Share

ร้างรักจิงหลาน สิ้นขาดเยื่อใย
ร้างรักจิงหลาน สิ้นขาดเยื่อใย
Author: ขี่หอยทากซิ่ง

บทที่ 1

Author: ขี่หอยทากซิ่ง
ฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยเองก็มีสีหน้าท่าทางต่อนางแย่ลงเรื่อยๆ คำพูดคำจาก็ยิ่งไม่น่าฟัง

ทว่าเซี่ยเสวียนจี้กลับใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดจัดการกับข่าวลือเหล่านั้นทุกครั้ง หนำซ้ำยังลงโทษโบยตัวเองในศาลบรรพชนถึงเก้าสิบเก้าแส้ บีบจนฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยไม่กล้าสร้างความลำบากใจให้นางอีก

ในการเสี่ยงทายครั้งที่เก้าสิบเก้า เสิ่นจิงหลานซ่อนเร้นกลิ่นอายหลบอยู่บนขื่อคานในศาลบรรพชน นางไม่อาจทนเห็นเซี่ยเสวียนจี้ต้องทนทุกข์เพราะนางได้อีกแล้ว ในมือกำเข็มเงินไว้แน่น เตรียมพร้อมที่จะซัดออกไปเพื่อเปลี่ยนทิศทางไม้ปวยให้กลายเป็นฤกษ์มงคลก่อนที่มันจะตกลงถึงพื้น

ภายในศาลบรรพชนจุดธูปควันลอยคลุ้ง แสงสลัวราง

เซี่ยเสวียนจี้ล้างมือชำระกายและจุดธูป หลังจากคุกเข่าโขกศีรษะต่อบรรพบุรุษแล้ว เขาก็เริ่มเสี่ยงทาย เสิ่นจิงหลานยังไม่ทันได้ลงมือ คำทำนายก็ปรากฏขึ้นเสียก่อน

คว่ำหนึ่ง หงายหนึ่ง เป็นฤกษ์มงคล

เมื่อเสิ่นจิงหลานเห็นคำทำนาย หินก้อนใหญ่ที่ทับถมอยู่ในใจมาเนิ่นนานก็ถูกยกออกไปเสียที นางเก็บเข็มเงินในมือ ใบหน้าเห่อร้อนแดงซ่าน เตรียมตัวลุกขึ้นจากไป

ทว่า เซี่ยเสวียนจี้กลับหยิบไม้ปวยขึ้นมาเสี่ยงทายใหม่อีกครั้ง เขาโยนติดต่อกันถึงห้าครั้ง และผลที่ได้ก็ยังคงเป็นคว่ำหนึ่งหงายหนึ่งอันเป็นฤกษ์มงคลทั้งสิ้น

เสิ่นจิงหลานที่อยู่บนขื่อคานมองดูภาพนั้นด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ

ก่อนจะเห็นเซี่ยเสวียนจี้ล้วงเอาภาพวาดใบเล็กออกมาจากอกเสื้อ หญิงสาวในภาพกำลังวิ่งจับผีเสื้อ ดูไร้เดียงสาและสดใสร่าเริง

เขาจ้องมองภาพนั้นอยู่นานก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “อาเยว่ ยังเที่ยวเล่นโลกภายนอกไม่พออีกหรือ เจ้าไม่คิดถึงศิษย์พี่บ้างเลยหรือไร?”

เขาหันกลับไปจ้องมองไม้ปวยอยู่นาน ชะงักงันและเต็มไปด้วยความสับขนขัดแย้ง แต่ท้ายที่สุด เขาก็ยังคงก้มตัวลง จับไม้ปวยอันที่หงายอยู่พลิกคว่ำลงเบาๆ เปลี่ยนฤกษ์มงคลให้กลายเป็นฤกษ์ร้าย

ตอนที่ลุกขึ้น เขาก็พึมพำกับตัวเองเบาๆ “อาเยว่ ข้าจะรอเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย ครั้งที่หนึ่งร้อยข้าจะต้องให้คำตอบที่น่าพอใจกับจิงหลานอย่างแน่นอน”

ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง!

ราวกับถูกควันธูปรมตา ดวงตาของเสิ่นจิงหลานปวดแปลบจนหยาดน้ำตาไหลรินลงมา หยดลงตรงตำแหน่งที่เซี่ยเสวียนจี้เพิ่งยืนอยู่พอดิบพอดี

ประตูเปิดออกแล้วปิดลง เสียงของเซี่ยเสวียนจี้ดังขึ้นที่หน้าประตู

“เอาปะการังแดงที่ข้าเพิ่งได้มาไปมอบให้ฮูหยิน” บ่าวรับใช้คนสนิทเงียบไปชั่วขณะ เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นไม่รู้ตั้งกี่ครั้งกี่ครา คนทั้งจวนต่างก็รู้ดีแก่ใจว่า นี่คงเสี่ยงทายได้ฤกษ์ร้ายอีกแล้ว

“ฮูหยินดีต่อพวกเรามาตลอด คงไม่ใช่ตัวกาลกิณีอะไรจริงๆ หรอกมั้ง?”

บ่าวรับใช้สองคนเดินกระซิบกระซาบกันจนลับตาไป

ภายในหัวของเสิ่นจิงหลานขาวโพลนสับสนไปหมด เมื่อได้สติกลับมาก็รู้สึกได้เพียงความเย็นเฉียบที่อาบไล้บนใบหน้า

ปากคนยาวก่วาปากกา ครั้งแรกคนอาจไม่ใส่ใจ ครั้งที่สองอาจบอกว่าเป็นเรื่องบังเอิญ แต่ตั้งเก้าสิบเก้าครั้ง คนทั้งเมืองหลวงไม่มีใครจดจำเทพสงครามหญิงเสิ่นจิงหลานผู้ปกป้องเมืองหลวงและรบชนะเผ่าเป่ยตี้ได้อีกต่อไป มีเพียงตัวกาลกิณีเสิ่นจิงหลานเท่านั้น

ท้องฟ้าเทฝนลงมาอย่างหนัก เสิ่นจิงหลานเดินเหม่อลอยไร้จุดหมายอยู่บนถนน

ตระกูลเสิ่นปกป้องต้าเซี่ยมาหลายชั่วอายุคน บัดนี้บนโลกเหลือเพียงนางตัวคนเดียว ความน้อยเนื้อต่ำใจที่อัดอั้นอยู่เต็มอกกลับไร้หนทางจะระบาย

“ท่านแม่ทัพเสิ่น เหตุใดท่านถึงมาอยู่ตรงนี้คนเดียวเล่าขอรับ?” ร่มเก่าซอมซ่อคันหนึ่งกางบดบังหยาดฝนเหนือศีรษะของนาง

ตั้งแต่กลับมาที่เมืองหลวง นางก็ไม่ได้ยินคำเรียกขานว่า “ท่านแม่ทัพเสิ่น” มานานแล้ว

เมื่อเงยหน้าขึ้นมองไปเบื้องหน้า นางถึงเพิ่งรู้ตัวว่าตนเองเดินมาถึงประตูเสิ่นอู่โดยไม่รู้ตัว

ขุนพลรักษาประตูเสิ่นอู่คือนายทหารที่นางพาตัวกลับมาจากสมรภูมิรบเป่ยตี้ ดังนั้นเขาจึงยังคงเรียกขานนางว่าท่านแม่ทัพเสิ่น

“ข้าต้องการขอเข้าเฝ้าฝ่าบาท”

ยามที่นางเดินออกมาจากห้องทรงพระอักษร ท้องฟ้าก็กลับมาปลอดโปล่งแล้ว ด้านหลังแว่วเสียงขันทีพูดคุยซุบซิบกัน

“ข้าหูฝาดไปหรือเปล่า? เมื่อครู่ฮูหยินเซี่ยขอให้ฝ่าบาทพระราชทานอนุญาตให้หย่าขาด และจะไปประจำการที่ชายแดนตลอดชีวิตงั้นหรือ ทะเลาะกับใต้เท้าราชครูมาหรืออย่างไร?”

“เจ้าต้องฟังผิดแน่ๆ คนทั้งเมืองหลวงใครบ้างไม่รู้ว่าฮูหยินเซี่ยรักใต้เท้าราชครูดั่งดวงใจ จะตัดใจหย่ากับเขาลงได้อย่างไร?”

“อืม ข้าคงฟังผิดไปจริงๆ เมื่อสิบปีก่อน ชายแดนพ่ายศึก ในราชสำนักไม่มีแม่ทัพให้ส่งไปได้อีก ตามกฎบรรพชน ราชครูจะต้องสละชีพเพื่อบวงสรวงขอความเมตตาจากสวรรค์ ปีนั้นฮูหยินเซี่ยเพิ่งจะอายุสิบสี่ อายุแค่เพียงนั้นแต่กลับเสนอตัวอาสาออกรบ ทนทุกข์ทรมานอยู่ชายแดนถึงห้าปี รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด รบชนะเผ่าเป่ยตี้ถึงได้แลกชีวิตของราชครูกลับคืนมาได้”

“นั่นนะสิ ใครบ้างในเมืองหลวงไม่รู้ว่าพวกเขาสองคนเป็นคู่ยวนหยางที่รักใคร่กลมเกลียวกันราวกับเทพเซียน ยังจำงานแต่งเมื่อห้าปีก่อนของพวกเขาได้อยู่เลย สั่นสะเทือนไปทั้งเมืองหลวง จัดงานเลี้ยงฉลองต่อเนื่องถึงหนึ่งเดือนเต็ม จนป่านนี้ในห้องข้ายังเก็บเมล็ดแตงโมทองคำที่ใต้เท้าราชครูหว่านแจกตอนนั้นไว้อยู่เลย สามปีก่อน สายลับเป่ยตี้ลอบวางยาพิษฮูหยิน ราชครูไม่สนใจเสียงคัดค้านใช้เลือดจากหัวใจถึงเจ็ดชามเต็มถึงดึงชีวิตฮุหยินกลับคืนมาจากมือพญามัจจุราชได้สำเร็จ เมื่อหนึ่งเดือนก่อน ข้าได้ยินมาว่าหลานชายของฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยล่วงเกินฮูหยินเซี่ย ราชครูก็ไม่ไว้หน้าตัวเอง สั่งประหารคนผู้นั้นทิ้งทันที ซ้ำยังลั่นวาจาว่าใครกล้านินทาว่าร้ายฮูหยินเซี่ยลับหลัง มีโทษประหารสถานเดียว”

เมื่อได้ฟังคำวิจารณ์ของเหล่าขันที เสิ่นจิงหลานก็กระตุกมุมปาก แววตาเย้ยหยันฉายชัดขึ้นเรื่อยๆ

ใช่สิ ใครๆ ต่างก็รู้ว่านางกับเซี่ยเสวียนจี้เป็นสามีภรรยาที่รักใคร่กันมากแค่ไหน

เติบโตมาด้วยกันจนเกิดเป็นความผูกพันที่สามารถฝากฝังชีวิตให้แก่กันได้ ห้าปีที่ชายแดน ก็ได้จดหมายที่เปี่ยมไปด้วยความรักความห่วงใยจากเขาทีละฉบับๆ นี่แหละ ที่เป็นพลังต่อนางให้ยืนหยัดสู้ต่อไปได้

ใครจะไปคิด ว่าในช่วงห้าปีที่นางต้องหลั่งเลือดเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อเขา เขากลับไปตกหลุมรักศิษย์น้องหญิงที่ตัวเองเก็บมาเลี้ยงเสียแล้ว

นางยังจำได้ดี ตอนที่เขาส่งจดหมายมาบอกเล่าเรื่องนี้ให้นางรู้

‘บังเอิญได้ศิษย์น้องหญิงมาคนหนึ่ง หน้าตาคล้ายคลึงกับจิงหลานมาก นางต้องตกระกำลำบากอยู่ท่ามกลางพายุหิมะ ทำให้ข้านึกถึงความยากลำบากของเจ้าที่ชายแดน ปวดใจราวกับจะแตกสลาย ขอให้เจ้าปลอดภัย ข้าจะรอเจ้าอยู่ที่เมืองหลวงเสมอ’

นับแต่นั้นมา ในจดหมายที่ทั้งสองโต้ตอบกัน ก็มีชื่อของคนคนหนึ่งเพิ่มเข้ามา...ซูเฉียนเยว่

‘วันนี้ข้าสอนอาเยว่นั่งสมาธิ นางกลับหลับไปเสียได้’

‘อาเยว่นี่อยู่นิ่งๆ ไม่ได้เลยจริงๆ ตาก็จ้องหนังสือหรอกนะ แต่ใจลอยไปถึงแผงขายขนมนอกกำแพงนู่นแล้ว’

……

ไม่ใช่ว่านางไม่เคยสงสัย แต่ตอนที่เพิ่งกลับมาถึง เซี่ยเสวียนจี้ก็หอบสินสอดสิบลี้มาสู่ขอนาง ในแววตาของเขาเต็มไปด้วยความคะนึงหาและรักใคร่ลึกซึ้ง ความเคลือบแคลงสงสัยในใจนางจึงค่อยๆ มลายหายไป

จนกระทั่งวันนี้ นางถึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้วเขาคอยรักษาความบริสุทธิ์ไว้ให้ศิษย์น้องหญิงของตัวเองมาตลอด ปล่อยให้นางต้องตกลงไปในวังวนของข่าวลือสาดเสียเทเสียครั้งแล้วครั้งเล่า

“ในฐานะราชครูแห่งต้าเซี่ย ตลอดชีวิตนี้ไม่อาจก้าวออกจากเมืองหลวง หากเจ้าตัดสินใจจะไปประจำการที่ชายแดนตลอดชีวิต เช่นนั้นชาตินี้พวกเจ้าคงไม่มีโอกาสได้พบกันอีก ห้าวันให้หลังจะมีการประกาศราชโองการพระราชทานการหย่า หากเจ้าเปลี่ยนใจ มาหาเราได้ทุกเมื่อ”

เมื่อนึกถึงคำตรัสของฝ่าบาทก่อนจากมา เสิ่นจิงหลานก็ทอดสายตามองไปทางจวนราชครู ก่อนจะเอ่ยตอบเสียงแผ่ว “ไม่มีคำว่าเสียใจเพคะ!”

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • ร้างรักจิงหลาน สิ้นขาดเยื่อใย   บทที่ 16

    งานเลี้ยงฉลองวันพระราชสมภพของฮ่องเต้ แขกเหรื่อดื่มกินกันอย่างชื่นมื่น บรรยากาศเต็มไปด้วยความสุขศานต์ เสียงเครื่องดนตรีบรรเลงเพลงไพเราะเสนาะหู เสียงหัวเราะพูดคุยดังขึ้นไม่ขาดสายกลางงานเลี้ยง ทว่า ความรื่นเริงนี้กลับถูกผู้มาเยือนที่ไม่ได้รับเชิญทำลายลงอย่างกะทันหัน เซี่ยเสวียนจี้ที่เงียบหายไปนานจู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้น เขาสวมชุดเต็มยศของราชครูในวันวาน เส้นผมหวีเรียบแปล้ไร้ที่ติ ทว่ากลับไม่อาจปกปิดความซูบผอมซีดเซียวบนใบหน้าและแววตาที่เบิกโพลงอย่างผิดปกติได้ การปรากฏตัวของเขาทำให้ทั่วทั้งท้องพระโรงเงียบกริบลงในพริบตา ชนิดที่ว่าเข็มตกสักเล่มยังได้ยิน สีพระพักตร์ของฮ่องเต้ทะมึนลงทันที เหล่าขุนนางต่างเงียบกริบราวกับจักจั่นในฤดูหนาว ไม่มีใครกล้าปริปากส่งเสียง ทว่าเซี่ยเสวียนจี้กลับเมินเฉยต่อบรรยากาศอันน่าอึดอัดนี้ สายตาของเขามองทะลุผ่านทุกคน ไปหยุดนิ่งอยู่ที่เสิ่นจิงหลานซึ่งนั่งอยู่เคียงข้างฮ่องเต้อย่างลุ่มหลงและอาวรณ์ เขาก้าวเดินเข้าไปหน้าพระพักตร์ทีละก้าว สายตาไม่ยอมละไปจากเสิ่นจิงหลานเลยแม้แต่เสี้ยววินาที น้ำเสียงอ่อนโยนเสียจนชวนให้ขนลุกซู่“จิงหลาน ข้ามารับเจ้าไปแต่งงานแล้ว”คนทั้งง

  • ร้างรักจิงหลาน สิ้นขาดเยื่อใย   บทที่ 15

    น้ำเสียงของเสิ่นจิงหลานยังคงราบเรียบ ทว่ากลับประดุจมีดเหล็กกล้าที่แทงทะลุกลางใจของเขาอย่างโหดเหี้ยม เซี่ยเสวียนจี้พ่ายแพ้ราบคาบต่อคำถามที่ถาโถมเข้ามาของนาง เขาทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือดโดยสิ้นเชิง เขาอ้าปากอยากจะอธิบายอะไรบางอย่าง ทว่ากลับพบว่าตนเองไม่อาจหาคำแก้ตัวใดๆ ให้กับตัวเองได้อีกแล้ว“เจ้ารังเกียจข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ โอกาสสักครั้งก็ไม่ยอมให้ข้าเลยงั้นหรือ?”เสิ่นจิงหลานมองดูคนตรงหน้าอย่างเงียบๆ ในแววตาของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและสำนึกเสียใจ“เซี่ยเสวียนจี้ ข้าไม่เกลียดเจ้าหรอกนะ เกลียดคนคนหนึ่งมันเหนื่อยเกินไป ข้าเพียงแค่หวังว่าชาตินี้ ไม่ว่าจะอยู่หรือตาย ก็ขออย่าได้พบเจอกันอีกเลย” ไม่ว่าจะอยู่หรือตายก็ไม่ขอพบเจองั้นหรือ? คำพูดประโยคนี้ราวกับคำพิพากษาครั้งสุดท้าย ที่กดทับเซี่ยเสวียนจี้จนเงยหน้าไม่ขึ้น ท่านแม่ของเขา ภรรยาของเขา ล้วนแต่ไม่ขอพบเจอเขาอีกไม่ว่าจะอยู่หรือตาย“หึ...” รอยยิ้มขื่นขมผุดขึ้นที่มุมปากเซี่ยเสวียนจี้เดินเหม่อลอยออกจากประตูจวนตระกูลเสิ่น ลมหนาวในฤดูหนาวพัดบาดใบหน้า ทว่ากลับเทียบไม่ได้กับความหนาวเหน็บในใจของเขาแม้แต่เศษเส

  • ร้างรักจิงหลาน สิ้นขาดเยื่อใย   บทที่ 14

    เสิ่นจิงหลานกลับมาถึงจวนเก่าตระกูลเสิ่น เรือนยังคงสะอาดสะอ้านเหมือนเช่นเคย แม้แต่ต้นเหมยในเรือนเก่าของนางก็ยังได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดี บนกิ่งก้านประดับประดาไปด้วยดอกตูมเล็กๆ เต็มไปหมดบ่าวชราถือไม้กวาดเดินเข้ามาหา คิ้วที่ขาวโพลนขมวดเข้าหากันเป็นปม ลดเสียงลงบ่นกระปอดกระแปด “คุณหนู ไอ้คนแซ่เซี่ย... ไอ้เดรัจฉานนั่น ยังคงเฝ้าอยู่หน้าประตู ไล่อย่างไรก็ไม่ยอมไป! หิมะตกหนักหนาวเหน็บปานนี้ บ่าวล่ะกลัวจริงๆ ว่ามันจะมาแข็งตายอยู่หน้าประตูบ้านพวกเราให้เป็นเสนียดจัญไรเปล่าๆ!”เสิ่นจิงหลานประคองถ้วยชาร้อน เป่าใบชาที่ลอยอยู่เบาๆ แล้วจิบคำหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ให้เขาเข้ามาเถอะ” ตั้งแต่วินาทีที่นางตัดสินใจกลับมาเมืองหลวง ก็รู้ดีว่านางกับเซี่ยเสวียนจี้ย่อมต้องมีวันที่จะได้พบหน้ากันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปมบางอย่าง ก็ต้องลงมือแก้ด้วยตัวเอง เส้นทางบางสาย ก็ต้องเผชิญหน้าขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจน ท่ามกลางกลิ่นหอมของชาที่ลอยกรุ่น ทั้งสองคนนั่งประจันหน้ากันเสิ่นจิงหลานจับป้านชา รินชาร้อนให้เขาหนึ่งถ้วย ท่วงท่าลื่นไหลทว่าเหินห่าง “ใต้เท้าเซี่ย มาหาข้ามีธุระอันใดหรือ?” น้ำเสียงของนางเป็นเพียงกา

  • ร้างรักจิงหลาน สิ้นขาดเยื่อใย   บทที่ 13

    “ท่านแม่ทัพเสิ่น มีจดหมายจากเมืองหลวงมาอีกแล้วขอรับ” มองดูตัวอักษรที่คุ้นเคยบนจดหมาย ภายในใจของเสิ่นจิงหลานก็เกิดระลอกคลื่นขึ้นเล็กน้อย นางไม่อยากรับรู้เรื่องราวใดๆ ที่เกี่ยวกับเซี่ยเสวียนจี้อีก ทว่าเรื่องการหย่าขาดของนางดูเหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่โตมาก ข่าวคราวจึงถูกส่งเข้าหูนางอยู่ไม่ขาดสาย นางรู้ว่าตอนนี้เซี่ยเสวียนจี้เป็นเพียงราชครูแต่ในนาม ส่วนซูเฉียนเยว่ถูกลงโทษประหารด้วยการใช้ม้าห้าตัวแยกร่างไปแล้ว ฝ่าบาททรงมีพระราชโองการลงมาด้วยพระองค์เอง เพื่อเชิดชูคุณงามความดีของนางและท่านพ่อ ข้อกล่าวหาที่ว่าเป็นตัวกาลกิณีอะไรนั่น จะไม่มีใครหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกต่อไป นางโยนจดหมายฉบับนั้นลงกองไฟอย่างไม่ใส่ใจ พลางสั่งการว่าวันหลังหากมีจดหมายจากเซี่ยเสวียนจี้มาอีก ก็ไม่ต้องเอามาให้นาง บางทีเขาอาจจะกำลังสำนึกเสียใจ แต่แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนางเล่า“เสิ่นจิงหลาน มัวแต่หลบซ่อนตัวปักผ้าอยู่ในกระโจมหรืออย่างไร ถึงได้ชักช้าปานนี้ ขืนยังไม่ออกมาอีกจะพลาดฝนดาวตกที่พันปีจะมีสักหนเอานะ” เสียงที่ฟังดูน่าโดนเตะดังมาจากนอกกระโจม“หลี่เฉิงเยี่ย เจ้าปีกกล้าขาแข็งขึ้นแล้วสินะ!” เสิ่นจิงหลานถือแส้พุ่งพรวดออ

  • ร้างรักจิงหลาน สิ้นขาดเยื่อใย   บทที่ 12

    เขาส่งคนไปสืบสวน ความจริงที่ได้รับทำเอาเขาตกตะลึงจนแทบช็อก ที่แท้ปีนั้นซูเฉียนเยว่ไม่ได้จากไปเพราะถูกฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยบีบบังคับ แต่นางไปถูกตาต้องใจจอมยุทธ์พเนจรคนหนึ่งเข้า จึงได้หนีตามเขาไปท่องยุทธภพต่างหาก การกลับมาเมืองหลวงครั้งนี้ก็ไม่ได้ตั้งใจจะมาหาเขา แต่เป็นเพราะจอมยุทธ์ผู้นั้นมีภรรยาอยู่ก่อนแล้ว เรื่องที่นางตั้งครรภ์จึงเป็นที่ยอมรับไม่ได้สำหรับภรรยาเอกนางกับจอมยุทธ์นัดแนะแยกย้ายกันหนีตามมาที่เมืองหลวง นึกไม่ถึงว่าจะถูกเซี่ยเสวียนจี้พบตัวเข้าที่หน้าประตูเมืองเสียก่อน พอเห็นถึงความรักอันลึกซึ้งของเซี่ยเสวียนจี้ นางกับชายชู้จึงวางแผนการชั่วร้าย ให้นางแต่งงานกับเซี่ยเสวียนจี้เพื่อให้เขารับเป็นพ่อเด็ก แบบนี้ทรัพย์สมบัติมหาศาลของจวนราชครูก็จะตกเป็นของครอบครัวพวกเขาสามคนพ่อแม่ลูก เซี่ยเสวียนจี้สัมผัสได้ถึงความอัปยศอดสูอย่างหาที่สุดไม่ได้ เขาชักกระบี่ออกมาหมายจะฟันจอมยุทธ์ผู้นั้นให้ตายคาที่ ทว่าซูเฉียนเยว่กลับถลันเข้ามาขวางหน้าไว้“อย่าทำร้ายสามีข้านะ”เซี่ยเสวียนจี้ขบกรามแน่นจนเลือดซึมที่มุมปาก“ซูเฉียนเยว่ ข้าถามตัวเองว่าไม่เคยทำไม่ดีต่อเจ้า ช่วยเจ้าออกมาจากสลัม เลี้ยงดูปู

  • ร้างรักจิงหลาน สิ้นขาดเยื่อใย   บทที่ 11

    เช้าตรู่ในฤดูหนาวอันหนาวเหน็บ ฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยถอดปิ่นปล่อยผมสยาย เดินเท้าเปล่าย่ำไปบนแผ่นหินสีเขียวที่ปกคลุมไปด้วยน้ำค้างแข็ง น้ำเสียงแหบพร่าดังก้องไปทั่วเมืองหลวง “หม่อมฉันสกุลเซี่ย อบรมสั่งสอนบุตรชายไม่ดี ปล่อยให้เซี่ยเสวียนจี้บุตรชายของหม่อมฉัน เห็นแก่ความปรารถนาส่วนตัว แอบเปลี่ยนคำทำนายฤกษ์ดีร้าย ทำลายชื่อเสียงของเทพสงครามเสิ่นจิงหลาน ขอฝ่าบาททรงลงอาญาด้วยเพคะ” ผ่านไปเพียงครึ่งค่อนวัน ข่าวฉาวเรื่องที่ราชครูแอบเปลี่ยนคำทำนายถึงเก้าสิบเก้าครั้งเพื่อหญิงงาม ก็แพร่สะพัดไปทั่วทุกตรอกซอกซอย ราชสำนักสั่นสะเทือน ฝ่าบาทกริ้วจัด มีราชโองการตำหนิอย่างรุนแรง หากไม่เห็นแก่ที่ตระกูลเซี่ยจงรักภักดีต่อชาติบ้านเมืองมาถึงเก้าชั่วอายุคนล่ะก็ ทรงอยากจะสั่งประหารเขาเสียให้รู้แล้วรู้รอดชาวบ้านต่างโกรธแค้นที่ถูกปั่นหัวหลอกลวง ส่วนคนที่เคยด่าทอเสิ่นจิงหลานก่อนหน้านี้ก็ยิ่งรู้สึกผิดอย่างหนัก ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าราชครูที่เที่ยงธรรมและเคร่งครัดมาตลอด จะกล้าทำเรื่องพรรค์นี้ลงคอ ความน่าเชื่อถือของราชครูป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดี ไม่มีใครเชื่อถือเขาอีกต่อไป ตำแหน่งราชครูแห่งต้าเซี่ยที่ได้รับความเคารพรักจากราษ

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status