LOGIN“ใช่ เงียบๆ ไปเลยแกน่ะ” แก้วใจพูดสมทบ “ฉันว่านะ ที่แกพูดว่าสุดาไม่สวย แกก้มหน้าดูตัวเองในน้ำเน่าหรือเปล่าว่า ตัวเองก็ไม่ได้สวยเลิศเลอเลย สวยเพราะไปฉีดมาสารพัด สวยเพราะเครื่องสำอาง หน้าสดดูไม่จืด สู้สุดาของฉันก็ไม่ได้ ไม่ว่าหน้าสดหรือแต่งหน้า รอดทั้งนั้น อย่างนี้สิถึงพูดได้ว่า สวยไม่มีที่ติ”
“แก...นังแก้ว” ฤดีฉุนที่เพื่อนเอาเรื่องจริงมาพูด กำลังอ้าปากตอบโต้ ทว่าเสียงเธอยังไม่ทันออกจากปาก เสียงสายฟ้าฟาดของมณีรัตน์ดังขึ้นเสียก่อน
“ฤดี...แกออกไปทำงานเลยนะ ไม่ต้องมาปากหมาแถวนี้ ไปเลย ไป” มณีรัตน์ไล่ส่ง ฤดีไม่พอใจหนักมาก มองหน้าจันทร์สุดาที่ทำอะไรไม่ได้ เธอสะบัดหน้าเดินออกจากห้องแต่งตัว พร้อมกับความไม่พอใจ “อีนี่ท่าจะบ้า สุดาก็อยู่ของมันดีๆ ไปพูดแขวะทำไม”
“นั่นสิเจ๊ ปากน่าตบมากๆ เลย ฉันน่ะคันมือยิบๆ อยากฟาดหน้ามันเหลือเกิน” เอมอรเห็นด้วยกับมณีรัตน์
“อย่าไปว่าพี่ฤดีเลยค่ะ พี่ฤดีพูดความจริงนะคะ หนูไม่สวย หนูรู้ตัวดีค่ะ”
“เจ๊ว่า สุดาสวยนะ ทั้งสวยทั้งน่ารัก โดยเฉพาะเวลายิ้ม เจ๊ยังชอบมองสุดาเวลายิ้มเลย มันสดใสดูจริงใจไม่เสแสร้ง” มณีรัตน์กล่าวชมจากใจ “ความสวยสมัยนี้เสกกันได้ แค่มีเงินไปทำศัลยกรรม อยากสวยแบบไหนบอกหมอ หมอจัดให้ทุกอย่าง แต่สวยน่ามองแบบธรรมชาติอย่างสุดา หาไม่ได้มากนะ มั่นใจในตัวเองเถอะว่า สุดาไม่ขี้เหร่ เป็นคนสวยน่ารักคนนึงเลยนะ”
“ใช่ พี่เห็นด้วยกับเจ๊ สวยไม่จ๊าบ แต่มองไม่เบื่อ ดีกว่าสวยจ๊าบแต่ไม่น่ามองนะ ไม่มีเสน่ห์ อย่างพี่กับแก้วไง สวยเพราะแต่งของแท้” เอมอรรู้ตัวเองดี
“เอาล่ะ เลิกเม้าท์กันได้แล้ว รีบแต่งหน้าซะ วันนี้ท่าทางลูกค้าจะมาเร็ว เดี๋ยวเจ๊ไปดูความเรียบร้อยในคลับก่อนนะ แต่งหน้าเสร็จก็รีบไปสมทบล่ะ” มณีรัตน์บอกลูกน้อง “ส่วนสุดา วันนี้รีบกลับบ้านหรือมีธุระที่ไหนไหม”
“ไม่มีค่ะเจ๊”
“งั้นไปรอเจ๊ที่ห้องทำงานนะ เจ๊มีเรื่องจะคุยด้วย”
“ค่ะเจ๊” จันทร์สุดารับคำโดยไม่ถามว่าเรื่องอะไร แต่คิดว่าคงเป็นเรื่องสร้อยทิพย์ เธอลงมือแต่งหน้าให้เอมอรกับแก้วใจจนเสร็จ จากนั้นก็ไปนั่งรอมณีรัตน์ในห้องทำงาน
19.40 น.
ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดลำลองง่ายๆ แจ็คเก็ตสีดำสวมทับเสื้อยืดสีขาว กางเกงยีนส์สีเข้มกับรองเท้าผ้าใบสีขาว ชุดที่บุรุษทั่วไปสวมใส่กัน ทว่าเมื่ออยู่บนร่างกายของเตมินทร์ สิโรจน์เดโช บวกกับหน้าตาหล่อเหลาขั้นเทพ ส่งผลให้เขาดูสมาร์ทและเท่ กินขาดชายหลายสิบคนที่เข้ามาใช้บริการในคลับหรู
คลับฟรอร่าแบ่งออกเป็นสามโซน โซนวีไอพีคือลูกค้าที่ต้องการความเป็นส่วนตัว มีห้องเฉพาะในการสังสรรค์ ส่วนใหญ่จะเป็นนักธุรกิจ นักการเมืองและลูกค้าที่ไม่ชอบความวุ่นวายมาใช้บริการส่วนนี้ โซนสองเป็นไนต์คลับหรืออีกชื่อหนึ่งคือคลับเบอร์ เหมาะสำหรับคนชอบดื่ม เต้นรำ มีแดนซ์ฟลอร์และบูธดีเจ โซนสุดท้ายคือบาร์แอนด์เลานจ์ โซนนี้ถือว่ามีลูกค้ามาใช้บริการหนาแน่นทุกคืน นั่งดื่มไปพร้อมกับเสียงดนตรีและเสียงเพลงจากนักร้องเสียงดีที่ผลัดเปลี่ยนขึ้นมากล่อมเกลาอารมณ์ และมีสาวสวยมากหน้าหลายตาคอยเอาอกเอาใจ
ประตูโซนสามถูกเปิดออกด้วยมือพนักงานต้อนรับชาย เขาโค้งศีรษะเล็กน้อยให้กับลูกค้าระดับวีวีไอพีของคลับ คนเดินผ่านประตูยิ้มและพยักหน้าลงหนึ่งครั้งเชิงทักทายกลับ ก่อนก้าวเดินเข้าไปด้านใน ก้าวเดินไปยังโต๊ะประจำที่มีเพื่อนสนิทอีกสามคนนั่งรออยู่
“โทษทีวะที่มาช้า พอดีต้องไปส่งหมวยที่บ้านก่อน”
เตมินทร์กล่าวขอโทษเพื่อนเป็นอันดับแรก ทรุดตัวลงนั่งบนโซฟา นิกเนมชื่อหมวยคือ ว่าที่คู่หมั้นเตมินทร์นามจริงชื่อ วัชรีพร
“ก็ไม่ได้มาช้าอะไรนี่ ฉันสามคนก็เพิ่งมาถึงก่อนแกไม่ถึงสิบนาทีเลย” เสียงวิญญูหรือโฟมดังขึ้น ยกมือเรียกบริกรเพื่อสั่งเครื่องดื่มให้คนที่เพิ่งมาถึง “สรุปว่าแกได้วันปาร์ตี้สละโสดหรือยังวะ คิดตั้งแต่เนิ่นๆ นะเว้ย อย่าลืมว่าเพื่อนแกเยอะมาก หาสถานที่ใหญ่ๆ หน่อยจะได้สนุกสุดเหวี่ยง”
“ปาร์ตี้สละโสดจัดก่อนแต่งงานไม่ใช่เหรอวะ เติร์ดแค่หมั้นนะยังไม่ได้แต่งซะหน่อย” สันติชัยหรือพีทพูดเชิงถาม
“จัดก่อนก็ได้นี่หว่า เพราะหลังจากมันหมั้น มันก็ไม่โสดแล้ว” วิญญูพูดไปยกแก้วบรั่นดีขึ้นจิบ “ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่า นายเป็นคนแรกของกลุ่มที่กำลังแต่งงาน เคยคิดด้วยซ้ำไปว่า คนหวงความโสดขั้นสูงสุดอย่างนายจะยอมแต่งงานง่ายๆ แบบนี้”
อายุเพื่อนกลุ่มนี้เท่ากันคือสามสิบสี่ปี แต่ละคนล้วนเป็นลูกคนมีเงินทั้งสิ้น คบหากันไม่ต่ำกว่าสิบเก้าปี รู้ใจกันดีทุกอย่าง อาจพูดได้ว่า มองตาก็รู้ใจก็ว่าได้ เรื่องเตมินทร์เตรียมตัวสละโสด ไม่ใช่ว่าเจอผู้หญิงถูกใจหรือผู้หญิงที่คิดว่าใช่ เหตุผลคือญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน
คราแรกเตมินทร์ค้านหัวชนฝา ไม่ยอมหมั้นและแต่งงานกับวัชรีพร แต่พอรู้ว่า อรทัยผู้เป็นย่าป่วยด้วยโรคหัวใจ อยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด นางมีความหวังสูงมากว่า อยากเห็นเตมินทร์หลานสุดที่รักมีครอบครัว ด้วยความรักและสงสารอรทัย เตมินทร์ตกปากรับคำอย่างไม่มีทางเลี่ยง งานหมั้นของเขาและวัชรีพรจะเกิดขึ้นในอีกสองเดือน ส่วนงานแต่อีกสี่เดือนถัดไป ช่วงเวลาก่อนงานหมั้น เตมินทร์กับวัชรีพรค่อยๆ ทำความรู้จักและเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
Chapter 74 “เอาสามเรื่องนะคะ” “ค่ะ ได้ค่ะ แต่ตอนนี้ต้องนอนก่อนนะคะ ได้เวลานอนแล้ว” เธอหอมแก้มทั้งสองข้างของลูกสาว ที่หอมมารดากลับ “ราตรีสวัสดิ์ค่ะลูกสาวแม่” “กู๊ดไทน์ค่ะคุงแม่คนจ๋วย” จันทร์สุดายิ้ม หอมแก้มแก้มน้อยๆ อีกครั้ง ก่อนลุกขึ้นเดินไปปิดไฟ และเดินออกจากห้อง กลับไปยังห้องของตัวเอง เจ้าของห้องยังไม่ทันปิดประตูสนิท เสียงมือถือที่วางอยู่บนตู้หัวเตียงดังขึ้น เป็นการโทรมาแบบเห็นหน้ากัน จันทร์สุดารีบเดินไปกดรับ โดยลืมปิดประตูห้อง “สวัสดีค่ะพี่สร้อย” “ว่าไงน้องพี่ สบายดีไหม” “สบายดีค่ะ สบายดีมากๆ ก็พี่สร้อยเลี้ยงสุดาดีอย่างนี้ ไม่สบายได้ไงคะ” “พี่เต็มใจเลี้ยง แค่นี้คุณเควินบอกสบายมาก”เควินไม่พูด ไม่บ่น อะไรที่เป็นความสบายใจและความสุขของภรรยา เขาทำได้หมด จันทร์สุดาไม่อยากเกาะพี่เขยกับพี่สาวกินไปตลอดชีวิต เธอจึงขอทั้งสองเปิดร้านอาหารไทยเล็กๆ เพื่อมีรายได้เลี้ยงตัวเองกับลูก ทว่าสิ่งที่เควินทำให้คือ เปิดร้านอาหารขนาดใหญ่ รองรับลูกค้าได้ราวสามสิบโต๊ะ และเปิดให้โดยไม่ต้องคืนทุน กำไรเท่าไหร่เอาไปหมด แล้วยังให้เงิ
Chapter 73“คนที่ไหนท้องไม่มีพ่อ เทย่าเป็นคนนะไม่ใช่ปลากัดถึงมองหน้ากันแล้วท้องน่ะ พ่อดาด้ายังมีชีวิตอยู่ หล่อ รวย สมาร์ท เป็นคนมีตระกูล มีชื่อเสียงในเมืองไทย ครบถ้วนสมบูรณ์แบบทุกอย่าง ผัวเธอสองคนน่ะชิดซ้ายตกของโลกไปเลยนะ ถ้าไม่รวยจริงคงไม่ซื้อบ้านหลังนี้ให้ ไหนจะรถยนต์อีกหลายคน ค่าใช้จ่ายในบ้านอีก ไหนจะค่านั่นค่านี่ พ่อดาด้าออกคนเดียวเลยนะ ให้ลูกเมียอยู่อย่างสุขสบาย ใช้แต่เงินอย่างเดียว” วัชรีพรตอกกลับ “แล้วที่เธอสองคนไม่เห็นพ่อดาด้า เธอเฝ้าดูตลอดหรือไง หรือชอบส่องบ้านเทย่าถึงได้รู้ความเคลื่อนไหวหมด พ่อดาด้ามาบ้านนี้ แต่มาตอนที่เธอสองคนไม่รู้ไงล่ะ เพราะเทย่าไม่จำเป็นต้องรายงานหรือป่าวประกาศให้ใครรู้ว่า ผัวฉันมาหาแล้วนะ ถึงพ่อดาด้าไม่มา พวกเขาก็โทรคุยกันตลอด ฉันว่าจะ เธอสองคนเลิกยุ่งเรื่องคนอื่นดีกว่า รู้เท่าที่เห็นก็พอ”คาริน่ากับปาสถึงกับเงียบเสียงไปชั่วขณะหนึ่ง เมื่อถูกวาจาตอบกลับของวัชรีพร“ฉันก็แค่สงสัยน่ะ ก็เลยถาม” คาริน่าเสียงอ่อน“ฉันก็ด้วย ไม่คิดจะยุ่งเรื่องเทย่าเลย” ปาสเสียงไม่ต่างกัน“แล้วเธอสองคนก็อย่าไปพูด ไปถามดาด้าเรื่องพ่อเด็ดขาดนะ เพราะฉันไม่อยากให้หลานสาวฉันสับสน” วั
Chapter 72ธัญญาเรศตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด ในเมื่อตนเป็นตัวเสนียดของมารดา นางก็ไม่ทนอยู่ ก้าวเดินออกจากบ้านพร้อมสมบัติของบิดาที่ให้ไว้ก่อนเสียชีวิต แม้ว่าน้อยกว่าทรัพย์สินของมารดา แต่ก็พอเริ่มต้นชีวิตใหม่โรงแรมย่านสุขุมวิทคือสถานที่พักพิงชั่วคราว ใช้เวลาร่วมหนึ่งสัปดาห์ในการคิดว่า จะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร ไปในทิศทางไหน หากอยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆ เงินคงหมดในไม่ช้านี้ แต่จะให้ไปลงทุนอะไรให้เงินงอกเงย ธัญญาเรศไม่มีหัวด้านธุรกิจก็นึกไม่ออก โทรไปปรึกษาเพื่อนที่คิดว่าสนิทก็คงไม่ได้ เพราะสองรายนั้นดีแต่ใช้เงินเช่นเดียวกับนาง ไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน และคนสุดท้ายที่นางนึกถึงคือ อดิเทพอดีตสามีตกใจกับความเข้มแข็งของธัญญาเรศ ไม่คิดไม่ฝันว่านางตัดสินใจเช่นนี้ หลังจากได้ฟังปัญหาที่ต้องการทางออก อิดเทพให้คำแนะนำว่า นางต้องหาที่อยู่ใหม่ และนำเงินที่มีอยู่ลงทุนทำกิจการเล็กๆ ต่อยอดเงินที่มีอยู่ให้งอกเงย ระหว่างรอหาบ้านใหม่ อดิเทพให้นางพักที่บ้าน ใช้ห้องวัชรีพรเป็นที่พักพิง คราแรกธัญญาเรศเกรงใจสุดาพร ทว่าสุดาพรไม่คิดเล็กคิดน้อย ไว้ใจสามี และยินดีให้ธัญญาเรศมาอยู่ร่วมบ้านด้วยสามเดือนที่อยู่ร่วมบ้านเดียว
Chapter 71“ก็ตามที่คุณเคยบอกฉันว่า ถ้าฉันไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ฉันก็จะวนอยู่กับเรื่องเดิมๆ ถึงจะสุขสบาย แต่ใจไม่เคยเป็นสุขเลย ต่างกับตอนนี้นะ ฉันสบายใจมาก รู้แล้วว่าความสุขเป็นยังไง” ธัญญาเรศไม่คิดว่าตัวเองมาถึงจุดนี้ได้ จุดที่ยอมละทิ้งทุกอย่าง หันหลังให้ธัญญารัตน์ โดยไม่สนใจว่า ต่อจากนี้ตนจะไม่ได้รับความสะดวกสบาย ไม่มีเงินใช้แบบไม่ต้องคิดหน้าคิดหลังว่า วันต่อไปจะมีกินมีใช้หรือไม่ ความที่อายุเลยวัยห้าสิบมาหลายปี ไม่เคยได้ใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองต้องการ อยู่ใต้ปีกมารดามาตลอด วันที่ตัดสินยืนด้วยลำแข้งตัวเอง คงเริ่มมาจากคืนวันฝนตกหลังจากผล็อยหลับไป ธัญญาเรศตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่ ไม่มีใครปลุกนาง แต่ตื่นเพราะอาหารเช้าโชยเข้ามาในจมูก ธัญญาเรศงัวเงียตื่นพร้อมกับท้องร้องหิว “ตื่นแล้วหรือคะ ปูทำอาหารเช้าเสร็จพอดี คุณก้อยไปล้างหน้าล้างตานะคะ เราจะได้กินข้าวด้วยกัน” สุดาพรเดินมาบอกธัญญาเรศที่ทำหน้าแปลกกับการถูกชวนกินข้าว “ปูเตรียมแปรงสีฟันอันใหม่ให้คุณก้อยแล้วนะคะ เดี๋ยวไปหยิบมาให้”จากนั้นก็เดินไปหยิบของดังกล่าวมาให้ธัญญาเรศที่ไม่อยากรับไว้ ทว่ามือนางกลับยื่นออกไปรับของสิ่งนั้น “ห้องน้ำอยู่ทางด้าน
Chapter 70 “จะทำไงได้ล่ะ ตามหาสุดามาตลอด แต่ก็ไม่มีวี่แววเลย ทางเดียวที่ทำให้เติร์ดกลับมาเป็นเหมือนเดิม คือต้องหาตัวสุดาให้เจอ” เป็นความเดียวจริงๆ “นี่แหละครับปัญหาหนัก สี่ปีมานี้เติร์ดก็พยายามเต็มที่แล้วนะครับ รู้ข่าวสุดาที่ไหนก็ไป ผมก็คิดไม่ออกว่าจะช่วยเติร์ดยังไง” นพคุณทุกข์ใจไม่ต่างกับใคร เขามีเงินมากพอจ้างนักสืยฝีมือดี ซึ่งเขาทำ ทว่าผลลัพธ์ไม่ได้ตามคิด แต่ก็ไม่หยุดท้อถอย ยังคงจ้างนักสืบต่อไป นานเท่าไหร่ก็รอ “เป็นไปได้ไหมคะว่า สุดาจะอยู่ต่างประเทศ ประมาณว่าตามพี่สาวไปอยู่อังกฤษน่ะค่ะ” ประภาแก้วคาดเดา “แต่นักสืบบอกนะว่า สุดาไม่ได้ไปกับสร้อย เพราะตรวจสอบแล้ว สุดาไม่ได้ออกนอกประเทศ” จากผลการสืบของนักสืบ จันทร์สุดาไม่ได้ไปต่างประเทศ เธออยู่ในเมืองไทย ที่ไหนสักแห่ง “แต่อยู่ที่ไหนเนี่ยสิ อยากรู้จัง” “เมืองไทยไม่ใช่แคบๆ นะ ถึงจะปูพรมหาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ต้องเสียเงินเป็นร้อยล้านพันล้าน เพราะถ้าสุดารู้ว่า เติร์ดออกตามหา สุดาอาจหนี ที่อยู่ของสุดาก็จะไม่คงที่ สุดาอาจไปอยู่ในที่ที่เราออกตามหาแล้ว เราเลยไม่เจอสุดาไงล่ะ คนคิดจะหนีน่ะ ก็ต้องพย
Chapter 69 เวลา 21.00 น. ประเทศไทย อีกคนพยายามลืม แต่อีกคนไม่เคยลืม และไม่มีวันลืม เตมินทร์เก็บทุกอย่างที่เป็นของจันทร์สุดา รวมถึงที่เคยซื้อให้เธอ ราวกับว่า รอวันเจ้าของกลับมา เขาทะนุถนอมสิ่งของทั้งหมดไม่ต่างกับของมีค่า ที่ไม่ได้ตีราคาเป็นเงิน ทว่าคือทางจิตใจความกลัวเรื่องภาพในมือถือจะหาย เขาจึงเปลี่ยนมันให้เป็นรูปภาพ นำภาพนับร้อยภาพเก็บไว้ในอัลบั้ม ยามคิดถึงสาวอันเป็นที่รัก เตมินทร์หยิบอัลบั้มมาเปิดดู หวังให้ความคิดถึงเบาลง ผลคือ ไม่ได้เป็นไปตามคิด กลับยิ่งถวิลหาจนใจแทบขาด เตมินทร์มีฐานะร่ำรวย สุขสบายบนกองเงินกองทอง ทว่าปัจจุบันนี้ เขาแทบหาความสุขใจไม่ได้เลย คล้ายหินถ่วงหัวใจ หนักอึ้งไม่เสื่อมคลาย มองหาทางออกที่จะได้พบกับความสุขไม่ได้เช่นกัน ทุกวันนี้เตมินทร์ยังร้องไห้ รำพันคิดถึงจันทร์สุดา ออกตามหาต่อเนื่อง ทั้งจ้างนักสืบคนเดิมและตามหาเอง ได้ข่าวหรือเบาะแสทางไหน เขาตามไปหมด แม้ว่าที่แห่งนั้น ไม่พบเจอจันทร์สุดาก็ตามความคิดถึงจันทร์สุดาช่วงนี้มีมากเหลือเกิน ราวกับสะสมมาเป็นเวลาหลายปี จนมันล้นทะลักจิตใจ เตมินทร์หมองเศร้าลงมาก ข้าวปลาไม่ค่อยกิน นอนไม่ค่อยหล





![คลั่งรักยัยรุ่นพี่ [Crazy in love]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

