LOGINสำหรับเขา เธอไม่ใช่แค่คนสำคัญ แต่คือโลกทั้งใบ...รักเดียวที่เขาพร้อมปกป้องไปตลอดชีวิต
View Moreตั้งแต่เด็ก โดโนแวน ก็รู้แล้วว่า เพลงพิณ คือ ‘รักเดียว’ ของเขา พวกเขาเติบโต เคียงข้าง แบ่งปันรอยยิ้ม น้ำตา และความฝัน เมื่อวันเวลาผ่านไป ความผูกพันในวัยเยาว์ค่อย ๆ ก่อตัวเป็นความรักที่มั่นคง
แสงแรกของวันธรรมดา ๆ ในฤดูใบไม้ร่วงของแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา ยังคงสาดส่องมาพร้อมกันกับอากาศที่เริ่มจะแปรเปลี่ยนเป็นหนาวเย็นลงเรื่อย ๆ
เจ้าของห้องอย่าง เพลง เพลงพิณ ขยับกายเล็กน้อยบนเตียงขนาดคิงไซส์ แน่นอนว่าเธอไม่ได้ใช้ห้องนอนร่วมกันกับ คริสต์ โดโนแวน (เพชรกุล) ผู้เป็นคู่หมั้นของเธอ ตามความต้องการของ ภีม ภูตะวัน ผู้เป็นพ่อที่ต้องการให้ทั้งคู่อยู่แยกห้องด้วยยังไม่ถึงเวลาอันควร แต่เช้านี้เธอก็สัมผัสได้ถึงไออุ่นและน้ำหนักของแขนแกร่งที่โอบรัดเอวเธอไว้อย่างแนบแน่น
เพราะคริสต์แอบย่องเข้ามาในห้องของเพลงตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ราวกับเป็นกิจวัตรที่เขาต้องทำทุกวันเพื่อเติมเต็มความต้องการที่จะได้ใกล้ชิดกับเธอให้มากที่สุด ก่อนจะออกไปใช้ชีวิตในแต่ละวัน
ดวงตากลมโตคู่สวยของเพลงค่อย ๆ เปิดขึ้นมองใบหน้าคมคายที่หลับพริ้มอยู่ข้าง ๆ เธอ มือเรียวยกขึ้นปัดปอยผมที่ตกลงมาบนหน้าผากเขาอย่างอ่อนโยน แล้วเฝ้ามองเขาด้วยรอยยิ้มบาง ๆ
“อืมมม...เช้าแล้วเหรอ” คริสต์ครางในลำคอต่ำ ๆ เมื่อถูกรบกวนการนอน ก่อนเขาจะขยับซุกไซ้ใบหน้าเข้าหาซอกคอหอมกรุ่นของเพลง เพื่อสูดดมกลิ่นกายของเธออย่างเต็มปอดให้ชื่นใจ
“เช้าแล้ว พี่คริสต์ก็ตื่นได้แล้ว เดี๋ยวถ้าไม่รีบกลับไปก่อนจะถึงเวลาอาหารเช้าก็ซวยเอาหรอก” เพลงกระซิบเสียงแผ่ว พยายามดันแผงอกที่เปลือยเปล่าของเขาออก
“ขออีกนิดนะครับ” คริสต์เงยหน้าขึ้น แววตาของเขาดูออดอ้อนจนน่าใจหาย ซ้ำยังดึงรั้งร่างเล็กให้เข้ามาใกล้จนหน้าผากของทั้งคู่ชิดกันไม่เหลือช่องว่าง
“จะให้อ้อนขนาดไหนก็ต้องรีบไปอาบน้ำอยู่ดี เดี๋ยวแม่ภิณลงมาเห็นแล้วจะว่าเอานะ” เพลงหัวเราะเบา ๆ ในลำคอเล็กน้อย แต่ในใจก็อดหวั่นใจกับความใจร้อนของเขาไม่ได้
“คุณแม่ไม่ว่าหรอก ถึงโดนจับได้ว่าพี่แอบมาหาน้องเพลง คุณแม่ก็คงเข้าใจ” คริสต์ตอบอย่างมั่นใจ เผลอ ๆ ก็รู้แล้วด้วยซ้ำไป ว่าเขาแอบมานอนกับเพลงทุกคืน พร้อมกับยื่นหน้าไปหอมแก้มของเธออยู่หลายฟอด ก่อนจะพลิกตัวขึ้นคร่อมร่างบางไว้เหนือตัวเธอ ใช้มือทั้งสองข้างยันพื้นไว้ข้างศีรษะ
“ไม่เล่นนะพี่คริสต์”
เพลงเอ่ยห้ามเสียงแผ่ว เมื่อรับรู้ได้ถึงความปรารถนาที่เขามีให้เธอ ด้วยความกลัวที่จะถูกเขาเห็นรอยแผลเป็นที่หน้าอก ซึ่งได้มาจากการผ่าตัดหัวใจ มันยังคงเป็นกำแพงที่ขวางกั้นความสัมพันธ์ทางกายของทั้งคู่มาตลอด และเธอไม่อยากผิดคำสัญญาที่ให้ไว้กับผู้เป็นพ่ออย่างภีม
คริสต์จ้องมองเข้าไปในดวงตาของเพลงอย่างลึกซึ้ง กระทั่งความปรารถนาที่คุกรุ่นในแววตาของเขาเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนและ เข้าใจในทันที เพราะเขาก็พอจะรู้อยู่ว่าความลังเลของเธอมาจากอะไร
“ก็ได้ พี่จะรอจนกว่าน้องเพลงจะพร้อม แต่ว่า…พี่ขอแค่กำลังใจจากน้องเพลงหน่อยก็แล้วกันนะ”
พูดจบเขาก็ก้มลงประทับจูบที่ริมฝีปากอิ่มนุ่มของเพลงอย่างดูดดื่ม เป็นสัมผัสที่ทำให้เพลงรับรู้ได้ถึงความรัก ความอดทน และความมั่นคงของเขา จูบนี้ทำให้เพลงรู้สึกว่าความกลัวของเธอมลายหายไปชั่วขณะ และเธอก็ตอบรับรสจูบของเขาอย่างอ่อนหวาน พลางใช้มือโอบรอบลำคอแกร่งไว้สักพัก ก่อนจะเป็นฝ่ายถอนจูบออกมา
“ได้กำลังใจมากพอแล้ว ไปเร็ว เดี๋ยวก็ไปเรียนสายหรอก” เพลงผลักเขาออกอย่างเบามือ เพราะรู้สึกว่าจูบนี้เริ่มจะเนิ่นนานเกินไป
คริสต์จึงยอมผละออกด้วยความเสียดายอย่างมาก “งั้นพี่ไปอาบน้ำก่อนนะ แล้วค่อยมากินอาหารเช้าด้วยกันก่อนไปเรียน” เขาพูดทิ้งท้ายอย่างนั้น ก่อนจะเดินย่องออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบเท่าที่ชายหนุ่มร่างใหญ่คนหนึ่งจะทำได้
ในเวลาต่อมา เพลงที่อาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้วก็ลงมาข้างล่างด้วยความสดใส เธอกล่าวทักทายยามเช้ากับ ภิณ ทอตะวัน ผู้เป็นแม่ของคริสต์อย่างนอบน้อม ซึ่งเธอก็ยิ้มรับอย่างอบอุ่นให้เพลงในฐานะว่าที่ลูกสะใภ้ที่ครอบครัวนี้ต้องการ
ทว่าขณะที่เพลงกำลังจะตักแพนเค้กใส่จาน ก็มีเสียงกดกริ่งจากหน้าบ้านดังขึ้น เธอจึงรู้ได้ทันทีว่าผู้มาเยือนตั้งแต่เช้าตรู่นี้คือใคร เพลงจึงออกไปทักทายทันที
“มาแต่เช้าเลยนะเจได” เพลงกล่าวทักทาย
“ก็จะได้ไปเรียนพร้อม ๆ กันไง ไม่ดีเหรอ” เจได เบญจามินทร์ เพื่อนสนิทที่เรียนด้วยกันมาตั้งแต่อนุบาลถามอย่างกวน ๆ พลางยกยิ้มจนตาหยี
“เพลงยังไม่ได้พูดเลยว่าไม่ดี เข้ามาข้างในก่อนสิ”
เพลงชวนเจไดเข้าบ้าน แล้วทั้งคู่ก็เดินตรงไปที่ในห้องอาหารด้วยกัน วันนี้เจไดแต่งตัวด้วยเสื้อฮู้ดสีเทาแบบสบาย ๆ ด้วยอากาศที่ไม่หนาวและไม่ร้อนจนเกินไป
“อ้าว! มาแต่เช้าเลยเจได มากินอาหารเช้าด้วยกันก่อน” ภิณเอ่ยทักทายเพื่อนสนิทของว่าที่ลูกสะใภ้ด้วยความเป็นกันเอง
“ขอบคุณครับคุณน้า” เจไดพูดอย่างอ่อนน้อม ก่อนเขาจะเอื้อมมือไปรับนมจากภิณแล้วนำมารินให้เพลงอย่างรู้ใจ
ทันใดนั้นเอง คริสต์ก็เดินเข้ามาในห้องอาหารด้วยมาดของชายหนุ่มที่ดูดีมีสง่าราศีตามแบบฉบับของเขา เขาแต่งตัวด้วยเสื้อเชิ้ตสีดำพอดีตัว เผยให้เห็นรูปทรงของมัดกล้ามเนื้อที่ซ่อนอยู่ ทว่าสีหน้าของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นบึ้งตึง ทันทีเมื่อเห็นภาพเจไดกำลังดูแลผู้หญิงของเขาอย่างใกล้ชิด และความขี้หึงของเขาพลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
“ไม่ต้องลำบากขนาดนั้นหรอกมั้ง” คริสต์เอ่ยเสียงเรียบ แต่แสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจน
เขาเดินตรงเข้ามาประชิดเพลง แล้วโอบเอวบาง ๆ ของเธอไว้จากด้านหลังเพื่อเป็นการแสดงความเป็นเจ้าของอย่างโจ่งแจ้ง ส่วนเจไดนั้นก็ทำเป็นนิ่งเฉย แต่ก็ยอมถอยห่างออกจากเพลงเล็กน้อย
“ก็ไม่ได้ลำบากอะไรนะ นี่มันเป็นสิ่งที่เพื่อนทำให้กันได้อยู่แล้ว เพราะเพลงเป็นเพื่อนที่สำคัญที่สุดของฉัน”
“หึ!” คริสต์แค่นเสียงหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะพูดตอบ “ปล่อยให้เรื่องดูแลเพลงเป็นหน้าที่ของคู่หมั้นเถอะ” เขาพูดพลางเพิ่มแรงโอบรัดเอวเพลงให้แน่นขึ้นอีก เพื่อให้เจไดรับรู้ถึงสถานะที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
เพลงที่รู้สึกได้ถึงความตึงเครียดที่แผ่ซ่านออกมาจากคนร่างสูงข้าง ๆ ก็ทำให้เธอรู้ดีว่าตัวเองต้องทำอะไรเพื่อช่วยปรามให้สถานการณ์ตรงหน้าสงบลงก่อน เธอจึงเอียงหน้าไปหาคริสต์เล็กน้อย แล้วจุ๊บเบา ๆ ที่มุมปากของเขาอย่างรวดเร็วและแผ่วเบาแบบที่เขาชอบ
การกระทำของเพลงทำให้ท่าทีของคริสต์เปลี่ยนไปทันที เพราะความหึงหวงที่ฉายชัดอยู่ในแววตาเมื่อครู่นี้นั้นสลายหายไปอย่างไม่น่าเชื่อ ก่อนที่คริสต์จะคลายแรงตรงแขนของเขาลงเล็กน้อย แต่ยังคงยืนชิดอยู่ข้างเธอ
“อะแฮ่ม” ภิณที่กำลังลอบมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นก็กระแอมในลำคอเบา ๆ เพื่อส่งสัญญาณเป็นนัย ๆ ว่าผู้ใหญ่อย่างเธอยังยืนหัวโด่อยู่ตรงนี้ทั้งคน
“อ๊ะ! มากินมื้อเช้าด้วยกันนะพี่คริสต์ จะสายแล้วเนี่ย”
เพลงพูดเปลี่ยนเรื่องเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของคริสต์ ซึ่งนั่นก็ได้ผล ส่วนเจไดนั้นได้แต่สำรวมและมองภาพทุกอย่างด้วยความรู้สึกที่เจ็บปวดอยู่ลึก ๆ แต่เขาก็พยายามจะฝืนยิ้มให้เป็นธรรมชาติที่สุดอยู่ตลอด เพื่อไม่ให้ผิดสังเกต
คริสต์กับเพลงไปมหาวิทยาลัยด้วยรถคันเดียวกัน ส่วนเจไดก็ขับรถตามไปเหมือนกันทุกวัน และคริสต์กับเจไดก็เป็นไม้เบื่อไม้เมากันเหมือนทุกวันเช่นกัน
ในตอนเย็น ขณะที่เดินผ่านห้องของเพลง คริสต์ก็พบว่าประตูห้องถูกเปิดแง้มอยู่เล็กน้อย เพราะเจ้าของห้องปิดไม่สนิท
คริสต์มองซ้ายมองขวาเล็กน้อยเพื่อดูต้นทาง ก่อนจะย่องเข้าไปอย่างเงียบ ๆ ด้วยความชำนาญ และพบกับเพลงที่ยืนอยู่หน้ากระจกเงาบานใหญ่ เธอเพิ่งอาบน้ำเสร็จไม่นานและกำลังแต่งตัวอยู่
เพลงเลือกสวมเดรสสีน้ำตาลที่เขาซื้อให้เมื่อไม่นานมานี้ ผมยาวสลวยถูกมัดรวบเก็บไว้อย่างเรียบร้อย เผยให้เห็นลำคอระหงขาวนวลไร้ริ้วรอย แต่สิ่งที่ทำให้คริสต์ใจเต้นแรงโครมครามก็คือการที่เพลงกำลังพยายามรูดซิปด้านหลังของชุดอยู่ แต่มือของเธอเอื้อมไปไม่ถึงสักที
“ให้พี่ช่วยไหม” คริสต์เดินเข้าไปใกล้เธอจากด้านหลังพลางโอบรัดเอวเพลงไว้ แล้วซบใบหน้าเข้ากับไหล่มนของเธอ
“พี่คริสต์! เพลงตกใจหมดเลย” เพลงสะดุ้งโหยงพร้อมอุทานเสียงหลงแต่ก็ไม่ได้ขยับหนี
“ชุดนี้เข้ากับน้องเพลงมากเลย ใส่แล้วสวยมาก แต่พี่ว่า…ถ้าถอดออกจะสวยกว่านี้อีก” คริสต์พูดอย่างหยอกล้อ ก่อนจะใช้ริมฝีปากของเขาพร่ำจูบลากไล้ไปตามซอกคอของเธออย่างปลุกเร้า แล้วเลื่อนมือไปปลดซิปของชุดเดรสลงมาอย่างช้า ๆ
“ไม่ได้นะพี่คริสต์! ป่านนี้แคลร์กับเคทคงมาถึงกันแล้ว” เพลงเอ่ยห้ามด้วยเสียงสั่นเล็กน้อย ซึ่งพี่สาวฝาแฝดของคริสต์อย่าง แคลร์ ดาร์เลเน่ (เพชราภา) กำลังเรียนหมอที่มหาวิทยาลัยทางการแพทย์ ณ สต๊อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ส่วน เคท มิลาด้า (เพชรลดา) เรียนแฟชั่นดีไซน์ในสถาบันแฟชั่นดีไซน์ระดับโลกที่มิลาน ประเทศอิตาลี และวันนี้ทั้งคู่กลับมาเยี่ยมบ้าน
แต่คริสต์ก็ยังดื้อรั้นและใช้มือของเขารูดซิปลงเรื่อย ๆ จนเริ่มเผยให้เห็นแผ่นหลังเล็ก ๆ ของเพลงที่ขาวเนียนไปหมดทุกส่วน
“จะให้พี่อดทนไปอีกนานแค่ไหน พี่แทบจะกลืนกินเพลงเข้าไปทั้งตัวได้แล้วนะ” คริสต์กระซิบด้วยเสียงแหบพร่าด้วยความกระหายที่ตีรวนอยู่ในอกของเขามาเนิ่นนาน
ทว่าทันใดนั้น เพลงก็หยุดมือของเขาไว้แล้วรีบรูปซิปของชุดขึ้นให้มากที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้ พลางก้าวออกมาจากอ้อมกอดของเขาอย่างรวดเร็ว ทำให้คริสต์เห็นว่าในแววตาคู่สวยของเธอนั้นกำลังสั่นไหวไม่หยุด
“นานแค่ไหนไม่รู้ แต่ตอนนี้ยังไม่ได้...เพลงบอกว่ายังไม่พร้อมไง”
น้ำเสียงของเพลงนั้นแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน แต่ท่าทางที่เด็ดขาดนี้เป็นเพราะเธอรู้ดีว่าถ้าคริสต์รูดซิปลงต่ำกว่านี้ แล้วหันหน้าไปหากัน เขาจะต้องเห็นรอยแผลเป็นที่หน้าอกของเธออย่างแน่นอน ซึ่งเธอไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น
คริสต์หยุดชะงักไปแล้วจ้องมองเพลงอย่างไม่วางตา เมื่อเห็นว่าเธอเป็นเช่นนี้มันก็ทำให้เขาเองก็รู้สึกว่าตัวเองเห็นแก่ตัวไม่น้อยที่กำลังเรียกร้องมากเกินไป สำหรับผู้หญิงที่เคยต้องต่อสู้กับความตายมาตั้งแต่เด็ก
“พี่…เข้าใจแล้วน้องเพลง” คริสต์พูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง ก่อนจะเดินเข้ามาสวมกอดเธออย่างปลอบโยน
หลายวันต่อมา ช่วงเวลาดี ๆ ของครอบครัวนี้ก็ยังคงดำเนินต่อไป ควินน์เองก็ได้ปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศที่ร้อนชื้นของประเทศไทยได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว อุณหภูมิที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ และกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้เขตร้อนได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเขาที่เขาชื่นชอบมันมากอาการเจ็ตแล็กที่เคยทำให้เขางอแงอยู่บ้างเล็กน้อยในสัปดาห์แรกก็ได้หายไปจนหมดสิ้น และถูกแทนที่ด้วยความพร้อมที่จะสำรวจอะไรใหม่ ๆ ได้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และวันนี้ก็เป็นวันที่เขาตั้งตารอคอยมากที่สุด นั่นคือการไปเที่ยวชมและเล่นกับช้าง สัตว์ยักษ์ใหญ่ใจดีที่เขาเรียกร้องหามาตั้งแต่ก้าวเท้าลงจากเครื่องบินความพิเศษของวันนี้ไม่ได้มีเพียงแค่การไปดูช้างเท่านั้น หากแต่เป็นการรวมตัวครั้งใหญ่ของคนในครอบครัวด้วย เช้านี้ที่บ้านของภีมและยี่หวาดูคึกคักเป็นพิเศษ เพราะมีสมาชิกจากแดนไกลเดินทางมาสมทบด้วย ซึ่งก็คือภิณและรัณย์ที่อดทนความคิดถึงหลานชายไม่ไหว หลังจากติดตามความเคลื่อนไหวผ่านวิดีโอคอลมาเป็นสัปดาห์ ในที่สุดพวกเขาก็บินตามมาจากแวนคูเวอร์ รวมถึงแคลร์และเคทก็ตามมาด้วยเช่นกันนอกจากนี้เพลงยังได้ชวนเพื่อนสนิทของเธอมาด้วย ทั้งเจได นาตาลี รวม
วันต่อมาในช่วงเช้าของวันนี้นั้นแตกต่างจากเมื่อวานอย่างสิ้นเชิง เพราะเมื่อวานที่เพลง คริสต์ ควินน์ และพี่เลี้ยงทั้งสองคนเดินทางมาถึง เป็นวันที่ทุกคนในครอบครัวต้องใช้ทุกวิธีเพื่อต่อรองกับควินน์ ผู้ซึ่งตื่นเต้นกับแผนการเที่ยวทะเลและอยากไปดูช้างจนแทบจะรอไม่ไหวแล้วทว่าการต่อสู้กับอาการเจ็ตแล็กที่มาพร้อมกับความตื่นเต้นนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย คริสต์และเพลง รวมทั้งโฉมฉายกับจูเลียจึงต้องผลัดกันเล่านิทานเพื่อกล่อมควินน์ ทั้งยังยอมให้ดูการ์ตูนเรื่องโปรดจนดึกดื่น พร้อมคำสัญญาเรื่องขนมหวานและไอศกรีมแท่งใหญ่ที่รออยู่ในวันรุ่งขึ้น เพื่อให้ควินน์ตัวน้อยยอมพักผ่อนก่อนสำหรับเช้านี้ ควินน์ก็ลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น เขารู้สึกพร้อมตั้งแต่ตอนที่แสงแดดยังไม่ทันสาดส่องเต็มที่ ลุกขึ้นจากเตียงนุ่ม ๆ ปีนไปกระซิบข้างหูของพ่อและแม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกว่าทั้งคู่จะยอมลืมตาตื่น“คุงแม่ฮับ คุณพ่อฮับ ตื่นได้แย้วฮับ วันนี้ไปทะเล”“…อืมม ครับผม พ่อกำลังจะลืมตาแล้วครับควินน์ ขออีกห้านาที”เมื่อเห็นว่าพ่อกับแม่ของตนเริ่มสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาแล้ว เขาก็พุ่งตัวไปที่ห้องอื่นในบ้านเพื่อปลุกพี่เพลิง พี่พราว และตัวแสบอย่าง
หลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองที่รวดเร็วและราบรื่นอย่างน่าประทับใจ ต้องขอบคุณการจัดการที่เหนือชั้นระดับมืออาชีพของคริสต์ที่ได้เตรียมการไว้ล่วงหน้า ทั้งสามคนจึงเดินเข้าไปในโซนห้องรับรองพิเศษระดับเฟิร์สคลาส เป็นห้องที่หรูหราและมีความสงบเงียบซึ่งเหมาะกับการซ่อนตัวจากความวุ่นวายและเสียงจอแจของอาคารผู้โดยสารปกติบรรยากาศภายในห้องถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ส่วนตัว มีการตกแต่งที่คลาสสิค ประดับด้วยแสงไฟสีนวลตา โซฟาหนังนุ่ม ๆ และกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของไม้หอมช่วยสร้างความผ่อนคลายทันทีที่เท้าเหยียบพื้นพรมหนานุ่ม ควินน์ก็กระโดดโลดเต้นด้วยความร่าเริง สองขาเล็ก ๆ วิ่งสำรวจไปรอบ ๆ ห้องรับรองที่กว้างขวาง ก่อนจะไปหยุดนิ่งที่กระจกบานใหญ่แบบเต็มผนังที่เผยให้เห็นภาพของลานจอดเครื่องบินที่แสนกว้างไกล“คุงพ่อฮับ นี่หยอฮับดรีมไลเนอร์”เสียงเล็ก ๆ อุทานด้วยความตื่นเต้น ดวงตาคู่กลมโตเบิกกว้างเมื่อมองไปยังเครื่องบินโบอิ้ง 787 ลำมหึมาที่จอดอยู่ข้างนอก ตัวลำสีขาวสะอาดทอดยาวอย่างสง่างามภายใต้แสงแดดอ่อน ๆ ยามสายของเมืองแวนคูเวอร์ ความใหญ่โตของมันดูเกินจริงมาก ๆ ในสายตาของเด็กน้อยตัวเท่าควินน์“ใช่แล้วครับคนเก่ง
สองอาทิตย์ต่อมา บรรยากาศในบ้านก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความวุ่นวาย เพราะกำลังจะถึงวันที่ควินน์ เพลง และคริสต์จะเดินทางไปประเทศไทย ซึ่งเป็นการเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรกของควินน์วันนี้ควินน์กำลังนั่งอยู่บนพื้นพรมอย่างใจจดใจจ่อตั้งแต่เช้า โดยมีโฉมฉายผู้เคร่งครัดที่ตอนนี้ผันตัวมาเป็นคนช่วยจัดการสัมภาระหลายอย่าง รวมถึงจูเลียเองก็กำลังช่วยจัดกระเป๋าเดินทางของควินน์ด้วยเช่นกัน“ควินน์คะ เราต้องจัดกระเป๋าแบบเรียงตามลำดับความสำคัญนะคะ” โฉมฉายกล่าว พร้อมกับพับเสื้อผ้าของควินน์ไปด้วย“ฮับป้าโฉม! เอาชุดว่ายน้ำไว้ข้างบนนะฮับ ควินน์จะไปว่ายน้ำอาบแดดด้วยฮับ อ้อ! เอาหนังสือนิทานของควินน์ไปด้วยนะฮับ!”“ได้เลยค่ะ” โฉมฉายตอบรับคำสั่งของเจ้านายตัวน้อยรัณย์และภิณผู้เป็นปู่และย่าของควินน์ก็ตื่นมาตั้งแต่เช้าเช่นกัน พวกเขามาช่วยเตรียมของเล่นและขนมกินเล่นมากมาย และตั้งใจหยุดงานนอกบ้านเพื่อมาช่วยดูแลควินน์ในช่วงเตรียมตัวเดินทางไกลให้เป็นไปอย่างราบรื่น“หลานรักของย่า~ มาให้ย่ากอดหน่อยสิ ช่วงนี้ย่าไม่ค่อยมีเวลาให้ควินน์เลยนะเนี่ย” ภิณรีบเดินเข้าไปกอดควินน์ด้วยความรักอันท่วมท้น ก่อนจะหอมแก้มเขาอย่างแรงหลายคร





