Masukหลายวันผ่านไป นับตั้งแต่วันที่เพลงไปตรวจสุขภาพและเปิดใจคุยเรื่องความเสี่ยงในการตั้งครรภ์กับคริสต์ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็แน่นแฟ้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คริสต์แสดงความรักและความห่วงใยอย่างโจ่งแจ้งมากขึ้นทุกวัน ทำให้เพลงรู้สึกปลอดภัยและอบอุ่น แต่ในขณะที่ความรักของพวกเขาเบ่งบาน บรรยากาศในมหาวิทยาลัยก็เริ่มวุ่นวายขึ้นมาอย่างกะทันหัน
เช้าวันหนึ่ง ขณะที่เพลง คริสต์ และเจไดกำลังเดินเข้าไปในอาคารเรียนของคณะ เสียงซุบซิบก็ดังขึ้นอย่างผิดปกติ มันดังอื้ออึงไปทั่วโถงทางเดินราวกับมีดาราฮอลลีวูดเพิ่งย้ายเข้ามาเรียน คริสต์ที่กำลังโอบไหล่เพลงเดินอยู่อย่างสบาย ๆ เริ่มรู้สึกหงุดหงิดกับเสียงเหล่านั้น เขาขมวดคิ้วแล้วกระชับอ้อมแขนที่โอบเพลงให้แน่นขึ้น
“อะไรกันอีก ทำไมวันนี้วุ่นวายขนาดนี้” คริสต์บ่นพึมพำ
เจไดยักไหล่เล็กน้อย เขาเดินตามหลังมาอย่างรักษาระยะห่างแต่ก็ยังใกล้พอที่จะดูแลเพลงได้ “นั่นสิ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่จริง ๆ นะ”
และในที่สุดพวกเขาก็ได้ยินเรื่องที่ผู้คนกำลังพูดถึง เมื่อเดินผ่านกลุ่มนักศึกษาสาวที่กำลังยืนรวมตัวกันอย่างตื่นเต้นใกล้ตู้ล็อกเกอร์
“จริงเหรอแก! ได้ยินมาว่าเป็นลูกสาวของตระกูลใหญ่เลยนะ ตระกูลที่ทำธุรกิจยาไง”
“บ้าไปแล้ว! ถ้าเป็นคนจากตระกูลนั้นจริง…ทำไมถึงเพิ่งย้ายมาเรียนตอนนี้ล่ะ เปิดเทอมไปเกือบสองอาทิตย์แล้วนะ”
“เห็นคนเขาลือกันว่า น่าจะใช้เส้นสายกับเงินน่ะสิถึงได้เข้ามากลางคันแบบนี้ วิชาที่ลงทะเบียนไว้ก็คงจัดการเรียบร้อยแล้วแหละ” นักศึกษารายหนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงอิจฉาริษยา
“แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ได้ข่าวว่าเป็นลูกครึ่งด้วย นี่ฉันอยากเห็นหน้าจะแย่แล้วเนี่ย จะได้เจอในคลาสแรกของวันนี้ไหมนะ” อีกคนแทรกขึ้นมาอย่างกระตือรือร้น
เพลงแอบเงี่ยหูฟังด้วยความอยากรู้อยากเห็น แล้วก็หันไปมองคริสต์ด้วยความรู้สึกประหลาดใจ “ลูกนักธุรกิจ ย้ายมาเรียนกลางคันเหรอ…อืมมม..ใครกันนะ”
“ก็คงเป็นเด็กมีปัญหาที่ใช้เงินแก้ปัญหาไปวัน ๆ นั่นแหละ น้องเพลงไม่ต้องไปสนใจหรอก” คริสต์กล่าวอย่างไม่ใส่ใจนัก เขาไม่ชอบใจที่เรื่องของใครก็ไม่รู้มาดึงความสนใจของเพลงไปจากเขา
“พี่คริสต์ว่างั้น…แต่เพลงก็ยังอยากรู้อยู่ดีนี่นา เนอะเจได”
“เราก็อยากรู้เหมือนกัน บางทีเขาอาจจะมีเหตุผลจำเป็นก็ได้นะ มหาวิทยาลัยของเราไม่ใช่ที่ที่ใครจะใช้เงินยัดเข้ามาได้ง่าย ๆ สักหน่อย”
“นายก็เข้าข้างคนอื่นตลอดเลยนะเจได” คริสต์หันไปมองเจไดที่ออกความเห็นขัดแย้งกับเขา
“ก็แค่แสดงความเห็นแบบคนมีเหตุผลเฉย ๆ ไม่ได้ใช้อารมณ์” เจไดยักคิ้วเล็กน้อย
แล้วทั้งสามคนก็เดินตามกันมาอย่างเงียบ ๆ แม้สายตาจะยังจับจ้องไปที่กลุ่มนักศึกษาหลาย ๆ กลุ่มที่ยังคงซุบซิบเรื่องนักศึกษาใหม่ไม่หยุดก็ตาม
เมื่อถึงเวลาเริ่มเรียนคลาสแรกในวิชาหลักของวัน นักศึกษาทุกคนต่างนั่งประจำที่และยังคงกระซิบกระซาบกันเรื่องนักศึกษาใหม่ คลาสเรียนนี้เป็นคลาสใหญ่ มีที่นั่งเป็นขั้นบันไดลดหลั่นลงไป
เพลงนั่งอยู่เกือบด้านในสุดของแถว โดยมีคริสต์นั่งอยู่ทางขวามือของเธอ ส่วนเจไดก็เลือกนั่งที่นั่งด้านหลังเยื้องไปทางซ้ายของเพลง เพื่อให้เขามองเห็นเธอได้ชัดเจน และคอยดูแลเธอได้โดยมีคริสต์คอยเหลือบมองเขาอยู่เสมอ
ทันใดนั้น อาจารย์ประจำวิชาก็เดินเข้ามาในห้องเรียนพร้อมกับหญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งกำลังช่วยอาจารย์ถือเอกสารและหนังสือเล่มหนาอย่างคล่องแคล่ว เมื่อเห็นหญิงสาวคนนั้นก้าวเข้ามาในห้อง วินาทีนั้นเองที่เสียงซุบซิบทั้งหมดเงียบสงัดลงทันที
นักศึกษาทุกคนต่างจับจ้องไปที่เธอเป็นตาเดียว หญิงสาวคนนั้นมีรูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาวอมชมพู ใบหน้ารูปไข่เล็ก ๆ สวยเฉียบคมราวกับภาพวาด ดวงตากลมโตสีน้ำตาลอ่อนเป็นประกาย ผมสีน้ำตาลทองของเธอถูกมัดรวบไว้อย่างเรียบง่าย แต่ก็เผยให้เห็นลำคอระหงและท่าทางที่สง่างาม เสื้อผ้าที่เธอสวมใส่ดูมีสไตล์และราคาแพง แต่ก็ไม่ได้หวือหวาจนเกินงาม
“สวัสดีนักศึกษาทุกคน” อาจารย์ประจำวิชากล่าวด้วยรอยยิ้ม “วันนี้เรามีนักศึกษาใหม่ย้ายเข้ามา ขอให้ทุกคนต้อนรับนาตาลีด้วย”
“สวัสดีนะทุกคน” นาตาลีกล่าว
เสียงปรบมือจึงดังขึ้นพร้อมกับเสียงกระซิบที่กลับมาดังอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความทึ่งในความสวยและสง่างามของเธอ
นาตาลียิ้มรับและโค้งตัวเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มมองหาที่นั่งที่ยังว่างอยู่ สายตาของเธอไล่ไปตามแถวที่นั่งจนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่บริเวณที่เพลงนั่งอยู่ และเธอก็เห็นว่าที่นั่งทางซ้ายมือของเพลงยังว่างอยู่หนึ่งที่ นาตาลีจึงเดินอย่างมั่นใจตรงมาที่แถวของเพลง แล้วก้าวเข้าไปนั่งที่นั่งข้างซ้ายของเพลงอย่างไม่ลังเล
เมื่อนั่งลงเรียบร้อย นาตาลีก็หันมาหาเพลงทันที นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนของเธอจ้องมองมาอย่างเปิดเผย พร้อมกับส่งรอยยิ้มที่สดใสเป็นมิตรมาให้
“สวัสดี” นาตาลีเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงที่สดใสและชัดเจน “ขอแนะนำตัวอีกรอบนะ เราชื่อนาตาลี ยินดีที่ได้รู้จักนะ เราเห็นว่าตรงนี้ว่างก็เลยขอมานั่งข้าง ๆ ด้วย หวังว่าคงไม่รบกวนนะ”
เพลงที่ถูกจับจ้องจากคนทั้งห้องมาตั้งแต่ที่นาตาลีเดินเข้ามาก็รู้สึกเกร็งเล็กน้อย แต่ก็ตอบรับด้วยรอยยิ้มอย่างเป็นมิตร “สวัสดีนาตาลี เราชื่อเพลง เพลงพิณนะ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกัน ส่วนเรื่องที่นั่งก็…นั่งได้เลยไม่รบกวนหรอก”
“เพลงพิณเหรอ ชื่อเพราะจังเลย” นาตาลีมองเพลงด้วยความสนใจเป็นพิเศษ
ทว่าคริสต์ที่นั่งอยู่ทางขวามือของเพลงรู้สึกไม่พอใจกับการรุกเข้าหาอย่างกะทันหันของนาตาลี เขาจึงโน้มตัวเข้ามาเล็กน้อยเพื่อแทรกบทสนทนา
“ฉันชื่อคริสต์ เป็นคู่หมั้นของน้องเพลง” คริสต์แนะนำตัวอย่างชัดเจน พร้อมกับรั้งเอวเพลงเข้ามาใกล้ตัวเขามากขึ้นเพื่อเน้นย้ำสถานะของเขา
“อ๋อ คริสต์…คู่หมั้นของเพลงนี่เอง” นาตาลีหันไปมองคริสต์แล้วยิ้มตอบ “ยินดีที่ได้รู้จักนะคริสต์”
ส่วนเจไดที่นั่งอยู่ด้านหลังก็อดไม่ได้ที่จะต้องเข้าร่วมบทสนทนาด้วนเช่นกัน “ส่วนเราเจได เป็นเพื่อนสนิทที่สุดของเพลง”
นาตาลีหันไปสบตากับเจไดแล้วยิ้มกว้าง “สวัสดีนะเจได ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนเลยนะ”
หลังจากที่แนะนำตัวกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว นาตาลีก็ชวนเพลงคุยเจื้อยแจ้วไม่หยุด เพลงจึงได้รู้ว่านาตาลีเป็นลูกครึ่ง คุณแม่ของเธอเป็นคนไทย แต่ตอนนี้เจ้าตัวเพิ่งจะย้ายตามคุณพ่อที่มาเปิดสาขาใหม่ที่นี่
“เพราะแบบนั้น…เราเลยต้องย้ายมาเรียนกลางคัน ที่ผ่านมาสองอาทิตย์เราก็เลยยังตามเพื่อนไม่ทัน เพลงช่วยเราได้ใช่ไหม”
“ได้สิ เพลงยินดีช่วยเต็มที่เลย” เพลงยิ้มอย่างยินดี
ตั้งแต่นั้นมาตลอดคลาสเรียน เพลงก็คอยกระซิบอธิบายเนื้อหาให้นาตาลีฟังเป็นระยะ ๆ ด้วยความใจเย็น ทำให้ทั้งสองคนคุยกันถูกคออย่างรวดเร็ว
เมื่อถึงเวลาพักเที่ยง นาตาลีก็ไม่รอช้าที่จะเดินตามเพลงไปที่โรงอาหารอย่างเป็นกันเอง คริสต์และเจไดก็เดินตามประกบเพลงไปติด ๆ
“เพลง~ เราไม่รู้ว่าควรสั่งอะไรมากินดี เมนูที่นี่ดูน่ากินไปหมดเลย” นาตาลีกล่าวอย่างตื่นเต้น
“แล้วแต่ชอบเลยนาตาลี โรงอาหารที่นี่มีของอร่อยหลายอย่างเลยนะ”
“งั้นเพลงสั่งก่อนเลย เดี๋ยวเราสั่งตามนะ”
“เอาแบบนั้นเหรอ” เพลงถามอย่างไม่แน่ใจ
“อื้ม!”
แล้วพวกเขาก็ไปสั่งอาหารกัน ก่อนจะมานั่งร่วมโต๊ะด้วยกันทั้งสี่คน แต่วันนี้บรรยากาศรอบโต๊ะก็ยังคงเต็มไปความน่าปวดหัวเล็กน้อยจากการเขม่นใส่กันของคริสต์และเจได ระหว่างนั้น คริสต์คอยตักอาหารที่เขาคิดว่ามีประโยชน์ใส่จานให้เพลงตลอดเวลา พร้อมกับส่งสายตาของผู้ชนะใส่เจไดเป็นระยะ ๆ ด้วย
“เจได ไม่ต้องมานั่งใกล้น้องเพลงขนาดนั้นก็ได้” คริสต์พูดเสียงเรียบ
“ฉันไม่ได้นั่งใกล้เพลงสักหน่อย ฉันนั่งตรงข้ามเพลงต่างหาก” เจไดตอบกลับอย่างไม่ยอมแพ้ “นายต่างหากที่ต้องระวังตัวเอง ตัวก็ใหญ่ ยังจะไปเบียดเพลงอีก”
“ฉันต้องนั่งใกล้น้องเพลงตลอดอยู่แล้ว จะได้ตักอาหารให้ไง” คริสต์ยิ้มมุมปากเล็กน้อยคล้ายคนเจ้าเล่ห์
ทางฝั่งของนาตาลีนั้นมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความสงสัย เมื่อเธอเห็นคริสต์ให้ความสำคัญกับการเลือกอาหารที่มีประโยชน์ต่อเพลงมากเป็นพิเศษ และเจไดเองก็คอยสังเกตท่าทางของเพลงอย่างไม่ละสายตา เธอจึงอดไม่ได้ที่จะต้องเอ่ยปากถามออกมา
“เพลง ปกติแล้วคริสต์กับเจไดทะเลาะกันแบบนี้ตลอดเลยหรือเปล่า” นาตาลีกระซิบถามเพลง
“ไม่ได้ทะเลาะอะไรกันหรอก” เพลงยิ้มและหัวเราะออกมาแห้ง ๆ “แต่ก็...อืมม...เป็นแบบนี้กันปกติแหละ”
“งั้นเพลงก็ไม่รู้สึกแปลก ๆ บ้างเลยเหรอ ที่คู่หมั้นกับเพื่อนสนิทต้องคอยดูแลเพลงตลอดแบบนี้ คือเราไม่ได้ว่าอะไรนะแต่…”
นาตาลีหยุดพูดก่อนจะจ้องมองเพลงอย่างละเอียดอีกครั้ง แล้วสังเกตเห็นว่าแม้สีหน้าของเพลงจะสดใส แต่ดูเหมือนจะหายใจลำบากเล็กน้อย
“เพราะเพลงไม่สบายเหรอ” นาตาลีถามอย่างตรงไปตรงมา
“เอ๊ะ…นาตาลีรู้ได้ยังไง”
“ก็เราเห็นคริสต์กับเจไดพยายามจะคอยดูแลเพลงตลอด แล้วเพลงก็จะดูเหนื่อยง่ายกว่าคนอื่นด้วย”
เพลงพยักหน้าเล็กน้อยแล้วถอนหายใจเบา ๆ “ก็..เป็นอย่างที่นาตาลีคิดเลย เพลงมีไม่ค่อยแข็งแรงน่ะ”
คำตอบของเพลงทำให้นาตาลีถึงกับเบิกตากว้างเล็กน้อย ก่อนที่แววตาสงสัยใคร่รู้ของเธอจะแปรเปลี่ยนเป็นแววตาของความเห็นอกเห็นใจอย่างแท้จริง
“โห เพลงน่าสงสารจังเลย คงจะลำบากแย่เลยที่อ่อนแอขนาดนี้” นาตาลีกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและดูจริงใจมาก “ต้องคอยระวังตัวตลอดเวลาเลยใช่ไหม”
“อืม ประมาณนั้น”
นาตาลีจึงเอื้อมมือไปกุมมือเพลงไว้เบา ๆ “ไม่ต้องห่วงนะเพลง ต่อไปนี้เราก็จะคอยช่วยดูแลเพลงด้วยอีกคน ถ้าเพลงขาดหรือต้องการอะไรบอกเราได้เลยนะ เรายินดีช่วยมาก ๆ เลย”
“ไม่เป็นไรหรอก แต่ก็ขอบคุณมากเลยนะ” เพลงตอบกลับด้วยรอยยิ้มอย่างมีมารยาท เพราะเธอยังรู้สึกเกรงใจกับคนที่เพิ่งรู้จักกันวันแรก
คริสต์ที่ได้ทนฟังบทสนทนาทั้งหมดจนจบ ก็รีบยื่นมือมาจับมือเพลงอีกข้างไว้แน่น แล้วหันไปพูดกับนาตาลีด้วยสีหน้าจริงจัง “ขอบคุณในความหวังดีนะ แต่ไม่ต้องกังวลหรอก น้องเพลงมีฉันดูแลอยู่แล้ว และฉันก็ดูแลน้องเพลงได้ดีที่สุดด้วย”
“โธ่พี่คริสต์ นาตาลีก็แค่มีน้ำใจกับเพลงเท่านั้นเอง” เพลงหันไปเอ่ยปรามคริสต์แล้วส่ายหน้าเบา ๆ พลางยกยิ้มเล็กน้อย
“พี่ก็ต้องเตือนทุกคนไว้ก่อนไง” คริสต์กระซิบตอบเพลง
แต่เจไดที่นั่งมองอยู่ก็ส่ายหน้าเบา ๆ อย่างระอาในความหึงหวงไม่รู้จักเวล่ำเวลาของคริสต์ แล้วทั้งสี่คนก็กินอาหารกลางวันกันต่อตามปกติ
หลายวันต่อมา ช่วงเวลาดี ๆ ของครอบครัวนี้ก็ยังคงดำเนินต่อไป ควินน์เองก็ได้ปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศที่ร้อนชื้นของประเทศไทยได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว อุณหภูมิที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ และกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้เขตร้อนได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเขาที่เขาชื่นชอบมันมากอาการเจ็ตแล็กที่เคยทำให้เขางอแงอยู่บ้างเล็กน้อยในสัปดาห์แรกก็ได้หายไปจนหมดสิ้น และถูกแทนที่ด้วยความพร้อมที่จะสำรวจอะไรใหม่ ๆ ได้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และวันนี้ก็เป็นวันที่เขาตั้งตารอคอยมากที่สุด นั่นคือการไปเที่ยวชมและเล่นกับช้าง สัตว์ยักษ์ใหญ่ใจดีที่เขาเรียกร้องหามาตั้งแต่ก้าวเท้าลงจากเครื่องบินความพิเศษของวันนี้ไม่ได้มีเพียงแค่การไปดูช้างเท่านั้น หากแต่เป็นการรวมตัวครั้งใหญ่ของคนในครอบครัวด้วย เช้านี้ที่บ้านของภีมและยี่หวาดูคึกคักเป็นพิเศษ เพราะมีสมาชิกจากแดนไกลเดินทางมาสมทบด้วย ซึ่งก็คือภิณและรัณย์ที่อดทนความคิดถึงหลานชายไม่ไหว หลังจากติดตามความเคลื่อนไหวผ่านวิดีโอคอลมาเป็นสัปดาห์ ในที่สุดพวกเขาก็บินตามมาจากแวนคูเวอร์ รวมถึงแคลร์และเคทก็ตามมาด้วยเช่นกันนอกจากนี้เพลงยังได้ชวนเพื่อนสนิทของเธอมาด้วย ทั้งเจได นาตาลี รวม
วันต่อมาในช่วงเช้าของวันนี้นั้นแตกต่างจากเมื่อวานอย่างสิ้นเชิง เพราะเมื่อวานที่เพลง คริสต์ ควินน์ และพี่เลี้ยงทั้งสองคนเดินทางมาถึง เป็นวันที่ทุกคนในครอบครัวต้องใช้ทุกวิธีเพื่อต่อรองกับควินน์ ผู้ซึ่งตื่นเต้นกับแผนการเที่ยวทะเลและอยากไปดูช้างจนแทบจะรอไม่ไหวแล้วทว่าการต่อสู้กับอาการเจ็ตแล็กที่มาพร้อมกับความตื่นเต้นนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย คริสต์และเพลง รวมทั้งโฉมฉายกับจูเลียจึงต้องผลัดกันเล่านิทานเพื่อกล่อมควินน์ ทั้งยังยอมให้ดูการ์ตูนเรื่องโปรดจนดึกดื่น พร้อมคำสัญญาเรื่องขนมหวานและไอศกรีมแท่งใหญ่ที่รออยู่ในวันรุ่งขึ้น เพื่อให้ควินน์ตัวน้อยยอมพักผ่อนก่อนสำหรับเช้านี้ ควินน์ก็ลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น เขารู้สึกพร้อมตั้งแต่ตอนที่แสงแดดยังไม่ทันสาดส่องเต็มที่ ลุกขึ้นจากเตียงนุ่ม ๆ ปีนไปกระซิบข้างหูของพ่อและแม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกว่าทั้งคู่จะยอมลืมตาตื่น“คุงแม่ฮับ คุณพ่อฮับ ตื่นได้แย้วฮับ วันนี้ไปทะเล”“…อืมม ครับผม พ่อกำลังจะลืมตาแล้วครับควินน์ ขออีกห้านาที”เมื่อเห็นว่าพ่อกับแม่ของตนเริ่มสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาแล้ว เขาก็พุ่งตัวไปที่ห้องอื่นในบ้านเพื่อปลุกพี่เพลิง พี่พราว และตัวแสบอย่าง
หลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองที่รวดเร็วและราบรื่นอย่างน่าประทับใจ ต้องขอบคุณการจัดการที่เหนือชั้นระดับมืออาชีพของคริสต์ที่ได้เตรียมการไว้ล่วงหน้า ทั้งสามคนจึงเดินเข้าไปในโซนห้องรับรองพิเศษระดับเฟิร์สคลาส เป็นห้องที่หรูหราและมีความสงบเงียบซึ่งเหมาะกับการซ่อนตัวจากความวุ่นวายและเสียงจอแจของอาคารผู้โดยสารปกติบรรยากาศภายในห้องถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ส่วนตัว มีการตกแต่งที่คลาสสิค ประดับด้วยแสงไฟสีนวลตา โซฟาหนังนุ่ม ๆ และกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของไม้หอมช่วยสร้างความผ่อนคลายทันทีที่เท้าเหยียบพื้นพรมหนานุ่ม ควินน์ก็กระโดดโลดเต้นด้วยความร่าเริง สองขาเล็ก ๆ วิ่งสำรวจไปรอบ ๆ ห้องรับรองที่กว้างขวาง ก่อนจะไปหยุดนิ่งที่กระจกบานใหญ่แบบเต็มผนังที่เผยให้เห็นภาพของลานจอดเครื่องบินที่แสนกว้างไกล“คุงพ่อฮับ นี่หยอฮับดรีมไลเนอร์”เสียงเล็ก ๆ อุทานด้วยความตื่นเต้น ดวงตาคู่กลมโตเบิกกว้างเมื่อมองไปยังเครื่องบินโบอิ้ง 787 ลำมหึมาที่จอดอยู่ข้างนอก ตัวลำสีขาวสะอาดทอดยาวอย่างสง่างามภายใต้แสงแดดอ่อน ๆ ยามสายของเมืองแวนคูเวอร์ ความใหญ่โตของมันดูเกินจริงมาก ๆ ในสายตาของเด็กน้อยตัวเท่าควินน์“ใช่แล้วครับคนเก่ง
สองอาทิตย์ต่อมา บรรยากาศในบ้านก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความวุ่นวาย เพราะกำลังจะถึงวันที่ควินน์ เพลง และคริสต์จะเดินทางไปประเทศไทย ซึ่งเป็นการเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรกของควินน์วันนี้ควินน์กำลังนั่งอยู่บนพื้นพรมอย่างใจจดใจจ่อตั้งแต่เช้า โดยมีโฉมฉายผู้เคร่งครัดที่ตอนนี้ผันตัวมาเป็นคนช่วยจัดการสัมภาระหลายอย่าง รวมถึงจูเลียเองก็กำลังช่วยจัดกระเป๋าเดินทางของควินน์ด้วยเช่นกัน“ควินน์คะ เราต้องจัดกระเป๋าแบบเรียงตามลำดับความสำคัญนะคะ” โฉมฉายกล่าว พร้อมกับพับเสื้อผ้าของควินน์ไปด้วย“ฮับป้าโฉม! เอาชุดว่ายน้ำไว้ข้างบนนะฮับ ควินน์จะไปว่ายน้ำอาบแดดด้วยฮับ อ้อ! เอาหนังสือนิทานของควินน์ไปด้วยนะฮับ!”“ได้เลยค่ะ” โฉมฉายตอบรับคำสั่งของเจ้านายตัวน้อยรัณย์และภิณผู้เป็นปู่และย่าของควินน์ก็ตื่นมาตั้งแต่เช้าเช่นกัน พวกเขามาช่วยเตรียมของเล่นและขนมกินเล่นมากมาย และตั้งใจหยุดงานนอกบ้านเพื่อมาช่วยดูแลควินน์ในช่วงเตรียมตัวเดินทางไกลให้เป็นไปอย่างราบรื่น“หลานรักของย่า~ มาให้ย่ากอดหน่อยสิ ช่วงนี้ย่าไม่ค่อยมีเวลาให้ควินน์เลยนะเนี่ย” ภิณรีบเดินเข้าไปกอดควินน์ด้วยความรักอันท่วมท้น ก่อนจะหอมแก้มเขาอย่างแรงหลายคร
ไม่กี่วันถัดมา ในค่ำคืนหนึ่งของสัปดาห์เดียวกัน ขณะที่ควินน์กำลังนอนหลับสนิทอยู่ คริสต์และเพลงก็ได้มีเวลาส่วนตัวอยู่ด้วยกันอย่างเงียบ ๆ ในห้องนั่งเล่น เพลงนั่งพิงซบแผงอกกว้างของคริสต์อยู่บนโซฟาขนาดใหญ่ แสงไฟสลัว ๆ จากโคมไฟตั้งพื้นสีทองเหลืองทอดเงาอ่อน ๆ ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความผ่อนคลายและเป็นส่วนตัวมากคริสต์กำลังลูบเส้นผมนุ่ม ๆ ของเพลงอย่างอ่อนโยน ทำให้เธอรู้สึกถูกปลอบประโลมและรู้สึกปลอดภัยอย่างที่เคยเป็นมาเสมอ ตั้งแต่มีเจ้าตัวน้อยจอมซนอย่างควินน์เข้ามาในชีวิตของทั้งคู่ ก็ทำให้เพลงและคริสต์แทบไม่มีเวลาส่วนตัวด้วยกันเลย ถึงแม้จะมีพี่เลี้ยงทั้งสองคนก็ตาม แต่ควินน์ก็ตัวติดพ่อกับแม่เป็นที่สุดเสมอ“พี่คริสต์…ช่วงนี้เพลงคิดถึงเรื่องที่เราคุยกันเมื่อหลายเดือนก่อนน่ะ” เพลงเริ่มต้นบทสนทนาด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่สีหน้าของเธอกลับจริงจังขึ้นมาก“เรื่องอะไรครับคนดีของพี่” คริสต์ก้มลงจูบหน้าผากเธอเบา ๆ และตั้งหน้าตั้งตารอฟัง“เรื่อง…การมีลูกคนต่อไปของเรา”ทันทีที่ได้ยินคำนั้น มือของคริสต์ที่กำลังลูบผมเพลงอยู่ก็ชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มที่อ่อนโยนบนใบหน้าเขาค่อย ๆ จางหายไป แทนที่ด้วยสีหน้าที่เปลี่ย
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากการถ่ายทอดสดที่ประสบความสำเร็จเมื่อวานนี้ อากาศในแวนคูเวอร์ยังคงบริสุทธิ์และเย็นสบายเช่นเคย ทุกคนในบ้านได้ก็ใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ ภิณและรัณย์ออกไปร่วมงานสังคม ส่วนเพลงและคริสต์ก็เริ่มต้นวันนี้ตามตารางที่ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเด็กและกุมารแพทย์นั่นคือหลักการ “หนึ่งวันของแม่สลับกับหนึ่งวันของพ่อ” เพื่อให้เด็กได้สร้างความผูกพันและได้รับความสนใจจากผู้ปกครองแต่ละคนอย่างเต็มที่วันนี้เป็นวันของคริสต์ เพลงจึงไม่ต้องกังวลเรื่องการดูแลลูกชายอย่างใกล้ชิด เพราะควินน์จะใช้เวลาทั้งวันกับคริสต์ผู้เป็นพ่อแบบตัวต่อตัวอย่างเต็มที่ ซึ่งถือเป็นโอกาสที่สมบูรณ์แบบให้เพลงได้ใช้เวลานี้ไปตามนัดตรวจสุขภาพประจำปีรอบที่สองที่โรงพยาบาล โดยมีโฉมฉายและจูเลียเป็นผู้ช่วยอยู่ห่าง ๆ คอยเตรียมความพร้อมและเฝ้าระวังความปลอดภัยเท่านั้นตลอดสามปีที่ผ่านมาสุขภาพของเพลงอยู่ในภาวะที่มั่นคงขึ้นมาก ทำให้เธอไม่จำเป็นต้องไปตรวจร่างกายทุกเดือนเหมือนเมื่อก่อนแล้ว และขยับนัดมาเป็นการตรวจปีละสองครั้งแทนเช้าวันนี้ก่อนออกจากบ้าน เพลงยืนอยู่ที่หน้าประตูทางเข้า เธอก้มลงกอ







