LOGINในขณะเดียวกันภายในพระราชวังลู่เฉิงเยี่ยนกำลังรับฟังรายงานจากขุนนางด้วยสีหน้าเรียบเฉย
แต่จู่ๆกลับนึกถึงสตรีตัวเล็กในเรือนหลักขึ้นมา ไม่รู้ว่าตื่นแล้วหรือยัง ไม่รู้ว่าจะคุ้นชินกับจวนใหม่หรือไม่ ความคิดนั้นทำให้แม่ทัพหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะกลับมาตั้งใจกับงานตรงหน้า โดยไม่รู้เลยว่า นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เขานึกถึงใครสักคนระหว่างทำงาน หลังรับกุญแจจากฉินเฟิงแล้วซ่งอันหนิงก็ใช้เวลาช่วงเช้าเดินดูเรือนหลัก และกิจการภายในจวน แม้จะเพิ่งแต่งเข้ามาเป็นวันแรกแต่นางกลับจัดการเรื่องต่างๆได้อย่างเป็นระเบียบ จนเหล่าสาวใช้เริ่มมองฮูหยินคนใหม่ด้วยความชื่นชม “ฮูหยินเจ้าคะ” สาวใช้คนหนึ่งเดินเข้ามาค้อมกาย “พ่อบ้านนำบัญชีประจำเดือนมาให้ท่านตรวจเจ้าค่ะ” ซ่งอันหนิงรับสมุดบัญชีมาเปิดดูเพียงพลิกอ่านไม่กี่หน้า นางก็พบความผิดปกติหลายจุด แม้จะไม่ใช่จำนวนเงินมากนักแต่ก็พอจะดูออกว่าคนจัดทำบัญชีขาดความรอบคอบ พ่อบ้านที่ยืนอยู่ด้านข้างเริ่มเหงื่อตก เพราะไม่คิดว่าฮูหยินคนใหม่จะตรวจพบได้เร็วเพียงนี้ “ตรงนี้คำนวณผิด” นิ้วเรียวแตะลงบนหน้ากระดาษ “ส่วนตรงนี้มีรายการซ้ำ” พ่อบ้านรีบรับสมุดกลับไปดูก่อนเบิกตากว้างด้วยความตกใจผิดจริงเสียด้วย “ข้าน้อยสะเพร่าขอรับ” ซ่งอันหนิงเพียงยิ้มบางๆ “แก้ไขให้เรียบร้อยก็พอ” น้ำเสียงของนางไม่ได้ตำหนิแต่กลับทำให้พ่อบ้านยิ่งนับถือ ในขณะเดียวกันภายในพระราชวังลู่เฉิงเยี่ยนเพิ่งออกจากตำหนักหลังหารือเรื่องชายแดนเสร็จ “นายท่าน” ฉินเฟิงเดินเข้ามา “มีอะไร” “พ่อบ้านส่งคนมารายงานขอรับ” “ฮูหยินเพิ่งเข้าจวนวันแรกก็ตรวจพบบัญชีผิดพลาดหลายจุด” แม่ทัพหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นนิดหนึ่ง “จริงหรือ” “ขอรับคนในจวนต่างชื่นชมฮูหยินมาก” ลู่เฉิงเยี่ยนไม่ได้พูดอะไรแต่ดวงตาคมกลับอ่อนลงเล็กน้อยเขาเคยได้ยินเพียงว่านางดูแลร้านผ้าอยู่ ภายนอกแต่ไม่คิดว่าความสามารถจะโดดเด่นถึงเพียงนี้ “อีกเรื่องหนึ่งขอรับ” “ว่ามา” “ฮูหยินขอรถม้าออกจากจวนช่วงบ่าย” ลู่เฉิงเยี่ยนขมวดคิ้ว “ไปไหน” “ร้านผ้าของนางขอรับ“ ฉินเฟิงตอบตามจริง “ฮูหยินกล่าวว่ายังมีงานที่ต้องดูแล” ครู่หนึ่งลู่เฉิงเยี่ยนก็เงียบไป หญิงสาวเพิ่งแต่งเข้าจวนเมื่อวานแต่วันนี้กลับคิดเรื่องงานก่อนสิ่งอื่น ไม่เหมือนสตรีตระกูลสูงศักดิ์ที่เขาเคยพบ “จัดรถม้าที่ดีที่สุดให้นาง” “ขอรับ” “แล้วก็…ส่งคนตามนางไปด้วย” “ขอรับ” ฉินเฟิงรับคำอย่างคล่องแคล่ว เพราะรู้อยู่แล้วว่านายท่านจะต้องสั่งเช่นนี้ แม้ปากจะบอกว่าเป็นห่วงความปลอดภัย แต่คนที่ติดตามลู่เฉิงเยี่ยนมานานย่อมดูออกว่า ผู้เป็นนายเริ่มสนใจฮูหยินคนใหม่มากกว่าที่คิดไว้เสียแล้ว ส่วนทางด้านซ่งอันหนิงขณะกำลังเตรียมตัวออกจากจวนนางยังไม่รู้เลยว่า ด้านหลังรถม้าของตนมีองครักษ์ฝีมือดีหลายคนกำลังได้รับคำสั่งให้คุ้มกันอยู่ห่างๆ ตามความต้องการของใครบางคนที่อ้างว่า “เพื่อความปลอดภัยของฮูหยินเท่านั้น” รถม้าของจวนแม่ทัพค่อยๆเคลื่อนมาหยุดอยู่หน้าหอจิ่นซิ่ว เป็นร้านผ้าชื่อดังที่ตั้งอยู่บนถนนการค้าสายหลักของเมืองหลวง ทันทีที่ซ่งอันหนิงก้าวลงจากรถม้า สายตาของผู้คนโดยรอบก็หันมามองทันที ข่าวการแต่งงานระหว่างแม่ทัพลู่เฉิงเยี่ยนกับบุตรสาวตระกูลซ่งแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงตั้งแต่เมื่อวาน แทบไม่มีใครไม่รู้ว่าฮูหยินแห่งจวนแม่ทัพคนใหม่เป็นเจ้าของร้านผ้าแห่งนี้ “ฮูหยินมาแล้ว” พนักงานในร้านรีบวิ่งออกมาต้อนรับ ชิงเหอหัวเราะออกมาเบาๆ “พวกเจ้าทั้งหลายจะเรียกฮูหยินจนลูกค้าตกใจกันหมดแล้ว” เสียงหัวเราะดังขึ้นภายในร้านแต่ซ่งอันหนิงเพียงยิ้มบางๆ “เรียกข้าว่าคุณหนูเหมือนเดิมเถิด” พนักงานหลายคนมองหน้ากันก่อนส่ายหน้า “ไม่ได้หรอกขอรับตอนนี้ท่านเป็นฮูหยินแห่งจวนแม่ทัพแล้วพวกข้าน้อยไม่กล้า” ซ่งอันหนิงได้แต่ปล่อยเลยตามเลยก่อนเดินเข้าไปด้านในร้าน แม้เพิ่งออกเรือนได้เพียงวันเดียว แต่ทุกอย่างยังคงเป็นระเบียบเช่นเดิม เพราะก่อนหน้านี้นางเป็นคนดูแลกิจการด้วยตนเองมาโดยตลอด “บัญชีเดือนนี้อยู่ที่ใด” ประโยคแรกที่เอ่ยหลังเข้าร้านทำให้ทุกคนหลุดหัวเราะ “สมกับเป็นฮูหยินจริงๆเข้าร้านมาก็ถามหาบัญชีก่อนเลย” ซ่งอันหนิงรับสมุดบัญชีมาพลิกดูอย่างตั้งใจ จากนั้นก็ตรวจดูผ้าชุดใหม่ที่เพิ่งเข้ามา พูดคุยกับช่างปักสอบถามยอดสั่งซื้อ และจัดการปัญหาต่างๆอย่างคล่องแคล่วจนเวลาผ่านไปหลายชั่วยามโดยไม่รู้ตัว ขณะเดียวกันภายในร้านกลับเต็มไปด้วยลูกค้ามากกว่าปกติสตรีตระกูลใหญ่หลายคนเดินทางมาด้วยตนเอง บางคนมาซื้อผ้าจริงๆ บางคนกลับอยากเห็นหน้าฮูหยินแห่งจวนแม่ทัพมากกว่า “นั่นหรือฮูหยินลู่” “งดงามกว่าที่ลือเสียอีก” “ข้าได้ยินมาว่านางเป็นคนดูแลร้านนี้ด้วยตนเอง” “ไม่แปลกที่กิจการรุ่งเรืองเช่นนี้” เสียงสนทนาดังขึ้นเป็นระยะแต่ซ่งอันหนิงกลับไม่ใส่ใจ นางยังคงก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไปจนกระทั่งลูกค้าคนหนึ่งกล่าวขึ้น “ฮูหยินลู่” หญิงวัยกลางคนยิ้มอย่างเป็นมิตร “แต่งเข้าจวนแม่ทัพแล้วเหตุใดยังต้องมาดูแลร้านเองอีก” หลายคนหันมามองทันทีเพราะต่างสงสัยคำตอบเช่นกัน ซ่งอันหนิงเงยหน้าขึ้นก่อนตอบด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน “เพราะร้านนี้เป็นสิ่งที่มารดาของข้าทิ้งไว้ให้ ไม่ว่าข้าจะเป็นใครข้าก็ยังอยากดูแลมันด้วยตนเอง” คำตอบเรียบง่ายนั้นทำให้หลายคนพยักหน้าอย่างชื่นชม สตรีจำนวนไม่น้อยหลังแต่งงานแล้ว มักละทิ้งสิ่งที่เคยทำ แต่ซ่งอันหนิงกลับไม่เป็นเช่นนั้นนางยังคงยืนหยัดอยู่บนความสามารถของตนเอง ไม่ใช่เพราะตำแหน่งฮูหยินแห่งจวนแม่ทัพ ห่างออกไปไม่ไกลชายในชุดธรรมดาผู้หนึ่งยืนมองภาพทั้งหมดอยู่เงียบๆก่อนจะหันไปพยักหน้าให้ผู้ติดตาม “กลับไปรายงานนายท่านว่าฮูหยินสบายดี และดูเหมือนจะได้รับความชื่นชมจากผู้คนไม่น้อย” องครักษ์เงารีบรับคำก่อนหายตัวไปท่ามกลางฝูงชน โดยที่ซ่งอันหนิงไม่รู้เลยว่าทุกการเคลื่อนไหวของนางในวันนี้กำลังมีใครบางคนเฝ้าติดตามอยู่ห่างๆด้วยความเป็นห่วง ภายในหอจิ่นซิ่วเต็มไปด้วยลูกค้าที่กำลังเลือกชมผ้าไหม และเครื่องประดับปักลายอย่างคึกคัก ซ่งอันหนิงกำลังยืนอยู่หน้าโต๊ะรับรองคอยให้คำแนะนำลูกค้าด้วยตนเอง “ผ้าผืนนี้เหมาะสำหรับตัดเมื่อก้าวลงจากหลังม้าบ่าวรับใช้ก็รีบวิ่งเข้ามารายงานด้วยสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความยินดี “ขอแสดงความยินดีด้วยขอรับท่านแม่ทัพ ฮูหยินให้กำเนิดคุณชายน้อยแล้ว” ลู่เฉิงเยี่ยนยืนนิ่งไปชั่วขณะทั้งดีใจทั้งโล่งอกและปวดใจในเวลาเดียวกันดีใจที่แม่ลูกปลอดภัยโล่งใจที่เหตุการณ์ผ่านไปด้วยดีแต่ปวดใจที่เขาไม่ได้อยู่ข้างกายนางในช่วงเวลาสำคัญที่สุด เขารีบเดินตรงไปยังเรือนหลักทันทีเมื่อผลักประตูเข้าไปด้านในกลิ่นยาต้มอ่อนๆก็ลอยเข้ามาซ่งอันหนิงนอนอยู่บนเตียงด้วยใบหน้าอ่อนล้าแต่เมื่อเห็นเขาดวงตาคู่งามก็แดงขึ้นทันที “ท่านแม่ทัพ” เพียงได้ยินเสียงนั้นหัวใจของลู่เฉิงเยี่ยนก็แทบแตกสลายเขารีบเดินเข้าไปหาก่อนจะนั่งลงข้างเตียงแล้วจับมือของนางเอาไว้แน่น “ข้ากลับมาช้าไป” น้ำเสียงที่เคยมั่นคงกลับแหบพร่า ซ่งอันหนิงส่ายหน้าเบาๆ “ท่านกลับมาปลอดภัยก็พอแล้วเจ้าค่ะ” ลู่เฉิงเยี่ยนก้มมองใบหน้าซีดเซียวของนางไม่ต้องเห็นกับตาเขาก็รู้ว่านางต้องผ่านความยากลำบากเพียงใดในช่วงเวลาที่นางต้องการเขามากที่สุดเขากลับอยู่ห่างออกไปหลายร
ก่อนศึกครั้งสุดท้ายลมหนาวพัดผ่านค่ายทหารอย่างรุนแรงทหารจำนวนมากยืนเรียงแถวอยู่เบื้องหน้า สีหน้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าจากการสู้รบต่อเนื่องหลายเดือน ทุกคนรู้ดีว่าศึกในวันพรุ่งนี้จะเป็นศึกชี้ชะตา หากชนะพวกเขาจะได้กลับบ้าน หากแพ้ทุกสิ่งอาจจบลงที่นี่ลู่เฉิงเยี่ยนก้าวขึ้นไปบนแท่นสูงชุดเกราะสีดำสะท้อนแสงคบเพลิงเพียงปรากฏตัวเสียงพูดคุยทั่วค่ายก็เงียบลงทันที สายตาของทหารนับหมื่นจับจ้องมาที่แม่ทัพใหญ่ ลู่เฉิงเยี่ยนมองใบหน้าเหล่านั้นทีละคน หลายคนมีบาดแผล หลายคนคิดถึงครอบครัวไม่ต่างจากเขาหลายคนเฝ้ารอวันที่จะได้กลับบ้านมานานเกินไปแล้ว “พี่น้องทั้งหลาย!” น้ำเสียงทรงพลังดังก้องไปทั่วค่าย “พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าศึกครั้งนี้สำคัญเพียงใด” “…” ไม่มีผู้ใดตอบทุกคนล้วนแต่ตั้งใจฟัง “พวกเราต่อสู้กันมาหลายวันเสียเลือดเสียเนื้อและเสียสหายไปมากมาย” ลู่เฉิงเยี่ยนหยุดเล็กน้อยสายตาแข็งกร้าวขึ้น “แต่ข้าจะถามพวกเจ้าเพียงข้อเดียวพวกเจ้าอยากกลับบ้านหรือไม่!” เสียงตะโกนดังขึ้นทันที “อยาก!” “อ
เช้าวันออกเดินทางทหารนับหมื่นเรียงแถวอยู่หน้าจวน ม้าศึกส่งเสียงร้องเป็นระยะลู่เฉิงเยี่ยนสวมชุดเกราะเต็มยศแต่แทนที่จะขึ้นม้าทันทีเขากลับเดินมาหยุดตรงหน้าซ่งอันหนิง นางยืนอยู่ตรงนั้นมือประคองครรภ์ที่ใกล้คลอดเต็มทีทั้งคู่สบตากันเงียบๆไม่มีใครอยากกล่าวคำอำลาเพราะคำอำลามันทำให้คนหวาดกลัว สุดท้ายซ่งอันหนิงจึงเป็นฝ่ายยิ้มแม้น้ำตาจะคลออยู่ในดวงตา “ท่านแม่ทัพ” “อืม” “ท่านต้องรีบกลับมานะเจ้าคะ” ซ่งอันหนิงก้มมองหน้าท้องของตนเองก่อนเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง “ลูกของเรากำลังรอพบท่านอยู่” ลู่เฉิงเยี่ยนกำมือแน่นก่อนพยักหน้าช้าๆ “ข้าจะรีบกลับมา” เขายกมือขึ้นลูบศีรษะนางเป็นครั้งสุดท้ายจากนั้นจึงหันหลังขึ้นม้า เสียงกลองศึกดังขึ้นกองทัพเริ่มเคลื่อนตัวออกจากเมืองแต่ตลอดทางสิ่งที่อยู่ในหัวของแม่ทัพใหญ่ไม่ใช่ชัยชนะ ไม่ใช่ศัตรู หากเป็นภาพของสตรีที่ยืนส่งเขาอยู่หน้าจวน และเด็กน้อยที่กำลังจะลืมตาดูโลก เพราะครั้งนี้เขาไม่ได้ต่อสู้เพื่อแผ่นดินเพียงอย่างเดียวอีกแล้วแต่กำลังต่อสู้
เมื่อเข้าสู่เดือนที่ห้าวันหนึ่งขณะที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ในศาลาซ่งอันหนิงก็สะดุ้งเล็กน้อย “ฮูหยินเจ้าเป็นอะไร” ลู่เฉิงเยี่ยนรีบวางหนังสือลงทันทีนางจับมือท่านแม่ทัพมาวางบนหน้าท้อง “เมื่อครู่ลูกดิ้นเจ้าค่ะ” แม่ทัพใหญ่ชะงักไปดวงตาที่เคยนิ่งสงบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยจากนั้นไม่นานสัมผัสเบาๆก็มาถึงฝ่ามือของเขาเพียงแค่ครั้งเดียวแต่ทำให้ชายผู้ผ่านสนามรบมานับครั้งไม่ถ้วนถึงกับนิ่งค้าง “เขาดิ้นจริงๆ” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงซ่งอันหนิงหลุดหัวเราะ “แน่นอนเจ้าค่ะ” ลู่เฉิงเยี่ยนก้มมองหน้าท้องของนางอยู่พักใหญ่ราวกับพบเรื่องมหัศจรรย์ที่สุดในชีวิต นับจากวันนั้นทุกคืนก่อนนอนแม่ทัพจะวางมือบนหน้าท้องของนางเสมอ บางครั้งยังพูดกับลูกในท้องอย่างจริงจังจนซ่งอันหนิงต้องแอบหัวเราะ “ลูกยังไม่ได้ยินหรอกเจ้าค่ะ” “ผู้ใดบอกเขาต้องได้ยิน” เมื่อเข้าสู่เดือนที่เจ็ดลู่เฉิงเยี่ยนแทบไม่ยอมให้นางเดินคนเดียวบันไดเพียงไม่กี่ขั้นก็ต้องคอยประคองหากนางจะลุกขึ้นเ
หลังจากนั้นไม่กี่วันแม่ทัพใหญ่ถึงขั้นหาหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสตรีมีครรภ์มาอ่านด้วยตนเองยามค่ำคืนที่เคยนั่งอ่านรายงานสงครามกลับเปลี่ยนเป็นนั่งศึกษาว่าหญิงตั้งครรภ์ควรกินอะไรไม่ควรกินอะไร จนซ่งอันหนิงต้องแอบเดินมาดูแล้วพบว่าเขากำลังขมวดคิ้วใส่ตำราเล่มหนา “ท่านแม่ทัพกำลังทำอะไรอยู่เจ้าคะ” ลู่เฉิงเยี่ยนเงยหน้าขึ้น “ข้ากำลังอ่านเรื่องลูกอยู่น่ะ” “หนังสือเล่มนี้บอกว่าช่วงนี้เจ้าควรพักผ่อนให้มาก” ซ่งอันหนิงมองตำราที่หนากว่ารายงานการศึกเสียอีกแล้วหลุดหัวเราะออกมา ในคืนนั้นก่อนนอนซ่งอันหนิงนอนซบอยู่ข้างกายเขาส่วนลู่เฉิงเยี่ยนกลับวางมือบนหน้าท้องของนางอย่างเบามือราวกับกลัวทำให้ลูกตกใจ “ฮูหยิน” “เจ้าคะ” “เจ้าว่าแม่ทัพน้อยจะมีหน้าตาเหมือนใคร” “ลูกยังไม่เกิดเลยนะเจ้าคะ” “ข้าคิดว่าเหมือนเจ้า” “เหตุใดเล่า” “เพราะเจ้าหน้าตาดี” ซ่งอันหนิงหัวเราะจนไหล่สั่นไม่คิดว่าคนอย่างลู่เฉิงเยี่ยนจะพูดอะไรเช่นนี้ได้แต่
หนึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็วเช้าวันนั้นภายในเรือนหลักเต็มไปด้วยบรรยากาศอบอุ่นเช่นทุกวันลู่เฉิงเยี่ยนนั่งอยู่หัวโต๊ะอาหารขณะที่ซ่งอันหนิงนั่งอยู่ข้างกาย “วันนี้หอจิ่นซิ่วมีงานมากหรือไม่” แม่ทัพหนุ่มถามพลางตักโจ๊กใส่ถ้วยให้นาง “ไม่มากเจ้าค่ะช่วงนี้ลูกค้าประจำเสียส่วนใหญ่” ซ่งอันหนิงตอบพร้อมรับถ้วยมาแต่ทันทีที่กลิ่นปลาลอยเข้าจมูกนางกลับขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัวความรู้สึกปั่นป่วนในท้องพลันแล่นขึ้นมาอย่างรวดเร็วตอนแรกนางคิดว่าตนเองคิดมากไปจึงฝืนตักโจ๊กเข้าปากคำหนึ่งทว่าเพียงเท่านั้นสีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปทันที “อันหนิงเจ้าเป็นอันใด” ลู่เฉิงเยี่ยนสังเกตเห็นความผิดปกติ ซ่งอันหนิงไม่ได้ตอบรีบยกมือปิดปากแล้วรีบลุกออกจากเก้าอี้ “ข้า…” ยังไม่ทันพูดจบฮูหยินก็รีบวิ่งออกไปด้านนอก “ฮูหยิน!” สาวใช้ตกใจรีบตามไปลู่เฉิงเยี่ยนลุกขึ้นทันทีเช่นกันเมื่อไปถึงด้านนอกซ่งอันหนิงกำลังพิงเสาอยู่ใบหน้าซีดเล็กน้อยหลังอาเจียนออกมา “ฮูหยินเจ้าเป็นอะไร” น้ำเสียงของแม่ทัพหนุ่มเต็มไปด้วยความกังวลเ







