจแกมไม่พอใจทันที
“ทำไมยังทำงานอยู่อีก” รักถามเสียงเข้ม เดินตรงเข้ามาหาไทน์ที่ยังคงยืนถือกระบอกน้ำยาค้างอยู่
“คุณรัก สวัสดีค่ะ” ไทน์รีบวางอุปกรณ์ลง “คือ เอ่อ หนูโดนย้ายกะค่ะ พนักงานอีกคนเขาป่วย”
รักขมวดคิ้วแน่น เธอเดินเข้ามาใกล้จนเห็นรอยคล้ำใต้ตาของเด็กสาวชัดเจน
“โดนย้ายมาอยู่กะดึกงั้นเหรอ ถึงว่าล่ะ กลางวันฉันมาหา ไม่เจอเธอเลย”
“คุณรักมาหาหนูเหรอคะ”
“ใช่ แล้วย้ายมาหลายวันแล้วเหรอ”
“ค่ะ หนูย้ายมาอยู่กะดึกหลายวันแล้ว แล้วช่วงนี้กลางวันหนูก็มีเรียน” ไทน์ก้มหน้าลงเล็กน้อย พยายามหลบสายตาเพื่อปกปิดความเหนื่อยล้า
“อ้าว แล้วแบบนี้เธอจะไปเรียนไหวเหรอ”
“ก็...ไหวค่ะ หนูชดเชยเวลาเอาได้”
“ไหวที่ไหน ตาเธอกำลังจะปิดอยู่แล้วนะ”
รักถอนหายใจยาว ความโกรธที่พนักงานในองค์กรถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมเริ่มคุกรุ่นขึ้นมา แต่ความห่วงใยที่มีต่อคนตรงหน้ากลับรุนแรงกว่า
“ออกไปข้างนอกหน่อยไป ฉันอยากคุยด้วย”
รักเดินนำออกไปที่ม้านั่งพลาสติกตัวยาวหน้าร้าน ลมกลางคืนพัดมาเย็นเยียบแต่มันกลับช่วยให้สติของไทน์ฟื้นคืนมาได้บ้าง ไทน์นั่งลงข้างคุณรักอย่างเกร็งๆ ระหว่างทั้งคู่มีความเงียบปกคลุมอยู่ครู่หนึ่ง มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง
“เล่าเรื่องของเธอให้ฉันฟังหน่อยสิ” รักเอ่ยทำลายความเงียบ “ที่เธออดทนอยู่แบบนี้ เพื่ออะไรกัน เธอเรียนอยู่ที่ไหน ปีไหน เรียนอะไร แล้วทำไมต้องทำงานไปด้วย”
ไทน์นิ่งไปครู่หนึ่งกับคำถามมากมายที่ส่งมา ก่อนจะตอบเบาๆ
“หนูเรียนมหาลัยรัฐแถวนี้แหละค่ะ อยู่ปีสาม เรียนบริหารการตลาดค่ะ จบไปอยากเป็นนักวางแผน อยากเข้าใจการซื้อของของผู้บริโภค ทำไมบางคนถึงซื้อของแพง ทั้งที่ของถูกก็ใช้ได้เหมือนกัน และที่หนูทำงานไปด้วย เพราะอยากแบ่งเบาภาระน้าสาวที่เลี้ยงหนูมา พ่อกับแม่แยกทางกัน แล้วก็ทิ้งหนูไว้กับน้าน่ะค่ะ”
ไทน์เงยหน้ามองท้องฟ้ามืดมิด แววตาที่เคยหม่นแสงเพราะความง่วงกลับมีประกายความฝันจุดประกายขึ้นมา
“น้าของหนูมีอาชีพขายน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋ ถึงน้าจะไม่มีสามี ไม่มีลูก แต่การเลี้ยงเด็กสักคนตั้งแต่เกิดจนโตก็ลำบากค่ะ หนูอยากตอบแทนน้า อยากให้น้าได้อยู่สบาย ๆ มีแอร์เย็น ๆ นอน ไม่ต้องอยู่บ้านเก่า ๆ และหนูก็อยากเก่งพอจะยืนด้วยขาของตัวเองค่ะ”
รักนิ่งฟังอย่างตั้งใจ เธอไม่ได้ได้ยินแค่เสียงความลำบาก แต่เธอได้ยิน คุณค่าของมนุษย์คนหนึ่งที่ทะนงตัวและมีความฝันที่งดงามเกินกว่าตำแหน่งพนักงานพาร์ทไทม์ รักเริ่มตระหนักว่าไทน์ไม่ได้ต้องการความสงสาร แต่ต้องการ โอกาสที่จะเติบโต
ในจังหวะนั้นเอง ชายวัยกลางคนคนหนึ่งเดินโซซัดโซเซมาที่หน้าร้าน กลิ่นเหล้าฉุนกึกโชยมาตามลม เขาจ้องมองไทน์ด้วยสายตาหยาบคายพลางพยายามจะเดินเข้ามาใกล้
“เฮ้ยน้อง...ซื้อเบียร์หน่อยดิ เปิดร้านยังไงวะไม่มีคนเฝ้าเคาน์เตอร์”
ไทน์สะดุ้งตัวโยน แววตาฉายความหวาดกลัวออกมาทันที เธอรีบลุกขึ้นจะกลับเข้าไปทำงาน แต่รักกลับคว้าข้อมือเธอไว้เบาๆ แล้วกดโทรศัพท์โทรหาใครบางคน
“มาที่หน้าร้านหน่อย... มีแขกไม่ได้รับเชิญ”
ไม่ถึงสิบวินาที ชายในชุดบอดี้การ์ดสีดำรูปร่างกำยำสองคนก็ก้าวลงมาจากรถที่จอดถัดไปไม่ไกล พวกเขาเดินมาทำทีเป็นซื้อของและยืนกันระหว่างคนเมากับไทน์ ลูกค้าคนเมาเห็นท่าไม่ดีจึงรีบหยิบเบียร์แล้วจ่ายเงินออกไปอย่างรวดเร็ว
ไทน์ยืนมองเหตุการณ์นั้นด้วยความอึ้ง
“นั่น... คนของคุณเหรอคะ?”
“อืม... คนขับรถกับพนักงานรักษาความปลอดภัยของฉันเอง” รักตอบเรียบๆ พลางมองปฏิกิริยาของไทน์ที่เริ่มมองเธอด้วยความสงสัย
“คุณคงไม่ใช่แค่ลูกค้าธรรมดาใช่ไหมคะ”
ไทน์พึมพำ สายตาเธอมองเห็นความต่างชั้นที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ผู้หญิงที่อยู่ข้างเธอตอนนี้มีทั้งอำนาจและบริวารที่เธอไม่อาจจินตนาการได้
รักไม่ได้ตอบคำถามนั้นตรงๆ เธอเพียงแต่หันมาสบตาไทน์
“คืนนี้เธอต้องเชียร์ขายสินค้าอะไรมั้ย”
ไทน์ส่ายหน้าเบาๆ “อยู่กะกลางคืนก็สบายไปอย่างค่ะ ไม่ต้องเน้นเรื่องการขาย แค่ต้องทำความสะอาดร้าน ดูสินค้าที่จะเตรียมจำหน่ายวันรุ่งขึ้นอะไรทำนองนี้มากกว่า”
คำตอบของไทน์ทำให้รักพอใจเป็นอย่างมาก แน่นอนเธอรู้เรื่องการขายสินค้าในร้านดีอยู่แล้ว แค่อยากรู้ว่าอีกฝ่ายจะใช้โอกาสนี้ในการทำยอดขายรึเปล่า ซึ่งไทน์ไม่ใช่คนแบบนั้น
“อืม งั้นฉันไปก่อนนะ เลิกงานแล้วรีบกลับไปพักผ่อน”
รักพูดทิ้งท้ายก่อนจะเดินจากไปทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมจางๆ
ไทน์มองตามรถราคาแพงที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป เธอรู้สึกว่าโลกของคุณรักมันใหญ่โตและลึกลับเหลือเกิน ขณะเดียวกัน ภายในรถที่กำลังเคลื่อนตัวออกไป รักสั่งการด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบใส่เลขาของเธอผ่านโทรศัพท์
“ส่งข้อมูลสาขาสองศูนย์เก้ามาให้ฉันเดี๋ยวนี้ และเตรียมเบอร์โทรศัพท์ของผู้จัดการร้านสาขานี้ไว้ด้วย ฉันมีเรื่องต้องเคลียร์กับเขาพรุ่งนี้เช้า”
เสียงชัตเตอร์รัวกระหน่ำท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของหอประชุมมหาวิทยาลัยชื่อดัง แสงแดดยามสายส่องกระทบใบหน้าเปื้อนยิ้มของบัณฑิตใหม่ในชุดครุยสีน้ำเงินเข้มไทน์ยืนอยู่ตรงกลางท่ามกลางวงล้อมของคนที่เธอรักที่สุดในชีวิต ในมือของเธอไม่ได้มีเพียงใบปริญญาเกียรตินิยมอันดับหนึ่งที่เพิ่งได้รับมา แต่ยังมีช่อดอกไม้กุหลาบสีขาวช่อโตที่วรารักษ์เป็นคนสั่งทำเป็นพิเศษ“ยิ้มหน่อยนะคะคนเก่งของพี่...หนึ่ง สอง สาม!”วรารักษ์ในชุดสูทสีชมพูอ่อนดูสง่างามเป็นคนถือกล้องด้วยตัวเอง เธอพยายามเก็บทุกองศาความภูมิใจของแฟนเด็กเอาไว้ในความทรงจำ ถัดไปข้าง ๆ คือน้าเยาว์ที่วันนี้สวมชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนที่ไทน์ตั้งใจซื้อให้ น้าเยาว์ไม่ได้ใช้ไม้เท้าแล้ว เธอประคองตัวยืนเคียงข้างหลานสาวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความสุข“ถ้าพ่อกับแม่ของไทน์ได้เห็นไทน์ใส่ชุดนี้ น้าเชื่อว่าเค้าต้องดีใจมากแน่ ไทน์เก่งมากเลยลูก” น้าเยาว์เอ่ยเสียงสั่นพลางลูบแถบผ้าครุยของหลานสาวทว่าใบหน้าของไทน์กลับหมองลงเมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ในวันที่เธอประสบความสำเร็จมากที่สุด คนที่อยากให้อยู่ในวันนี้ด้วยกันกลับไม่อยู่ด้วยที่ผ่านมาไทน์รู้แค่พ่อกับแม่เอาเธอมาฝากไว้กั
แสงแดดยามบ่ายที่สาดส่องลงมายังลานจอดรถของภัตตาคารจีนฮกเกี้ยนดูจะเจิดจ้ากว่าปกติในสายตาของวรารักษ์ เธอไม่ได้ขยับรถไปไหนแม้แต่น้อย ตามที่ได้ให้สัญญาไว้กับเด็กน้อยของเธอ หัวใจที่เคยหนักอึ้งด้วยความกังวลค่อย ๆ ผ่อนคลายลงเมื่อเห็นร่างสูงโปร่งของไทน์เดินก้าวพ้นประตูบานยักษ์ออกมาทว่าสิ่งที่ทำให้วรารักษ์ต้องรีบเปิดประตูรถลงไปหา คือหยาดน้ำตาที่คลอเคลียอยู่บนดวงตากลมโตและรอยยิ้มที่กว้างที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็น“บี๋...เป็นอะไรคะ คุณพ่อทำอะไรหนูรึเปล่า”รักประคองใบหน้าหวานด้วยความร้อนรน ไทน์ส่ายหน้าช้า ๆ ก่อนจะโผเข้ากอดคนพี่ไว้แน่น กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ที่คุ้นเคยช่วยย้ำเตือนว่านี่คือเรื่องจริง“คุณพ่อไม่ได้ทำอะไรค่ะ ท่าน...ท่านใจดีมากค่ะ”“แล้วร้องไห้ทำไมคะคนเก่ง ไหนบอกพี่สิ”“คุณพ่อบอกว่า ไว้วันหลังให้ไทน์พาพ่อไปกินโจ๊กร้านนั้นบ้างนะ ร้านหน้าโรงพยาบาลที่เราเคยไปกินกันน่ะค่ะ” ไทน์เอ่ยเสียงสั่นเครือ “พี่รักคะ...คุณพ่อแทนตัวเองว่าพ่อกับไทน์ด้วยค่ะ”วรารักษ์นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะระบายยิ้มออกมาด้วยความโล่งอกอย่างที่สุด เธอกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นพลางลูบหลังปลอบประโลมคนในอ้อมแขน“พี่บอกแล้วไงคะว่าคุณ
รถสปอร์ตสีดำขลับเคลื่อนตัวเข้ามาจอดนิ่งสนิทอยู่ที่หน้าภัตตาคารอาหารจีนชื่อดังใจกลางเมือง บรรยากาศเบื้องหน้าดูโอ่อ่าสมฐานะด้วยสถาปัตยกรรมแบบจีนร่วมสมัย เสาสีแดงชาดต้นใหญ่สลักลวดลายมังกรทองพันรอบดูน่าเกรงขาม กลิ่นอายของความเก่าแก่และหรูหราแผ่ออกมาจนวรารักษ์ที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยถึงกับขมวดคิ้วเธอทอดสายตามองป้ายชื่อร้านที่เป็นตัวอักษรพู่กันจีนสีทองพลางนึกสงสัยในใจ...ทำไมคุณพ่อถึงให้พิมพ์เลือกร้านนี้กันนะพ่อไม่ชอบกินอาหารแนวฮกเกี้ยนนี่นา หรือกำลังคิดจะทำอะไรอยู่?“พี่รักคะ จอดรถนิ่งนานไปแล้วนะคะ เป็นอะไรรึเปล่าคะ”เสียงใสของคนข้างกายเรียกสติให้วรารักษ์หันกลับมามองต้นเสียงวันนี้ไทน์อยู่ในชุดที่ดูเป็นทางการและสุภาพที่สุดเท่าที่เจ้าตัวจะหาได้ คนเด็กกว่านั่งหลังตรงดิ่ง แม้ใบหน้าจะพยายามประดับด้วยรอยยิ้มบาง ๆ เพื่อให้คนพี่สบายใจ แต่แววตาที่สั่นไหวเล็กน้อยกับฝ่ามือที่ประสานกันแน่นบนตักก็ไม่อาจปิดบังความกังวลลึก ๆ ได้เลย“โอเคมั้ยคะคนเก่ง ถ้าไม่โอเคพี่จะเข้าไปด้วย”รักเอ่ยพลางเอื้อมมือไปกุมมือของคนน้องไว้แน่น เธอไม่ได้ตั้งใจจะทำตามคำสั่งคุณพ่อเสียทีเดียว แม้ท่านจะบอกว่าอยากคุยกับไทน์แค่สองค
ภายในห้องทำงานที่เงียบสงบของคฤหาสน์จิรเดชารัตน์ เจ้าสัวธนานั่งทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างบานกว้าง บนโต๊ะทำงานตัวใหญ่มีเอกสารวางกองอยู่ หนึ่งในนั้นคือซองเอกสารสีน้ำตาลที่บรรจุข้อมูลทุกอย่างของหญิงสาวที่ชื่อว่าไทน์เอาไว้อย่างละเอียดธนา จิรเดชารัตน์ เขาคือผู้ก่อตั้ง 24 Hour คือผู้ริเริ่มสร้างครอบครัว และสร้างบุตรสาวทั้งสามคนด้วยความรักยิ่ง สิ่งหนึ่งที่ธนามีอย่างเต็มเปี่ยมคือการเลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกสาวเสมอรัก ริณ รัญ ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดีตั้งแต่เด็ก คนเป็นพ่อไม่เคยทำให้ลูกรู้สึกว่าขาดเหลืออะไร ความรักที่ทั้งสามคนได้รับเป็นไปอย่างเท่าเทียม แต่ถึงอย่างนั้นธนาก็รู้ดีว่า สำหรับวงการธุรกิจนั้น อันตรายมีรอบด้านธนาไม่ใช่คนประมาท ทันทีที่เขารู้ว่าลูกสาวคนโตอย่างวรารักษ์ติดต่อกับหญิงสาวคนหนึ่ง เขาก็ไม่รอช้าที่จะให้นักสืบมือหนึ่งติดตามดูแลทุกความเคลื่อนไหวของผู้หญิงคนนั้นทว่าสิ่งที่ธนาได้รับการรายงานในแต่ละวัน คือพฤติกรรมธรรมดา ๆ อย่างคนทั่วไป หากแต่แฝงไว้ด้วยบางอย่างที่เขาไม่สามารถมองผ่านได้เจ้าสัวธนานึกย้อนไปถึงการรายงานความเคลื่อนไหวของไทน์ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ที่เขาให้สายสื
หลายเดือนผ่านไป...กาลเวลาที่หมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปอย่างรวดเร็วเปรียบเสมือนลมพายุที่พัดพาเอาหยาดเหงื่อและความเหนื่อยล้าของไทน์ให้เจือจางหายไปไทน์ในตอนนี้ไม่ได้เป็นเด็กพาร์ทไทม์อย่างก่อนหน้านี้แล้ว จากมือที่มักจะถือถาดเสิร์ฟอาหาร หรือผ้าเช็ดเคาน์เตอร์ผืนเก่า ๆ ตอนนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นมือที่กำลังกระชับซองเอกสารสีน้ำตาลที่ด้านในบรรจุใบรับรองการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเอาไว้แนบอกไทน์มองกระดาษใบนั้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ ความพยายามตลอดสามปีครึ่งที่เธอเคี่ยวกรำตัวเองอย่างหนัก ทั้งเรียนซัมเมอร์ เก็บหน่วยกิตจนครบ และการทำโปรเจกต์จบที่ได้ที่ปรึกษาพิเศษระดับประธานบริหารอย่างวรารักษ์คอยขัดเกลาให้จนสมบูรณ์แบบ วันนี้มันได้ส่งผลลัพธ์ที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต“ยินดีด้วยนะคะคนเก่งของพี่”เสียงนุ่มละมุนที่คุ้นเคยดังขึ้นข้างหู พร้อมกับอ้อมกอดอบอุ่นที่สวมกอดเธอจากด้านหลัง วรารักษ์ในชุดสูทสีขาวครีมดูสง่างามสมฐานะผู้บริหารระดับสูงโน้มใบหน้าลงมาหอมแก้มแฟนเด็กเบาๆ เป็นการให้รางวัล“ขอบคุณนะคะพี่รัก ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง”ไทน์หันกลับมาส่งยิ้มกว้างจนตาปิด ความสดใสของเธอในวันนี้ดูเจิดจ้ากว่าวันแรกที่ทั้
หลังจากค่ำคืนที่แสนยาวนานผ่านพ้นไป ความสัมพันธ์ของวรารักษ์และไทน์ก็ขยับเข้าสู่โหมดที่ลึกซึ้งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทว่าชีวิตจริงไม่ได้มีเพียงแค่บทรักอันเร่าร้อน เพราะการก้าวเข้าสู่โค้งสุดท้ายในเรื่องเรียนของไทน์มาพร้อมกับภาระอันหนักอึ้งนั่นคือ โปรเจกต์จบ ที่เป็นเสมือนปราการด่านสุดท้ายก่อนจะคว้าใบปริญญาหลายวันนี้ไทน์ตั้งหน้าตั้งตากับงานชิ้นสุดท้ายของเธอในรั้วมหาวิทยาลัยอย่างเต็มที่ ค่ำคืนนี้ก็เช่นเดียวกันภายในห้องทำงานส่วนตัวของวรารักษ์ที่คฤหาสน์จิรเดชารัตน์ บรรยากาศเงียบสงัดมีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเอื่อย ๆ และเสียงเคาะแป้นพิมพ์ที่ดังถี่ยิบจากมุมหนึ่งของห้อง ไทน์นั่งหน้ามุ่ยอยู่บนโต๊ะทำงานตัวยาว ดวงตากลมโตจ้องมองกราฟและแผนภูมิการตลาดบนหน้าจอโน้ตบุ๊กจนแทบจะถลนออกมา“เฮ้อ...ยากจัง” ไทน์พึมพำพลางทิ้งแผ่นหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างหมดแรงวรารักษ์ที่นั่งจิบกาแฟอ่านรายงานการประชุมอยู่อีกด้านหนึ่งเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอไอแพด เธอขยับแว่นสายตาเล็กน้อย แสงไฟจากโคมไฟบนโต๊ะสะท้อนเลนส์แว่นทำให้ดวงตาคมกริบของเธอดูทรงพลังและน่าเกรงขามกว่าปกติ“ถึงไหนแล้วคะบี๋” รักถามด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ“ไทน์ติด







