LOGIN“ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อ” ศุภกฤษณ์นิกเนมว่าแทคพูดขึ้นบ้าง “แต่เท่าที่เห็น นายกับหมวยก็ไปด้วยกันได้นะ”
“หมวยเป็นผู้หญิงน่ารัก ไม่เรื่องมาก ไม่จู้จี้จุกจิก และไม่ก้าวล่วงเรื่องส่วนตัวของฉัน ฉันโอเคนะ อยู่ด้วยแล้วไม่อึดอัด” เตมินทร์บอกเพื่อน หยิบแก้วเครื่องดื่มมาจิบ
“ผู้หญิงแบบนี้หายากนะ เท่าที่ฉันเจอมา สุดๆ ทั้งนั้น น่ารำคาญ”
วิญญูมีคนรักมาสามคน แต่ละคนชวนปวดหัวทั้งสิ้น จนเขาคิดว่า อยู่คนเดียวดีกว่า
“ของแบบนี้คือพรหมลิขิต สวรรค์กำหนดไว้ให้แล้วว่า ใครคู่ใคร เพียงแค่ว่า จะเจอคนๆ นั้นเมื่อไหร่แค่นั้น และตอนนี้เติร์ดเจอคู่ชีวิตก่อนใครเพื่อน” ศุภกฤษณ์เชื่อเรื่องนี้ เขาเอ่ยตามความเชื่อของตน
การสนทนาของสี่เพื่อนรักหยุดลงชั่วคราว เมื่อมณีรัตน์เดินเข้ามาทักทายลูกค้าประจำสุดหล่อทั้งสี่คนด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม และคำพูดอ่อนหวาน
“สวัสดีค่ะ วันนี้มากันพร้อมหน้าเลยนะคะ” พูดพร้อมรอยยิ้ม “วันนี้รับเด็กกี่คนคะ หงส์จะได้จัดให้”
“สี่ครับ” คนตอบคือวิญญู
“ค่ะ ได้เลยค่ะ เดี๋ยวหงส์จัดการให้ค่ะ” พูดจบ มณีรัตน์เดินไปเรียกพนักงานพีอาร์สี่คนมาให้สี่หนุ่ม “ดูแลคุณๆ ดีๆ นะ”
นางกำชับสาวสวยวัยไม่ถึงยี่สิบห้าปีในชุดราตรีวาบหวิว
“วันนี้มีนักร้องใหม่มาร้องเพลงค่ะ เสียงดีมากๆ หงส์คอนเฟิร์มค่ะ หน้าตารูปร่างดีมากๆ ด้วยค่ะ อีกไม่กี่นาทีก็จะขึ้นร้องแล้ว แต่ถ้าไม่ถูกใจยังไง หงส์ขอโทษล่วงหน้าค่ะ”
มณีรัตน์ออกตัว
“ระดับเจ๊หงส์คัดสรรมา ผมว่าต้องดีอยู่แล้วครับ”
สันติชัยไม่ได้ใส่ใจเรื่องนักร้องมากนัก เขาแค่มานั่งดื่ม นั่งคุยกับเพื่อน โดยมีพีอาร์คนสวยคลอเคลีย แค่นี้เขาก็พอใจแล้ว
“ค่ะ เชิญตามสบายค่ะ หงส์ขอตัวไปดูแลแขกโต๊ะอื่นก่อนนะคะ” มณีรัตน์เดินห่างโต๊ะสี่หนุ่มทันทีที่พูดจบ
“เจ๊หงส์โฆษณานักร้องอย่างกับว่าสวยหยาดฟ้า เสียงดีจนหาที่ติไม่ได้อย่างนั้นแหละ เสียงก็คงไม่ต่างกับนักร้องคนอื่นหรอก” ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับความรู้สึกเตมินทร์ เขารู้สึกหมั่นไส้นักร้องคนใหม่ขึ้นมาทันทีทันใด ทั้งที่ยังไม่เห็นหน้าค่าตาและได้ยินน้ำเสียง
“อะไรของมึงวะ ยังไม่เห็นหน้า ยังไม่ได้ยินเสียงก็พูดเหมือนไม่ชอบเธอแล้ว ไม่แน่นะ มึงอาจติดใจเสียงร้องเพลงของเธอก็ได้ จนต้องมาฟังทุกคืน” ศุภกฤษณ์อดพูดไม่ได้
“เหอะ ไม่มีทาง” เตมินทร์ตอบกลับทันควัน สีหน้าและแววตาตรงกับคำพูด เพื่อนอีกสามคนไม่ได้กล่าวคำใด นั่งดื่มและเปลี่ยนหัวข้อการสนทนา
ขณะที่อีกคนมั่นใจในตัวเองมากว่า ไม่มีวันหลงเสียงเพลงนักร้องคนใหม่ของคลับฟรอร่า นักร้องคนนั้นกลับไม่มีความมั่นใจเอาเสียเลย ทั้งที่แต่งหน้า ทำผมและแต่งกายเตรียมพร้อมขึ้นร้องเพลง
“หนูกลัวจังเลยเจ๊ กลัวทำไม่ได้” จันทร์สุดากล่าวอย่างเป็นกังวล มือนุ่มถือไมค์ลอยค่อนข้างสั่น หัวใจสั่นหนักยิ่งกว่า
“ไม่ต้องกลัว เจ๊เชื่อว่าสุดาทำได้ ไม่งั้นเจ๊คงไม่ให้สุดาลองหรอก เพราะหากออกมาไม่ดี เจ๊เสียหน้าแย่ และอาจทำให้ลูกค้าไม่พอใจด้วย” มณีรัตน์ให้กำลังใจจันทร์สุดา
“จริงอย่างที่เจ๊พูดนะ ถ้าเจ๊ไม่มั่นใจ เจ๊ไม่ให้สุดาขึ้นร้องเพลงแน่ๆ สุดาต้องเชื่อมั่นในตัวเอง ทำให้เจ๊รู้ว่า เจ๊คิดไม่ผิดที่ให้โอกาส สู้ๆ พี่เป็นกำลังใจให้” เอมอรให้กำลังใจอีกคน
“พี่ด้วย พี่ให้กำลังใจสุดาทั้งดวงเลย สู้ๆ คว้าโอกาสไว้นะ นั่นหมายถึง เงิน เงิน เงิน”
แก้วใจให้กำลังใจอีกคน จันทร์สุดาสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ก่อนผ่อนออกมา
“ค่ะ สุดาจะทำให้เต็มที่ ให้สมกับที่เจ๊หงส์ให้โอกาสสุดา” ก่อนหน้านี้หนึ่งชั่วโมงครึ่งมณีรัตน์เข้ามาในห้องทำงาน ห้องที่ให้จันทร์สุดาเข้ามาคอยเพื่อพูดคุยเรื่องหนึ่ง
“หา...เจ๊จะให้สุดาร้องเพลงที่นี่หรือคะ” จันทร์สุดาถามย้ำ หลังจากรู้ว่า มณีรัตน์ต้องการพูดคุยเรื่องใดกับตน เธอตกใจมาก ไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
“ใช่น่ะสิ สุดาฟังไม่ผิดหรอก เจ๊รู้จากสร้อยว่า สุดาร้องเพลงเพราะมาก เจ๊เลยอยากให้สุดามาร้องเพลงแทนบีที่จะลาออกสิ้นเดือนนี้”
มณีรัตน์ไม่ได้มองหานักร้องคนอื่น เพราะตั้งใจว่าจะเพิ่มเวลานักร้องที่มีอยู่ร้องแทนบี แต่อยู่ๆ นึกถึงคำบอกเล่าสร้อยทิพย์ที่ว่า จันทร์สุดาร้องเพลงเพราะมาก เคยเป็นนักร้องประจำโรงเรียนสมัยมัธยมปลาย ในระดับปริญญาตรีก็มักไปร้องร่วมกับวงดนตรีของมหาวิทยาลัย เป็นจังหวะดีที่วันนี้จันทร์สุดามาคลับฟรอร่า นางจึงเอ่ยปากพูดเรื่องนี้
“สุดากลัวว่าตัวเองจะทำไม่ได้ค่ะ” จันทร์สุดาถ่อมตัว เธอร้างการร้องเพลงมาหลายปี ครั้งสุดท้ายจำได้ว่า ร้องในงานคืนสู่เหย้าในวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่จ้างวงดนตรีของอาจารย์ไปสร้างความบันเทิง ซึ่งก็นานกว่าสีปี่ “สุดาไม่ได้ร้องมาหลายปีแล้ว และกลัวว่าเสียงตัวเองจะไม่ดีเหมือนก่อน ประหม่าด้วยค่ะ”
“งั้นเอางี้ ลองร้องเพลงให้เจ๊ฟังสิ ร้องสดๆ นี่แหละ แล้วเจ๊จะตัดสินใจเอง” จันทร์สุดาลังเล เพราะตามพูดไป เธอไม่ได้ร้องเพลงมานาน เกรงว่าจะทำออกมาไม่ดี ทว่ามณีรัตน์คะยั้นคะยอให้ลองร้อง สุดท้ายจันทร์สุดาก็ทำตามที่มณีรัตน์ต้องการ มณีรัตน์นั่งยิ้มขณะฟังเสียงเพลงที่ดังขับขานจากปากจันทร์สุดา “เสียงดีมากเลย นี่ขนาดไม่มีดนตรีประกอบนะ ยังเพราะจับใจ เจ๊เชื่อว่าสุดาทำได้ ทำเลยนะ”
“ทำเลย หมายความว่าไงคะเจ๊” จันทร์สุดาถามรวดเร็ว
“ก็หมายความว่า ขึ้นร้องวันนี้เลยไง ประมาณว่า ลองร้องดูสักเพลง” มณีรัตน์พูดราวกับว่าเป็นเรื่องง่าย “เจ๊เชื่อว่าสุดาทำได้และทำได้ดีด้วย การที่ไม่ได้ถือไมค์มาหลายปี เคาะสนิมสักหน่อยเดี๋ยวก็ราบรื่น เจ๊อยากให้สุดารับงานนี้ จะได้มีรายได้เพิ่ม ช่วยเหลือสร้อยอีกทาง โอกาสแบบนี้ไม่ได้หาง่ายๆ นะ สุดาก็รู้นี่ว่า นักร้องอยากมาร้องประจำที่นี่จะตายไป รายได้ดี ทิปก็ดี เมื่อมีคนให้โอกาสก็ต้องรับไว้นะ เชื่อเจ๊อย่างกับที่เจ๊เชื่อมั่นว่า สุดาทำได้”
Chapter 74 “เอาสามเรื่องนะคะ” “ค่ะ ได้ค่ะ แต่ตอนนี้ต้องนอนก่อนนะคะ ได้เวลานอนแล้ว” เธอหอมแก้มทั้งสองข้างของลูกสาว ที่หอมมารดากลับ “ราตรีสวัสดิ์ค่ะลูกสาวแม่” “กู๊ดไทน์ค่ะคุงแม่คนจ๋วย” จันทร์สุดายิ้ม หอมแก้มแก้มน้อยๆ อีกครั้ง ก่อนลุกขึ้นเดินไปปิดไฟ และเดินออกจากห้อง กลับไปยังห้องของตัวเอง เจ้าของห้องยังไม่ทันปิดประตูสนิท เสียงมือถือที่วางอยู่บนตู้หัวเตียงดังขึ้น เป็นการโทรมาแบบเห็นหน้ากัน จันทร์สุดารีบเดินไปกดรับ โดยลืมปิดประตูห้อง “สวัสดีค่ะพี่สร้อย” “ว่าไงน้องพี่ สบายดีไหม” “สบายดีค่ะ สบายดีมากๆ ก็พี่สร้อยเลี้ยงสุดาดีอย่างนี้ ไม่สบายได้ไงคะ” “พี่เต็มใจเลี้ยง แค่นี้คุณเควินบอกสบายมาก”เควินไม่พูด ไม่บ่น อะไรที่เป็นความสบายใจและความสุขของภรรยา เขาทำได้หมด จันทร์สุดาไม่อยากเกาะพี่เขยกับพี่สาวกินไปตลอดชีวิต เธอจึงขอทั้งสองเปิดร้านอาหารไทยเล็กๆ เพื่อมีรายได้เลี้ยงตัวเองกับลูก ทว่าสิ่งที่เควินทำให้คือ เปิดร้านอาหารขนาดใหญ่ รองรับลูกค้าได้ราวสามสิบโต๊ะ และเปิดให้โดยไม่ต้องคืนทุน กำไรเท่าไหร่เอาไปหมด แล้วยังให้เงิ
Chapter 73“คนที่ไหนท้องไม่มีพ่อ เทย่าเป็นคนนะไม่ใช่ปลากัดถึงมองหน้ากันแล้วท้องน่ะ พ่อดาด้ายังมีชีวิตอยู่ หล่อ รวย สมาร์ท เป็นคนมีตระกูล มีชื่อเสียงในเมืองไทย ครบถ้วนสมบูรณ์แบบทุกอย่าง ผัวเธอสองคนน่ะชิดซ้ายตกของโลกไปเลยนะ ถ้าไม่รวยจริงคงไม่ซื้อบ้านหลังนี้ให้ ไหนจะรถยนต์อีกหลายคน ค่าใช้จ่ายในบ้านอีก ไหนจะค่านั่นค่านี่ พ่อดาด้าออกคนเดียวเลยนะ ให้ลูกเมียอยู่อย่างสุขสบาย ใช้แต่เงินอย่างเดียว” วัชรีพรตอกกลับ “แล้วที่เธอสองคนไม่เห็นพ่อดาด้า เธอเฝ้าดูตลอดหรือไง หรือชอบส่องบ้านเทย่าถึงได้รู้ความเคลื่อนไหวหมด พ่อดาด้ามาบ้านนี้ แต่มาตอนที่เธอสองคนไม่รู้ไงล่ะ เพราะเทย่าไม่จำเป็นต้องรายงานหรือป่าวประกาศให้ใครรู้ว่า ผัวฉันมาหาแล้วนะ ถึงพ่อดาด้าไม่มา พวกเขาก็โทรคุยกันตลอด ฉันว่าจะ เธอสองคนเลิกยุ่งเรื่องคนอื่นดีกว่า รู้เท่าที่เห็นก็พอ”คาริน่ากับปาสถึงกับเงียบเสียงไปชั่วขณะหนึ่ง เมื่อถูกวาจาตอบกลับของวัชรีพร“ฉันก็แค่สงสัยน่ะ ก็เลยถาม” คาริน่าเสียงอ่อน“ฉันก็ด้วย ไม่คิดจะยุ่งเรื่องเทย่าเลย” ปาสเสียงไม่ต่างกัน“แล้วเธอสองคนก็อย่าไปพูด ไปถามดาด้าเรื่องพ่อเด็ดขาดนะ เพราะฉันไม่อยากให้หลานสาวฉันสับสน” วั
Chapter 72ธัญญาเรศตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด ในเมื่อตนเป็นตัวเสนียดของมารดา นางก็ไม่ทนอยู่ ก้าวเดินออกจากบ้านพร้อมสมบัติของบิดาที่ให้ไว้ก่อนเสียชีวิต แม้ว่าน้อยกว่าทรัพย์สินของมารดา แต่ก็พอเริ่มต้นชีวิตใหม่โรงแรมย่านสุขุมวิทคือสถานที่พักพิงชั่วคราว ใช้เวลาร่วมหนึ่งสัปดาห์ในการคิดว่า จะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร ไปในทิศทางไหน หากอยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆ เงินคงหมดในไม่ช้านี้ แต่จะให้ไปลงทุนอะไรให้เงินงอกเงย ธัญญาเรศไม่มีหัวด้านธุรกิจก็นึกไม่ออก โทรไปปรึกษาเพื่อนที่คิดว่าสนิทก็คงไม่ได้ เพราะสองรายนั้นดีแต่ใช้เงินเช่นเดียวกับนาง ไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน และคนสุดท้ายที่นางนึกถึงคือ อดิเทพอดีตสามีตกใจกับความเข้มแข็งของธัญญาเรศ ไม่คิดไม่ฝันว่านางตัดสินใจเช่นนี้ หลังจากได้ฟังปัญหาที่ต้องการทางออก อิดเทพให้คำแนะนำว่า นางต้องหาที่อยู่ใหม่ และนำเงินที่มีอยู่ลงทุนทำกิจการเล็กๆ ต่อยอดเงินที่มีอยู่ให้งอกเงย ระหว่างรอหาบ้านใหม่ อดิเทพให้นางพักที่บ้าน ใช้ห้องวัชรีพรเป็นที่พักพิง คราแรกธัญญาเรศเกรงใจสุดาพร ทว่าสุดาพรไม่คิดเล็กคิดน้อย ไว้ใจสามี และยินดีให้ธัญญาเรศมาอยู่ร่วมบ้านด้วยสามเดือนที่อยู่ร่วมบ้านเดียว
Chapter 71“ก็ตามที่คุณเคยบอกฉันว่า ถ้าฉันไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ฉันก็จะวนอยู่กับเรื่องเดิมๆ ถึงจะสุขสบาย แต่ใจไม่เคยเป็นสุขเลย ต่างกับตอนนี้นะ ฉันสบายใจมาก รู้แล้วว่าความสุขเป็นยังไง” ธัญญาเรศไม่คิดว่าตัวเองมาถึงจุดนี้ได้ จุดที่ยอมละทิ้งทุกอย่าง หันหลังให้ธัญญารัตน์ โดยไม่สนใจว่า ต่อจากนี้ตนจะไม่ได้รับความสะดวกสบาย ไม่มีเงินใช้แบบไม่ต้องคิดหน้าคิดหลังว่า วันต่อไปจะมีกินมีใช้หรือไม่ ความที่อายุเลยวัยห้าสิบมาหลายปี ไม่เคยได้ใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองต้องการ อยู่ใต้ปีกมารดามาตลอด วันที่ตัดสินยืนด้วยลำแข้งตัวเอง คงเริ่มมาจากคืนวันฝนตกหลังจากผล็อยหลับไป ธัญญาเรศตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่ ไม่มีใครปลุกนาง แต่ตื่นเพราะอาหารเช้าโชยเข้ามาในจมูก ธัญญาเรศงัวเงียตื่นพร้อมกับท้องร้องหิว “ตื่นแล้วหรือคะ ปูทำอาหารเช้าเสร็จพอดี คุณก้อยไปล้างหน้าล้างตานะคะ เราจะได้กินข้าวด้วยกัน” สุดาพรเดินมาบอกธัญญาเรศที่ทำหน้าแปลกกับการถูกชวนกินข้าว “ปูเตรียมแปรงสีฟันอันใหม่ให้คุณก้อยแล้วนะคะ เดี๋ยวไปหยิบมาให้”จากนั้นก็เดินไปหยิบของดังกล่าวมาให้ธัญญาเรศที่ไม่อยากรับไว้ ทว่ามือนางกลับยื่นออกไปรับของสิ่งนั้น “ห้องน้ำอยู่ทางด้าน
Chapter 70 “จะทำไงได้ล่ะ ตามหาสุดามาตลอด แต่ก็ไม่มีวี่แววเลย ทางเดียวที่ทำให้เติร์ดกลับมาเป็นเหมือนเดิม คือต้องหาตัวสุดาให้เจอ” เป็นความเดียวจริงๆ “นี่แหละครับปัญหาหนัก สี่ปีมานี้เติร์ดก็พยายามเต็มที่แล้วนะครับ รู้ข่าวสุดาที่ไหนก็ไป ผมก็คิดไม่ออกว่าจะช่วยเติร์ดยังไง” นพคุณทุกข์ใจไม่ต่างกับใคร เขามีเงินมากพอจ้างนักสืยฝีมือดี ซึ่งเขาทำ ทว่าผลลัพธ์ไม่ได้ตามคิด แต่ก็ไม่หยุดท้อถอย ยังคงจ้างนักสืบต่อไป นานเท่าไหร่ก็รอ “เป็นไปได้ไหมคะว่า สุดาจะอยู่ต่างประเทศ ประมาณว่าตามพี่สาวไปอยู่อังกฤษน่ะค่ะ” ประภาแก้วคาดเดา “แต่นักสืบบอกนะว่า สุดาไม่ได้ไปกับสร้อย เพราะตรวจสอบแล้ว สุดาไม่ได้ออกนอกประเทศ” จากผลการสืบของนักสืบ จันทร์สุดาไม่ได้ไปต่างประเทศ เธออยู่ในเมืองไทย ที่ไหนสักแห่ง “แต่อยู่ที่ไหนเนี่ยสิ อยากรู้จัง” “เมืองไทยไม่ใช่แคบๆ นะ ถึงจะปูพรมหาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ต้องเสียเงินเป็นร้อยล้านพันล้าน เพราะถ้าสุดารู้ว่า เติร์ดออกตามหา สุดาอาจหนี ที่อยู่ของสุดาก็จะไม่คงที่ สุดาอาจไปอยู่ในที่ที่เราออกตามหาแล้ว เราเลยไม่เจอสุดาไงล่ะ คนคิดจะหนีน่ะ ก็ต้องพย
Chapter 69 เวลา 21.00 น. ประเทศไทย อีกคนพยายามลืม แต่อีกคนไม่เคยลืม และไม่มีวันลืม เตมินทร์เก็บทุกอย่างที่เป็นของจันทร์สุดา รวมถึงที่เคยซื้อให้เธอ ราวกับว่า รอวันเจ้าของกลับมา เขาทะนุถนอมสิ่งของทั้งหมดไม่ต่างกับของมีค่า ที่ไม่ได้ตีราคาเป็นเงิน ทว่าคือทางจิตใจความกลัวเรื่องภาพในมือถือจะหาย เขาจึงเปลี่ยนมันให้เป็นรูปภาพ นำภาพนับร้อยภาพเก็บไว้ในอัลบั้ม ยามคิดถึงสาวอันเป็นที่รัก เตมินทร์หยิบอัลบั้มมาเปิดดู หวังให้ความคิดถึงเบาลง ผลคือ ไม่ได้เป็นไปตามคิด กลับยิ่งถวิลหาจนใจแทบขาด เตมินทร์มีฐานะร่ำรวย สุขสบายบนกองเงินกองทอง ทว่าปัจจุบันนี้ เขาแทบหาความสุขใจไม่ได้เลย คล้ายหินถ่วงหัวใจ หนักอึ้งไม่เสื่อมคลาย มองหาทางออกที่จะได้พบกับความสุขไม่ได้เช่นกัน ทุกวันนี้เตมินทร์ยังร้องไห้ รำพันคิดถึงจันทร์สุดา ออกตามหาต่อเนื่อง ทั้งจ้างนักสืบคนเดิมและตามหาเอง ได้ข่าวหรือเบาะแสทางไหน เขาตามไปหมด แม้ว่าที่แห่งนั้น ไม่พบเจอจันทร์สุดาก็ตามความคิดถึงจันทร์สุดาช่วงนี้มีมากเหลือเกิน ราวกับสะสมมาเป็นเวลาหลายปี จนมันล้นทะลักจิตใจ เตมินทร์หมองเศร้าลงมาก ข้าวปลาไม่ค่อยกิน นอนไม่ค่อยหล







