LOGINซ่งอันหนิงบุตรสาวคนเล็กที่ไม่เคยได้รับความรัก จึงถูกผลักไสให้กลายเป็นเจ้าสาวตัวแทนเข้าพิธีกับลู่เฉิงเยี่ยน แม่ทัพหนุ่มผู้เด็ดขาด เย็นชา และไร้หัวใจ ท่ามกลางข่าวลือหนาหูว่าเขาดุร้ายราวกับปีศาจจากสมรภูมิ ทว่า......ใครจะคิดว่าท่ามกลางความหนาวเหน็บและอันตรายรอบตัว บุรุษที่ผู้คนทั่วแผ่นดินต่างหวาดกลัว กลับเป็นคนแรกที่ยื่นมือมาปกป้องนาง และประกาศกร้าวว่าจะไม่ยอมให้ผู้ใดมารังแกฮูหยินของเขาได้อีก!
View Moreเมื่อก้าวลงจากหลังม้าบ่าวรับใช้ก็รีบวิ่งเข้ามารายงานด้วยสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความยินดี “ขอแสดงความยินดีด้วยขอรับท่านแม่ทัพ ฮูหยินให้กำเนิดคุณชายน้อยแล้ว” ลู่เฉิงเยี่ยนยืนนิ่งไปชั่วขณะทั้งดีใจทั้งโล่งอกและปวดใจในเวลาเดียวกันดีใจที่แม่ลูกปลอดภัยโล่งใจที่เหตุการณ์ผ่านไปด้วยดีแต่ปวดใจที่เขาไม่ได้อยู่ข้างกายนางในช่วงเวลาสำคัญที่สุด เขารีบเดินตรงไปยังเรือนหลักทันทีเมื่อผลักประตูเข้าไปด้านในกลิ่นยาต้มอ่อนๆก็ลอยเข้ามาซ่งอันหนิงนอนอยู่บนเตียงด้วยใบหน้าอ่อนล้าแต่เมื่อเห็นเขาดวงตาคู่งามก็แดงขึ้นทันที “ท่านแม่ทัพ” เพียงได้ยินเสียงนั้นหัวใจของลู่เฉิงเยี่ยนก็แทบแตกสลายเขารีบเดินเข้าไปหาก่อนจะนั่งลงข้างเตียงแล้วจับมือของนางเอาไว้แน่น “ข้ากลับมาช้าไป” น้ำเสียงที่เคยมั่นคงกลับแหบพร่า ซ่งอันหนิงส่ายหน้าเบาๆ “ท่านกลับมาปลอดภัยก็พอแล้วเจ้าค่ะ” ลู่เฉิงเยี่ยนก้มมองใบหน้าซีดเซียวของนางไม่ต้องเห็นกับตาเขาก็รู้ว่านางต้องผ่านความยากลำบากเพียงใดในช่วงเวลาที่นางต้องการเขามากที่สุดเขากลับอยู่ห่างออกไปหลายร
ก่อนศึกครั้งสุดท้ายลมหนาวพัดผ่านค่ายทหารอย่างรุนแรงทหารจำนวนมากยืนเรียงแถวอยู่เบื้องหน้า สีหน้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าจากการสู้รบต่อเนื่องหลายเดือน ทุกคนรู้ดีว่าศึกในวันพรุ่งนี้จะเป็นศึกชี้ชะตา หากชนะพวกเขาจะได้กลับบ้าน หากแพ้ทุกสิ่งอาจจบลงที่นี่ลู่เฉิงเยี่ยนก้าวขึ้นไปบนแท่นสูงชุดเกราะสีดำสะท้อนแสงคบเพลิงเพียงปรากฏตัวเสียงพูดคุยทั่วค่ายก็เงียบลงทันที สายตาของทหารนับหมื่นจับจ้องมาที่แม่ทัพใหญ่ ลู่เฉิงเยี่ยนมองใบหน้าเหล่านั้นทีละคน หลายคนมีบาดแผล หลายคนคิดถึงครอบครัวไม่ต่างจากเขาหลายคนเฝ้ารอวันที่จะได้กลับบ้านมานานเกินไปแล้ว “พี่น้องทั้งหลาย!” น้ำเสียงทรงพลังดังก้องไปทั่วค่าย “พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าศึกครั้งนี้สำคัญเพียงใด” “…” ไม่มีผู้ใดตอบทุกคนล้วนแต่ตั้งใจฟัง “พวกเราต่อสู้กันมาหลายวันเสียเลือดเสียเนื้อและเสียสหายไปมากมาย” ลู่เฉิงเยี่ยนหยุดเล็กน้อยสายตาแข็งกร้าวขึ้น “แต่ข้าจะถามพวกเจ้าเพียงข้อเดียวพวกเจ้าอยากกลับบ้านหรือไม่!” เสียงตะโกนดังขึ้นทันที “อยาก!” “อ
เช้าวันออกเดินทางทหารนับหมื่นเรียงแถวอยู่หน้าจวน ม้าศึกส่งเสียงร้องเป็นระยะลู่เฉิงเยี่ยนสวมชุดเกราะเต็มยศแต่แทนที่จะขึ้นม้าทันทีเขากลับเดินมาหยุดตรงหน้าซ่งอันหนิง นางยืนอยู่ตรงนั้นมือประคองครรภ์ที่ใกล้คลอดเต็มทีทั้งคู่สบตากันเงียบๆไม่มีใครอยากกล่าวคำอำลาเพราะคำอำลามันทำให้คนหวาดกลัว สุดท้ายซ่งอันหนิงจึงเป็นฝ่ายยิ้มแม้น้ำตาจะคลออยู่ในดวงตา “ท่านแม่ทัพ” “อืม” “ท่านต้องรีบกลับมานะเจ้าคะ” ซ่งอันหนิงก้มมองหน้าท้องของตนเองก่อนเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง “ลูกของเรากำลังรอพบท่านอยู่” ลู่เฉิงเยี่ยนกำมือแน่นก่อนพยักหน้าช้าๆ “ข้าจะรีบกลับมา” เขายกมือขึ้นลูบศีรษะนางเป็นครั้งสุดท้ายจากนั้นจึงหันหลังขึ้นม้า เสียงกลองศึกดังขึ้นกองทัพเริ่มเคลื่อนตัวออกจากเมืองแต่ตลอดทางสิ่งที่อยู่ในหัวของแม่ทัพใหญ่ไม่ใช่ชัยชนะ ไม่ใช่ศัตรู หากเป็นภาพของสตรีที่ยืนส่งเขาอยู่หน้าจวน และเด็กน้อยที่กำลังจะลืมตาดูโลก เพราะครั้งนี้เขาไม่ได้ต่อสู้เพื่อแผ่นดินเพียงอย่างเดียวอีกแล้วแต่กำลังต่อสู้
เมื่อเข้าสู่เดือนที่ห้าวันหนึ่งขณะที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ในศาลาซ่งอันหนิงก็สะดุ้งเล็กน้อย “ฮูหยินเจ้าเป็นอะไร” ลู่เฉิงเยี่ยนรีบวางหนังสือลงทันทีนางจับมือท่านแม่ทัพมาวางบนหน้าท้อง “เมื่อครู่ลูกดิ้นเจ้าค่ะ” แม่ทัพใหญ่ชะงักไปดวงตาที่เคยนิ่งสงบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยจากนั้นไม่นานสัมผัสเบาๆก็มาถึงฝ่ามือของเขาเพียงแค่ครั้งเดียวแต่ทำให้ชายผู้ผ่านสนามรบมานับครั้งไม่ถ้วนถึงกับนิ่งค้าง “เขาดิ้นจริงๆ” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงซ่งอันหนิงหลุดหัวเราะ “แน่นอนเจ้าค่ะ” ลู่เฉิงเยี่ยนก้มมองหน้าท้องของนางอยู่พักใหญ่ราวกับพบเรื่องมหัศจรรย์ที่สุดในชีวิต นับจากวันนั้นทุกคืนก่อนนอนแม่ทัพจะวางมือบนหน้าท้องของนางเสมอ บางครั้งยังพูดกับลูกในท้องอย่างจริงจังจนซ่งอันหนิงต้องแอบหัวเราะ “ลูกยังไม่ได้ยินหรอกเจ้าค่ะ” “ผู้ใดบอกเขาต้องได้ยิน” เมื่อเข้าสู่เดือนที่เจ็ดลู่เฉิงเยี่ยนแทบไม่ยอมให้นางเดินคนเดียวบันไดเพียงไม่กี่ขั้นก็ต้องคอยประคองหากนางจะลุกขึ้นเ





