LOGINภาพฉายมาที่เมืองใหญ่ที่มีตึกระฟ้าจำนวนมากตั้งเบียดเสียดกันอย่างหนาแน่น แสงนีออนบาดตา เสียงแตรดังระงม กลิ่นดินปืนคละคลุ้งในอากาศเย็นเยียบของเครื่องปรับอากาศ เห็นเงาสะท้อนของตนเองในกระจก เป็นหญิงสาวในชุดดำขลับ เรือนผมสั้นกุด ดวงตาเย็นชาเฉียบคม ในมือถือปืนเก็บเสียงกระบอกยาว นักฆ่ามือหนึ่งโค้ดเนมไคเมร่า ก่อนที่ภาพจะฉายมาอีกที่หนึ่ง เรือนไม้โบราณที่อบอวลไปด้วยกลิ่นยาจางๆ สัมผัสอ่อนโยนของฝ่ามืออบอุ่นที่ลูบศีรษะ รอยยิ้มของสตรีงดงามผู้หนึ่งที่เรียกว่าท่านแม่ แต่แล้วรอยยิ้มนั้นก็เริ่มซีดจางลง กลายเป็นเสียงไอและใบหน้าที่ซูบตอบ ความทรงจำถัดมาคือความหิวโหยที่กัดกินลำไส้ ไอเย็นของพื้นไม้ที่นอนทับ เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของเหล่าพี่น้องและบ่าวไพร่ที่ตราหน้าว่าปัญญาอ่อน ทุกภาพล้วนพร่าเลือนและชุ่มโชกไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจ “ความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุดหรอกเหรอ?” ภาพความทรงจำทั้งสองสายวิ่งเข้ามาปะทะกันอย่างรุนแรง เสียงระเบิดที่ปลิดชีวิตในโลกอนาคตดังประสานกับเสียงฟ้าร้องคำรามในอีกภพหนึ่ง แสงไฟจากปากกระบอกปืนสาดส่องทับซ้อนกับแสงตะเกียงน้ำมันที่ริบหรี่ ความเจ็บปวดจากการถูกทรยศหักหลังในชาติก่อน ผสมปนเปกับความรวดร้าวจากการถูกทอดทิ้งในชาตินี้
View Moreบนเตียงไม้แข็งกระด้างที่ปราศจากแม้แต่เบาะรองนอนนุ่มๆ ร่างของเด็กสาวในวัยสิบหกหนาว ‘หยางจิ้งอวี่’ นอนหายใจรวยรินอยู่ใต้ผ้าห่มผืนบางที่ปะชุนจนแทบไม่เหลือสภาพเดิม ใบหน้าของนางแดงก่ำเหมือนกับสีของชาด ลมหายใจแผ่วระรินราวจะขาดห้วงไปทุกขณะ พิษไข้ลุกลามรุนแรงจนร่างทั้งร่างสั่นเทิ้ม
ข้างเตียงนั้น ‘หยางเสวี่ยอิง’ พี่สาวแท้ๆ ในวัยสิบแปดปี ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดเนื้อตัวของน้องสาวไม่หยุดหย่อน นางมีใบหน้าที่ซีดเผือดไม่ต่างกัน ริมฝีปากแห้งแตกเป็นขุยฝีปากแห้งแตกเป็นขุย ดวงตาคู่สวยบัดนี้แดงก่ำและบวมช้ำจากการร่ำไห้มาตลอดทั้งคืน
“อาอวี่... อดทนไว้นะ... เจี่ยเจียจะไปขอร้องพวกเขาอีกครั้ง” นางกระซิบเสียงสั่นเครือ ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นยืน รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีแล้ววิ่งออกจากเรือนไป
นางวิ่งตรงไปยังเรือนครัวหลัก ที่ซึ่งบ่าวรับใช้กำลังง่วนอยู่กับการเตรียมอาหารเย็นอันหอมกรุ่นสำหรับเจ้านายในเรือนใหญ่ กลิ่นหอมของเนื้อตุ๋นลอยมาปะทะจมูก ทำให้นางที่ท้องว่างมาทั้งวันรู้สึกปั่นป่วนจนแทบจะอาเจียน
“หวังหมัวมัว!” หยางเสวี่ยอิงเรียกหาแม่นมอาวุโสผู้กุมอำนาจในเรือนครัวเสียงดัง “ข้าขอร้องท่านอีกครั้ง ได้โปรดไปแจ้งฮูหยินผู้เฒ่าด้วยเถิดว่าอาการของอาอวี่ปางตายแล้ว หากยังไม่ได้หมอมารักษานางต้องตายแน่แล้ว!”
หวังหมัวมัวซึ่งกำลังสั่งการบ่าวไพร่หันมามองนางด้วยหางตา แววตาเต็มไปด้วยความรังเกียจและสมเพช “คุณหนูใหญ่ นี่ท่านยังไม่เลิกคิดเรื่องนี้อีกหรือเจ้าคะ ข้าก็บอกท่านไปแล้วอย่างไรเล่า ว่าฮูหยินผู้เฒ่ากับคุณหนูใหญ่กำลังปรึกษาเรื่องการจัดงานเลี้ยงชมดอกเหมย ไม่มีเวลามาสนใจเรื่องไร้สาระพวกนี้หรอก”
“แต่นี่ชีวิตคนทั้งคนนะ!” หยางเสวี่ยอิงตะโกนกลับไปอย่างเหลืออด น้ำตาไหลทะลักออกมาอย่างไม่อาจกลั้น “อาอวี่เป็นหลานสาวของท่านย่า เป็นบุตรีของท่านพ่อนะ!”
“หึ หลานสาวรึ? บุตรีรึ?” หวังหมัวมัวแค่นเสียงหัวเราะ “สตรีปัญญาอ่อนที่อยู่ไปก็มีแต่จะขายหน้าวงศ์ตระกูลน่ะหรือคือหลานสาว? ตั้งแต่ที่มารดาของพวกท่านสิ้นไป พวกท่านก็ไม่ต่างอะไรจากมะพลับนิ่ม๑ ที่ไม่มีใครต้องการ เป็นเพียงคนที่ถูกลืมเลือน ท่านยังไม่เข้าใจอีกหรือ?”
คำพูดของนางเฉือดเฉือนหัวใจของหยางเสวี่ยอิงได้อย่างเจ็บแสบ ประหนึ่งสัจธรรมอันโหดร้ายว่าคนจรชาเย็น๒ โดยแท้ เมื่อมารดาผู้เป็นที่รักของบิดาสิ้นใจไป พวกนางสองพี่น้องก็ถูกผลักไสมาอยู่เรือนแห่งนี้ราวกับไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไข
“ในเมื่อพวกท่านไม่ยอมช่วย ข้าก็จะไปขอความเมตตาจากท่านพ่อด้วยตนเอง!”
หยางเสวี่ยอิงตัดสินใจเด็ดเดี่ยว นางวิ่งฝ่าสายตาดูแคลนของบ่าวไพร่ ตรงไปยังเรือนใหญ่อันโอ่อ่าและอบอุ่นซึ่งเป็นที่พำนักของบิดา
โดยไม่คาดฝัน เมฆทะมึนที่ตั้งเค้ามานานก็โปรยปรายหยาดพิรุณลงมาอย่างมิทันตั้งตัว ถึงกระนั้นหยางเสวี่ยอิงกลับไม่สนใจ นางทิ้งตัวลงคุกเข่าบนพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบหน้าประตูเรือนใหญ่ของบิดา ปล่อยให้หยาดฝนช่วยชะล้างร่างกายที่บอบช้ำและหัวใจที่แหลกสลาย
“ท่านพ่อ! ได้โปรดเมตตาด้วยเถิดเจ้าค่ะ!” นางตะโกนก้อง ครั้นก้มศีรษะลงโขกกับพื้นจนหน้าผากแตกเป็นแผล “ท่านพ่อ! อาอวี่กำลังจะตายแล้ว! ขอเพียงท่านพ่อส่งคนไปตามท่านหมอมา นางอาจจะยังมีหวังนะเจ้าคะ! ท่านพ่อ!!!”
นางร่ำร้องอ้อนวอนอยู่เนิ่นนานจนเสียงแหบแห้ง มีเพียงเสียงวรุณที่ตกกระหน่ำ ความเงียบจากในเรือนนั้นไม่ได้น่ากลัวเลยสักนิด ในทางกลับกันความเฉยเมย หรือความไม่แยแสต่อความเป็นความตายของบุตรในไส้ต่างหากที่น่ากลัว
ท้ายที่สุดแล้ว เสียงทุ้มต่ำอันเย็นชาของหยางกั๋วกงก็ดังลอดออกมาจากบานประตูที่ปิดสนิทนั้น
“น่ารำคาญ! นางก็แค่แสร้งทำเป็นอ่อนแอเพื่อเรียกร้องความสนใจ! อยู่ไปก็ไร้ประโยชน์ มีแต่จะนำความอัปยศมาสู่สกุลหยางไม่สิ้นสุด!”
หยางเสวี่ยอิงชะงักงัน หัวใจถูกบีบคั้นด้วยความผิดหวัง
“หากนางจะตาย ก็ปล่อยให้นางตายไปเถิด!!!!!”
นางทรุดลงกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง สะอื้นไห้จนไหล่ทั้งสองข้างสั่นสะท้าน โลกทั้งใบเหมือนพังทลาย
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น . . .
ร่างของหยางจิ้งอวี่ที่สั่นเทิ้มมาตลอดก็พลันสงบนิ่งลง ลมหายใจเฮือกสุดท้ายได้หลุดลอยออกจากริมฝีปากบางเบา สิ้นสุดแล้วซึ่งชีวิตอันน่าเวทนาของนาง
ทว่า ท่ามกลางความมืดมิดนั้น เปลือกตาที่ปิดสนิทของร่างที่ไร้วิญญาณไปแล้วก็พลันเบิกโพลงขึ้น
ดวงตาคู่นั้นไม่ได้ขุ่นมัวหรือเลื่อนลอยเช่นคนใกล้ตายเฉกเช่นที่ผ่านมา แต่กลับฉายแสงคมกล้า และแฝงไว้ด้วยจิตสังหารที่สามารถทำให้ผู้คนแข็งเป็นหินได้
โลกหลังความตายมันควรจะมืดมิด
และเงียบสงัดมิใช่หรือ?หากแต่สิ่งที่จิ้งอวี่สัมผัสได้กลับไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่เป็นห้วงมิติอันสับสนอลหม่านที่เต็มไปด้วยแสงสีและเสียงกรีดร้องโหยหวน ภาพนับล้านฉายวาบผ่านไปมาราวกับคนชมบุปผาบนหลังม้า๓ เร็วเกินกว่าจะจับใจความได้
ภาพฉายมาที่เมืองใหญ่ที่มีตึกระฟ้าจำนวนมากตั้งเบียดเสียดกันอย่างหนาแน่น แสงนีออนบาดตา เสียงแตรดังระงม กลิ่นดินปืนคละคลุ้งในอากาศเย็นเยียบของเครื่องปรับอากาศ นางเห็นเงาสะท้อนของตนเองในกระจก เป็นหญิงสาวในชุดดำขลับ เรือนผมสั้นกุด ดวงตาเย็นชาเฉียบคม ในมือถือปืนเก็บเสียงกระบอกยาว นางเป็นนักฆ่ามือหนึ่งโค้ดเนมไคเมร่า
ก่อนที่ภาพจะฉายมาอีกที่หนึ่ง เรือนไม้โบราณที่อบอวลไปด้วยกลิ่นยาจางๆ สัมผัสอ่อนโยนของฝ่ามืออบอุ่นที่ลูบศีรษะ รอยยิ้มของสตรีงดงามผู้หนึ่งที่นางเรียกว่าท่านแม่ แต่แล้วรอยยิ้มนั้นก็เริ่มซีดจางลง กลายเป็นเสียงไอและใบหน้าที่ซูบตอบ ความทรงจำถัดมาคือความหิวโหยที่กัดกินลำไส้ ไอเย็นของพื้นไม้ที่นอนทับ เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของเหล่าพี่น้องและบ่าวไพร่ที่ตราหน้านางว่านางปัญญาอ่อน ทุกภาพล้วนพร่าเลือนและชุ่มโชกไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจ
“นี่คือที่ไหนกัน?” จิตของนักฆ่าสาวตั้งคำถาม “ความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุดหรอกเหรอ?”
ภาพความทรงจำทั้งสองสายเริ่มวิ่งเข้ามาปะทะกันอย่างรุนแรง เสียงระเบิดที่ปลิดชีวิตนางในโลกอนาคตดังประสานกับเสียงฟ้าร้องคำรามในอีกภพหนึ่ง แสงไฟจากปากกระบอกปืนสาดส่องทับซ้อนกับแสงตะเกียงน้ำมันที่ริบหรี่ ความเจ็บปวดจากการถูกทรยศหักหลังในชาติก่อน ผสมปนเปกับความรวดร้าวจากการถูกทอดทิ้งในชาตินี้
ท่ามกลางความสับสน จิตวิญญาณที่แข็งแกร่งของนักฆ่าสาวก็ได้มองเห็นแก่นแท้ของปัญหา นางเห็นดวงจิตอีกดวงหนึ่งที่อยู่ในห้วงสำนึกนี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวของแสงที่ริบหรี่และแตกสลาย ราวกับภาชนะดินเผาที่ร้าวรานจนไม่อาจประกอบคืนได้
นางก็เข้าใจได้ในทันที . . .
สาเหตุที่เจ้าของร่างเดิมสติปัญญาไม่สมประกอบ เป็นเพราะดวงจิตของนางไม่สมบูรณ์ ทั้งยังแตกสลายไปอีกส่วนหนึ่งตั้งแต่ที่มารดาสิ้นใจอย่างกะทันหัน ความบอบช้ำทางจิตใจนั้นรุนแรงเกินกว่าเด็กหญิงตัวเล็กๆ จะรับไหว ทำให้ดวงจิตของนางแหลกสลาย
และการมาถึงของนาง วิญญาณจากต่างโลกที่สมบูรณ์และแข็งแกร่ง ก็คือการเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปนั้น
จิตวิญญาณของนักฆ่าสาวไม่ได้ขับไล่หรือกลืนกินดวงจิตเดิมอย่างไร้เยื่อใย แต่นางโอบล้อมเศษเสี้ยวที่น่าสงสารนั้นไว้ หลอมรวมมันเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับตนเอง ความทรงจำ ความเจ็บปวด ความรักความคิดถึงที่มีต่อมารดาของเจ้าของร่างเดิม บัดนี้ได้กลายเป็นของนางโดยสมบูรณ์
เมื่อจิตวิญญาณหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์แล้ว พลังลึกลับสายหนึ่งก็พลันบังเกิดขึ้น มันโคจรไปทั่วร่างที่เคยอ่อนแอ เป็นกระแสเย็นสดชื่นที่ขับไล่ความร้อนระอุของพิษไข้ออกไปจนหมดสิ้น ภายในร่างกายที่เสียหายจากการเจ็บป่วยและการขาดสารอาหารมานานนับปี กำลังได้รับการซ่อมแซมฟื้นฟูอย่างรวดเร็วราวกับการสลัดร่างเก่าเปลี่ยนกระดูกใหม่๔
ทางด้านนอก หยางเสวี่ยอิงที่ร่างกายเปียกปอนและใจสลายได้เดินโซซัดโซเซกลับมาถึงเรือนที่เรียกได้ว่าแทบจะร้าง ก่อนที่นางจะทรุดกายนั่งลงข้างเตียง มองดูร่างที่สงบนิ่งของน้องสาวด้วยแววตาที่ว่างเปล่า
“อาอวี่... เจี่ยเจียขอโทษ... เจี่ยเจียช่วยเจ้าไม่ได้...” นางพึมพำเสียงแผ่วเบา น้ำตาที่เหือดแห้งไปแล้วกลับมารินไหลอีกครั้ง แต่ครานี้มันไม่มีเสียงสะอื้นใดๆ เป็นเพียงหยาดน้ำตาที่มาจากความสิ้นหวังอย่างถึงที่สุด
นางก้มลงกุมมือน้องสาวที่เริ่มจะเย็นชืดไว้ ซบใบหน้าลงบนฝ่ามือเล็กๆ นั้น เตรียมใจที่จะยอมรับความจริงอันโหดร้าย
แต่แล้ว . . .
ฝ่ามือที่ควรจะเย็นชืดลงเรื่อยๆ กลับค่อยๆ มีความอบอุ่นไหลเวียนกลับคืนมา ร่างกายที่เคยสั่นเทิ้มก็หยุดนิ่งสนิท และที่สำคัญ ใบหน้าที่เคยแดงก่ำจากพิษไข้ บัดนี้กลับค่อยๆ ซีดจางลงจนกลับเป็นปกติ
หยางเสวี่ยอิงเงยหน้าขึ้นอย่างตื่นตระหนก และนั่นเป็นชั่วขณะที่นางได้สบตากับน้องสาวของตนเอง
เปลือกตาของหยางจิ้งอวี่เปิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่ดวงตาคู่นั้นกลับไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
มันไม่ได้เลื่อนลอยหรือว่างเปล่าเช่นที่เคยเป็นมาตลอดสิบปี แต่มันกลับกระจ่างใสราวกับผืนน้ำในฤดูสารท เย็นชาเหมือนน้ำแข็งหมื่นปี และลุ่มลึกจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด โดยหากว่าแววตาเช่นนั้นไม่ควรจะปรากฏอยู่ในดวงตาของเด็กสาวปัญญาอ่อนผู้หนึ่งได้เลย
หยางเสวี่ยอิงตกตะลึงจนลืมหายใจ นางจ้องมองเข้าไปในดวงตาคู่นั้นของน้องสาว ราวกับกำลังจ้องมองคนแปลกหน้าโดยสิ้นเชิง
แสงอรุโณทัยสีทองคำสาดทอทะลุม่านเมฆครึ้ม ขับไล่พายุหิมะแห่งเหมันตฤดูที่บ้าคลั่งมาตลอดราตรีให้สงบลง ลานไท่เหอที่เคยขาวโพลนถูกย้อมด้วยโลหิตสีชาดจนกลายเป็นพรมแดงฉานตัดกับบันไดหยกขาว หยางเทียนเจ๋อยืนตระหง่านอยู่บนจุดสูงสุดของแผ่นดิน ท่ามกลางเสียงกู่ร้องถวายพระพรของกองทัพเฟยหลง’ที่ดังกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งเมืองหลวงจิงเฉิงชายหนุ่มหลุบตลงมองศีรษะของเจิ้งรุ่ยที่ยังคงเบิกตากว้างด้วยความหวาดผวาก่อนสิ้นลม นัยน์ตาสีรัตติกาลของมังกรหนุ่มสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น ไร้ซึ่งความปีติยินดี มีเพียงความโล่งใจที่ภาระอันหนักอึ้งตลอดสิบปีได้ถูกปลดเปลื้อง เขายื่นศีรษะอันไร้ค่าของอดีตทรราชส่งให้แก่หลงเหว่ย แม่ทัพใหญ่ที่คุกเข่ารอรับบัญชาอยู่เบื้องล่าง“นำหัวของมันไปเสียบประจานไว้เหนือเสวียนอู่เหมิน ปล่อยให้แร้งกาจิกกินเป็นอาหาร เพื่อเป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้ที่คิดคดทรยศต่อแผ่นดินต้าเจิ้ง” สุรเสียงทุ้มต่ำดังกังวานก้อง เปี่ยมไปด้วยพระราชอำนาจ “ส่วนศพของทหารอวี้หลินและองครักษ์เงาที่ยอมจำนน จงปลดอาวุธและคุมขังไว้ก่อน รอการไต่สวน ห้ามผู้ใดเข่นฆ่าเชลยศึกหรือปล้นชิงทรัพย์สินของราษฎรเด็ดขาด ผู้ใดฝ่าฝืนกฎอัยการศึก ตัด
ทันทีที่รุ่ยอ๋องก้าวมายืนอยู่บนลานระเบียง บานประตูมังกรหน้าพระราชวังก็ถูกเครื่องกระทุ้งไม้ซุงขนาดใหญ่กระแทกจนพังครืนลงมา เสียงโห่ร้องของกองทัพเฟยหลงดังกึกก้อง ทหารชุดเกราะสีดำทะลักเข้ามาจัดกระบวนทัพปิดล้อมลานไท่เหอไว้อย่างมิดชิด ไร้ซึ่งทางหนีทีไล่ท่ามกลางกองทัพที่แหวกทางออกเป็นสองฝั่ง บุรุษหนุ่มบนหลังอาชาสีนิลควบเหยาะย่างเข้ามาอย่างสง่างาม หยางเทียนเจ๋อในชุดเกราะเกล็ดมังกรเปื้อนโลหิต นัยน์ตาสีรัตติกาลทอดมองผู้เป็นอาแท้ๆ ด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ทว่าแฝงไปด้วยความรังเกียจชิงชังอย่างลึกซึ้ง“เจิ้งรุ่ย หมากกระดานนี้เจ้าถูกรุกฆาตแล้ว” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ราบเรียบแต่ดังกังวานก้องสะท้อนไปทั่วลานกว้าง “ยอมจำนนเสียเถิด แล้วข้าจะมอบความตายที่รวดเร็วให้แก่เจ้า”“สามหาว! ไอ้เด็กเมื่อวานซืน!” รุ่ยอ๋องชี้กระบี่สั่นระริกไปทางหลานชาย “เจ้าคิดว่ามีกองทัพสวะพวกนี้แล้วจะสถาปนาตนเป็นฮ่องเต้ได้กระนั้นรึ! ในสายตาของราชสำนัก เจ้ามันก็แค่กบฏที่ปลงพระชนม์ฮ่องเต้น้อยเพื่อชิงบัลลังก์!”“ฮ่องเต้น้อยยังคงปลอดภัยดี และกำลังได้รับการดูแลจากหมอเทวดา” หยางเทียนเจ๋อแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน “เลิกใช้ทารกไร้เดียงสาเป็น
บานประตูศิลาผสมเหล็กกล้าแห่งเสวียนอู่เหมินค่อยๆ เปิดอ้าออกกว้าง เสียงบานพับที่ฝืดเคืองจากการถูกปิดตายมาเนิ่นนานกรีดร้องดังกังวานแข่งกับเสียงพายุเหมันต์ที่กำลังโหมกระหน่ำ ทันทีที่ช่องว่างเปิดกว้างพอ กองทัพเฟยหลงนับหกหมื่นนายก็หลั่งไหลทะลักเข้าไปประดุจทำนบกั้นน้ำที่แตกซ่าน กระแสน้ำสีนิลอันเกิดจากชุดเกราะทะลวงฟันกวาดล้างทุกสิ่งพินาศราบเป็นหน้ากลอง“ฆ่ามัน! ล้างบางสุนัขรับใช้ของกบฏให้สิ้นซาก!”หลงเหว่ย แม่ทัพใหญ่แห่งเฟยหลงแผดเสียงกึกก้อง ทวนยาวในมือตวัดกวัดแกว่งดั่งมังกรสะบัดหาง เพียงการฟาดฟันครั้งเดียว องครักษ์เสื้อแพรห้านายก็ลอยกระเด็นไปกระแทกกำแพงเมืองจนกระอักโลหิตความโกลาหลบังเกิดขึ้นในชั่วพริบตา กองกำลังอวี้หลินแปดหมื่นนายที่ถูกเกณฑ์มาตรึงกำลัง ต่างลนลานทำสิ่งใดไม่ถูก พวกมันเชื่อมั่นในค่ายกลจิ่วกงลวงวิญญาณ และระเบิดใต้ดินจนละเลยการตั้งค่ายกลตั้งรับ เมื่อความตายมาเยือนถึงหน้าประตูโดยไร้เสียงระเบิด ขวัญกำลังใจที่เคยมีก็แตกกระเจิงบนระเบียงหอคอยบัญชาการ หยางเทียนเจ๋อทอดสายตามองเปลวเพลิงและการนองเลือดเบื้องล่างด้วยนัยน์ตาสีรัตติกาลอันลึกล้ำยากจะหยั่งถึง เขากระชับอ้อมกอดที่อุ้มร่างเล็กจ้
รอบระเบียงมีองครักษ์เสื้อแพรยอดฝีมือสิบนายยืนคุ้มกันอย่างแน่นหนา อาวุธครบมือ นัยน์ตาดุดันคอยจับจ้องมองความเคลื่อนไหวทั้งเบื้องล่างและเบื้องบน“สวรรค์! พวกมันทำกับทารกตัวแค่นี้ได้อย่างไร!” หลี่เม่ยหลินยกมือขึ้นปิดปาก นัยน์ตากลมโตเบิกกว้างด้วยความโกรธแค้นและสงสารจับใจ “หากปล่อยไว้อีกเพียงครึ่งชั่วยาม ฮ่องเต้น้อยต้องสิ้นลมเพราะความหนาวเป็นแน่ อาเจ๋อ!”“พวกมันรนหาที่ตายเอง” น้ำเสียงของหยางเทียนเจ๋อเยือกเย็นจนน่าสะพรึงกลัว รังสีอำมหิตของราชินีนักฆ่าผู้เป็นมารดาได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์ เขาหันไปส่งสัญญาณมือให้เงาทั้งสาม “พวกเจ้าสามคนโจมตีประสานจากเพดานและหน้าต่างฝั่งขวา ดึงความสนใจของพวกมัน ข้าจะจัดการที่เหลือเอง”“พ่ะย่ะค่ะ!”สิ้นคำสั่ง เงาทั้งสามพุ่งทะยานออกไป พวกมันถีบหน้าต่างฉลุลายจนแตกกระจาย พร้อมกับสาดซัดอ้านชี่ เข็มเงินอาบยาสลบเข้าใส่กลุ่มองครักษ์เสื้อแพรอย่างรวดเร็ว“มีผู้บุกรุก! คุ้มกันองค์ชาย อ๊าก!”องครักษ์นายหนึ่งตะโกนลั่น ทว่ายังไม่ทันสิ้นเสียง เข็มเงินก็ปักเข้าที่ซอกคอจนร่างทรุดฮวบลง ทหารที่เหลือรีบชักกระบี่ออกมารับมือกับเงาทั้งสามอย่างดุเดือด เสียงโลหะปะทะกันดังกึกก้อ
แสงอรุณรำไรได้สาดส่องผ่านรอยแตกของบานหน้าต่างเข้ามา ปลุกให้สรรพชีวิตตื่นขึ้นจากนิทรา หยางจิ้งอวี่ลืมตาขึ้นในความมืดสลัว นางไม่ได้นอนหลับเลยแม้แต่น้อย แต่กลับเข้าสู่สภาวะคล้ายการจำศีล เพื่อรักษาสภาพร่างกายและจิตใจให้เฉียบคมที่สุด ความรู้สึกแรกที่นางสัมผัสได้คือความผิดปกติบนผิวหนัง มันตึงเปรี๊ยะราวก
เช้าวันนั้น นางใช้เศษถ่านไม้เขียนสาส์นลับที่เต็มไปด้วยรหัสที่นางคิดค้นขึ้นเองลงบนกระดาษสาแผ่นเล็กๆ มันคือรายการสมุนไพรประหลาดหลายชนิด พร้อมกับคำสั่งที่ชัดเจน “หลานจิง” นางยื่นสาส์นนั้นให้บ่าวคนสนิท “นำสาส์นนี้ไปส่งที่จุดนัดพบเดิมที่หลังโรงน้ำชาอย่างระมัดระวังที่สุด” “เจ้าค่ะคุณหนู” “และหลังจาก
ขบวนคนกลุ่มเดิมได้มุ่งหน้ากลับมายังเรือนท้ายจวนอีกครั้งหนึ่ง แต่ครานี้บรรยากาศไม่ได้มีความอยากรู้อยากเห็นเจือปนอยู่อีก มีเพียงความตึงเครียด ความหวาดกลัว และความเย็นชาที่น่าพรั่นพรึง หยางกั๋วกงเดินนำหน้าขบวนด้วยใบหน้าของเขาเรียบเฉย แต่แววตากลับแข็งกระด้าง ฮูหยินผู้เฒ่าและเหล่าฮูหยินเอกเดินตามมาห่างๆ
เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากที่หยางจิ้งอวี่ตัดสินใจเลือกหนทางที่จะเดินแล้ว นางก็รอคอยโอกาสที่เหมาะสม นางรอจนกระทั่งหลานจิงออกไปตักน้ำที่บ่อหลังเรือน รอจนกระทั่งภายในเรือนเหลือเพียงนางและหยางเสวี่ยอิงอยู่กันตามลำพังสองคน บรรยากาศพลันเงียบสงบลง แต่กลับแฝงไว้ด้วยความตึงเครียดบางอย่างที่มองไม่เห็น “เจี่ยเจี






Ratings
reviewsMore