Masukทันทีที่สรรเพชญ์รู้ว่าตัวเองมีลูกชายขึ้นมาอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ก็เหมือนพายุทอร์นาโดที่ไม่สามารถคาดการณ์การเกิดล่วงหน้าได้
เขาโคตรจะงงว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ทว่าเมื่อมารดาส่งหลักฐานผลตรวจดีเอ็นเอจากโรงพยาบาล พร้อมกับแนบรูปเด็กทารกแรกเกิดมาให้ในโปรแกรมสนทนา นั่นก็บ่งบอกได้ว่า เขาคงหมดเวลาสนุกแล้วสิ! แต่จะว่าไป...หนึ่งปีผ่านมานี้ เขาแทบจะไม่ได้ไปซั่มใคร เขาจำได้ว่าไม่ได้ซั่มใครมาแน่ ๆ สรรเพชญ์เริ่มครุ่นคิดถึงที่มาที่ไป เกิดประกายพาดผ่านนัยน์ตาเข้ามาวูบหนึ่ง ‘เอ๊ะ หรือว่าเป็นเธอคนนั้น’ ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะเขาป้องกันอย่างดีทุกครั้ง... จำได้ว่าเมื่อปีที่แล้วตอนกลับจากอเมริกาเพื่อไปพักผ่อนที่เมืองไทย เขาไปที่บาร์ลับแห่งหนึ่ง เขามักจะใช้ที่นี่ระบายความเครียดเมื่อมีโอกาส คืนนั้นเขาดื่มด่ำกับแอลกอฮอล์ เคล้าเสียงดนตรีบรรเลงเพลงแจ๊สที่เขาโปรดปราน และเมื่อสายตาของเขาเคลื่อนไปปะทะกับใครบางคนที่มุมหนึ่งในความมืดสลัว แสงไฟสีส้มสาดส่องแค่เพียงรำไร เขาเห็นเธอ ผู้หญิงคนนั้น ผมที่ดำขลับเรียงเส้นสวยยาวถึงกลางหลัง เธอสวมเดรสสายเดี่ยวคอถ่วงสีดำผ้าซาตินเรียบลื่น แผ่นหลังเปลือยจนถึงสะโพก ยอมรับว่าชุดที่เธอใส่ช่างขับผิวขาวนวลเนียนของเธอให้เด่นขึ้นมาอีกระดับ ส่วนใบหน้าของเธอ เขาเห็นไม่ชัดนักหรอก มองจากตรงนี้บริเวณโต๊ะบาร์ที่เขานั่งอยู่ ไปตรงที่เธอนั่งก็ระยะไกลจากสายตาอยู่เหมือนกัน และตอนนี้เขาก็เริ่มกรึ่ม ๆ ขึ้นมานิดหน่อย ทว่าแค่มองปราดเดียวก็รู้ว่าเธอแต่งหน้าจัดจ้านมากแค่ไหน ซึ่งนั่นไม่ใช่สเปกเขาหรอก... ผู้หญิงคนนี้ก็คงจะยั่วยวนเขาเหมือนทุกคนที่ผ่าน ๆ มานั่นแหละ เธอเองก็มองเขาราวกับมองเหยื่อ เธอยกแก้วในมือขึ้นมาทักทาย “เฮอะ!” สรรเพชญ์แค่นเสียงหัวเราะอย่างไม่ยี่หระ แล้วหันกลับมาสนใจแก้วเหล้าตรงหน้าของตัวเองต่อ เพียงไม่นาน...เขาก็รู้สึกถึงมือปริศนาที่เลื้อยลูบไล้ที่แผ่นหลังแกร่ง เขาสะดุ้งเล็กน้อย และเมื่อหันหลังกลับไป ก็เห็นว่าเป็นผู้หญิงคนตะกี้นี้ ตอนนี้เขาเห็นหน้าเธอในระยะประชิด เธอสวยแบบพิมพ์นิยม ก็สเปกชายไทยเลยล่ะ เธอเสหลบตาเขาเล็กน้อยก่อนจะยกมือเก็บปอยผมขึ้นทัดหูอย่างมีจริตเผยให้เห็นเสี้ยวหน้าสวยด้านข้าง เธอทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้บาร์ข้าง ๆเขา แล้วเอ่ยถามด้วยเสียงหวานบาดหู “มาคนเดียวหรือคะ ?” “อืม” สรรเพชญ์ตอบเพียงสั้น ๆ ก่อนจะหันไปสั่งเหล้าเพิ่ม “น้อง vodka martinis shaken not stirred หนึ่งแก้ว” (วอดก้า มาร์ตินี เขย่าไม่คน) พนักงานที่เคาน์เตอร์บาร์พยักหน้ารับออร์เดอร์ โดยที่เขาไม่ทันได้สังเกตผู้หญิงคนนี้ส่งสัญญาณอะไรบางอย่างกับบาร์เทนเดอร์หนุ่ม “คุณสั่งสิ ผมเลี้ยงเอง อยากดื่มอะไรล่ะ เตกิล่า ซันไรซ์ไหม หรือ โมฮิโต้ดี ?” เขาเอ่ยถามเธอ สาวไทยส่วนใหญ่ก็คงสั่งประมาณนี้ล่ะ เธอหันหน้ามามองเขาตรง ๆ พร้อมกับคลี่รอยยิ้มพิมพ์ใจอย่างมีจริตจะก้าน ไม่บอกก็รู้ว่าเธอกำลัง “อ่อย” เขายอมรับว่าเธอสวย ปากอวบอิ่มแต่งแต้มด้วยสีแดงสด แต่งตัวเซ็กซี่ยั่วยวนมาก ...แต่ทว่าเขาอยากเห็นใบหน้าที่อยู่ภายใต้เครื่องสำอางที่ฉาบไว้มากกว่าจะสวยแค่ไหน? ผู้หญิงสวยหรือไม่สวย ต้องดูตอนล้างหน้า สำหรับเขาผู้หญิงแบบนี้เห็นได้ดาษดื่นทั่วไป ไก่งามเพราะขนคนงามเพราะแต่ง คงไม่เกินจริง ‘มันดูเกร่อไปแล้ว ไม่น่าค้นหาเลยสักนิด’ “งั้นเอาเป็น BLOODY MARY (บลัดดี้ แมรี่) ก็แล้วกันค่ะ” ‘แปลก!’ คือสิ่งแรกที่เขาคิดอยู่ในใจ บลัดดี้ แมรี่เป็นค็อกเทลสีแดงอมส้ม บ้างก็ว่าสีของมันคล้ายเลือดที่ข้นคลั่ก เพราะเกิดจากการอิทธิฤทธิ์ของน้ำมะเขือเทศ ผสมผสานกับ VODKA ปรุงแต่งรสให้แซ่บด้วยสารพัดเครื่องเทศแนวแซ่บแสบปาก แสบท้อง ทั้งวูสเตอร์ซอส ,ซอสพริกทาบาสโก้, พริกไทย, มะนาว ฯลฯ ‘เธอคงจะเป็นประเภทผู้หญิงร้อนแรงสินะ’ ใบหน้าหล่อเหลาราวเทพปั้นกดยิ้มลึกมุมปาก ยิ่งทำให้เขาดูหล่อร้ายกร้าวใจ จนหญิงสาวรู้สึกใจสั่นแปลก ๆ เธอหันเหสายตามามองบาร์น้ำตรงหน้าที่วางขวดเหล้าหลายยี่ห้อเรียงรายกันอยู่แทน แอบลอบพรูลมหายใจแผ่วเบาผ่อนคลายความประหม่าลง สรรเพชญ์หันไปสั่งเหล้ากับบาร์เทนเดอร์หนุ่มเพื่อให้เขาจัดการชงให้เธอ “ปกติสาวไทยไม่ค่อยสั่ง Bloody Mary กันเพิ่งเห็นว่าคุณสั่ง” เขาหันมาเอ่ยกับเธอ รู้สึกว่าหญิงสาวคนนี้ เริ่มมีอะไรน่าสนใจขึ้นมาอีกเล็กน้อยเด็กน้อยสิบเดือนเริ่มเกาะคอกพยุงตัวเองลุกขึ้นมาและจับคอกกั้นเดินไปเดินมาได้แล้ว เขามีพ่อกับแม่คอยเป็นกำลังใจให้ไม่ห่าง ถึงจะล้มก็ลุกขึ้น และหันกลับมายิ้มให้พ่อกับแม่“เก่งมากเลยลูกพ่อ” สรรเพชญ์ตบมือให้แล้วยกนิ้วโป้งให้ พร้อมกับส่งเสียงเชียร์ลูกชาย ตั้งแต่วันที่คุยกับเธออย่างเปิดอก เขาก็ยืนกรานว่าจะไม่หย่าเด็ดขาด เขาขอโทษที่ทำอะไรขาดสติ ทำอะไรไม่คิด อยากให้เธอให้อภัย และอยากเริ่มต้นใหม่กับเธอ ตอนนี้เขารู้ใจตัวเองแล้ว สรรเพชญ์ดึงมือข้างซ้ายเธอขึ้นมาพิจารณา“นิ้วดูโล่ง ๆ ไปนะ”“พลอยไม่ชอบใส่เครื่องประดับค่ะ มันเกะกะ เวลาทำงานบ้าน เลี้ยงลูกก็ไม่สะดวก” เธออ้อมแอ้มตอบเสียงอ่อย“แต่ว่าอันนี้ต้องใส่นะ” เธอเอียงคอมองเขาด้วยความสงสัย สรรเพชญ์หยิบกล่องกำมะหยี่สีดำออกมาจากกระเป๋ากางเกง พอเปิดออกกล่องออกก็พบว่าเป็นแหวนเพชรน้ำงาม “แต่งงานกันนะ” เธอยิ้มตื้นตันน้ำตาเริ่มเอ่อขังขอบตา แล้วตอบรับด้วยการพยักหน้าลงหงึกหงักมันจุกอกจนพูดไม่ออก เขาบรรจงสวมแหวนที่นิ้วนางข้างซ้ายให้เธอ ทั้งคู่โผเข้ากอดกัน เด็กน้อยเห็นพ่อกับแม่กอดกันกลมก็ยิ้มร่า รีบคลานต้วมเตี้ยมมาหาเร็วรี่ ทั้งสองหอมแก้มอ้วนกลมลูกน
พลอยชมพูยื่นจุกซิลิโคนที่มีรูเจาะไว้รอบซึ่งเป็นซิลิโคนสำหรับไว้ใส่ผลไม้สุก เวลาลูกดูดหรือกัดเนื้อผลไม้ก็จะออกมาตามรูที่เจาะไว้เธอใส่เนื้อมะม่วงสุกไว้ข้างใน เด็กน้อยรับจุกซิลิโคนจากแม่มาดูดกัดกินด้วยความเอร็ดอร่อย หลังจากกินอาหารเช้า ก็ตามด้วยผลไม้พลอยชมพูพยายามตีตัวออกหากจากสรรเพชญ์นับตั้งแต่เธอรู้ความจริงจากปากเขา ต่อไปนี้เธอจะขอทำหน้าที่แม่เพียงอย่างเดียว ส่วนเด็กน้อยรับรู้ถึงความผิดปกติของพ่อกับแม่มาโดยตลอด นับจากวันที่เห็นแม่ร้องไห้เด็กน้อยนั่งเล่นที่คอกเด็กบริเวณโซนรับแขกเช่นเดิม เมื่อพ่อเดินผ่านมาเขาก็เริ่มเรียกร้องความสนใจ ร้องอ้อแอ้ขึ้นมา เพื่อให้พ่อมาเอาใจ“แอ้ แอ้ แอ้”สรรเพชญ์เดินเข้ามาในคอกเด็ก เขาลอบมองหน้าพลอยชมพูไปแวบหนึ่ง เธอเบือนหน้าหนีเขา เขาเห็นสีหน้าของเธอวางเฉย หลายวันมานี่ เขาคุยกับเธอนับครั้งได้ เมื่อพลอยชมพูกำลังจะลุกออกไป เธอไม่อยากทนเห็นหน้าเขา“แง้~” เด็กน้อยก็เบะปากร้องขึ้น มือป้อมดึงแขนแม่เอาไว้“เป็นอะไรคะลูก ไม่ร้องนะคะ” ฝ่ามือบางลูบศีรษะเด็กน้อยปลอบโยน จากนั้นเด็กน้อยดึงมือหนาของพ่อมา และให้มือของพ่อจับกับมือแม่ของเขาไว้“แอ้” เด็กน้อยเงย
“ใช่ ถึงพลอยจะไม่บอกกูถึงเหตุผลที่ทำไป แต่ก็พอเดาได้ว่าคงเป็นแบบนั้น เธอก็คงจะเป็นผู้หญิงหน้าเงินคนหนึ่ง หึ” เขากดยิ้มมุมปาก แค่นเสียงในลำคอ ‘ผู้หญิงหน้าเงิน’ พอคิดถึงหน้าเธอ เรื่องราวที่เจอกันครั้งแรกก็ปรากฏขึ้น เธอจงใจจะเข้าหาเขาก็เพราะเงินของแม่นั่นแหละ ไม่ผิดนักหรอก“เออ มีเรื่องที่กูสงสัย มึงบอกว่าเธอแต่งหน้าจนเป็นคนละคน จนมึงจำไม่ได้ มันเรื่องจริงหรือวะ”อู่ทองเอ่ยถาม เขาพยักหน้ารับ“แม่ง! ใครจะไปจำได้วะ ถ้าเป็นมึง มึงก็จำไม่ได้แน่” สรรเพชญ์ออกอาการฮึดฮัดกระฟัดกระเฟียดที่เขาเป็นควายให้เธอหลอกสนตะพายง่าย ๆ คิดแล้วมันน่าเจ็บใจ“แล้วมึงจะเอาไงต่อ” อู่ทองถามอีก“ตอนนี้ กูไม่รู้ว่ะ”“แล้วมึงรักน้องเขาไหมล่ะ”“...”สรรเพชญ์เมามายโซซัดโซเซเข้าบ้าน พลอยชมพูเข้ามาประคองเขาไว้ แต่กลับถูกเขาสลัดแขนเธอออกไป อย่างไม่ไยดี“ไม่ต้องมายุ่ง พลอย ทำไมเธอต้องโกหกฉันด้วย” เขาพูดเสียงยานคาง บ่นพึมพำไม่ได้สติ เธอพาเขามานั่งที่โซฟาในใจเขายังคงไม่ลืมเรื่องนี้หรือ เธอหลงคิดว่าเธอกับเขาจะเป็นครอบครัวเดียวกันแล้วเสียอีก แล้วจะให้เธอทำเช่นไร...“พี่เมามากแล้วนะคะ”“เธอมันจะไปรู้อะไร ฮะ ฮ่า ไม่รู
เอกทัศน์มีโอกาสมาเยี่ยมเพื่อนสาวและหลานชายที่บ้าน เมื่อทุกอย่างเริ่มคลี่คลายแล้ว พลอยชมพูอุ้มลูกมาวางบนตักเขา“น้องนิกข์ ของน้าเอกกี้ น่ารักที่สุดเลย” เขาหอมมือเด็กน้อยไปหลายที เด็กน้อยเหมือนว่าจะจำเขาได้เพราะแม่เคยให้วิดิโอคอลคุยกันกับเขาเด็กน้อยอ้าปากกว้างหัวเราะเอิ๊กอ๊ากเสียงดัง อารมณ์ดี“ลุงเอกกี้เหอะ” พลอยชมพูเย้าแหย่ เอกกี้จิปาก ยู่หน้าใส่เธอทันที พอสรรเพชญ์ลงมาจากชั้นสองเห็นว่าพลอยชมพู กำลังคุยหัวเราะสนุกสนาน อยู่กับผู้ชายคนหนึ่ง ก็รีบปรี่เข้ามาทันทีด้วยสีหน้าบูดบึ้งผู้ชายหน้าตาดีคนนี้ เขาเป็นคนเดียวกันกับคนที่มาส่งเธอเมื่อหลายเดือนที่แล้วทว่าพอได้รู้จักเอกทัศน์ก็ถึงบางอ้อ ที่แท้เอกทัศน์เป็นเพื่อน LGBTQ+ของพลอยชมพูนี่เอง เขานี่มันโง่ซ้ำโง่ซากจริง ๆ จากนั้นเขาก็เลยปล่อยให้ทั้งอยู่คุยกันตามสบายส่วนเขาปลีกตัวไปทำงานบนชั้นสองของบ้านเช้าวันต่อมา...พลอยชมพูกำลังสาละวนกับการทำอาหารเช้าอยู่ สรรเพชญ์ก็เข้ามาป้วนเปี้ยนยุ่มย่ามกับเธออีกแล้ว ทั้งที่เมื่อคืนเธอถูกเขากินแทบไม่พัก ทุกแรงกระแทกถาโถมเข้าใส่เธอ มันรุนแรงหนักหน่วงกว่าทุกครั้งมากอุ้งมือหนาลูบไล้ที่ต้นแขนเธอแผ่วเบา ริมฝ
“แง้ แง้ แง้” เด็กน้อยรับรู้ได้ว่าพ่อกับแม่กำลังทะเลาะกัน เขาปีนคอกยืนดูอยู่ เขาตกใจไม่เคยเห็นพ่อกับแม่เป็นแบบนี้ก็ร้องไห้จ้าลั่นบ้าน สรรเพชญ์รีบเดินเข้าไปอุ้มลูกชายขึ้นมา เขากดปลายจมูกลงศีรษะทุยปลอบขวัญ แล้วอุ้มลูกขึ้นไปที่บนชั้นสองของบ้านหนีหน้าจากพลอยชมพูทันทีสรรเพชญ์หยิบสต็อกน้ำนมที่แช่ตู้เย็นไว้มาอุ่นให้ลูก เด็กน้อยยื่นมือมารับขวดนมอย่างไว น้ำตายังไหลเปรอะแก้ม เขาเอื้อมมือไปเช็ดให้ลูกชายอย่างเบามือ“แล้วถ้าเกิดว่าไล่เธอออกไป ลูกจะเอานมแม่ที่ไหนกินวะ อย่างน้อยลูกก็ต้องได้กินจนถึงสักหนึ่งขวบก็ยังดี” เขาบ่นพึมพำกับตัวเอง เจ้าอ้วนก็กินเก่งซะเหลือเกินเด็กน้อยนั่งดูดนมเสียงดังจุ๊บจั๊บเอียงคอมองหน้าพ่อตาแป๋ว“หนูอยากให้หม่ามี้อยู่กับเราไหมครับ” เขาพยักหน้าลงหงึกหงัก เอ่ยตอบเสียงใสแจ๋ว“แอ้”“เข้าใจที่ป๊าพูดด้วยเหรอเราอะ” เขายีผมลูกน้อยด้วยความมันเขี้ยว คนที่เขาชอบกับแม่ของลูกเป็นคนเดียวกัน ทำไมเขามันโง่อย่างนี้ ทำไมถึงดูไม่ออกหรือไม่เอะใจอะไรเลยเหรอ“ไอ้เบื้อกเอ๊ย” เขาพรูลมหายใจออกมาด่าทอตัวเองอย่างหนักหน่วง เมื่อเด็กน้อยกินนมเสร็จ ก็ยื่นขวดนมให้พ่อเอาไปเก็บ แล้วก็คลานไปนอนกล
ถึงเวลาออกจากโรงพยาบาลแล้ว เด็กน้อยก็กลับมาสดใสร่าเริงเช่นเดิม“คนนี้ใครเอ่ย” พลอยชมพูให้เด็กน้อยดูกระจกเขายิ้มร่าเมื่อเห็นตัวเองในกระจก “จุ๊บ ๆ” เด็กน้อยก้มลงจุ๊บตัวเองในกระจกเงาตอนนี้เขารู้แล้วว่าเขาชื่ออะไร พ่อกับแม่ชื่ออะไร“คนนี้ชื่อหม่ามี้พลอย”เธอชี้มาที่ตัวเอง “ส่วนคนนี้ชื่อน้องนิกข์” “แหะ แหะ แหะ จา จา จา” เด็กน้อยหัวเราะแหะ ๆ แล้วพูดเป็นภาษาทารกของเขา“ส่วนคนนู้น” เธอชี้ไปที่เขา “ชื่อปะป๊าเพชร จำได้ใช่ไหมครับ”“แอ้ แอ้”“หึ!” สรรเพชญ์แค่นเสียงหึในลำคอ และส่งสายตาดุมาทางเธอ ‘เป็นอะไรของเขา โมโหอะไรเนี่ย’ เขาเก็บแล็ปท็อปแล้วเดินขึ้นไปที่ชั้นสองของบ้าน พลอยชมพูคิดว่าเขาเปลี่ยนไป ตั้งแต่กลับมาจากโรงพยาบาลเขาก็ดูเหมือนคนขี้โมโหอยู่ตลอดเวลาเหมือนเหม็นขี้หน้าเธออย่างนั้นแหละ และก็เขาไม่ได้แตะต้องตัวเธออีกเลย สรรเพชญ์ยอมรับว่าเขามีความรู้สึกว่าไม่อยากเข้าใกล้เธออีก หากบางเรื่องที่เขาสงสัยนั้นยังไม่กระจ่างหนึ่งสัปดาห์ผ่านไป...‘คุณสรรเพชญ์จะมารับด้วยตัวเอง หรือให้ทางเราส่งเป็นจดหมายไปให้คะ’ ต้นสายเอ่ยถาม“ผมจะไปรับเองครับ ขอบคุณมากนะครับ” เช้าวันหนึ่งพลอยชมพูได้ยินเ







