คุณหนูสามผู้มีสติปัญญาไม่สมประกอบ

คุณหนูสามผู้มีสติปัญญาไม่สมประกอบ

last updateDernière mise à jour : 2026-02-26
Langue: Thai
goodnovel16goodnovel
9.8
33 Notes. 33 commentaires
209Chapitres
31.0KVues
Lire
Bibliothèque

Partager:  

Report
Overview
Catalog
Scanner le code pour lire sur l'application

ภาพฉายมาที่เมืองใหญ่ที่มีตึกระฟ้าจำนวนมากตั้งเบียดเสียดกันอย่างหนาแน่น แสงนีออนบาดตา เสียงแตรดังระงม กลิ่นดินปืนคละคลุ้งในอากาศเย็นเยียบของเครื่องปรับอากาศ เห็นเงาสะท้อนของตนเองในกระจก เป็นหญิงสาวในชุดดำขลับ เรือนผมสั้นกุด ดวงตาเย็นชาเฉียบคม ในมือถือปืนเก็บเสียงกระบอกยาว นักฆ่ามือหนึ่งโค้ดเนมไคเมร่า ก่อนที่ภาพจะฉายมาอีกที่หนึ่ง เรือนไม้โบราณที่อบอวลไปด้วยกลิ่นยาจางๆ สัมผัสอ่อนโยนของฝ่ามืออบอุ่นที่ลูบศีรษะ รอยยิ้มของสตรีงดงามผู้หนึ่งที่เรียกว่าท่านแม่ แต่แล้วรอยยิ้มนั้นก็เริ่มซีดจางลง กลายเป็นเสียงไอและใบหน้าที่ซูบตอบ ความทรงจำถัดมาคือความหิวโหยที่กัดกินลำไส้ ไอเย็นของพื้นไม้ที่นอนทับ เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของเหล่าพี่น้องและบ่าวไพร่ที่ตราหน้าว่าปัญญาอ่อน ทุกภาพล้วนพร่าเลือนและชุ่มโชกไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจ “ความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุดหรอกเหรอ?” ภาพความทรงจำทั้งสองสายวิ่งเข้ามาปะทะกันอย่างรุนแรง เสียงระเบิดที่ปลิดชีวิตในโลกอนาคตดังประสานกับเสียงฟ้าร้องคำรามในอีกภพหนึ่ง แสงไฟจากปากกระบอกปืนสาดส่องทับซ้อนกับแสงตะเกียงน้ำมันที่ริบหรี่ ความเจ็บปวดจากการถูกทรยศหักหลังในชาติก่อน ผสมปนเปกับความรวดร้าวจากการถูกทอดทิ้งในชาตินี้

Voir plus

Chapitre 1

บทที่ ๑ แหลกสลาย

บนเตียงไม้แข็งกระด้างที่ปราศจากแม้แต่เบาะรองนอนนุ่มๆ ร่างของเด็กสาวในวัยสิบหกหนาว หยางจิ้งอวี่ นอนหายใจรวยรินอยู่ใต้ผ้าห่มผืนบางที่ปะชุนจนแทบไม่เหลือสภาพเดิม ใบหน้าของนางแดงก่ำเหมือนกับสีของชาด ลมหายใจแผ่วระรินราวจะขาดห้วงไปทุกขณะ พิษไข้ลุกลามรุนแรงจนร่างทั้งร่างสั่นเทิ้ม

ข้างเตียงนั้น หยางเสวี่ยอิง พี่สาวแท้ๆ ในวัยสิบแปดปี ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดเนื้อตัวของน้องสาวไม่หยุดหย่อน นางมีใบหน้าที่ซีดเผือดไม่ต่างกัน ริมฝีปากแห้งแตกเป็นขุยฝีปากแห้งแตกเป็นขุย ดวงตาคู่สวยบัดนี้แดงก่ำและบวมช้ำจากการร่ำไห้มาตลอดทั้งคืน

“อาอวี่... อดทนไว้นะ... เจี่ยเจียจะไปขอร้องพวกเขาอีกครั้ง” นางกระซิบเสียงสั่นเครือ ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นยืน รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีแล้ววิ่งออกจากเรือนไป

นางวิ่งตรงไปยังเรือนครัวหลัก ที่ซึ่งบ่าวรับใช้กำลังง่วนอยู่กับการเตรียมอาหารเย็นอันหอมกรุ่นสำหรับเจ้านายในเรือนใหญ่ กลิ่นหอมของเนื้อตุ๋นลอยมาปะทะจมูก ทำให้นางที่ท้องว่างมาทั้งวันรู้สึกปั่นป่วนจนแทบจะอาเจียน

“หวังหมัวมัว!” หยางเสวี่ยอิงเรียกหาแม่นมอาวุโสผู้กุมอำนาจในเรือนครัวเสียงดัง “ข้าขอร้องท่านอีกครั้ง ได้โปรดไปแจ้งฮูหยินผู้เฒ่าด้วยเถิดว่าอาการของอาอวี่ปางตายแล้ว หากยังไม่ได้หมอมารักษานางต้องตายแน่แล้ว!”

หวังหมัวมัวซึ่งกำลังสั่งการบ่าวไพร่หันมามองนางด้วยหางตา แววตาเต็มไปด้วยความรังเกียจและสมเพช “คุณหนูใหญ่ นี่ท่านยังไม่เลิกคิดเรื่องนี้อีกหรือเจ้าคะ ข้าก็บอกท่านไปแล้วอย่างไรเล่า ว่าฮูหยินผู้เฒ่ากับคุณหนูใหญ่กำลังปรึกษาเรื่องการจัดงานเลี้ยงชมดอกเหมย ไม่มีเวลามาสนใจเรื่องไร้สาระพวกนี้หรอก”

“แต่นี่ชีวิตคนทั้งคนนะ!” หยางเสวี่ยอิงตะโกนกลับไปอย่างเหลืออด น้ำตาไหลทะลักออกมาอย่างไม่อาจกลั้น “อาอวี่เป็นหลานสาวของท่านย่า เป็นบุตรีของท่านพ่อนะ!”

“หึ หลานสาวรึ? บุตรีรึ?” หวังหมัวมัวแค่นเสียงหัวเราะ “สตรีปัญญาอ่อนที่อยู่ไปก็มีแต่จะขายหน้าวงศ์ตระกูลน่ะหรือคือหลานสาว? ตั้งแต่ที่มารดาของพวกท่านสิ้นไป พวกท่านก็ไม่ต่างอะไรจากมะพลับนิ่ม ที่ไม่มีใครต้องการ เป็นเพียงคนที่ถูกลืมเลือน ท่านยังไม่เข้าใจอีกหรือ?”

คำพูดของนางเฉือดเฉือนหัวใจของหยางเสวี่ยอิงได้อย่างเจ็บแสบ ประหนึ่งสัจธรรมอันโหดร้ายว่าคนจรชาเย็น โดยแท้ เมื่อมารดาผู้เป็นที่รักของบิดาสิ้นใจไป พวกนางสองพี่น้องก็ถูกผลักไสมาอยู่เรือนแห่งนี้ราวกับไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไข

“ในเมื่อพวกท่านไม่ยอมช่วย ข้าก็จะไปขอความเมตตาจากท่านพ่อด้วยตนเอง!”

หยางเสวี่ยอิงตัดสินใจเด็ดเดี่ยว นางวิ่งฝ่าสายตาดูแคลนของบ่าวไพร่ ตรงไปยังเรือนใหญ่อันโอ่อ่าและอบอุ่นซึ่งเป็นที่พำนักของบิดา

โดยไม่คาดฝัน เมฆทะมึนที่ตั้งเค้ามานานก็โปรยปรายหยาดพิรุณลงมาอย่างมิทันตั้งตัว ถึงกระนั้นหยางเสวี่ยอิงกลับไม่สนใจ นางทิ้งตัวลงคุกเข่าบนพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบหน้าประตูเรือนใหญ่ของบิดา ปล่อยให้หยาดฝนช่วยชะล้างร่างกายที่บอบช้ำและหัวใจที่แหลกสลาย

“ท่านพ่อ! ได้โปรดเมตตาด้วยเถิดเจ้าค่ะ!” นางตะโกนก้อง ครั้นก้มศีรษะลงโขกกับพื้นจนหน้าผากแตกเป็นแผล “ท่านพ่อ! อาอวี่กำลังจะตายแล้ว! ขอเพียงท่านพ่อส่งคนไปตามท่านหมอมา นางอาจจะยังมีหวังนะเจ้าคะ! ท่านพ่อ!!!”

นางร่ำร้องอ้อนวอนอยู่เนิ่นนานจนเสียงแหบแห้ง มีเพียงเสียงวรุณที่ตกกระหน่ำ ความเงียบจากในเรือนนั้นไม่ได้น่ากลัวเลยสักนิด ในทางกลับกันความเฉยเมย หรือความไม่แยแสต่อความเป็นความตายของบุตรในไส้ต่างหากที่น่ากลัว

ท้ายที่สุดแล้ว เสียงทุ้มต่ำอันเย็นชาของหยางกั๋วกงก็ดังลอดออกมาจากบานประตูที่ปิดสนิทนั้น

“น่ารำคาญ! นางก็แค่แสร้งทำเป็นอ่อนแอเพื่อเรียกร้องความสนใจ! อยู่ไปก็ไร้ประโยชน์ มีแต่จะนำความอัปยศมาสู่สกุลหยางไม่สิ้นสุด!”

หยางเสวี่ยอิงชะงักงัน หัวใจถูกบีบคั้นด้วยความผิดหวัง

“หากนางจะตาย ก็ปล่อยให้นางตายไปเถิด!!!!!”

นางทรุดลงกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง สะอื้นไห้จนไหล่ทั้งสองข้างสั่นสะท้าน โลกทั้งใบเหมือนพังทลาย

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น . . .

ร่างของหยางจิ้งอวี่ที่สั่นเทิ้มมาตลอดก็พลันสงบนิ่งลง ลมหายใจเฮือกสุดท้ายได้หลุดลอยออกจากริมฝีปากบางเบา สิ้นสุดแล้วซึ่งชีวิตอันน่าเวทนาของนาง

ทว่า ท่ามกลางความมืดมิดนั้น เปลือกตาที่ปิดสนิทของร่างที่ไร้วิญญาณไปแล้วก็พลันเบิกโพลงขึ้น

ดวงตาคู่นั้นไม่ได้ขุ่นมัวหรือเลื่อนลอยเช่นคนใกล้ตายเฉกเช่นที่ผ่านมา แต่กลับฉายแสงคมกล้า และแฝงไว้ด้วยจิตสังหารที่สามารถทำให้ผู้คนแข็งเป็นหินได้

โลกหลังความตายมันควรจะมืดมิด

และเงียบสงัดมิใช่หรือ?

หากแต่สิ่งที่จิ้งอวี่สัมผัสได้กลับไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่เป็นห้วงมิติอันสับสนอลหม่านที่เต็มไปด้วยแสงสีและเสียงกรีดร้องโหยหวน ภาพนับล้านฉายวาบผ่านไปมาราวกับคนชมบุปผาบนหลังม้า เร็วเกินกว่าจะจับใจความได้

ภาพฉายมาที่เมืองใหญ่ที่มีตึกระฟ้าจำนวนมากตั้งเบียดเสียดกันอย่างหนาแน่น แสงนีออนบาดตา เสียงแตรดังระงม กลิ่นดินปืนคละคลุ้งในอากาศเย็นเยียบของเครื่องปรับอากาศ นางเห็นเงาสะท้อนของตนเองในกระจก เป็นหญิงสาวในชุดดำขลับ เรือนผมสั้นกุด ดวงตาเย็นชาเฉียบคม ในมือถือปืนเก็บเสียงกระบอกยาว นางเป็นนักฆ่ามือหนึ่งโค้ดเนมไคเมร่า

ก่อนที่ภาพจะฉายมาอีกที่หนึ่ง เรือนไม้โบราณที่อบอวลไปด้วยกลิ่นยาจางๆ สัมผัสอ่อนโยนของฝ่ามืออบอุ่นที่ลูบศีรษะ รอยยิ้มของสตรีงดงามผู้หนึ่งที่นางเรียกว่าท่านแม่ แต่แล้วรอยยิ้มนั้นก็เริ่มซีดจางลง กลายเป็นเสียงไอและใบหน้าที่ซูบตอบ ความทรงจำถัดมาคือความหิวโหยที่กัดกินลำไส้ ไอเย็นของพื้นไม้ที่นอนทับ เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของเหล่าพี่น้องและบ่าวไพร่ที่ตราหน้านางว่านางปัญญาอ่อน ทุกภาพล้วนพร่าเลือนและชุ่มโชกไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจ

“นี่คือที่ไหนกัน?” จิตของนักฆ่าสาวตั้งคำถาม “ความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุดหรอกเหรอ?”

ภาพความทรงจำทั้งสองสายเริ่มวิ่งเข้ามาปะทะกันอย่างรุนแรง เสียงระเบิดที่ปลิดชีวิตนางในโลกอนาคตดังประสานกับเสียงฟ้าร้องคำรามในอีกภพหนึ่ง แสงไฟจากปากกระบอกปืนสาดส่องทับซ้อนกับแสงตะเกียงน้ำมันที่ริบหรี่ ความเจ็บปวดจากการถูกทรยศหักหลังในชาติก่อน ผสมปนเปกับความรวดร้าวจากการถูกทอดทิ้งในชาตินี้

ท่ามกลางความสับสน จิตวิญญาณที่แข็งแกร่งของนักฆ่าสาวก็ได้มองเห็นแก่นแท้ของปัญหา นางเห็นดวงจิตอีกดวงหนึ่งที่อยู่ในห้วงสำนึกนี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวของแสงที่ริบหรี่และแตกสลาย ราวกับภาชนะดินเผาที่ร้าวรานจนไม่อาจประกอบคืนได้

นางก็เข้าใจได้ในทันที . . .

สาเหตุที่เจ้าของร่างเดิมสติปัญญาไม่สมประกอบ เป็นเพราะดวงจิตของนางไม่สมบูรณ์ ทั้งยังแตกสลายไปอีกส่วนหนึ่งตั้งแต่ที่มารดาสิ้นใจอย่างกะทันหัน ความบอบช้ำทางจิตใจนั้นรุนแรงเกินกว่าเด็กหญิงตัวเล็กๆ จะรับไหว ทำให้ดวงจิตของนางแหลกสลาย

และการมาถึงของนาง วิญญาณจากต่างโลกที่สมบูรณ์และแข็งแกร่ง ก็คือการเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปนั้น

จิตวิญญาณของนักฆ่าสาวไม่ได้ขับไล่หรือกลืนกินดวงจิตเดิมอย่างไร้เยื่อใย แต่นางโอบล้อมเศษเสี้ยวที่น่าสงสารนั้นไว้ หลอมรวมมันเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับตนเอง ความทรงจำ ความเจ็บปวด ความรักความคิดถึงที่มีต่อมารดาของเจ้าของร่างเดิม บัดนี้ได้กลายเป็นของนางโดยสมบูรณ์

เมื่อจิตวิญญาณหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์แล้ว พลังลึกลับสายหนึ่งก็พลันบังเกิดขึ้น มันโคจรไปทั่วร่างที่เคยอ่อนแอ เป็นกระแสเย็นสดชื่นที่ขับไล่ความร้อนระอุของพิษไข้ออกไปจนหมดสิ้น ภายในร่างกายที่เสียหายจากการเจ็บป่วยและการขาดสารอาหารมานานนับปี กำลังได้รับการซ่อมแซมฟื้นฟูอย่างรวดเร็วราวกับการสลัดร่างเก่าเปลี่ยนกระดูกใหม่

ทางด้านนอก หยางเสวี่ยอิงที่ร่างกายเปียกปอนและใจสลายได้เดินโซซัดโซเซกลับมาถึงเรือนที่เรียกได้ว่าแทบจะร้าง ก่อนที่นางจะทรุดกายนั่งลงข้างเตียง มองดูร่างที่สงบนิ่งของน้องสาวด้วยแววตาที่ว่างเปล่า

“อาอวี่... เจี่ยเจียขอโทษ... เจี่ยเจียช่วยเจ้าไม่ได้...” นางพึมพำเสียงแผ่วเบา น้ำตาที่เหือดแห้งไปแล้วกลับมารินไหลอีกครั้ง แต่ครานี้มันไม่มีเสียงสะอื้นใดๆ เป็นเพียงหยาดน้ำตาที่มาจากความสิ้นหวังอย่างถึงที่สุด

นางก้มลงกุมมือน้องสาวที่เริ่มจะเย็นชืดไว้ ซบใบหน้าลงบนฝ่ามือเล็กๆ นั้น เตรียมใจที่จะยอมรับความจริงอันโหดร้าย

แต่แล้ว . . .

ฝ่ามือที่ควรจะเย็นชืดลงเรื่อยๆ กลับค่อยๆ มีความอบอุ่นไหลเวียนกลับคืนมา ร่างกายที่เคยสั่นเทิ้มก็หยุดนิ่งสนิท และที่สำคัญ ใบหน้าที่เคยแดงก่ำจากพิษไข้ บัดนี้กลับค่อยๆ ซีดจางลงจนกลับเป็นปกติ

หยางเสวี่ยอิงเงยหน้าขึ้นอย่างตื่นตระหนก และนั่นเป็นชั่วขณะที่นางได้สบตากับน้องสาวของตนเอง

เปลือกตาของหยางจิ้งอวี่เปิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่ดวงตาคู่นั้นกลับไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

มันไม่ได้เลื่อนลอยหรือว่างเปล่าเช่นที่เคยเป็นมาตลอดสิบปี แต่มันกลับกระจ่างใสราวกับผืนน้ำในฤดูสารท เย็นชาเหมือนน้ำแข็งหมื่นปี และลุ่มลึกจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด โดยหากว่าแววตาเช่นนั้นไม่ควรจะปรากฏอยู่ในดวงตาของเด็กสาวปัญญาอ่อนผู้หนึ่งได้เลย

หยางเสวี่ยอิงตกตะลึงจนลืมหายใจ นางจ้องมองเข้าไปในดวงตาคู่นั้นของน้องสาว ราวกับกำลังจ้องมองคนแปลกหน้าโดยสิ้นเชิง

Déplier
Chapitre suivant
Télécharger

Dernier chapitre

Plus de chapitres

Notes

10
91%(30)
9
0%(0)
8
3%(1)
7
0%(0)
6
6%(2)
5
0%(0)
4
0%(0)
3
0%(0)
2
0%(0)
1
0%(0)
9.8 / 10.0
33 Notes · 33 commentaires
Écrire une critique

commentairesPlus

Pik Saowaluk
Pik Saowaluk
13กับ13.1มันซ้ำกัน
2026-02-27 22:02:17
0
0
Yingluck Thalangdee
Yingluck Thalangdee
สนุกค่ะตื่นเต้นดี
2026-01-11 10:25:18
0
0
Mookda Bouabayone
Mookda Bouabayone
มีกี่ตอนจบค่ะ
2025-12-17 22:47:46
0
1
เทพประจักษ์ นาสมฝั
เทพประจักษ์ นาสมฝั
สนุกมากๆๆๆนางเอกฉลาดมาก
2025-12-17 17:46:56
0
1
สเมิร์ฟแมวมึน
สเมิร์ฟแมวมึน
ทำไมไม่ลงตอนเลียงลำดับ1-2 ไห้มันถูกต้องดีๆ ลงตอน2ก่อนแล้วมาลงตอน1 ทำเพื่อ??
2025-12-16 22:09:16
0
1
209
บทที่ ๒ ซ่อนคม
ความเงียบที่หนักอึ้งกดทับบรรยากาศภายในห้อง หยางเสวี่ยอิงยังคงนิ่งค้างอยู่ในท่านั้น ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองน้องสาวของตนเองราวกับเห็นภูตผีปีศาจ ความหวาดระแวงและความหวังตีรวนกันอยู่ในอกจนแทบคลั่ง“อา... อาอวี่?” นางเอ่ยเรียกด้วยเสียงที่สั่นเทาและแผ่วเบาราวกระซิบ พลางยื่นมือที่สั่นระริกไปหวังจะสัมผัสใบหน้าของน้องสาวเพื่อยืนยันจังหวะนั้นเองที่บ่าวคนสนิท ‘หลานจิง’ ก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในเรือนหลังจากไปต้มโจ๊กข้าวฟ่างในครัวเล็กๆ หลังเรือน นางเพิ่งจะได้ยินเสียงร่ำไห้ของหยางเสวี่ยอิงที่กลับมาเมื่อครู่“คุณหนูใหญ่! เกิดเรื่องอะไรขึ้น... ว้าย!” หลานจิงร้องออกมาด้วยความตกใจ เมื่อเห็นคุณหนูสามที่นอนซมมาหลายวัน บัดนี้กลับลืมตาตื่นขึ้นแล้ว นางทิ้งถ้วยโจ๊กในมือจนหล่นแตกกระจาย จากนั้นก็วิ่งโผเข้าไปคุกเข่าข้างเตียงด้วยความดีใจสุดขีด“คุณหนูสาม! ท่านฟื้นแล้ว! สวรรค์เมตตา! ท่านฟื้นแล้วจริงๆ!” น้ำตาแห่งความปีติยินดีไหลอาบแก้มของบ่าวผู้ภักดีเสียงร้องของหลานจิงดึงสติของหยางเสวี่ยอิงกลับมาได้ในที่สุด นางรีบคว้ามือของจิ้งอวี่มาแนบอก สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นของเลือดเนื้อที่ไหลเวียนอยู่จริงๆ “อาอวี่! เจ้าฟื้นแล้ว
Read More
บทที่ ๓ ของขวัญชิ้นแรก
จวบจนรุ่งสาง แสงอรุณสาดส่องผ่านช่องโหว่ของหลังคา ปลุกให้สรรพสิ่งมีชีวิตตื่นขึ้นจากนิทรา หยางจิ้งอวี่ลืมตาขึ้นในความเงียบ ดวงตาของนางกระจ่างใสไร้ซึ่งร่องรอยของความง่วงงุน‘หรือว่าเรื่องเมื่อคืนเป็นเพียงความฝัน?’นางครุ่นคิดในใจ แต่แล้วก็ต้องสลัดความคิดนั้นทิ้งไป ความทรงจำเกี่ยวกับระบบแก้แค้นสุดเทพยังคงชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่นี้เองนางทดลองเรียกในใจอย่างเงียบๆ ‘ยังอยู่หรือไม่?’[อรุณสวัสดิ์โฮสต์ที่รัก! ระบบผู้ยิ่งใหญ่พร้อมรับใช้ท่านเสมอ!]เสียงที่ร่าเริงจนน่าขนลุกตอบกลับมาแทบจะในทันที ยืนยันว่าเรื่องประหลาดเมื่อคืนไม่ใช่จินตนาการของนางอย่างแน่นอนจิ้งอวี่ถอนหายใจเบาๆ พลางยันกายลุกขึ้นนั่งอย่างเชื่องช้า สายตาของนางกวาดมองไปรอบกาย ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่ร่างของคนสองคนที่นอนหลับอยู่ไม่ไกลแม้จะอยู่ในห้วงนิทรา แต่ร่างกายของคนทั้งสองก็ยังคงสั่นสะท้านเป็นพักๆ จากความหนาวเย็น ใบหน้าของพวกนางซูบตอบจนเห็นโหนกแก้มชัดเจน ผิวพรรณซีดเหลืองขาดเลือดฝาด ทุกครั้งที่หายใจเข้าออกจะมีเสียงไอแห้งๆ ดังตามมาเป็นระยะ เป็นสัญญาณของร่างกายที่อ่อนแอจากการขาดสารอาหารและตรากตรำทำงานหนักมานานหลายปี สภาพของพวก
Read More
บทที่ ๔ สมบัติที่หลงลืม
หลังจากกอดปลอบกันจนหยางเสวี่ยอิงคลายความตื้นตันใจลงแล้ว บรรยากาศภายในเรือนก็พลันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงหยางเสวี่ยอิงและหลานจิงที่ร่างกายกลับมาแข็งแรงกระปรี้กระเปร่าราวกับคนละคน ช่วยกันทำความสะอาดปัดกวาดเรือนที่รกร้างอย่างขะมักเขม้น เสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นเป็นครั้งคราว เป็นเสียงที่ไม่ได้ยินในเรือนแห่งนี้มานานนับสิบปีหยางจิ้งอวี่มองภาพนั้นด้วยสายตาที่อ่อนโยนลงเล็กน้อย ก่อนจะแสร้งทำเป็นอ่อนเพลียแล้วล้มตัวลงนอนบนเตียงเพื่อพักผ่อน แต่ในความเป็นจริง นางต้องการเวลาและสมาธิเพื่อทำความรู้จักกับผู้ช่วยคนใหม่ของนางให้มากขึ้น‘เจ้านั่น... ระบบ... ถึงเวลาที่ข้าต้องทำความเข้าใจเจ้าอย่างจริงจังเสียที’นางหลับตาลง รวบรวมสมาธิเพ่งไปยังห้วงความคิด และทันใดนั้นเอง ม่านแสงโปร่งใสคล้ายหน้าต่างบานหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในจิตของนาง มันคือหน้าต่างระบบที่นางเคยเห็นเพียงแวบเดียวคราวนี้นางมีเวลาสำรวจมันอย่างละเอียด บนหน้าต่างนั้นมีหมวดหมู่ต่างๆ แบ่งไว้อย่างชัดเจน[หมวดทักษะ] [หมวดความรู้] [หมวดวัตถุ]ด้วยความสงสัยจิ้งอวี่จึงลองเพ่งสมาธิไปที่หมวดทักษะก่อน รายการมากมายก็ปรากฏขึ้นมาเป็นแถวยาวเหยียด[วิชาตัวเบาขั้นต้น
Read More
บทที่ ๕ ภารกิจของหลานจิง๑
ภายในห้องที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงสะอื้นไห้ของหยางเสวี่ยอิงที่ดังคลอเคล้ากับเสียงลมหวีดหวิวภายนอก แสงตะเกียงที่ริบหรี่สาดส่องลงบนวัตถุในกล่องไม้ สะท้อนประกายแวววาวจางๆ“คุณหนูใหญ่ ของล้ำค่าเช่นนี้...” หลานจิงพึมพำออกมาด้วยเสียงที่สั่นเทา ดวงตาของนางเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง “ด้วยของเหล่านี้ พวกเรา… พวกเราไม่ต้องอดมื้อกินมื้ออีกต่อไปแล้วนะเจ้าคะ!”ทว่าหยางเสวี่ยอิงกลับไม่ได้ยินคำพูดของบ่าวคนสนิทเลยแม้แต่น้อย สองตาของนางจับจ้องอยู่ที่ของในกล่องราวกับต้องมนตร์สะกด นางค่อยๆ ยื่นมือที่สั่นเทาไปหยิบกำไลหยกขาวคู่หนึ่งขึ้นมา สัมผัสเย็นเยียบของเนื้อหยกทำให้ความทรงจำในอดีตพลันไหลบ่าเข้ามา“เจี่ยเจียจำได้” นางกล่าวเสียงเครือ “นี่เป็นกำไลที่ท่านแม่ชอบสวมที่สุด ยามที่ท่านแม่สอนเจี่ยเจียปักผ้า เสียงหยกกระทบกันเบาๆ ยังคงก้องอยู่ในหูของเจี่ยเจียอยู่เลย”นางวางกำไลลงอย่างแผ่วเบา ก่อนจะหยิบตั๋วเงินไม่กี่ฉบับขึ้นมาดู น้ำตาก็รินไหลออกมาอีกครั้ง “ท่านแม่แอบเก็บเงินเหล่านี้ไว้ ท่านเคยบอกว่าเอาไปเป็นทุนรอนสำหรับวันออกเรือนของพวกเรา ท่านเตรียมทุกอย่างไว้ให้ แต่สุดท้าย...”คำพูดของนางขาดหายไปกลายเป็นเสียงสะอ
Read More
บทที่ ๖ ภารกิจของหลานจริง๒
หลังจากที่หลานจิงรับปากอย่างแข็งขันว่าจะปฏิบัติภารกิจนี้ให้สำเร็จแล้ว นางก็ลุกขึ้นยืนเตรียมจะออกเดินทาง แต่หยางจิ้งอวี่กลับสังเกตเห็นว่าแม้แววตาของบ่าวผู้ภักดีจะเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น แต่ปลายนิ้วที่จิกอยู่ข้างลำตัวนั้นยังคงสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุมได้“อาอวี่...” หยางเสวี่ยอิงซึ่งสังเกตเห็นเช่นกันกระซิบกับน้องสาวเบาๆ “หลานจิงยังดูหวาดกลัวอยู่เลย ให้นางไปคนเดียวจะดีหรือ? โรงรับจำนำไม่ใช่สถานที่สำหรับเด็กสาวตัวคนเดียวนะ”นั่นคือสิ่งที่จิ้งอวี่กังวลอยู่เช่นกัน เถ้าแก่โรงรับจำนำส่วนใหญ่มักมีสายตาที่แหลมคม พวกเขาสามารถมองเห็นความอ่อนแอและความลังเลของลูกค้าได้อย่างทะลุปรุโปร่ง หากหลานจิงแสดงพิรุธออกมาแม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจจะถูกกดราคา หรือเลวร้ายกว่านั้นคือถูกจับจ้องจนกลายเป็นเป้าหมายของกลุ่มโจรได้‘แค่ความกล้าหาญอย่างเดียวนั้นไม่พอ นางยังต้องการอาวุธทางปัญญา’ จิ้งอวี่ครุ่นคิดในใจ ก่อนจะหันไปพึ่งพาสิ่งที่นางมีอยู่‘ระบบ’ นางเรียกในใจ ‘ข้าต้องการทักษะที่ช่วยให้การขายของครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี’
Read More
บทที่ ๗ เสบียงลับใต้หลังคา
ภายใต้แสงเทียนที่สลัว ตั๋วเงินมูลค่าห้าพันตำลึงนอนทอดกายนิ่งอยู่บนโตไม้เก่าๆ ความตื่นเต้นยินดีเมื่อครู่ค่อยๆ จางหายไป ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกอบอุ่นที่แผ่ซ่านอยู่ในหัวใจของสตรีทั้งสามหยางเสวี่ยอิงมองตั๋วเงินนั้นสลับกับมองหน้าน้องสาวและบ่าวคนสนิท ในที่สุดนางก็เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ “เงินมากมายขนาดนี้ เราจะเก็บไว้ที่ใดถึงจะปลอดภัย? เรือนของเราก็อย่างที่เห็น...”นางไม่ได้พูดต่อ แต่ความหมายนั้นชัดเจน . . .หยางจิ้งอวี่ซึ่งคาดการณ์เรื่องนี้ไว้อยู่แล้วเอ่ยขึ้นอย่างใจเย็น “เจี่ยเจียไม่ต้องกังวลไปเจ้าค่ะ เงินก้อนใหญ่นี้เราจะยังไม่แตะต้องมัน” นางพับตั๋วเงินอย่างระมัดระวังก่อนจะซ่อนมันไว้ในช่องลับใต้แผ่นกระดานที่เดิม “คืนนี้ เราจะฉลองกันก่อน”“ฉลองหรือเจ้าคะ?” หลานจิงถามตาแป๋ว“ใช่ ฉลอง” จิ้งอวี่ยืนยันพลางหยิบเศษเงินตำลึงหนึ่งที่นางแอบซ่อนไว้ตั้งแต่แรกออกมา “หลานจิง ข้ารบกวนเจ้าอีกสักครั้ง ช่วยไปที่ตลาดด้านหลังจวน ซื้อเนื้อย่างเป็ดพะโล้ ซาลาเปาไส้เนื้อ เอาเนื้อแพะย่างมาด้วยนะ” จิ้งอวี่กล่าว“เจ้าค่ะ!” หลานจิงอุทานอย่างมีความสุข ไม่รอช้าที่จะรับเงินแล้วรีบวิ่งออกจากห้องไปอย่างรวดเร็วไม่นานนัก ก
Read More
บทที่ ๘ เด็กกำพร้าข้างถนน
กาลเวลาล่วงเลยไปเกือบครึ่งเดือนพวกนางกินอาหารมื้อค่ำ บำรุงร่างกายที่เคยผ่ายผอมให้กลับมามีน้ำมีนวลอีกครั้ง นับเป็นกลยุทธ์เปิดทางลับลอบข้ามเฉินชาง๑ เปิดฉากหน้าให้ศัตรูตายใจ แต่แอบเสริมสร้างกำลังของตนเองอย่างลับๆความเปลี่ยนแปลงนี้แม้จะเล็กน้อย แต่ก็เริ่มปรากฏให้เห็น ผิวพรรณของพวกนางที่เคยซีดเหลือง บัดนี้กลับดูเปล่งปลั่งมีเลือดฝาดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และความเปลี่ยนแปลงนี้เองที่ได้ไปสะดุดตาของผู้มาเยือนที่ไม่ได้รับเชิญในบ่ายวันหนึ่ง“ดูสิว่าใครอยู่นี่… พี่สาม พี่ใหญ่ ไม่ได้พบกันเสียนาน สบายดีกันหรือไม่?”น้ำเสียงที่หวานใสดังขึ้นจากหน้าประตูเรือน คุณหนูสี่ ‘หยางเยว่ซิน’ ก้าวเข้ามาพร้อมกับบ่าวรับใช้คนสนิทของนาง นางอยู่ในอาภรณ์ผ้าไหมปักลายดอกหมู่ตานงดงาม เครื่องประดับบนศีรษะส่องประกายระยิบระยับ ขับเน้นให้สภาพอันน่าสมเพชของเรือนแห่งนี้ดูตกต่ำลงไปอีกหลายส่วน“นะ… น้องสี่” หยางเสวี่ยอิงรีบวางเศษผ้าในมือลง พลันดึงจิ้งอวี่ให้มาหลบอยู่ด้านหลังตนเองอย่างเป็นธรรมชาติ“เหตุใดต้องทำท่าทีราวกับข้าเป็นแม่เสือด้วยเล่า พี่ใหญ่” หยางเยว่ซินปรายตามองไปรอบๆ ห้องด้วยแววตารังเกียจ “ข้าก็แค่ได้ยินบ่าวไพร่ลือกัน
Read More
บทที่ ๙ สร้างเครือข่าย
หลายวันต่อมา หลังจากที่แน่ใจแล้วว่าความเปลี่ยนแปลงของพวกนางยังไม่เป็นที่ผิดสังเกต หยางจิ้งอวี่ก็ตัดสินใจเดินหมากตัวต่อไปบนกระดานนางใช้เวลาในช่วงเช้าตรู่เพื่อปลอมตัวอีกครั้งหนึ่ง วันนี้นางสวมบทบาทเป็นชายหนุ่มหน้าตาธรรมดาที่ดูยากจนแต่สะอาดสะอ้าน นางบอกกับพี่สาวและหลานจิงว่าจะออกไปหาซื้อสมุนไพรราคาถูกนอกเมือง ก่อนจะลอบออกจากจวนไปอย่างเงียบเชียบจุดหมายของนางในวันนี้ยังคงเป็นย่านคนจนทางทิศตะวันออก ที่ที่กฎหมายของราชสำนักแทบจะไร้ความหมาย และผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอดนางไม่ได้รีบร้อนเข้าไปทำความรู้จักกับกลุ่มเด็กกำพร้าที่หมายตาไว้ แต่กลับเลือกที่จะนั่งลงที่ร้านบะหมี่เล็กๆ ข้างทาง สั่งบะหมี่น้ำหนึ่งชามที่รสชาติธรรมดาที่สุด แล้วค่อยๆ กินอย่างเชื่องช้า ขณะที่ดวงตาคมกริบคอยสังเกตการณ์กลุ่มเด็กที่นั่งจับเจ่าอยู่ตรงมุมกำแพงวัดร้างฝั่งตรงข้ามหัวโจกของกลุ่มยังคงเป็นเด็กชายคนเดิม ‘อาหมิง’ ที่นางได้ยินเด็กคนอื่นๆ เรียกขาน แม้ร่างกายจะผ่ายผอมราวกับกิ่งไม้ แต่แผ่นหลังของเขากลับตั้งตรงอยู่เสมอชายฉกรรจ์สามคนท่าทางเป็นนักเลงเจ้าถิ่นเดินอาดๆ เข้าไปหาพวกเด็กๆ คนพวกนั้นมีร่างกายใหญ่โตราวกับหมี แผ่ไ
Read More
บทที่ ๑๐ มองการณ์ไกล – ๑
วันรุ่งขึ้นในยามเที่ยงตรง หยางจิ้งอวี่ในคราบของชายหนุ่มก็กลับไปยังตรอกวัดร้างตามสัญญา ภาพที่นางเห็นทำให้มุมปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา เด็กกำพร้ากลุ่มนั้นไม่ได้นั่งจับเจ่าอย่างไร้ชีวิตชีวาอีกแล้ว แต่กลับยืนรอคอยนางอยู่ด้วยแววตาที่เปี่ยมด้วยความตื่นเต้นและความคาดหวัง ราวกับลูกสุนัขที่รอคอยเจ้าของกลับบ้าน อาหมิงเป็นคนแรกที่วิ่งเข้ามาหา ท่าทีของเขาไม่ได้แข็งกร้าวและระแวดระวังเหมือนวันแรกๆ อีกแล้ว “พี่ชาย พวกเรารวบรวมข้อมูลมาได้แล้วขอรับ” จิ้งอวี่พยักหน้า “ว่ามาสิ” “ตั้งแต่ยามเว่ยจนถึงยามเซิน มีรถม้ามาจอดที่โรงเตี๊ยมจุ้ยเยว่ทั้งหมดสิบเจ็ดคัน” อาหมิงรายงานอย่างคล่องแคล่ว “ในจำนวนนั้น สิบสองคันเป็นรถม้าของตระกูลพ่อค้าทั่วไป อีกห้าคันมีตราสัญลักษณ์ของตระกูลขุนนาง ตระกูลหลี่สามคัน ตระกูลจางหนึ่งคัน และที่น่าสนใจที่สุดคือรถม้าของจวนติ้งกั๋วกงก็มาด้วยขอรับ!” เด็กหญิงตัวเล็กอีกคนรีบเสริมขึ้นมา “ข้า... ข้าได้ยินคนขับรถม้าของจวนติ้งกั๋วกงคุยกันเจ้าค่ะ เขาบอกว่าคุณชายใหญ่ของพวกเขากำลังจะหมั้นหมายกับคุณหนูใหญ่สกุลหลี่” “ดีมาก” นางกล่าวชมเชยอย่างจริงใจ “พวกเจ้าทำได้ดีเกินกว่าที่ข้าค
Read More
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status