登入ซ่งอันหนิงบุตรสาวคนเล็กที่ไม่เคยได้รับความรัก จึงถูกผลักไสให้กลายเป็นเจ้าสาวตัวแทนเข้าพิธีกับลู่เฉิงเยี่ยน แม่ทัพหนุ่มผู้เด็ดขาด เย็นชา และไร้หัวใจ ท่ามกลางข่าวลือหนาหูว่าเขาดุร้ายราวกับปีศาจจากสมรภูมิ ทว่า......ใครจะคิดว่าท่ามกลางความหนาวเหน็บและอันตรายรอบตัว บุรุษที่ผู้คนทั่วแผ่นดินต่างหวาดกลัว กลับเป็นคนแรกที่ยื่นมือมาปกป้องนาง และประกาศกร้าวว่าจะไม่ยอมให้ผู้ใดมารังแกฮูหยินของเขาได้อีก!
查看更多ความวุ่นวายในหอจิ่นซิ่วปะทุขึ้นเพียงชั่วลมหายใจ เสียงกรีดร้องของลูกค้าดังระงมผู้คนวิ่งแตกตื่นไปทางประตูเหมือนน้ำหลาก ซ่งอันหนิงถูกกดไว้ คมมีดเย็นแนบลำคอจนผิวรู้สึกเจ็บแปลบ “อย่าเข้ามา!” เสียงคนร้ายสั่นแต่ยังพยายามขู่ เลือดบางๆค่อยๆซึมออกจากผิวขาวของฮูหยินเป็นทาง ซ่งอันหนิงกำมือแน่นแม้หัวใจจะเต้นแรงจนแทบหลุดออกมาแต่ใบหน้ายังพยายามนิ่งนางไม่อยากให้ใครเห็นว่ากำลังกลัวแต่ปลายนิ้วกลับสั่นโดยไม่อาจควบคุมได้ ทันใดนั้นเองเสียงม้าศึกและฝีเท้าหนักๆก็ดังใกล้เข้ามาจากหน้าหอ “ถอยไป!” เสียงทหารตวาดก้องก่อนที่เงาชุดดำจะกรูกันเข้ามาอย่างรวดเร็ว คนร้ายหันขวับทันที “อย่าเข้ามาฮูหยินอยู่ในมือข้า!” ยังไม่ทันสิ้นคำประตูอีกฝั่งก็เปิดออกลู่เฉิงเยี่ยนก้าวเข้ามา ไม่รีบ ไม่ลังเลแต่ทุกก้าวหนักจนเหมือนกดทั้งหอให้เงียบลงดวงตาของเขาไปหยุดที่ลำคอของซ่งอันหนิงทันที เลือดแม้จะเป็นเพียงแค่รอยเล็กๆ แต่ในสายตาเขามันเหมือนทั้งโลกกำลังแตกออกความเย็นจัดแผ่จากตัวเขาในเสี้ยววินาที “ปล่อยนางเดี๋ยวน
หลายวันถัดมาช่วงเช้าที่หอจิ่นซิ่วยังคงคึกคักเหมือนเดิมซ่งอันหนิงนั่งอยู่หลังโต๊ะบัญชีแสงแดดอ่อนส่องผ่านหน้าต่างไม้ฉลุเข้ามาตกลงบนกองผ้าแพร และสมุดบัญชีที่วางเรียงอย่างเป็นระเบียบนางกำลังตรวจรายการสินค้าอย่างตั้งใจนิ้วเรียวไล่ไปตามตัวเลขทีละบรรทัด “ล็อตนี้ผ้าไหมจากเจียงหนานคุณภาพดีขึ้นมากเจ้าค่ะ” ชิงเหอยืนรายงานอยู่ข้างๆ ซ่งอันหนิงพยักหน้าเข้าใจเบาๆ “จัดแยกไว้สองราคาเฉพาะแบบลายดอกเหมยให้วางหน้าแผง” น้ำเสียงของฮูหยินนิ่งสุขุมและชัดเจนไม่เหมือนคนที่เพิ่งผ่านตำแหน่งฮูหยินแม่ทัพมาแต่เหมือนเจ้าของกิจการที่คุ้นเคยกับการตัดสินใจทุกวัน ลูกค้าด้านหน้าร้านเริ่มเข้ามามากขึ้นซ่งอันหนิงจึงลุกขึ้นไปดูเอง “ผืนนี้ลองเทียบกับอีกผืนให้ข้าดู” ซ่งอันหนิงหยิบผ้าขึ้นคลี่อย่างชำนาญ “สีนี้เหมาะกับฤดูใบไม้ผลิแต่ถ้าเพิ่มลายทองบางๆ ราคาจะขึ้นได้อีก” ลูกค้าพยักหน้าอย่างพอใจบรรยากาศในร้านเป็นไปอย่างราบรื่น เสียงพูดคุยการต่อรอง และเสียงหัวเราะเบาๆผสมกันอย่างกลมกลืนไม่มีใครรู้เลยว่าเบื้องหลังความนิ่งของหญิงสาวตรงหน้
เช้าวันถัดมาแสงแดดอ่อนส่องผ่านชายคาจวนแม่ทัพอย่างนุ่มนวลกว่าทุกวัน หลังจากศึกใหญ่จบลงเมืองหลวงกลับมามีชีวิตอีกครั้งผู้คนเริ่มออกจากบ้าน ร้านค้ากลับมาเปิด ในจวนแม่ทัพลู่เฉิงเยี่ยนเพิ่งเปลี่ยนชุดเป็นเสื้อคลุมสีเข้มเรียบง่ายไม่ใช่ชุดเกราะหรือชุดพิธีการซ่งอันหนิงที่กำลังจัดผมอยู่ชะงักเมื่อเห็นเขาเดินเข้ามา “วันนี้ไม่ไปว่าราชการหรือเจ้าคะ” เขามองนางอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบสั้นๆ “ไป” ฮูหยินพยักหน้าแล้วหันกลับไปจะหยิบเอกสารบนโต๊ะแต่เสียงของท่านแม่ทัพดังขึ้นอีกครั้ง “เจ้าต้องไปกับข้า” ซ่งอันหนิงสงสัยทันที “ไป…กับท่านหรือเจ้าคะ” ลู่เฉิงเยี่ยนพยักหน้า “อืมไปข้างนอก” นางลังเลเล็กน้อย “มีเรื่องสำคัญหรือเจ้าคะ” ท่านแม่ทัพไม่ได้ตอบตรงคำถามนั้นทันทีเพียงเดินเข้าไปใกล้ “ไม่มีเรื่องสำคัญข้าแค่อยากพาเจ้าออกไปข้างนอก” ซ่งอันหนิงมองลู่เฉิงเยี่ยนอย่างสงสัย “ท่านแม่ทัพ…ศึกเพิ่งจบท่านควรพักนะเจ้าคะ” “ข้าพักอยู่แต่ข้าแค่อยากพักกับเจ้า”
สายตาทั้งคู่ประสานกันกลางทางเดินยาวของจวน ทุกอย่างเงียบจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของกันและกันก่อนที่เขาจะก้าวต่อไปทีละก้าวหนักแน่นขึ้นทุกครั้ง และเมื่อถึงตัวนางเขาไม่ได้ลังเลแม้เสี้ยววินาทีเดียวดึงนางเข้ามากอด ทั้งสองกอดกันแน่นเหมือนคนที่กลัวว่าเพียงปล่อยมือทุกอย่างจะหายไปอีกครั้งซ่งอันหนิงเผลอสะดุ้งเล็กน้อยแต่ไม่นานก็กอดตอบเขากลับ ฝ่ามือนางจับเกราะของเขาแน่นเย็น “ท่านกลับมาแล้ว” ฮูหยินเอ่ยด้วยความดีใจแต่มีความสั่นอยู่ในทุกคำ ลู่เฉิงเยี่ยนไม่ได้ตอบทันทีเขาเพียงก้มหน้าลงซบอยู่ที่บ่าของนางลมหายใจยังไม่มั่นคงนักไม่ใช่เพราะศึกแต่เพราะการอดทนกลับมาให้ทัน “ข้าเกือบ…” แม่ทัพหยุดคำนั้นไว้เหมือนบางคำหนักเกินกว่าจะพูดออกมาได้ ซ่งอันหนิงกอดแม่ทัพแน่นขึ้น “อย่าพูดเลยเจ้าค่ะ” นางเอ่ยเบาๆ “ท่านกลับมาก็พอแล้ว” คำพูดนั้นทำให้ร่างของลู่เฉิงเยี่ยนค่อยๆคลายลงทีละน้อยเหมือนเกราะทั้งหมดที่แบกมาตลอดทางถูกวางลง เขาหลับตาแน่นแล้วกอดนางกลับแน่นขึ้นอีกครั้งจนเหมือนทั้งจวนเหลือเพียงคนสองคนอยู่ในโลกเดียวกัน