Mag-log inหลายชั่วโมงต่อมา หลังจากเรียนเสร็จในคลาสสุดท้ายของวัน เพลงก็จัดกระเป๋าอย่างช้า ๆ โดยมีคริสต์คอยช่วยเก็บหนังสือให้ ส่วนเจไดก็ยืนพิงประตูรออยู่ไม่ห่าง
“วันนี้นาตาลีกลับยังไงเหรอ” เพลงหันไปถามนาตาลีที่กำลังเก็บของอย่างเรียบร้อย
“อ๋อ ปกติคนขับรถของที่บ้านจะมารับน่ะ” นาตาลีตอบพร้อมกับมองนาฬิกาที่ข้อมืออย่างกังวลเล็กน้อย “แต่ดูเหมือนวันนี้จะมาช้ากว่าเวลาที่นัดไว้หน่อยนะ”
“เราไปกันเถอะน้องเพลง พี่ว่าอากาศเริ่มเย็นแล้วนะ”
“ไม่เห็นต้องรีบขนาดนั้นเลยพี่คริสต์”
เพลงพูดจบก็มองออกไปนอกหน้าต่างของอาคารเรียน พบว่าอากาศข้างนอกเริ่มขมุกขมัวจริง ๆ แต่เธอก็รู้สึกเห็นใจนาตาลีที่ต้องมารอคนมารับคนเดียวท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นลงเรื่อย ๆ ก่อนจะหันไปถามนาตาลีว่าบ้านของอีกฝ่ายอยู่ที่ไหน
“ให้เพลงไปส่งไหมนาตาลี เพลงกับพี่คริสต์กลับทางเดียวกันพอดีเลย”
“จริงเหรอ!” นาตาลีดูประหลาดใจและดีใจมากในเวลาเดียวกัน “แต่...จะดีเหรอเพลง เราเกรงใจจังเลย”
“ดีสิ อย่างน้อยนาตาลีก็ไม่ต้องยืนรอรถที่นี่คนเดียวนะ” เพลงยืนยันอย่างหนักแน่น “ใช่ไหมพี่คริสต์”
คริสต์เห็นสายตาของเพลงที่เต็มไปด้วยความจริงใจและความต้องการที่จะช่วยเหลือคนอื่น เขาก็ทำได้แค่ถอนหายใจยอมจำนน
“ใช่ก็ได้ น้องเพลงอยากไปส่งใครพี่ก็ต้องไปด้วยอยู่แล้ว”
เพลงยิ้มตอบอย่างเอ็นดูในความท่าทีของเขา
“งั้นก็...ขอบคุณมากเลยนะเพลง” นาตาลีตอบรับอย่างตื่นเต้น แล้วรีบสะพายกระเป๋าเดินตามทั้งสองคนไปทันที
“วันนี้เราคงต้องขอแยกตัวกลับอีกทางนะเพลง ว่าจะไปแวะที่ร้านหนังสือหน่อย”
“โอเค ไว้เจอกันพรุ่งนี้นะเจได”
“ดูแลตัวเองดี ๆ ล่ะ” เจไดพูดจบก็โบกมือลาเพลง ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้คริสต์เล็กน้อย แล้วเดินแยกกลับไปที่รถส่วนตัวของเขา
จากนั้นรถยนต์ของคริสต์ก็เคลื่อนตัวออกจากมหาวิทยาลัยไปยังบ้านของนาตาลี ระหว่างทางบรรยากาศในรถค่อนข้างผ่อนคลาย เพราะนาตาลีเล่าเรื่องราวชีวิตของเธอให้เพลงฟังอยู่ตลอด ทั้งเรื่องการย้ายมหาวิทยาลัย และการปรับตัวในสังคมใหม่ ๆ หลายครั้งทำให้เพลงรู้สึกว่าเธอเองก็เข้ากับนาตาลีได้ดีมากจริง ๆ
“เพลงเป็นเพื่อนที่ดีกับเรามากเลย” นาตาลีกล่าวขึ้นมาขณะที่รถใกล้จะถึงบ้านเธอ “เพลงน่ารักมากที่ยอมช่วยเราตั้งแต่เรื่องเรียน แถมยังใจดีพามาส่งถึงบ้านอีก”
“เรื่องแค่นี้เพลงทำให้เพื่อนได้อยู่แล้ว” เพลงยิ้มตอบ
“แต่ว่า…ที่สำคัญที่สุดก็คือ...” นาตาลีเว้นจังหวะการพูด แล้วหันไปมองคริสต์ที่กำลังขับรถอย่างตั้งใจ “เพลงโชคดีมากเลยนะที่ได้คริสต์เป็นคู่หมั้น เพราะคริสต์ดูเป็นผู้ชายที่อบอุ่นแล้วก็ดูแลเพลงดีมาก ๆ เลยด้วย”
คริสต์เหลือบตามองกระจกหลังแต่ก็ไม่ได้แสดงอาการอะไรกับคำชมที่ได้รับ ก่อนเขาจะจอดรถเทียบรั้วบ้านขนาดใหญ่หลังหนึ่งที่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนา
“นาตาลีก็ชมเกินไปแล้ว” เพลงหน้าแดงเล็กน้อยด้วยความเขินอาย
“ไม่เกินไปเลยนะเพลง เราสังเกตมาตั้งแต่ในคลาสแล้วนะ คริสต์ไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้เพลงเลยสักนิด แถมสายตาที่มองเพลงก็เต็มไปด้วยความรักและความห่วงใยแบบไม่มีปิดบังอีก...หายากนะผู้ชายแบบนี้”
นาตาลีพูดจบก็เปิดประตูลงจากรถ แล้วหันกลับมาหาเพลงอีกครั้ง
“ขอบคุณมากนะเพลง ขอบคุณคริสต์ด้วย พรุ่งนี้เจอกันนะ” นาตาลีโบกมือลาอย่างร่าเริง ก่อนจะรีบวิ่งเข้าประตูรั้วขนาดใหญ่ไปอย่างรวดเร็ว
คริสต์มองตามหลังเธอไปจนกระทั่งเธอหายเข้าไปในตัวบ้านราวกับตั้งใจจะจับผิดอะไรบางอย่าง ก่อนจะหันกลับมามองเพลงด้วยรอยยิ้ม
ก่อนรถยนต์ของคริสต์จะเคลื่อนตัวออกจากบ้านของนาตาลี แล้วมุ่งหน้ากลับสู่บ้านของพวกเขาในยามเย็น ไม่นานนัก เมื่อมาถึงบ้าน ทั้งคู่ก็เดินตรงไปยังห้องอาหารที่เต็มไปด้วยกลิ่นหอมของอาหารมื้อค่ำที่ภิณเตรียมเอาไว้รอ
ที่โต๊ะอาหารตอนนี้มีสมาชิกครอบครัวมารวมตัวกันอย่างครบถ้วน ทั้งรัณย์ ภิณ แคลร์ และเคท ซึ่งทั้งสองสาวนั้นกำลังจะเดินทางกลับในวันรุ่งขึ้น
“กลับมาแล้วเหรอ” ภิณกล่าวทักทายด้วยรอยยิ้ม
“ครับคุณแม่” คริสต์ตอบ “คริสต์พาน้องเพลงไปส่งเพื่อนที่บ้านมาครับ”
“เซอร์ไพรส์นะเนี่ย คริสต์ยอมให้เพลงมีเพื่อนใหม่ด้วยเหรอ” แคลร์เลิกคิ้วอย่างสนอกสนใจ “ดูเหมือนชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยของเพลงจะเริ่มมีสีสันขึ้นมาแล้วสินะ”
“เพลงไม่ต้องรอให้พี่คริสต์ยอมหรอกแคลร์”
“ใช่ เพราะถึงไม่ยอม น้องเพลงก็ไม่ฟังพี่อยู่ดี” คริสต์แกล้งประชด
“นั่งเร็วสิเพลง มาเล่าเรื่องเพื่อนใหม่ให้ฟังหน่อย” เคทเอ่ยชวนด้วยความตื่นเต้น
และเมื่อทุกคนเริ่มทานอาหารกัน เพลงก็เล่าเรื่องราวของนาตาลีให้ฟัง ทำให้รัณย์และภิณมองหน้ากันทันที เพราะทั้งสองคนก็ได้ยินข่าวลืออย่างหนาหูในแวดวงธุรกิจมาบ้าง ว่าตระกูลเจ้าของธุรกิจที่เพิ่งย้ายสาขาใหญ่มาที่นี่เมื่อไม่นานมานี้ ถือว่าเป็นม้ามืดในแวดวงธุรกิจด้วย
“ดีใจด้วยนะเพลง ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเพลงจะได้มีเพื่อนใหม่โดยที่คนคนนั้นไม่โดนคริสต์ไล่ไปซะก่อน” เคทเอ่ยแซว
“เพราะเห็นแก่น้องเพลงหรอกถึงไม่ไล่ไปน่ะ” คริสต์ที่เงียบมานานกล่าวขึ้นมาทันที แต่น้ำเสียงของเขาค่อนข้างจะเย็นชาผิดปกติ ก่อนจะหันไปพูดกับผู้เป็นพ่อต่อ “แต่คริสต์รู้สึกไม่ค่อยถูกชะตากับเพื่อนใหม่ของน้องเพลงยังไงก็ไม่รู้ครับคุณพ่อ”
ทุกคนที่โต๊ะเงียบไปทันที ก่อนที่แคลร์จะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
“โอ๊ยคริสต์ ฮ่า ๆ ๆ หวงเพลงขนาดนี้เลยเหรอ หวงแม้กระทั่งกับผู้หญิงด้วยกันเนี่ย อาการหนักเอาเรื่องเลยนะ”
“นั่นสิ หรือกลัวว่าเพลงจะไปติดเพื่อนจนไม่สนใจตัวเองล่ะ” เคทร่วมพูดสมทบ
“แคลร์กับเคทอย่าขำเสียงดังนักสิลูก คริสต์จริงจังอยู่นะนั่น” ภิณเอ่ยปรามลูกสาวทั้งสอง แต่ก็อดได้ที่จะรู้สึกเอ็นดูลูกชายเช่นกัน
“มันไม่ใช่เรื่องความหึงหวงสักหน่อย ไม่รู้สิ แค่รู้สึก…ไม่ค่อยอยากไว้ใจใครเท่าไร” คริสต์ทำหน้าเซ็ง
“คิดมากอีกแล้วพี่คริสต์” เพลงเองก็ยกยิ้มอย่างนึกเอ็นดู แล้วเลื่อนมือไปสอดประสานมือของเขาไว้เบา ๆ “นาตาลีอัธยาศัยดีกับเพลงกว่าคนอื่นเยอะเลยนะ”
“ก็เลยยิ่งน่าสงสัยเข้าไปใหญ่ เพิ่งรู้จักกันวันเดียว ทำไมต้องมาทำดี…มาอาสาช่วยดูแลอะไรนั่นด้วย”
“เพราะว่าเพลงน่ารักน่าทะนุถนอมมากเลยไง” แคลร์ยักคิ้วแซวคริสต์ “หยุดสงสัยแล้วตั้งใจกินข้าวเถอะ พรุ่งนี้แคลร์กับเคทก็ต้องกลับแล้ว จะได้ใช้เวลาอยู่พร้อมหน้ากันให้คุ้ม ๆ”
จากนั้นบทสนทนาก็กลับมาเป็นเรื่องทั่วไปอีกครั้ง หลังจากกินข้าวกันเสร็จแล้ว แคลร์และเคทก็กลับห้องเพื่อไปจัดกระเป๋าเตรียมเดินทางในเช้าวันรุ่งขึ้น ส่วนเพลงกับคริสต์ก็ขึ้นไปพักผ่อนบนห้อง โดยคริสต์ยังคงมาส่งเธอที่เตียงอย่างใกล้ชิดเหมือนเคย
เช้าวันต่อมา แคลร์กับเคทเดินทางกลับไปตั้งแต่ช่วงเช้ามืดแล้ว ทำให้บรรยากาศในบ้านเงียบลงอย่างเห็นได้ชัด และวันนี้คริสต์ก็ยังคงขับรถมาเรียนกับเพลงที่มหาวิทยาลัยตามปกติ โดยมีเจไดขับรถตามมาติด ๆ ด้วย
ทว่าเมื่อมาถึงอาคารเรียนของคณะ พวกเขาก็ต้องประหลาดใจกับบรรยากาศที่ผิดปกติ เพราะนักศึกษาจำนวนมากกำลังรวมตัวกันอยู่หน้าห้องเรียนของพวกเขา และมีเสียงฮือฮาดังออกมาอย่างต่อเนื่อง
“เกิดอะไรขึ้นเนี่ย” เพลงเดินเร็วขึ้นเล็กน้อยด้วยความสงสัย
“น้องเพลงเดินช้า ๆ หน่อย ระวังด้วย” คริสต์พยายามจะห้ามปรามพร้อมเดินตามเธอไปติด ๆ
เมื่อเพลงเดินเข้าไปในห้องเรียนและกลุ่มนักศึกษาที่มุงอยู่ก็เปิดทางให้ ภาพที่เห็นก็ทำให้เพลงถึงกับชะงัก เพราะโต๊ะประจำตำแหน่งของนาตาลีที่อยู่ทางซ้ายมือของเพลง ถูกสาดด้วยของเหลวสีขาวขุ่นที่ส่งกลิ่นเหม็นเปรี้ยวอย่างรุนแรง
เพลงรู้ได้ทันทีว่านั่นคือนมบูด และมันก็หกเลอะเทอะไปทั่วทั้งโต๊ะและไหลลงไปที่พื้น ก่อนสายตาของเพลงจะเหลือบไปเห็นว่านาตาลีกำลังยืนตัวสั่นอยู่ข้างโต๊ะตัวนั้น ใบหน้าของเธอซีดเผือด นัยน์ตาแดงก่ำจากการร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว เพลงจึงรีบเดินเข้าไปหาเธอทันที
“นาตาลี! เกิดอะไรขึ้นน่ะ ใครเป็นคนทำแบบนี้”
นาตาลีหันมามองเพลงด้วยสายตาที่หวาดผวา เธอสั่นไปทั้งตัวจนแทบจะยืนไม่ไหว
“มะ ไม่รู้...เราไม่รู้...” นาตาลีตอบเสียงสั่นเครือจนแทบจะฟังไม่ได้ศัพท์ “ตอนเราเข้ามากะ...ก็เห็นว่าแบบนี้แล้ว”
เพลงจึงไม่รอช้ารีบสำรวจร่างกายของนาตาลีอย่างรวดเร็ว “แล้วบาดเจ็บตรงไหนไหม มีใครทำอะไรนาตาลีหรือเปล่า”
“มะ...ไม่มี...เราแค่กลัวมากเลยพะ...เพลง”
คริสต์ที่เดินตามมาติด ๆ มองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความไม่พอใจ ส่วนเจไดที่แทรกตัวฝ่าฝูงชนเข้ามาทีหลังสุดนั้นก็ยืนขมวดคิ้วด้วยความสับสน
“แม่ง…วุ่นวายฉิบหาย” คริสต์สบถเบา ๆ ก่อนจะรีบหันไปพูดกับเพลง “น้องเพลงไปนั่งรอตรงอื่นเถอะ เดี๋ยวพี่กับเจไดจัดการเอง”
“ไม่ได้นะพี่คริสต์ อาจารย์กำลังจะเข้ามาแล้ว นาตาลีจะไม่มีที่นั่งนะ” เพลงตอบอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยิบกระเป๋าสะพายใบเล็กของเธอขึ้นมาเปิดออก แล้วล้วงเอาทิชชูเปียกและทิชชูแห้งออกมาจากช่องเล็ก ๆ ในกระเป๋า
“เพลงช่วยเช็ดตรงนี้ให้ก่อนนะ นาตาลีจะได้นั่งลงก่อน” เพลงพูดพลางรีบใช้ทิชชูเปียกเช็ดคราบนมบูดออกจากบริเวณที่พอจะนั่งได้
คริสต์ก็มองการกระทำที่รวดเร็วและเป็นธรรมชาติของเพลงด้วยความตกใจไม่น้อย แต่เขาก็รู้ดีว่าตัวเองคงไม่อาจห้ามความดื้อรั้นของเพลงได้ เขาจึงช่วยรีบดึงเสื้อแขนยาวของเพลงขึ้นมา แล้วเข้ามารับเศษทิชชูเปียก ๆ เหม็น ๆ ไปทิ้งให้ เพราะไม่อยากแตะต้องเก้าอี้ที่ผู้หญิงคนอื่นนั่งทับ
ส่วนเจไดที่ไม่ได้คิดอะไรมากก็เข้าไปช่วยเพลงเช็ดคราบนมบูด เพราะเขาคิดเพียงแค่อยากจะช่วยเพลงให้เร็วที่สุดเท่านั้น
“พอจะนั่งได้แล้วล่ะนาตาลี” เพลงบอกหลังจากใช้แรงเช็ดเก้าอี้ให้นาตาลีโดยไม่สนว่ามือตัวเองจะเปื้อน
“ขะ ขอบคุณนะเพลง ขอบคุณทุกคนเลยด้วย”
เพลงพยักหน้ารับคำขอบคุณ แล้วก็ช่วยประคองนาตาลีที่ยังคงตัวสั่นให้นั่งลงอย่างระมัดระวัง ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันกับที่อาจารย์เดินเข้ามาในห้องเรียนพอดี
“ว่าแต่…ทะ ทำไมเพลงถึงไม่ตกใจเลยล่ะ... แถมยังดูชินกับเรื่องแบบนี้มากเลยด้วย”
“จะว่าแบบนั้นก็ได้ เพลงชินแล้วล่ะ” เพลงตอบอย่างเรียบง่าย “เมื่อก่อนตอนเพลงเข้ามาเรียนปีหนึ่งใหม่ ๆ เพลงก็เคยโดนแบบนี้เหมือนกัน”
“ฮะ!?” นาตาลีเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “จะ จริงเหรอ! ทำไมถึง...ไม่สิ ใครกล้าทำแบบนั้นกันล่ะ!”
“เพลงไม่ได้สนใจหรอกว่าใครจะทำ มันไร้สาระน่ะ”
นาตาลีถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะกอบกุมมือเพลงไว้อย่างแนบแน่นจนเพลงสะดุ้ง “เพลงเก่งมากเลยจริง ๆ เพลงเป็นคนที่เข้มแข็งที่สุดที่เราเคยเจอมาเลย เรานี่…สู้เพลงไม่ได้เลย เพิ่งเคยเจอเรื่องแบบนี้ครั้งแรกก็กลัวมากจนตัวสั่นไปหมด”
“ไม่เป็นไรนะนาตาลี” เพลงกล่าวปลอบใจ “ตอนนี้เราเป็นเพื่อนกันแล้ว เพลงเองก็จะคอยช่วยนาตาลีเหมือนกัน”
หลายวันต่อมา ช่วงเวลาดี ๆ ของครอบครัวนี้ก็ยังคงดำเนินต่อไป ควินน์เองก็ได้ปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศที่ร้อนชื้นของประเทศไทยได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว อุณหภูมิที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ และกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้เขตร้อนได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเขาที่เขาชื่นชอบมันมากอาการเจ็ตแล็กที่เคยทำให้เขางอแงอยู่บ้างเล็กน้อยในสัปดาห์แรกก็ได้หายไปจนหมดสิ้น และถูกแทนที่ด้วยความพร้อมที่จะสำรวจอะไรใหม่ ๆ ได้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และวันนี้ก็เป็นวันที่เขาตั้งตารอคอยมากที่สุด นั่นคือการไปเที่ยวชมและเล่นกับช้าง สัตว์ยักษ์ใหญ่ใจดีที่เขาเรียกร้องหามาตั้งแต่ก้าวเท้าลงจากเครื่องบินความพิเศษของวันนี้ไม่ได้มีเพียงแค่การไปดูช้างเท่านั้น หากแต่เป็นการรวมตัวครั้งใหญ่ของคนในครอบครัวด้วย เช้านี้ที่บ้านของภีมและยี่หวาดูคึกคักเป็นพิเศษ เพราะมีสมาชิกจากแดนไกลเดินทางมาสมทบด้วย ซึ่งก็คือภิณและรัณย์ที่อดทนความคิดถึงหลานชายไม่ไหว หลังจากติดตามความเคลื่อนไหวผ่านวิดีโอคอลมาเป็นสัปดาห์ ในที่สุดพวกเขาก็บินตามมาจากแวนคูเวอร์ รวมถึงแคลร์และเคทก็ตามมาด้วยเช่นกันนอกจากนี้เพลงยังได้ชวนเพื่อนสนิทของเธอมาด้วย ทั้งเจได นาตาลี รวม
วันต่อมาในช่วงเช้าของวันนี้นั้นแตกต่างจากเมื่อวานอย่างสิ้นเชิง เพราะเมื่อวานที่เพลง คริสต์ ควินน์ และพี่เลี้ยงทั้งสองคนเดินทางมาถึง เป็นวันที่ทุกคนในครอบครัวต้องใช้ทุกวิธีเพื่อต่อรองกับควินน์ ผู้ซึ่งตื่นเต้นกับแผนการเที่ยวทะเลและอยากไปดูช้างจนแทบจะรอไม่ไหวแล้วทว่าการต่อสู้กับอาการเจ็ตแล็กที่มาพร้อมกับความตื่นเต้นนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย คริสต์และเพลง รวมทั้งโฉมฉายกับจูเลียจึงต้องผลัดกันเล่านิทานเพื่อกล่อมควินน์ ทั้งยังยอมให้ดูการ์ตูนเรื่องโปรดจนดึกดื่น พร้อมคำสัญญาเรื่องขนมหวานและไอศกรีมแท่งใหญ่ที่รออยู่ในวันรุ่งขึ้น เพื่อให้ควินน์ตัวน้อยยอมพักผ่อนก่อนสำหรับเช้านี้ ควินน์ก็ลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น เขารู้สึกพร้อมตั้งแต่ตอนที่แสงแดดยังไม่ทันสาดส่องเต็มที่ ลุกขึ้นจากเตียงนุ่ม ๆ ปีนไปกระซิบข้างหูของพ่อและแม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกว่าทั้งคู่จะยอมลืมตาตื่น“คุงแม่ฮับ คุณพ่อฮับ ตื่นได้แย้วฮับ วันนี้ไปทะเล”“…อืมม ครับผม พ่อกำลังจะลืมตาแล้วครับควินน์ ขออีกห้านาที”เมื่อเห็นว่าพ่อกับแม่ของตนเริ่มสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาแล้ว เขาก็พุ่งตัวไปที่ห้องอื่นในบ้านเพื่อปลุกพี่เพลิง พี่พราว และตัวแสบอย่าง
หลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองที่รวดเร็วและราบรื่นอย่างน่าประทับใจ ต้องขอบคุณการจัดการที่เหนือชั้นระดับมืออาชีพของคริสต์ที่ได้เตรียมการไว้ล่วงหน้า ทั้งสามคนจึงเดินเข้าไปในโซนห้องรับรองพิเศษระดับเฟิร์สคลาส เป็นห้องที่หรูหราและมีความสงบเงียบซึ่งเหมาะกับการซ่อนตัวจากความวุ่นวายและเสียงจอแจของอาคารผู้โดยสารปกติบรรยากาศภายในห้องถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ส่วนตัว มีการตกแต่งที่คลาสสิค ประดับด้วยแสงไฟสีนวลตา โซฟาหนังนุ่ม ๆ และกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของไม้หอมช่วยสร้างความผ่อนคลายทันทีที่เท้าเหยียบพื้นพรมหนานุ่ม ควินน์ก็กระโดดโลดเต้นด้วยความร่าเริง สองขาเล็ก ๆ วิ่งสำรวจไปรอบ ๆ ห้องรับรองที่กว้างขวาง ก่อนจะไปหยุดนิ่งที่กระจกบานใหญ่แบบเต็มผนังที่เผยให้เห็นภาพของลานจอดเครื่องบินที่แสนกว้างไกล“คุงพ่อฮับ นี่หยอฮับดรีมไลเนอร์”เสียงเล็ก ๆ อุทานด้วยความตื่นเต้น ดวงตาคู่กลมโตเบิกกว้างเมื่อมองไปยังเครื่องบินโบอิ้ง 787 ลำมหึมาที่จอดอยู่ข้างนอก ตัวลำสีขาวสะอาดทอดยาวอย่างสง่างามภายใต้แสงแดดอ่อน ๆ ยามสายของเมืองแวนคูเวอร์ ความใหญ่โตของมันดูเกินจริงมาก ๆ ในสายตาของเด็กน้อยตัวเท่าควินน์“ใช่แล้วครับคนเก่ง
สองอาทิตย์ต่อมา บรรยากาศในบ้านก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความวุ่นวาย เพราะกำลังจะถึงวันที่ควินน์ เพลง และคริสต์จะเดินทางไปประเทศไทย ซึ่งเป็นการเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรกของควินน์วันนี้ควินน์กำลังนั่งอยู่บนพื้นพรมอย่างใจจดใจจ่อตั้งแต่เช้า โดยมีโฉมฉายผู้เคร่งครัดที่ตอนนี้ผันตัวมาเป็นคนช่วยจัดการสัมภาระหลายอย่าง รวมถึงจูเลียเองก็กำลังช่วยจัดกระเป๋าเดินทางของควินน์ด้วยเช่นกัน“ควินน์คะ เราต้องจัดกระเป๋าแบบเรียงตามลำดับความสำคัญนะคะ” โฉมฉายกล่าว พร้อมกับพับเสื้อผ้าของควินน์ไปด้วย“ฮับป้าโฉม! เอาชุดว่ายน้ำไว้ข้างบนนะฮับ ควินน์จะไปว่ายน้ำอาบแดดด้วยฮับ อ้อ! เอาหนังสือนิทานของควินน์ไปด้วยนะฮับ!”“ได้เลยค่ะ” โฉมฉายตอบรับคำสั่งของเจ้านายตัวน้อยรัณย์และภิณผู้เป็นปู่และย่าของควินน์ก็ตื่นมาตั้งแต่เช้าเช่นกัน พวกเขามาช่วยเตรียมของเล่นและขนมกินเล่นมากมาย และตั้งใจหยุดงานนอกบ้านเพื่อมาช่วยดูแลควินน์ในช่วงเตรียมตัวเดินทางไกลให้เป็นไปอย่างราบรื่น“หลานรักของย่า~ มาให้ย่ากอดหน่อยสิ ช่วงนี้ย่าไม่ค่อยมีเวลาให้ควินน์เลยนะเนี่ย” ภิณรีบเดินเข้าไปกอดควินน์ด้วยความรักอันท่วมท้น ก่อนจะหอมแก้มเขาอย่างแรงหลายคร
ไม่กี่วันถัดมา ในค่ำคืนหนึ่งของสัปดาห์เดียวกัน ขณะที่ควินน์กำลังนอนหลับสนิทอยู่ คริสต์และเพลงก็ได้มีเวลาส่วนตัวอยู่ด้วยกันอย่างเงียบ ๆ ในห้องนั่งเล่น เพลงนั่งพิงซบแผงอกกว้างของคริสต์อยู่บนโซฟาขนาดใหญ่ แสงไฟสลัว ๆ จากโคมไฟตั้งพื้นสีทองเหลืองทอดเงาอ่อน ๆ ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความผ่อนคลายและเป็นส่วนตัวมากคริสต์กำลังลูบเส้นผมนุ่ม ๆ ของเพลงอย่างอ่อนโยน ทำให้เธอรู้สึกถูกปลอบประโลมและรู้สึกปลอดภัยอย่างที่เคยเป็นมาเสมอ ตั้งแต่มีเจ้าตัวน้อยจอมซนอย่างควินน์เข้ามาในชีวิตของทั้งคู่ ก็ทำให้เพลงและคริสต์แทบไม่มีเวลาส่วนตัวด้วยกันเลย ถึงแม้จะมีพี่เลี้ยงทั้งสองคนก็ตาม แต่ควินน์ก็ตัวติดพ่อกับแม่เป็นที่สุดเสมอ“พี่คริสต์…ช่วงนี้เพลงคิดถึงเรื่องที่เราคุยกันเมื่อหลายเดือนก่อนน่ะ” เพลงเริ่มต้นบทสนทนาด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่สีหน้าของเธอกลับจริงจังขึ้นมาก“เรื่องอะไรครับคนดีของพี่” คริสต์ก้มลงจูบหน้าผากเธอเบา ๆ และตั้งหน้าตั้งตารอฟัง“เรื่อง…การมีลูกคนต่อไปของเรา”ทันทีที่ได้ยินคำนั้น มือของคริสต์ที่กำลังลูบผมเพลงอยู่ก็ชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มที่อ่อนโยนบนใบหน้าเขาค่อย ๆ จางหายไป แทนที่ด้วยสีหน้าที่เปลี่ย
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากการถ่ายทอดสดที่ประสบความสำเร็จเมื่อวานนี้ อากาศในแวนคูเวอร์ยังคงบริสุทธิ์และเย็นสบายเช่นเคย ทุกคนในบ้านได้ก็ใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ ภิณและรัณย์ออกไปร่วมงานสังคม ส่วนเพลงและคริสต์ก็เริ่มต้นวันนี้ตามตารางที่ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเด็กและกุมารแพทย์นั่นคือหลักการ “หนึ่งวันของแม่สลับกับหนึ่งวันของพ่อ” เพื่อให้เด็กได้สร้างความผูกพันและได้รับความสนใจจากผู้ปกครองแต่ละคนอย่างเต็มที่วันนี้เป็นวันของคริสต์ เพลงจึงไม่ต้องกังวลเรื่องการดูแลลูกชายอย่างใกล้ชิด เพราะควินน์จะใช้เวลาทั้งวันกับคริสต์ผู้เป็นพ่อแบบตัวต่อตัวอย่างเต็มที่ ซึ่งถือเป็นโอกาสที่สมบูรณ์แบบให้เพลงได้ใช้เวลานี้ไปตามนัดตรวจสุขภาพประจำปีรอบที่สองที่โรงพยาบาล โดยมีโฉมฉายและจูเลียเป็นผู้ช่วยอยู่ห่าง ๆ คอยเตรียมความพร้อมและเฝ้าระวังความปลอดภัยเท่านั้นตลอดสามปีที่ผ่านมาสุขภาพของเพลงอยู่ในภาวะที่มั่นคงขึ้นมาก ทำให้เธอไม่จำเป็นต้องไปตรวจร่างกายทุกเดือนเหมือนเมื่อก่อนแล้ว และขยับนัดมาเป็นการตรวจปีละสองครั้งแทนเช้าวันนี้ก่อนออกจากบ้าน เพลงยืนอยู่ที่หน้าประตูทางเข้า เธอก้มลงกอ







