Masukตอนที่หก
เตรียมการแสดง
เมื่อได้ยินว่าตนเองต้องเข้าไปในวังหลวงเพื่อร่วมงานชมจันทร์ด้วย ฟางเจียอีจึงถามย้ำอีกครา
“ลูกต้องเข้าวังไปด้วยหรือเจ้าคะ”
“ใช่แล้ว งานนี้ฮองเฮาเชิญครอบครัวซึ่งมีบุตรสาวไปร่วมด้วยอย่างเฉพาะเจาะจง นัยแฝงก็คือต้องการให้เหล่าองค์ชายได้คัดเลือกชายาหรืออนุเข้ามาเติมเต็มตำหนักหลัง เจ้าเองก็ได้รับเชิญอีกทั้งต้องทำการแสดงต่อหน้าพระพักตร์ด้วย ‘อีอี’ บิดาของเจ้าหวังเอาไว้มากว่าเจ้าต้องโดดเด่นจากการแสดงครั้งนี้” มารดาของนางบอกออกมา
“การแสดงหรือเจ้าคะ” ฟางเจียอียิ่งแตกตื่นมากขึ้น นางไม่ใช่ฟางเจียอีคนเดิมจึงไม่มีความสามารถศาสตร์ต่างๆที่บิดาเฝ้าหาครูผู้มีฝีมือมาพร่ำสอน
“เจ้าเชี่ยวชาญในทุกศาสตร์ เลือกการแสดงที่ดีที่สุดออกมาสักอย่าง แม่มั่นใจว่าลูกแม่ต้องเป็นที่จับตาของเหล่าองค์ชายอย่างแน่นอน” หลิวซื่อเอ่ยอย่างเชื่อมั่นในความสามารถของบุตรสาว
แต่นางไม่ใช่ฟางเจียอี นางจะนำสิ่งใดไปแสดงได้เล่า
อิงดาวในร่างฟางเจียอีเคร่งเครียดเมื่อคิดได้ว่านางกำลังพบอุปสรรคอันใหญ่หลวงแล้ว
“ลูกสามารถแสดงสิ่งใดก็ได้หรือเจ้าคะ”
“ย่อมได้ทุกอย่าง ขอเพียงไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใด ปีที่แล้ว พี่หญิงรองของเจ้าแสดงการร่ายรำอันเย้ายวนจนองค์ชายรองออกปากขอตัวนางไปเป็นชายารอง ยังมีคุณหนูสกุลถัง นางแสดงการวาดภาพอย่างแปลกใหม่จนองค์ชายใหญ่ให้ความสนใจเอ่ยปากขอนางไปเป็นอนุ แล้วยังมีคุณหนูสกุลเฉิง นางแสดงการดีดพิณอย่างไพเราะจนเหล่าองค์ชายต่างเคลิบเคลิ้ม สุดท้ายกลายเป็นองค์ชายสามซึ่งฉวยโอกาสที่ทุกคนยังนั่งอึ้งเอ่ยปากขอนางไปเป็นชายาที่สี่” มารดาของฟางเจียอีพยายามบอกให้บุตรสาวได้เห็นภาพ
“หากมีองค์ชายเอ่ยปากขอ พวกเราก็ต้องตอบรับหรือเจ้าคะ”
“ไม่เสมอไป หากเจ้าไม่ชื่นชอบก็อาจปฎิเสธได้ แต่เจ้าต้องส่งสัญญาณบอกท่านพ่อและแม่ด้วยเพื่อหาเหตุผลช่วยเหลือ”
“แล้วหากองค์ชายชื่นชอบหลายองค์และเอ่ยขอพร้อมๆกันเล่าเจ้าคะ”
“อย่างคุณหนูสกุลเฉิงก็มีองค์ชายหกเอ่ยขอนางเป็นอนุเช่นกัน แต่นางกลับตอบรับองค์ชายสามด้วยเขาให้ตำแหน่งชายาแก่นาง แม้จะเป็นลำดับที่สี่ก็ตาม”
“เหล่าองค์ชายชื่นชอบหญิงสาวเพียงแค่เห็นพวกนางทำการแสดงเท่านั้นหรือเจ้าคะ”
“ไม่เพียงเท่านั้นหรอก อีอี ความจริงพวกเขาย่อมชื่นชอบหน้าตารูปร่างของหญิงสาวเหล่านั้นอยู่ก่อนแล้ว ประกอบกับตำแหน่งของบิดาเป็นส่วนส่งเสริม เมื่อทำการแสดงอันจับตาจับใจย่อมส่งให้ยิ่งอดทนรอไม่ไหว สำหรับลูกซึ่งมีทั้งใบหน้าและเรือนร่างซึ่งงดงามอีกทั้งบิดาก็เป็นขุนนางขั้นสูง เพียงแสดงสิ่งใดก็ล้วนเป็นที่จับตาทั้งสิ้น”
เมื่อได้คำตอบจนเป็นที่พอใจ ฟางเจียอีจึงต้องครุ่นคิดการแสดงออกมาเพื่อไม่ให้ขายหน้าผู้เป็นบิดามารดา
สาวน้อยไม่กล้าแสดงสิ่งซึ่งหญิงสาวในยุคนี้เก่งกาจเพราะไม่ว่าอย่างไรก็คงสู้ไม่ได้ นางจึงเลือกการแสดงซึ่งแปลกใหม่และคิดว่าไม่มีผู้ใดเคยทำมาก่อน โดยสอบถามและเตรียมการอยู่หลายวันร่วมกับมารดาและสาวใช้
หลิวซื่อแม้จะไม่ค่อยเข้าใจในการแสดงซึ่งบุตรสาวบรรยายออกมาแต่เมื่อนางร่ายรำให้ชม ผู้มารดาย่อมต้องสนับสนุนช่วยเหลือบุตรสาวเป็นอย่างดี
การแสดงที่ฟางเจียอีคิดจะนำออกสู่สายตาของเหล่าองค์ชายก็คือระบำใต้น้ำ นางคิดว่าพวกเขาย่อมไม่เคยเห็นแน่ด้วยหญิงสาวยุคนี้ว่ายน้ำไม่เก่ง แต่อิงดาวว่ายน้ำเก่งมาก
นางคิดจะใช้มือและเท้ากวัดแกว่งสร้างลวดลายการร่ายรำออกมาเพียงไม่กี่ท่าแล้วจึงขึ้นมาริมสระเป็นการจบการแสดงอย่างงดงาม เท่านี้ก็น่าจะผ่านไปได้โดยไม่เป็นที่ขบขันของเหล่าสตรีชั้นสูง
สาวน้อยสั่งตัดชุดลงน้ำเอาไว้อย่างแน่นหนาเพื่อไม่ให้หลุดยามอยู่ใต้น้ำ รวมทั้งชุดคลุมยามขึ้นมาถึงริมสระแล้ว เมื่อเตรียมการพร้อมสรรพ จึงรวบรวมอุปกรณ์เพื่อนำเข้าไปในวังหลวงอย่างตื่นเต้น
นี่เป็นครั้งแรกที่นางจะได้เข้าวังไปทำการแสดงต่อหน้าฮ่องเต้ ฮองเฮาและอีกหลายๆคนสำคัญของที่นี่ จะไม่ให้ตื่นเต้นจนใจระทึกได้อย่างไร
ตอนที่ห้า เสียงอันใด“เดิมทีแม่ครัวชุนตั้งใจทำข้าวต้มเป็นมื้อเช้า ข้าเตรียมข้าวและจุดไฟไว้แล้ว รอเพียงต้มข้าวแล้วให้แม่ครัวชุนมาหั่นปลาใส่ผักปรุงรสก็น่าจะกินได้แล้ว”ว่านจินเจียวฟังแล้วคิดดีใจแค่ข้าวต้มหรือ ไม่น่ายากหญิงสาวก้าวไปหยิบปลาในลังไม้ขึ้นมา เมื่อมองเห็นว่ามีกุ้งอยู่ด้วยหลายตัวจึงจัดการปอกเปลือกแล้วจัดแยกเอาไว้อย่างดี เด็กผู้ช่วยยืนมองหญิงสาวแปลกหน้าอย่างไม่ใคร่เชื่อถือ แต่เมื่อเห็นนางขอดเกล็ดปลาแล้วหั่นแยกอย่างเชี่ยวชาญ อีกทั้งชิ้นยังเรียงเท่ากันสวยงามจึงพยักหน้าให้ตอนสอบเธอจับฉลากได้หัวข้อหั่นปลาให้เท่ากัน จึงต้องฝึกซ้อมอยู่หลายครั้ง ไม่คิดว่าจะมาได้ใช้ประโยชน์ตอนนี้ว่านจินเจียวคนข้าวต้มอย่างเบาแรงเพื่อไม่ให้เมล็ดข้าวเละเหลว จนได้ที่ดีแล้วจึงค่อยใส่เนื้อปลาลงไปเพื่อให้สดใหม่เด้งอร่อย ส่วนกุ้งที่แยกไว้ นางจัดแบ่งเป็นสามชามแล้วตักข้าวต้มราดลงไปจากนั้นจึงบอกให้เด็กผู้ช่วยยกออกไป“สามชามนี้ใส่กุ้งเป็นพิเศษให้ท่านแม่ทัพ ท่านรอง
ตอนที่ สี่ ให้ข้าช่วยดีหรือไม่“ในเมื่อเจ้าบอกว่าขึ้นเรือผิดลำ เช่นนั้นก็ใช้ชีวิตไปอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว ที่นี่เป็นเรือรบไม่ใช่เรือท่องเที่ยว อย่าได้เพ่นพ่านและทำเรื่องร้ายแรง หาไม่ข้าจะโยนเจ้าลงไปว่ายน้ำเล่นในทะเล เข้าใจหรือไม่” เสียงข่มขู่ดุดัน“เข้าใจแล้ว” หญิงสาวรับคำเสียงอ่อยขณะคิดในใจดุเสียจริง จะดุเดือดอะไรนักหนาฮัวจางเหว่ยเดินไปใกล้แล้วถอดเสื้อคลุมออกก่อนจะล้มตัวลงนอนบนเตียงหน้าตาเฉยโดยมีร่างเล็กซึ่งเขยิบเข้าไปจนติดกำแพงร้องโวยวายออกมา“เดี๋ยวสิ ทำไมมานอนตรงนี้”“นี่คือเตียงของข้า เหตุใดจะนอนไม่ได้ อย่าได้พูดมาก มัวยุ่งเรื่องของเจ้าจนเลยเวลานอนแล้ว นอนลงไปดีดี หาไม่ก็ออกไปข้างนอก ทหารของข้ายังรอเจ้าอยู่” ร่างหนาพลิกตัวนอนตะแคงอย่างไม่ใส่ใจแล้วหลับตาลงทันทีจินนี่นั่งกอดขาตัวเองคลุมผ้าพิงกำแพงอย่างตัดสินใจไม่ถูกขืนออกไปข้างนอกคงโดนรุมตายแน่ อยู่ตรงนี้หากเขาไม่ลุกขึ้นมาปล้ำเธอ ก็คงไม่เป็นไร เมื่อชะโงกมอ
ตอนที่สาม ทำอย่างไรดีระหว่างจินนี่นอนครุ่นคิด ด้านนอกแม่ทัพฮัวจางเหว่ยรองแม่ทัพหวังซีฮัน ซึ่งเป็นคนเปิดประตูเข้ามาพบภาพหวาดเสียวเมื่อครู่และกุนซือหลิวหยาง กำลังนั่งรอ ซางไป๋อัน หมอหญิงเพียงคนเดียวแห่งเรือรบเฉียงต้าออกมาปรึกษาหารือกัน “นางไม่ได้ซ่อนสิ่งใดไว้ในร่างกาย ไม่พบยาพิษหรือร่องรอยผิดแปลก ผิวพรรณและเรือนร่างของนางได้รับการดูแลอย่างดีจนไม่น่าจะเป็นไส้ศึกซึ่งฝึกฝนมา ที่สำคัญนางยังบริสุทธิ์อยู่” หมอหญิงเอ่ยบอก“แม้คำพูดคำจาของนางจะแปลกประหลาดไปบ้าง แต่ข้าสัมผัสไม่ได้ถึงคำโกหก บางทีนางอาจจะขึ้นเรือผิดลำจริงๆก็ได้” หลิวหยางเอ่ยออกมา“แต่พวกเราออกเรือมาเกือบเดือนแล้ว นางซ่อนตัวอยู่ที่ใด” รองแม่ทัพหวังซีฮันยังคงสงสัย“นางบอกว่าเพิ่งตื่น เป็นไปได้หรือไม่ว่ามีผู้ลอบนำนางขึ้นเรือมาแล้ววางยาให้นางหลับจนเพิ่งตื่นขึ้นมา” แม่ทัพฮัวจางเหว่ยสันนิษฐาน“อืม...เป็นไปได้ เช่นนั้นคนผู้นั
ตอนที่สามทำอย่างไรดี“ฉันหลุดมาในที่อะไรกัน ตั้งแต่มาถึงโดนโยนทิ้งไปกี่รอบแล้วเนี่ย เจ็บก้นก็เจ็บ”“โอ๊ย!” สาวน้อยร้องออกมาอีกเมื่อเหยียบชายผ้าจนล้มลงบนตักของชายซึ่งมีตำแหน่งเป็นแม่ทัพฮัวจางเหว่ยซึ่งนั่งลงบนเก้าอี้มองดูร่างน้อยค่อยๆขยับไปทางประตูแล้วล้มพาดลงมาบนตักจึงเอื้อมมือออกไปรับร่างบางตามสัญชาตญาณร่างเล็กดีดดิ้นเพื่อหาทางหลุดออกจากตักของชายหนุ่มแต่นั่นกลับทำให้เนื้อตัวเสียดสีกันจนสุดท้ายผ้าผืนใหญ่ก็หลุดลงไปกองบนพื้นเผยเต้าทรวงขาวนุ่มให้เห็นชัดเต็มตา“ท่านแม่ทัพ” เสียงชายคนหนึ่งเรียกก่อนร่างของเขาจะโผล่เข้ามาทันเห็นภาพน่าหวาดเสียวพอดี“เอ่อ...ข้าออกไปก่อนก็ได้ขอรับ” ชายคนนั้นรีบปลีกตัวห่างอย่างรู้งาน แต่ต้องหยุดเท้าเมื่อได้ยินคำถามดุดัน“ผู้ใดพานางมานอนบนเตียงของข้า”“กุนซือหลิวหยางขอรับ เขาบอกว่าเรื่องนี้ควรให้ท่านแม่ทัพสอบสวนเอง จึงส่งนางมาไว้ที่นี่”จินนี่ไม่กล้าดิ้นรนเพราะผ้าลงไปกองกับพื้นหมดแล้ว แ
ตอนที่สองสอบสวน“เอาล่ะ พอแล้ว” เสียงหนึ่งตวาดดังออกมา พร้อมผ้าผืนใหญ่ถูกโยนคลุมลงมาที่ร่างเกือบเปลือยของจินนี่“พวกเราไม่ใช่โจรปล้นสวาท แต่คือทหารผู้ทรงเกียรติ จะย่ำยีหญิงสาวไร้ทางสู้ให้เล่าลือว่ารังแกกระทั่งสาวน้อยผู้ไม่มีอาวุธได้อย่างไร”กว่าจะมีคนออกมาห้ามก็เมื่อร่างบางเปลือยกายเกือบทั้งตัวแล้ว เหล่าทหารที่รุมล้อมจำใจต้องปล่อยร่างสาวน้อยทั้งๆที่สายตาต่างกระเหี้ยนกระหือรืออย่างเข้ามาเติมเต็มในตัวนางจนแทบแย่“ให้ท่านแม่ทัพสอบสวนเองก็แล้วกัน” เสียงเดิมเอ่ยบอกก่อนจะช้อนร่างบางซึ่งร้องไห้อย่างหนักขึ้นแล้วอุ้มเข้าไปด้านในเสียงฮือฮาด้วยความเสียดายดังตามหลังมาจนจินนี่อยากจะตะโกนด่าด้วยคำหยาบคายทุกคำที่คิดได้ร่างบางถูกวางลงบนเตียงในห้องหนึ่งอย่างเบามือ จินนี่เงยหน้ามาเห็นชายซึ่งตอนแรกยืนอยู่ข้างคนที่ออกคำสั่งให้สอบสวน“แม่นางน้อยนอนพักสักครู่ก่อนก็แล้วกัน” เสียงนุ่มนวลบอกออกมา“เดี๋ยวก่อ
ตอนที่หนึ่ง โผล่กลางลำเรือหญิงสาวหันไปมองชายซึ่งแบกเธอมาโยนทิ้งพลางส่งสายตาเป็นคำถาม แต่ชายคนดังกล่าวไม่มีท่าทางจะตอบคำ เขาเดินไปนั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่งแล้วพยักหน้าให้คนรอบข้างเดินโอบล้อมเข้ามา“ข้าพบนางด้านในเรือ หญิงสาวนางนี้แต่งกายประหลาด พูดจาไม่รู้เรื่อง พวกเจ้ารู้จักนางหรือไม่” เสียงเอ่ยถามอย่างเคร่งเครียดจากชายซึ่งนั่งลงและมีท่าทางคล้ายจะเป็นหัวหน้าผู้คนรอบข้างต่างหันมามองร่างซึ่งผมเผ้ายุ่งเหยิง แต่งกายประหลาด มีดีอย่างเดียวคือผิวขาวเนียนสะท้อนแสงจันทร์ พลางหันไปหันมาสอบถามกันเองสุดท้ายจึงตอบออกมาว่าไม่มีผู้ใดรู้จักหรือเคยเห็นหญิงประหลาดนางนี้“นางขึ้นเรือมาได้อย่างไร ตั้งแต่เมื่อใด พวกเราออกทะเลกันมาเกือบเดือนโดยไม่ได้แวะพักที่อื่น หากนางลอบขึ้นมาตั้งแต่แรกจะมีชีวิตอยู่ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาได้อย่างไรกัน เอ!...หรือว่านางจะขึ้นมาตอนที่พวกเราจอดทอดสมอตรงเกาะกลางทะเลเมื่อสองวันก่อน” ชายคนหนึ่งซึ่งยืนข้างๆชายที่นั่งอยู่ตั้งข้อสงสัย“สอบสวนอย่างหนัก เอาให้รู้แน่ว่านางคือผู้ใด ขึ้นเรือมาได้อย่







