เข้าสู่ระบบยามดึกของจวนแม่ทัพเงียบสงัด แสงเทียนภายในเรือนหอเหลือเพียงไม่กี่เล่มที่ยังคงส่องสว่างริบหรี่
ซ่งอันหนิงนอนหลับอยู่บนเตียงกว้าง หลังจากรออยู่เป็นเวลานานเดิมทีนางคิดว่าลู่เฉิงเยี่ยนคงไม่กลับมาแล้ว สุดท้ายความอ่อนล้าจึงพานางเข้าสู่นิทรา เสียงประตูถูกเปิดออกอย่างแผ่วเบา ร่างสูงของลู่เฉิงเยี่ยนก้าวเข้ามาภายในห้อง หลังจัดการเอกสารและงานในห้องหนังสือจนเสร็จเขากลับมาที่เรือนหอด้วยความเคยชินมากกว่าความตั้งใจ ดวงตาคมมองไปยังเตียงพบว่าฮูหยินคนใหม่หลับไปแล้ว ใบหน้าเล็กที่ยามตื่นพยายามเข้มแข็งอยู่เสมอบัดนี้กลับดูอ่อนโยน และไร้การป้องกัน ลู่เฉิงเยี่ยนยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ ผ้าห่มที่คลุมอยู่เลื่อนลงมาถึงช่วงไหล่ เพราะเจ้าของตัวเล็กพลิกตัวระหว่างหลับ เขามองภาพนั้นเงียบๆสุดท้ายก็ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมให้นางตามเดิม การกระทำเรียบง่ายที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่ได้คิดอะไรมาก จากนั้นจึงดับตะเกียงบางส่วนในห้อง เหลือเพียงแสงสลัวสำหรับยามค่ำคืน ลู่เฉิงเยี่ยนปลดเสื้อคลุมชั้นนอกออกก่อนขึ้นไปนอนอีกฝั่งของเตียง ระยะห่างระหว่างทั้งสองยังคงมากพอสมควร ไม่มีการแตะต้อง ไม่มีการสวมกอดราวกับต่างคนต่างนอนอยู่บนเตียงเดียวกันเท่านั้น ไม่นานนักเปลือกตาของซ่งอันหนิงก็ค่อยๆขยับนางตื่นขึ้นมาเพราะสัมผัสถึงความเคลื่อนไหวข้างกาย ดวงตาคู่งามค่อยๆเปิดออกช้าๆ ก่อนจะเห็นเงาร่างสูงใหญ่ที่นอนอยู่ไม่ไกล ลู่เฉิงเยี่ยนหลับตาแล้ว ลมหายใจสม่ำเสมอบ่งบอกว่าเขาคงเหนื่อยล้าจากงานมาทั้งวัน ซ่งอันหนิงมองเขาเงียบๆตอนแรกนางคิดว่าเขาจะไม่กลับมา คิดว่าเขาคงรังเกียจการแต่งงานครั้งนี้ไม่ต่างจากนาง แต่สุดท้ายเขาก็กลับมาแม้จะไม่ได้พูดอะไร แม้จะไม่ได้แสดงความอ่อนโยนอย่างน้อย เขาก็ไม่ได้ปล่อยให้นางต้องอยู่ในเรือนหอเพียงลำพังทั้งคืน มุมปากเล็กๆยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มแรกของวันอันยาวนานและเหน็ดเหนื่อย “อย่างน้อย…” นางพึมพำกับตัวเองเบาๆ “ท่านก็กลับ“ น้ำเสียงนั้นแผ่วจนแทบไม่ได้ยิน ซ่งอันหนิงมองใบหน้าหล่อเหลาของสามีอีกครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆหลับตาลงอีกครั้ง โดยไม่รู้เลยว่าบุรุษที่คิดว่าหลับไปแล้วนั้นแท้จริงยังไม่ได้นอน ลู่เฉิงเยี่ยนลืมตาขึ้นช้าๆหลังได้ยินเสียงพึมพำของนาง ดวงตาคมมองไปยังร่างบางที่หลับไปอีกครั้งก่อนจะนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายจึงหลับตาลงปล่อยให้ความเงียบของค่ำคืนโอบล้อมทั้งสองคน เป็นคืนแรกของการแต่งงานที่แม้จะไม่มีความรัก แต่ก็ไม่ได้หนาวเย็นอย่างที่ใครหลายคนคาดคิด แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องผ่านบานหน้าต่างเข้ามาภายในเรือนหอ ซ่งอันหนิงค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมาชั่วขณะหนึ่ง นางยังคงนึกว่าตนเองอยู่ที่เรือนเดิม กระทั่งเห็นสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นตาความทรงจำทั้งหมดของเมื่อคืนจึงไหลกลับมา วันนี้นางคือฮูหยินแห่งจวนแม่ทัพแล้ว หญิงสาวค่อยๆหันไปมองด้านข้างเตียงอีกฝั่งที่ว่างเปล่า ผ้าห่มถูกพับไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เห็นได้ชัดว่าเจ้าของออกจากห้องไปนานแล้ว ไม่รู้เพราะเหตุใดซ่งอันหนิงกลับรู้สึกเสียดายเล็กน้อย อย่างน้อยเมื่อคืนเขาก็กลับมานอนที่เรือนหอ แม้จะไม่ได้พูดคุยอะไรกันมากนักก็ตาม “ฮูหยินท่านตื่นแล้วหรือเจ้าคะ” ชิงเหอสาวใช้เดินเข้ามาพร้อมอ่างน้ำล้างหน้า สีหน้าของสาวใช้ดูสดใสกว่าวันก่อนมาก “…” ซ่งอันหนิงพยักหน้า “ท่านแม่ทัพออกไปตั้งแต่ยามเหม่าแล้วเจ้าค่ะ” ชิงเหอรีบรายงาน “ข้าไม่ได้ถามเจ้า“ สาวใช้หัวเราะแห้งๆ “บ่าวก็แค่คิดว่าฮูหยินอาจอยากทราบ” ซ่งอันหนิงส่ายหน้าอย่างจนใจก่อนจะลุกขึ้นให้ชิงเหอช่วยแต่งตัว ระหว่างนั้นเองสาวใช้หลายคนของจวนแม่ทัพก็ทยอยเข้ามาแต่ละคนล้วนทำความเคารพนางอย่างนอบน้อม ไม่มีผู้ใดแสดงท่าทีดูหมิ่น หรือไม่พอใจต่างจากที่ซ่งอันหนิงเคยคิดเอาไว้มาก หลังจัดการอาหารเช้าเสร็จหญิงสาวก็เริ่มสำรวจเรือนหลักของตน ขณะเดินผ่านลานด้านหน้านางสังเกตเห็นองครักษ์จำนวนไม่น้อยยืนประจำตำแหน่งอยู่ ทุกคนมีสีหน้าเคร่งขรึมสมกับเป็นจวนแม่ทัพผู้เกรียงไกร “ฮูหยิน” เสียงหนึ่งดังขึ้นฉินเฟิงเดินเข้ามาหาพร้อมกับค้อมกายทำความเคารพ “ท่านองครักษ์” “นายท่านมีคำสั่งให้ข้าน้อยมามอบสิ่งนี้ขอรับ” พูดจบก็ยื่นกล่องไม้ใบหนึ่งออกมา ซ่งอันหนิงรับมาอย่างสงสัยเมื่อเปิดออกก็พบว่าด้านในเป็นกุญแจทองเหลืองหลายดอก “นี่คืออันใด” “นี่คือกุญแจคลังผ้า คลังบัญชี และคลังเรือนหลักขอรับ” ซ่งอันหนิงถึงกับชะงัก “ท่านแม่ทัพมอบให้ข้าหรือ” “ขอรับ” ฉินเฟิงตอบทันที “นายท่านกล่าวว่าในเมื่อท่านเป็นฮูหยินเอกของจวน เรื่องภายในจวนย่อมเป็นหน้าที่ของท่าน” ซ่งอันหนิงก้มมองกุญแจในมือความรู้สึกประหลาดแล่นผ่านหัวใจ เมื่อวานนางเพิ่งถูกครอบครัวผลักไสออกมา แต่วันนี้กลับมีคนมอบความไว้วางใจให้นางดูแลจวนทั้งจวน แม้เจ้าของจวนจะยังคงเย็นชา และพูดน้อยก็ตาม “แล้วท่านแม่ทัพเล่า” นางถามออกไปโดยไม่ทันคิดฉินเฟิงยิ้มบางๆ “วันนี้นายท่านต้องเข้าวังแต่เช้าขอรับ ก่อนออกไปยังสั่งกำชับว่า หากฮูยินขาดสิ่งใดให้รีบจัดหาให้ทันที” ซ่งอันหนิงนิ่งไปก่อนจะค่อยๆปิดฝากล่องไม้ลง ริมฝีปากบางยกขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว บางทีการแต่งงานครั้งนี้อาจไม่ได้เลวร้ายอย่างที่นางเคยหวาดกลัวก็เป็นได้เมื่อก้าวลงจากหลังม้าบ่าวรับใช้ก็รีบวิ่งเข้ามารายงานด้วยสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความยินดี “ขอแสดงความยินดีด้วยขอรับท่านแม่ทัพ ฮูหยินให้กำเนิดคุณชายน้อยแล้ว” ลู่เฉิงเยี่ยนยืนนิ่งไปชั่วขณะทั้งดีใจทั้งโล่งอกและปวดใจในเวลาเดียวกันดีใจที่แม่ลูกปลอดภัยโล่งใจที่เหตุการณ์ผ่านไปด้วยดีแต่ปวดใจที่เขาไม่ได้อยู่ข้างกายนางในช่วงเวลาสำคัญที่สุด เขารีบเดินตรงไปยังเรือนหลักทันทีเมื่อผลักประตูเข้าไปด้านในกลิ่นยาต้มอ่อนๆก็ลอยเข้ามาซ่งอันหนิงนอนอยู่บนเตียงด้วยใบหน้าอ่อนล้าแต่เมื่อเห็นเขาดวงตาคู่งามก็แดงขึ้นทันที “ท่านแม่ทัพ” เพียงได้ยินเสียงนั้นหัวใจของลู่เฉิงเยี่ยนก็แทบแตกสลายเขารีบเดินเข้าไปหาก่อนจะนั่งลงข้างเตียงแล้วจับมือของนางเอาไว้แน่น “ข้ากลับมาช้าไป” น้ำเสียงที่เคยมั่นคงกลับแหบพร่า ซ่งอันหนิงส่ายหน้าเบาๆ “ท่านกลับมาปลอดภัยก็พอแล้วเจ้าค่ะ” ลู่เฉิงเยี่ยนก้มมองใบหน้าซีดเซียวของนางไม่ต้องเห็นกับตาเขาก็รู้ว่านางต้องผ่านความยากลำบากเพียงใดในช่วงเวลาที่นางต้องการเขามากที่สุดเขากลับอยู่ห่างออกไปหลายร
ก่อนศึกครั้งสุดท้ายลมหนาวพัดผ่านค่ายทหารอย่างรุนแรงทหารจำนวนมากยืนเรียงแถวอยู่เบื้องหน้า สีหน้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าจากการสู้รบต่อเนื่องหลายเดือน ทุกคนรู้ดีว่าศึกในวันพรุ่งนี้จะเป็นศึกชี้ชะตา หากชนะพวกเขาจะได้กลับบ้าน หากแพ้ทุกสิ่งอาจจบลงที่นี่ลู่เฉิงเยี่ยนก้าวขึ้นไปบนแท่นสูงชุดเกราะสีดำสะท้อนแสงคบเพลิงเพียงปรากฏตัวเสียงพูดคุยทั่วค่ายก็เงียบลงทันที สายตาของทหารนับหมื่นจับจ้องมาที่แม่ทัพใหญ่ ลู่เฉิงเยี่ยนมองใบหน้าเหล่านั้นทีละคน หลายคนมีบาดแผล หลายคนคิดถึงครอบครัวไม่ต่างจากเขาหลายคนเฝ้ารอวันที่จะได้กลับบ้านมานานเกินไปแล้ว “พี่น้องทั้งหลาย!” น้ำเสียงทรงพลังดังก้องไปทั่วค่าย “พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าศึกครั้งนี้สำคัญเพียงใด” “…” ไม่มีผู้ใดตอบทุกคนล้วนแต่ตั้งใจฟัง “พวกเราต่อสู้กันมาหลายวันเสียเลือดเสียเนื้อและเสียสหายไปมากมาย” ลู่เฉิงเยี่ยนหยุดเล็กน้อยสายตาแข็งกร้าวขึ้น “แต่ข้าจะถามพวกเจ้าเพียงข้อเดียวพวกเจ้าอยากกลับบ้านหรือไม่!” เสียงตะโกนดังขึ้นทันที “อยาก!” “อ
เช้าวันออกเดินทางทหารนับหมื่นเรียงแถวอยู่หน้าจวน ม้าศึกส่งเสียงร้องเป็นระยะลู่เฉิงเยี่ยนสวมชุดเกราะเต็มยศแต่แทนที่จะขึ้นม้าทันทีเขากลับเดินมาหยุดตรงหน้าซ่งอันหนิง นางยืนอยู่ตรงนั้นมือประคองครรภ์ที่ใกล้คลอดเต็มทีทั้งคู่สบตากันเงียบๆไม่มีใครอยากกล่าวคำอำลาเพราะคำอำลามันทำให้คนหวาดกลัว สุดท้ายซ่งอันหนิงจึงเป็นฝ่ายยิ้มแม้น้ำตาจะคลออยู่ในดวงตา “ท่านแม่ทัพ” “อืม” “ท่านต้องรีบกลับมานะเจ้าคะ” ซ่งอันหนิงก้มมองหน้าท้องของตนเองก่อนเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง “ลูกของเรากำลังรอพบท่านอยู่” ลู่เฉิงเยี่ยนกำมือแน่นก่อนพยักหน้าช้าๆ “ข้าจะรีบกลับมา” เขายกมือขึ้นลูบศีรษะนางเป็นครั้งสุดท้ายจากนั้นจึงหันหลังขึ้นม้า เสียงกลองศึกดังขึ้นกองทัพเริ่มเคลื่อนตัวออกจากเมืองแต่ตลอดทางสิ่งที่อยู่ในหัวของแม่ทัพใหญ่ไม่ใช่ชัยชนะ ไม่ใช่ศัตรู หากเป็นภาพของสตรีที่ยืนส่งเขาอยู่หน้าจวน และเด็กน้อยที่กำลังจะลืมตาดูโลก เพราะครั้งนี้เขาไม่ได้ต่อสู้เพื่อแผ่นดินเพียงอย่างเดียวอีกแล้วแต่กำลังต่อสู้
เมื่อเข้าสู่เดือนที่ห้าวันหนึ่งขณะที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ในศาลาซ่งอันหนิงก็สะดุ้งเล็กน้อย “ฮูหยินเจ้าเป็นอะไร” ลู่เฉิงเยี่ยนรีบวางหนังสือลงทันทีนางจับมือท่านแม่ทัพมาวางบนหน้าท้อง “เมื่อครู่ลูกดิ้นเจ้าค่ะ” แม่ทัพใหญ่ชะงักไปดวงตาที่เคยนิ่งสงบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยจากนั้นไม่นานสัมผัสเบาๆก็มาถึงฝ่ามือของเขาเพียงแค่ครั้งเดียวแต่ทำให้ชายผู้ผ่านสนามรบมานับครั้งไม่ถ้วนถึงกับนิ่งค้าง “เขาดิ้นจริงๆ” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงซ่งอันหนิงหลุดหัวเราะ “แน่นอนเจ้าค่ะ” ลู่เฉิงเยี่ยนก้มมองหน้าท้องของนางอยู่พักใหญ่ราวกับพบเรื่องมหัศจรรย์ที่สุดในชีวิต นับจากวันนั้นทุกคืนก่อนนอนแม่ทัพจะวางมือบนหน้าท้องของนางเสมอ บางครั้งยังพูดกับลูกในท้องอย่างจริงจังจนซ่งอันหนิงต้องแอบหัวเราะ “ลูกยังไม่ได้ยินหรอกเจ้าค่ะ” “ผู้ใดบอกเขาต้องได้ยิน” เมื่อเข้าสู่เดือนที่เจ็ดลู่เฉิงเยี่ยนแทบไม่ยอมให้นางเดินคนเดียวบันไดเพียงไม่กี่ขั้นก็ต้องคอยประคองหากนางจะลุกขึ้นเ
หลังจากนั้นไม่กี่วันแม่ทัพใหญ่ถึงขั้นหาหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสตรีมีครรภ์มาอ่านด้วยตนเองยามค่ำคืนที่เคยนั่งอ่านรายงานสงครามกลับเปลี่ยนเป็นนั่งศึกษาว่าหญิงตั้งครรภ์ควรกินอะไรไม่ควรกินอะไร จนซ่งอันหนิงต้องแอบเดินมาดูแล้วพบว่าเขากำลังขมวดคิ้วใส่ตำราเล่มหนา “ท่านแม่ทัพกำลังทำอะไรอยู่เจ้าคะ” ลู่เฉิงเยี่ยนเงยหน้าขึ้น “ข้ากำลังอ่านเรื่องลูกอยู่น่ะ” “หนังสือเล่มนี้บอกว่าช่วงนี้เจ้าควรพักผ่อนให้มาก” ซ่งอันหนิงมองตำราที่หนากว่ารายงานการศึกเสียอีกแล้วหลุดหัวเราะออกมา ในคืนนั้นก่อนนอนซ่งอันหนิงนอนซบอยู่ข้างกายเขาส่วนลู่เฉิงเยี่ยนกลับวางมือบนหน้าท้องของนางอย่างเบามือราวกับกลัวทำให้ลูกตกใจ “ฮูหยิน” “เจ้าคะ” “เจ้าว่าแม่ทัพน้อยจะมีหน้าตาเหมือนใคร” “ลูกยังไม่เกิดเลยนะเจ้าคะ” “ข้าคิดว่าเหมือนเจ้า” “เหตุใดเล่า” “เพราะเจ้าหน้าตาดี” ซ่งอันหนิงหัวเราะจนไหล่สั่นไม่คิดว่าคนอย่างลู่เฉิงเยี่ยนจะพูดอะไรเช่นนี้ได้แต่
หนึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็วเช้าวันนั้นภายในเรือนหลักเต็มไปด้วยบรรยากาศอบอุ่นเช่นทุกวันลู่เฉิงเยี่ยนนั่งอยู่หัวโต๊ะอาหารขณะที่ซ่งอันหนิงนั่งอยู่ข้างกาย “วันนี้หอจิ่นซิ่วมีงานมากหรือไม่” แม่ทัพหนุ่มถามพลางตักโจ๊กใส่ถ้วยให้นาง “ไม่มากเจ้าค่ะช่วงนี้ลูกค้าประจำเสียส่วนใหญ่” ซ่งอันหนิงตอบพร้อมรับถ้วยมาแต่ทันทีที่กลิ่นปลาลอยเข้าจมูกนางกลับขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัวความรู้สึกปั่นป่วนในท้องพลันแล่นขึ้นมาอย่างรวดเร็วตอนแรกนางคิดว่าตนเองคิดมากไปจึงฝืนตักโจ๊กเข้าปากคำหนึ่งทว่าเพียงเท่านั้นสีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปทันที “อันหนิงเจ้าเป็นอันใด” ลู่เฉิงเยี่ยนสังเกตเห็นความผิดปกติ ซ่งอันหนิงไม่ได้ตอบรีบยกมือปิดปากแล้วรีบลุกออกจากเก้าอี้ “ข้า…” ยังไม่ทันพูดจบฮูหยินก็รีบวิ่งออกไปด้านนอก “ฮูหยิน!” สาวใช้ตกใจรีบตามไปลู่เฉิงเยี่ยนลุกขึ้นทันทีเช่นกันเมื่อไปถึงด้านนอกซ่งอันหนิงกำลังพิงเสาอยู่ใบหน้าซีดเล็กน้อยหลังอาเจียนออกมา “ฮูหยินเจ้าเป็นอะไร” น้ำเสียงของแม่ทัพหนุ่มเต็มไปด้วยความกังวลเ







