Short
ศาลาฉางถิง สิ้นรอยอาลัย

ศาลาฉางถิง สิ้นรอยอาลัย

بواسطة:  ปุยหิมะمكتمل
لغة: Thai
goodnovel4goodnovel
23فصول
0وجهات النظر
قراءة
أضف إلى المكتبة

مشاركة:  

تقرير
ملخص
كتالوج
امسح الكود للقراءة على التطبيق

ทั่วทั้งเมืองหลวงล้วนล่วงรู้ดีว่า ระยะนี้จวนอู่อันโหวมีกฎเกณฑ์เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งข้อ นั่นคือในแต่ละวันทั่วทั้งจวนอนุญาตให้ใช้จ่ายเงินได้เพียงสิบอีแปะเท่านั้น และกฎเกณฑ์นี้ ล้วนเป็นเพราะจวนโหวรับเอาหญิงเก็บดอกบัวผู้ชิงชังคนมั่งมีนามว่า ซูหลิงอิน เข้ามา จ้าวเซ่อเซ่อในฐานะฮูหยินโหว เพียงเพราะใช้เงินเกินไปหนึ่งอีแปะ กลับถูกลากตัวไปโบยถึงยี่สิบแส้ “เพียะ!” แส้ฟาดลงบนแผ่นหลังของจ้าวเซ่อเซ่ออย่างโหดเหี้ยม เสียงเนื้อแตกหนังปริท่ามกลางความเงียบสงัดของลานเรือนนั้นช่างบาดหูยิ่งนัก “ฮูหยิน!” สาวใช้หงซิ่วร้องไห้ตะโกนลั่นพลางโผเข้าไปหา “หยุดมือ! หยุดมือเดี๋ยวนี้! ฮูหยินร่างกายอ่อนแอ ทนรับการทุบตีเช่นนี้ไม่ไหวหรอก!” จ้าวเซ่อเซ่อคุกเข่าอยู่บนพื้น ใบหน้าซีดเผือด ริมฝีปากมีรอยเลือดซึม นางผ่ายผอมจนแทบจะเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก อาภรณ์สีขาวเรียบง่ายเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือด นิ้วมือจิกพื้นแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว “กฎเกณฑ์ของจวนโหว ผู้ใดก็มิอาจล่วงละเมิดได้” ซูหลิงอินยืนอยู่ใต้ระเบียงทางเดิน ในชุดอาภรณ์สีเรียบง่าย สีหน้าและแววตาเย็นชา “ใช้เงินเกินหนึ่งอีแปะ โบยยี่สิบแส้ นี่คือสิ่งที่ท่านโหวเอ่ยปากอนุญาตแก่ข้าด้วยตนเอง” จ้าวเซ่อเซ่อขบเม้มริมฝีปาก มิได้เอ่ยปากอ้อนวอน นางรู้ดีว่า การอ้อนวอนขอความเมตตานั้นไร้ประโยชน์ นับตั้งแต่ซูหลิงอินก้าวเข้ามาในจวน เซี่ยชิงเยี่ยนก็ราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน

عرض المزيد

الفصل الأول

บทที่ 1

ในความเลือนราง นางมองเห็นร่างสูงโปร่งสายหนึ่งเดินเข้ามาจากแดนไกล

สวมอาภรณ์ผ้าต่วนสีหมึก เกล้าผมครอบด้วยกวานหยก ใบหน้าของเซี่ยชิงเยี่ยนหล่อเหลาราวกับภาพวาด เขายังคงมีท่าทีเย็นชาและสูงส่งเช่นเดิม

“เกิดอันใดขึ้น?”

หงซิ่วราวกับคว้าฟางเส้นสุดท้ายเอาไว้ได้ นางถลาเข้าไปคุกเข่าแทบเท้าเขา “ท่านโหว! ฮูหยินมีโรคไอเรื้อรังมาแต่ไหนแต่ไร วันนี้ซื้อยาใช้เงินเกินไปหนึ่งอีแปะ แม่นางซูถึงกับจะโบยฮูหยินยี่สิบแส้! ฮูหยินร่างกายอ่อนแอ จะทนรับการลงทัณฑ์เช่นนี้ได้อย่างไร? ขอท่านโหวโปรดเมตตาด้วยเจ้าค่ะ!”

เซี่ยชิงเยี่ยนขมวดคิ้วเล็กน้อย สายตาทอดมองแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยคราบเลือดของจ้าวเซ่อเซ่อ แววตาปรากฏร่องรอยแห่งความเวทนาวูบหนึ่ง

“หลิงอิน” เขาเอ่ยปาก “ช่างเถิด”

ซูหลิงอินขอบตาแดงก่ำขึ้นมาทันที “ยามที่ท่านโหวพาข้าเข้าจวน ได้เอ่ยปากไว้เองมิใช่หรือ ว่าคนทั้งจวนล้วนต้องเชื่อฟังข้า”

“หากวันนี้ยอมทำลายกฎเกณฑ์เพื่อฮูหยินโหว วันหน้าผู้คนพากันเอาเยี่ยงอย่าง อำนาจจัดการจวนโหวนี้ ข้าไม่ขอรับไว้ก็แล้วกัน!”

เอ่ยจบ นางก็หมุนตัวเตรียมจะจากไป

เซี่ยชิงเยี่ยนรีบคว้าตัวนางไว้ “ได้ ๆ ๆ ข้าไม่ยุ่งแล้ว”

เขายกมือขึ้นปิดตาซูหลิงอินแผ่วเบา น้ำเสียงอ่อนโยน “อย่าดูเลย เลือดสาดเกินไป”

จ้าวเซ่อเซ่อมองภาพตรงหน้าอย่างเหม่อลอย หัวใจคล้ายถูกคนควักออกไปทั้งเป็น เจ็บปวดจนนางแทบขาดใจ

นางไม่เข้าใจ เซี่ยชิงเยี่ยนที่เคยพร่ำบอกว่ารักนางอย่างสุดซึ้งผู้นั้น เหตุใดจึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้?

เหตุใดสิ่งที่แปรเปลี่ยนง่ายดายที่สุดในโลกหล้า คือความจริงใจ?

นี่เพิ่งจะผ่านไปเพียงสามปีเท่านั้น…

สามปีก่อน เซี่ยชิงเยี่ยนลงใต้ไปเจียงหนานจึงได้พบนาง

ยามนั้นนางกำลังหลบฝนอยู่ใต้ระเบียงคด ทันทีที่เงยหน้าขึ้น ก็สบเข้ากับดวงตาเปื้อนยิ้มของเขา

“แม่นาง” น้ำเสียงของเขากังวานใส “ผ้าเช็ดหน้าของเจ้าตกแล้ว”

ภายหลังนางจึงได้รู้ว่า คุณชายที่เก็บผ้าเช็ดหน้าให้นางผู้นี้ แท้จริงแล้วคืออู่อันโหวที่อายุน้อยที่สุดในราชวงศ์ปัจจุบัน

เขาเคยทำเรื่องโง่งมเพื่อนางมาตั้งเท่าไรกัน

รู้ว่านางชอบดอกโบตั๋น ก็ขนส่งสายพันธุ์ล้ำค่าสิบกระถางจากลั่วหยางข้ามคืน เพียงเพื่อให้นางได้ชมความงามตระการตาของ “โบตั๋นอันเป็นยอดบุปผางามแห่งแผ่นดิน”

ได้ยินว่านางกลัวความหนาวเย็น ก็ฝ่าหิมะไปล่าสุนัขจิ้งจอกขาว ยามเย็บเสื้อคลุมด้วยตนเอง ปลายเข็มทิ่มแทงปลายนิ้วจนเลือดซิบ

ครั้งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด โจรป่าจับตัวนางไป เขาควบม้าบุกค่ายเพียงลำพัง แม้กลางอกจะถูกธนูยิงแต่ยังคงปกป้องนางไว้สุดชีวิต เลือดสด ๆ อาบย้อมอาภรณ์ไปซีกหนึ่ง…

ท้ายที่สุดนางก็มิอาจต้านทานความรักอัน “ลึกซึ้ง” นี้ได้ จึงพยักหน้าตกลงแต่งงานกับเขา

เซี่ยชิงเยี่ยนจึงไปขอราชโองการจากฮ่องเต้ จัดสินสอดทองหมั้นยาวเหยียดสิบลี้ ลั่นวาจาว่าชาตินี้จะมีเพียงคู่เดียวตลอดไป ก่อนจะรับนางเข้าจวนโหวอย่างสมเกียรติ

หลังแต่งงานเขาปฏิบัติต่อนางดุจแก้วตาดวงใจ แม้แต่พระสนมในวังยังแย้มสรวลและถอนทอดใจว่า “ฮูหยินอู่อันโหวผู้นี้ เกรงว่าจะเป็นสตรีที่น่าอิจฉาที่สุดในใต้หล้าแล้วกระมัง”

จวบจนกระทั่งวันนั้น รถม้าของพวกเขาถูกสตรีแปลกหน้าผู้หนึ่งขวางเอาไว้

นางกำลูกปัดทองคำกำมือหนึ่งปาใส่เซี่ยชิงเยี่ยน “ข้าเกลียดชังพวกผู้มีอำนาจเช่นพวกเจ้าที่สุด! คิดว่ามีเงินแล้วจะซื้อหาความจริงใจได้หรือ?”

ทว่าสิ่งที่ทำให้จ้าวเซ่อเซ่อตกตะลึงก็คือ เมื่อเผชิญกับการหยามเกียรติเช่นนี้ เซี่ยชิงเยี่ยนที่ปกติเด็ดขาดและเหี้ยมหาญ กลับมีรอยยิ้มประดับมุมปาก แววตาเปี่ยมไปด้วยความทะนุถนอม

“ชิงเยี่ยน” นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า “นางคือผู้ใดหรือ?”

เซี่ยชิงเยี่ยนตอบอย่างตรงไปตรงมา “เซ่อเซ่อ ข้าพบหญิงเก็บดอกบัวผู้หนึ่ง รู้สึก... หวั่นไหวกับนางยิ่งนัก ข้าอยากรับนางเป็นภรรยาเท่าเทียม”

ปลายนิ้วของจ้าวเซ่อเซ่อสั่นเทา “แล้วข้าเล่า? ท่านเคยบอกมิใช่หรือ ว่าจะมีเพียงข้าคนเดียวไปชั่วชีวิต?”

เซี่ยชิงเยี่ยนมองนาง แววตารู้สึกผิดทว่าแน่วแน่ “เซ่อเซ่อ ข้าไม่อยากหลอกลวงเจ้า”

“ข้าเคยให้คำมั่นสัญญาจริง ทว่านั่นคือตอนที่ยังมิได้พบกับหลิงอิน”

“ยามนี้ข้าเพิ่งตระหนักได้ ว่าข้าอาจจะมิได้รักเจ้ามากเพียงนั้น”

“หากข้าพบนางเร็วกว่านี้ ข้าคงไม่มีวันครองคู่กับเจ้า”

จ้าวเซ่อเซ่อราวกับถูกอสนีบาตฟาดฟัน

เซี่ยชิงเยี่ยนกล่าวต่อ “คราแรกเพื่อแต่งกับเจ้า ข้าได้ทูลขอให้ฮ่องเต้พระราชทานสมรส เป็นราชโองการจากเบื้องบน เจ้าและข้าจึงมิอาจหย่าร้างกันได้”

“ดังนั้นวันข้างหน้า เจ้ายังคงเป็นฮูหยินของจวนโหวแห่งนี้”

“ทว่านอกจากสถานะนี้แล้ว ความรักทั้งหมด ข้าจะมอบให้หลิงอิน”

จ้าวเซ่อเซ่อแทบแหลกสลาย น้ำตานองหน้าทุกวี่วัน ทั้งยังปลอบใจตนเองว่าเซี่ยชิงเยี่ยนคงเพียงแค่เห่อของใหม่ชั่วครั้งชั่วคราวเมื่ออยู่กับซูหลิงอิน

แต่ผ่านไปเพียงไม่นาน เขาก็รับซูหลิงอินเข้ามาในจวน

เป็นเพราะนางรังเกียจความฟุ้งเฟ้อ เกลียดชังผู้มีอำนาจ เซี่ยชิงเยี่ยนจึงคอยปลอบประโลมนาง “วันหน้าทั้งจวนโหวจะยกให้เจ้าดูแล เจ้าอยากมีชีวิตความเป็นอยู่เช่นไร ก็จงใช้ชีวิตเช่นนั้นเถิด จนกว่าเจ้าจะพอใจ แล้วค่อยแต่งเข้าจวนมาเป็นภรรยาข้า ดีหรือไม่?”

นับแต่นั้นมา ผู้คนทั่วทั้งจวนโหวต่างทุกข์ระทมสุดจะพรรณนา

จ้าวเซ่อเซ่อยิ่งอยู่อย่างตายทั้งเป็น

เบี้ยหวัดรายเดือนของนางถูกริดรอน แม้แต่ข้าวก็กินไม่อิ่มท้อง

อาการไอเรื้อรังของนางกำเริบ ทว่าเงินค่าซื้อยากลับถูกซูหลิงอินตีกลับด้วยข้อหา “สุรุ่ยสุร่าย”

กระทั่งวันนี้ นางเพียงเพราะใช้เงินเกินไปหนึ่งอีแปะ ก็ถูกโบยตีด่าทอต่อหน้าธารกำนัล…

เมื่อแส้สุดท้ายฟาดลงมา จ้าวเซ่อเซ่อก็มิอาจทนทานได้อีกต่อไป กระอักเลือดออกมาคำโต ภาพตรงหน้ามืดดับไปเป็นพัก ๆ

เมื่อฟื้นคืนสติอีกครั้ง นางก็พบว่าตนเองถูกหามกลับมายังเรือนแล้ว

ท่านหมอกำลังจับชีพจร “ฮูหยินบาดเจ็บไม่เบาเลย จำต้องดื่มยาทั้งวันทั้งคืน”

เขาเขียนเทียบยาแล้วส่งให้หงซิ่ว หงซิ่วเอ่ยถามเสียงสั่น “ต้องใช้เงินเท่าใดหรือเจ้าคะ?”

“สามตำลึง”

“พอจะ... ติดค้างไว้ก่อนได้หรือไม่เจ้าคะ?” หงซิ่วน้ำเสียงสะอื้นไห้

ท่านหมอรู้อยู่แก่ใจว่าจวนโหวใช่ว่าจะไร้ทรัพย์ อีกทั้งวันวานจ้าวเซ่อเซ่อก็ปฏิบัติต่อเขาไม่เลว เขาเพิ่งจะคิดพยักหน้า

“มิได้!”

เสียงของซูหลิงอินดังมาจากนอกประตู

นางตีหน้าเย็นชาเดินเข้ามา “จวนโหวจะติดค้างหนี้สินได้อย่างไร? หากจ่ายไม่ไหว เช่นนั้นก็ไม่ต้องสั่งยาแล้ว”

หงซิ่วโกรธจัด “หากฮูหยินยังไม่ใช้ยาอีก ก็จะสิ้นใจอยู่แล้ว! ท่านเกลียดชังคนรวยก็ใช่ว่าจะเกลียดด้วยวิธีเช่นนี้! หรือต้องให้ทุกคนไม่มีข้าวกิน ไม่มีเงินรักษาโรค ท่านถึงจะพอใจกระนั้นหรือ?”

ซูหลิงอินหน้าทะมึนลง เพิ่งจะอ้าปากเถียง จ้าวเซ่อเซ่อก็ดึงหงซิ่วไว้ด้วยความอ่อนแรง “ข้ายังมีสินเดิม ใช้สินเดิมของข้า...”

“มิได้!” ซูหลิงอินตัดบทอย่างเด็ดขาด “ในเมื่อเจ้าแต่งเข้าจวนโหวแล้ว สินเดิมก็ย่อมเป็นของจวนโหว จะนำมาใช้ส่วนตัวได้อย่างไร?”

หงซิ่วโกรธจนตัวสั่นเทา กำลังจะโต้เถียง ทว่าซูหลิงอินกลับหันไปหาท่านหมอ “หากมีคนไข้จ่ายค่ารักษาไม่ไหว ปกติแล้วท่านจัดการอย่างไร?”

ท่านหมอเอ่ยอย่างลังเล “หะ... ให้พวกเขาออกไปเก็บสมุนไพรนอกเมืองมาขัดดอก”

ซูหลิงอินพยักหน้า “เช่นนั้นก็เชิญฮูหยินโหวออกไปเก็บสมุนไพรด้วยตนเองเถิด”

หงซิ่วไม่อยากจะเชื่อ “ฮูหยินบาดเจ็บสาหัสปานนี้ จะไปได้อย่างไร?”

ซูหลิงอินมิได้ใส่ใจ “นี่คือสิ่งที่นางสมควรแบกรับ ไม่อาจละเมิดกฎเพียงเพราะนางเป็นฮูหยินโหวได้หรอก”

“เอะอะอันใดกัน?”

เสียงเย็นชาสายหนึ่งดังขึ้น เซี่ยชิงเยี่ยนเอามือไพล่หลังยืนอยู่หน้าประตู สายตากวาดมองผู้คนอย่างราบเรียบ

หงซิ่วราวกับคว้าฟางเส้นสุดท้ายเอาไว้ได้ นางคุกเข่าคลานเข้าไปหา “ท่านโหว! ฮูหยินบาดเจ็บสาหัส แม่นางซูกลับบีบบังคับให้นางไปเก็บสมุนไพร นี่มิใช่ต้องการเอาชีวิตฮูหยินหรือเจ้าคะ?”

ซูหลิงอินไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว “ท่านโหว หากวันนี้ท่านช่วยนาง ข้าจะออกจากจวนทันที!”

เซี่ยชิงเยี่ยนเงียบไปครู่หนึ่ง ท้ายที่สุดก็เอ่ยปากว่า “ทุกสิ่งล้วนฟังหลิงอินก็แล้วกัน”

จ้าวเซ่อเซ่อหลับตาลง ความเจ็บปวดราวกับถูกฉีกทึ้งแล่นปราดมาจากกลางอก มันเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าแผลโดนโบยบนแผ่นหลังเป็นพันเป็นร้อยเท่า

“ข้าไปเอง” นางฝืนหยัดกายลุกขึ้นยืน

เส้นทางบนเขานอกเมืองนั้นแสนทุรกันดาร จ้าวเซ่อเซ่อลากสังขารที่ป่วยไข้ ไปเก็บสมุนไพรริมหน้าผา

นิ้วมือของนางถูกหนามเกี่ยวจนได้แผล เลือดไหลริน บาดแผลจากรอยแส้กลางหลังยิ่งทำให้เจ็บปวดจนหน้ามืด

หลายชั่วยามผ่านไป ในที่สุดนางก็เก็บสมุนไพรจนครบ ก่อนจะกลับมายังจวนโหวในสภาพที่ร่างอาบชุ่มไปด้วยเลือด

ยามเดินผ่านเรือนของซูหลิงอิน นางมองเห็นเซี่ยชิงเยี่ยนกำลังจับพู่กันวาดคิ้วให้ซูหลิงอิน

ใบหน้าของเขาอ่อนโยน ท่วงท่าระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ราวกับกำลังปรนนิบัติต่อของล้ำค่าที่สุดในใต้หล้า

จ้าวเซ่อเซ่อเหม่อมองภาพนั้น ในหัวพลันนึกย้อนไปถึงเทศกาลหยวนเซียวปีนั้น เขาก็เคยวาดคิ้วให้นางเช่นนี้เหมือนกัน

ครานั้นเขาเคยบอกว่า “คิ้วของเซ่อเซ่อดุจดั่งขุนเขาแดนไกล ข้าจะขอใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อวาดมัน”

ภายใต้พลุไฟสว่างไสวเต็มท้องฟ้า คุณหนูในห้องหอตั้งเท่าใดที่อิจฉาจนตาร้อนผ่าว

บัดนี้สองมือคู่นี้ ความอ่อนโยนนี้ ล้วนมอบให้ผู้อื่นไปเสียแล้ว

สิ่งที่แปรเปลี่ยนง่ายดายที่สุดในโลกหล้า แท้จริงแล้วก็คือใจคน

นางหัวเราะไปพลาง หยาดน้ำตากลับพร่าเลือนสติสัมปชัญญะไปพลาง

เมื่อกลับถึงเรือนนอน หงซิ่วเห็นนางมีคราบเลือดเกรอะกรังเต็มตัว พลันน้ำตาร่วงหล่นดั่งสายฝนด้วยความปวดใจยิ่งนัก

“คุณหนู วันเวลาเช่นนี้ ท่านยังต้องทนอยู่ไปถึงเมื่อใดกันเจ้าคะ?”

จ้าวเซ่อเซ่อยิ้มหยันอย่างซีดเซียว “ไม่ทนแล้ว ข้าจะหย่า”

หงซิ่วชะงักไป “แต่งานสมรสของคุณหนูกับท่านโหวเป็นราชโองการประทานสมรสนะเจ้าคะ หากฮ่องเต้มิได้มีพระบรมราชานุญาต ก็มิอาจหย่าร้างได้!”

มุมปากของจ้าวเซ่อเซ่อหยักโค้งเป็นรอยยิ้มซีดเซียว “ปีนั้นตระกูลจ้าวของเรามีความดีความชอบในการช่วยชีวิตองค์รักษ์ ฮ่องเต้ได้พระราชทานราชโองการเปล่ามาให้หนึ่งฉบับ”

“ขอเพียงไม่ขัดต่อกฎหมายของราชวงศ์เรา ไม่ว่าจะเขียนสิ่งใดลงไป ฮ่องเต้ก็ล้วนยินยอมทั้งสิ้น”

นางช้อนตาขึ้น ส่วนลึกของดวงตาเด็ดเดี่ยวถึงขีดสุด “ข้าจะใช้ราชโองการฉบับนี้ เพื่อให้ไม่ต้องพบเจอกับเขาอีกตลอดกาล”

“หงซิ่ว เจ้ารีบกลับเจียงหนานไปนำราชโองการมาเถิด”

“เมื่อราชโองการมาถึง พวกเราก็จะไปจากที่นี่”

จากไปตลอดกาล

توسيع
الفصل التالي
تحميل

أحدث فصل

فصول أخرى
لا توجد تعليقات
23 فصول
บทที่ 1
ในความเลือนราง นางมองเห็นร่างสูงโปร่งสายหนึ่งเดินเข้ามาจากแดนไกลสวมอาภรณ์ผ้าต่วนสีหมึก เกล้าผมครอบด้วยกวานหยก ใบหน้าของเซี่ยชิงเยี่ยนหล่อเหลาราวกับภาพวาด เขายังคงมีท่าทีเย็นชาและสูงส่งเช่นเดิม“เกิดอันใดขึ้น?”หงซิ่วราวกับคว้าฟางเส้นสุดท้ายเอาไว้ได้ นางถลาเข้าไปคุกเข่าแทบเท้าเขา “ท่านโหว! ฮูหยินมีโรคไอเรื้อรังมาแต่ไหนแต่ไร วันนี้ซื้อยาใช้เงินเกินไปหนึ่งอีแปะ แม่นางซูถึงกับจะโบยฮูหยินยี่สิบแส้! ฮูหยินร่างกายอ่อนแอ จะทนรับการลงทัณฑ์เช่นนี้ได้อย่างไร? ขอท่านโหวโปรดเมตตาด้วยเจ้าค่ะ!”เซี่ยชิงเยี่ยนขมวดคิ้วเล็กน้อย สายตาทอดมองแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยคราบเลือดของจ้าวเซ่อเซ่อ แววตาปรากฏร่องรอยแห่งความเวทนาวูบหนึ่ง“หลิงอิน” เขาเอ่ยปาก “ช่างเถิด”ซูหลิงอินขอบตาแดงก่ำขึ้นมาทันที “ยามที่ท่านโหวพาข้าเข้าจวน ได้เอ่ยปากไว้เองมิใช่หรือ ว่าคนทั้งจวนล้วนต้องเชื่อฟังข้า”“หากวันนี้ยอมทำลายกฎเกณฑ์เพื่อฮูหยินโหว วันหน้าผู้คนพากันเอาเยี่ยงอย่าง อำนาจจัดการจวนโหวนี้ ข้าไม่ขอรับไว้ก็แล้วกัน!”เอ่ยจบ นางก็หมุนตัวเตรียมจะจากไปเซี่ยชิงเยี่ยนรีบคว้าตัวนางไว้ “ได้ ๆ ๆ ข้าไม่ยุ่งแล้ว”เขายกมือขึ้นปิดตาซู
اقرأ المزيد
บทที่ 2
หลังจากหงซิ่วจากไป จ้าวเซ่อเซ่อก็พักรักษาอาการบาดเจ็บอยู่ภายในห้องเพียงลำพังเสียงจั๊กจั่นนอกหน้าต่างดังระงม เกลียวคลื่นความร้อนในฤดูร้อนพัดพาเอาความเจ็บปวดมาโอบล้อมร่าง ทำให้นางนอนไม่หลับตลอดทั้งคืนจวบจนถึงวันงานพระราชสมภพของฮองเฮา นางจำต้องลากสังขารที่ยังไม่หายดี ฝืนประทินโฉมแต่งกายทว่ายามเมื่อนางเดินไปถึงหน้าประตูจวน กลับเห็นเซี่ยชิงเยี่ยนจูงม้ารออยู่ที่ลานเรือนแล้ว ส่วนซูหลิงอินในชุดอาภรณ์หรูหรา กำลังยืนแย้มยิ้มอยู่เคียงข้างเขา“เซ่อเซ่อ” เซี่ยชิงเยี่ยนช้อนตามองนาง น้ำเสียงราบเรียบ “จวนเรามีค่าใช้จ่ายวันละสิบอีแปะ เช่าม้าได้เพียงตัวเดียวและนั่งได้แค่สองคน”“ข้าจะพาหลิงอินไปวังหลวงก่อน เจ้าก็เดินไปเองเถิด”ปลายนิ้วของจ้าวเซ่อเซ่อสั่นสะท้าน นางกำแขนเสื้อเอาไว้แน่นจากจวนโหวไปถึงวังหลวง อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาถึงครึ่งชั่วยามนางอ้าปากคล้ายจะเอื้อนเอ่ย ทว่าสุดท้ายก็เพียงรับคำเสียงแผ่ว “ได้”นางมองดูเซี่ยชิงเยี่ยนประคองซูหลิงอินขึ้นหลังม้าอย่างระมัดระวัง จากนั้นจึงพลิกตัวขึ้นม้าอย่างคล่องแคล่ว วงแขนตระกองกอดเอวของซูหลิงอินเอาไว้ ปกป้องนางไว้ในอ้อมอกอย่างแน่นหนาเสียงฝีเท้าม้า
اقرأ المزيد
บทที่ 3
จ้าวเซ่อเซ่อราวกับถูกอสนีบาตฟาดฟัน โลหิตทั่วร่างคล้ายหยุดนิ่ง“ล้วนเป็นเพราะหลานสั่งสอนภรรยาได้มิค่อยดีนัก จึงทำให้ตัวนางกระทำความผิดใหญ่หลวงเช่นนี้” เซี่ยชิงเยี่ยนค้อมกายคารวะอย่างลึกซึ้ง “ขอเสด็จอาโปรดพระราชทานอภัย หลานจะจัดเตรียมของขวัญชิ้นใหม่มาถวายเพื่อเป็นการไถ่โทษพ่ะย่ะค่ะ”ถ้อยคำแต่ละคำล้วนดั่งคมมีดที่กรีดลึกลงกลางใจของจ้าวเซ่อเซ่อ นางเผยอปากขึ้น ทว่ากลับไร้ซึ่งสุ้มเสียงใดเล็ดลอดออกมา“นางจ้าว” ฮองเฮาทรงส่ายพระพักตร์ด้วยความผิดหวัง “เจ้าเคยขึ้นชื่อว่าเป็นสตรีที่เพียบพร้อมด้วยรูปโฉมและกิริยามารยาทแห่งเมืองหลวง ข้าชื่นชอบเจ้ามาโดยตลอด นึกไม่ถึงว่าบัดนี้เจ้าจะกระทำความผิดใหญ่หลวงถึงเพียงนี้ ช่างทำให้ข้าผิดหวังยิ่งนัก”“เห็นแก่ที่เจ้าเป็นถึงฮูหยินโหว โทษตายละเว้นได้ แต่โทษเป็นยากจะหลีกหนี ใครก็ได้—”“ตบปากหนึ่งร้อยที!”“ขอฮองเฮาโปรดทรงพิจารณาด้วยเพคะ!” จ้าวเซ่อเซ่อคุกเข่าคลานไปเบื้องหน้าสองก้าว “หม่อมฉันถูกใส่ร้าย!”ทว่าไม่ทันที่นางจะเอ่ยจบ แม่นมสองคนก็พุ่งตัวเข้ามา มือที่ราวกับคีมเหล็กกดทับลงบนไหล่ของนาง“เพียะ!”ฝ่ามือแรกฟาดลงมา จ้าวเซ่อเซ่อรู้สึกชาหนึบไปครึ่งซีกหน้า กลิ
اقرأ المزيد
บทที่ 4
สายน้ำเย็นเฉียบในทะเลสาบโอบล้อมดึงร่างนางดิ่งลึกลงไป แสงสว่างเบื้องหน้าค่อย ๆ พร่าเลือนก่อนสติสัมปชัญญะจะดับวูบ คล้ายว่านางได้เห็นภาพเจียงหนานในปีนั้น เซี่ยชิงเยี่ยนควบม้าเข้ามาหา อาภรณ์ขาวพิสุทธิ์ดุจหิมะ เขายื่นมือมาให้นาง “เซ่อเซ่อ กลับเมืองหลวงไปกับข้าดีหรือไม่?”“ข้าจะปกป้องคุ้มครองเจ้าไปชั่วชีวิต”“ฮูหยิน! ฮูหยิน!”จ้าวเซ่อเซ่อเบิกตากว้างอย่างตื่นตระหนก พลางหอบหายใจเฮือกใหญ่สาวใช้ตัวน้อยขอบตาแดงก่ำคุกเข่าอยู่ข้างเตียง “ในที่สุดท่านก็ฟื้นแล้ว!”นางกวาดตามองรอบกาย พบว่าตนเองนอนอยู่ภายในห้องนอนอันคุ้นเคย ทว่ารอบด้านกลับว่างเปล่าไร้ผู้คนความรู้สึกขาดอากาศหายใจยามน้ำในทะเลสาบมิดท่วมหัวคล้ายยังคงอยู่ นางนึกถึงแผ่นหลังของเซี่ยชิงเยี่ยนยามหันหลังเดินจากไป หัวใจราวกับถูกคนควักออกไปทั้งเป็น เจ็บปวดจนแทบขาดใจ“ผู้ใด... เป็นคนช่วยข้าไว้หรือ?”“เป็นแม่นมหลิวจากห้องครัวเห็นท่านตกน้ำ จึงได้ตะโกนเรียกหญิงรับใช้ชราหลายคนมาช่วยกันงมท่านขึ้นมาเจ้าค่ะ”จ้าวเซ่อเซ่อยิ้มขมขื่นเป็นถึงฮูหยินโหวผู้สูงศักดิ์ ทว่ายามตกน้ำกลับเป็นเพียงบ่าวไพร่ที่ช่วยเหลือ ในขณะที่ผู้เป็นสามีของนาง ยามนี้กำลังอ
اقرأ المزيد
บทที่ 5
จ้าวเซ่อเซ่อมองนางด้วยความตื่นตะลึง “เจ้าพูดเหลวไหลอันใดกัน!”“เพื่อช่วยคน เสียสละสักนิดจะเป็นไรไปเล่า?” ซูหลิงอินกล่าวอย่างผู้ที่คิดว่าตนมีเหตุผล “ท่านยายผู้นั้นน่าสงสารออกปานนั้น!”จ้าวเซ่อเซ่อถูกตรรกะอันน่าตื่นตะลึงของนางทำให้โมโหจนแทบคลั่ง กำลังจะหมุนตัวเดินจากไป ทว่าจู่ ๆ ต้นคอกลับปวดร้าวขึ้นมาวูบหนึ่ง——ก่อนที่ความมืดมิดจะเข้ากลืนกิน ภาพสุดท้ายที่นางเห็น คือใบหน้าเปื้อนยิ้มของซูหลิงอินยามตื่นขึ้นมาอีกครั้ง กลิ่นแป้งชาดฉุนกึกก็ทำเอาจ้าวเซ่อเซ่อสำลักจนไอออกมาติด ๆ กันนางพบว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนเตียงที่มีม่านมุ้งผ้าโปร่งสีแดง ร่างกายสวมเพียงเสื้อบางเบาดุจปีกจั๊กจั่น เผยให้เห็นผิวพรรณขาวผ่องเป็นวงกว้าง“โอ้ ตื่นแล้วรึ?” แม่เล้าที่แต่งหน้าทาปากเข้มจัดผู้หนึ่งบีบปลายคางของนางเพื่อพินิจพิเคราะห์ “แม้จะมิใช่สาวบริสุทธิ์ ทว่าใบหน้านี้กลับงดงามล่มเมืองยิ่งนัก...”นางหันหน้าไปตะโกนสั่ง “ใครก็ได้ มาแต่งหน้าแต่งตัวให้แม่นางผู้นี้ คืนนี้ก็แขวนป้ายรับแขกได้เลย!”“บังอาจ!” จ้าวเซ่อเซ่อดิ้นรนตะเกียกตะกายลุกขึ้นมา “ข้าคือฮูหยินอู่อันโหว! พวกเจ้ากล้าดีอย่างไร!”แม่เล้าตวัดฝ่ามือตบหน้านาง
اقرأ المزيد
บทที่ 6
จ้าวเซ่อเซ่อเก็บตัวอยู่แต่ในเรือนมิยอมออกไปไหนมาหลายวันแล้วหลังจากหงซิ่วจากไป นางก็ไร้ซึ่งแม้แต่ผู้ใดจะพูดคุยด้วย ทุกวันได้แต่เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างจวบจนถึงวันล่าสัตว์หลวง นางจำต้องฝืนสังขารที่ยังไม่หายดี ลุกขึ้นมาแต่งเรือนร่างอย่างยากลำบากณ ลานล่าสัตว์มีธงทิวโบกสะบัด เหล่าเชื้อพระวงศ์และขุนนางต่างควบม้าถือแส้ ช่างคึกคักยิ่งนักเซี่ยชิงเยี่ยนในชุดขี่ม้าสีหมึก กำลังประคองซูหลิงอินขึ้นม้าอย่างระมัดระวัง“ท่านโหว ข้ากลัวเจ้าค่ะ...” ซูหลิงอินเอ่ยเสียงหวาน พลางเอนกายพิงอกเซี่ยชิงเยี่ยน“อย่ากลัวไปเลย” เซี่ยชิงเยี่ยนเอ่ยน้ำเสียงอ่อนโยน “ข้าจะสอนเจ้าเอง”จ้าวเซ่อเซ่อขึ้นขี่ม้าของตนเงียบ ๆ แล้วตามไปเบื้องหลังนางมองดูเซี่ยชิงเยี่ยนจับมือสอนซูหลิงอินง้างคันธนู คอยจัดระเบียบท่าทางให้อย่างอดทน เฉกเช่นเดียวกับที่เคยสอนนางเมื่อวันวาน“ฮูหยินจะลองดูบ้างหรือไม่?” สตรีสูงศักดิ์นางหนึ่งยื่นคันธนูและลูกธนูมาให้จ้าวเซ่อเซ่อรับมา เล็งไปยังกวางตัวหนึ่งที่อยู่ไกลออกไป แล้วปล่อยลูกศรออกไป——“โดนแล้ว!” ผู้คนต่างร้องตะโกนนางเพิ่งจะก้าวไปข้างหน้า กลับได้ยินซูหลิงอินร้องอุทาน “กวางงดงามยิ่งนัก
اقرأ المزيد
บทที่ 7
จ้าวเซ่อเซ่อร่างแข็งทื่อนางนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะดึงปิ่นหยกบนเรือนผมส่งให้หมอพเนจร “ท่านหมอ โปรดรับสิ่งนี้ไว้ ถือเสียว่าเป็นค่ารักษาเถิด...”ยามเดินทางกลับจวน นางเดินผ่านเรือนของซูหลิงอิน แลเห็นเซี่ยชิงเยี่ยนกำลังป้อนยาให้ซูหลิงอินอย่างระมัดระวัง ท่วงท่าอ่อนโยนราวกับกำลังทะนุถนอมของวิเศษที่หาได้ยากยิ่ง“กลับมาแล้วหรือ?” เซี่ยชิงเยี่ยนเงยหน้าขึ้นปรายตามองนางแวบหนึ่ง แล้วก้มหน้าลงไปปลอบโยนซูหลิงอินต่อ “ดื่มอีกสักคำเถิด หืม?”จ้าวเซ่อเซ่อมิได้เอ่ยตอบ กลับเดินตรงดิ่งกลับเรือนของตนเองไปทว่าสิ่งที่นางคาดไม่ถึงก็คือ ในค่ำคืนนั้น ข่าวลือได้แพร่สะพัดไปทั่วจวนโหวราวกับโรคระบาด“ได้ยินว่ายามที่พบตัวฮูหยิน เสื้อผ้าของนางหลุดลุ่ยไม่เรียบร้อย”“นั่นสิ? ทั้งยังมอบปิ่นปักผมที่พกติดตัวให้หมอเถื่อนไปอีก ไม่แน่ว่าอาจจะมีเรื่องชู้สาว...”“แหม ช่างขายขี้หน้าจวนโหวเสียจริง...”ข่าวลือยิ่งลือก็ยิ่งหนาหู กระทั่งแพร่กระจายไปทั่วทั้งเมืองหลวงเซี่ยชิงเยี่ยนเพิ่งจะเอ่ยปากสั่งให้พ่อบ้านไปจัดการระงับข่าวลือ ซูหลิงอินก็ดึงแขนเสื้อของเขาเอาไว้ “ท่านโหว การระงับข่าวลือต้องใช้เงินทองจำนวนมากเชียวนะเจ้
اقرأ المزيد
บทที่ 8
ผู้คนทั่วทั้งงานต่างแตกตื่นฮือฮา!ซูหลิงอินขบริมฝีปากสีชาด นัยน์ตาจ้องเขม็งไปทางจ้าวเซ่อเซ่อราวกับจะทิ่มแทง “ความดีที่ท่านโหวมีต่อข้า ข้าล้วนจดจำไว้ในใจ ทว่าแม้ตำแหน่งภรรยาเท่าเทียมจะกล่าวว่ามีศักดิ์ศรีทัดเทียมกัน แต่ฮูหยินอย่างไรเสียก็มีฐานะสูงส่ง ข้าเป็นเพียงหญิงชาวบ้าน หากเข้าจวนไปแล้วถูกนางรังแกเข้าจะทำเช่นไรเล่า?”“มีข้าอยู่ทั้งคน นางมิกล้ารังแกเจ้าหรอก”“เรื่องนั้นใครเล่าจะรับประกันได้” ซูหลิงอินปรายตามองจ้าวเซ่อเซ่อคราหนึ่ง “เว้นเสียแต่ว่า...”“เว้นเสียแต่สิ่งใดหรือ?” เซี่ยชิงเยี่ยนเอ่ยถามต่อ“เว้นเสียแต่จะยอมให้ข้าตั้งกฎระเบียบแก่ฮูหยินต่อหน้าผู้คนเสียก่อน”“ให้ข้าลงมือฝังเข็มลงบนร่างนางเก้าร้อยเก้าสิบเก้าเล่มด้วยตนเอง เช่นนี้นางจึงจะยอมอ่อนน้อมเชื่อฟัง และภายภาคหน้าจะมิได้รังแกข้าเพียงเพราะฐานะอันต่ำต้อยของข้าอีก...”ผู้คนทั่วทั้งงานแตกตื่นฮือฮาขึ้นมาอีกระลอก เหล่าแขกเหรื่อต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่กจ้าวเซ่อเซ่อผุดลุกขึ้นยืนในทันใด ใบหน้าของนางซีดเผือดราวกับกระดาษ “ข้าไม่ยอม!”เซี่ยชิงเยี่ยนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ ก้าวเดินไปเบื้องหน้าจ้าวเซ่อเซ่อ น้ำเสียงของเขา
اقرأ المزيد
บทที่ 9
เมื่อได้สดับเนื้อความในราชโองการ เซี่ยชิงเยี่ยนก็ตกตะลึงงันอยู่กับที่ ไม่อยากเชื่อเลยว่าองค์ฮ่องเต้จะทรงมีรับสั่งให้พวกเขาหย่าร้างกันด้วยพระองค์เองส่วนจ้าวเซ่อเซ่อกลับลากเรือนร่างที่เต็มไปด้วยบาดแผลด้วยท่าทีราวกับได้รับการปลดปล่อย นางโขกศีรษะลงกับพื้นอย่างแรง “ขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณ หม่อมฉัน น้อมรับราชโองการเพคะ!”สิ้นคำพูด นางก็รับราชโองการฉบับนั้นมา หยัดกายลุกขึ้นยืนแล้วมองไปยังเซี่ยชิงเยี่ยนนางอยู่ร่วมกับบุรุษผู้นี้มาถึงสามปี จากที่เคยรักใคร่กลมเกลียวจนบัดนี้กลับกลายเป็นดั่งคนแปลกหน้า ความทรงจำนับไม่ถ้วนพรั่งพรูเข้ามาในห้วงความคิด ราวกับได้พานพบมาเนิ่นนานชั่วชีวิตหนึ่งนางเมื่อสามปีก่อน ย่อมไม่มีทางนึกฝันว่าตนกับเซี่ยชิงเยี่ยนจะมีวันนี้ ทว่าสามปีให้หลัง…จ้าวเซ่อเซ่อยิ้มบางเบา วางราชโองการทิ้งไว้เบื้องหน้าเซี่ยชิงเยี่ยน“เซี่ยชิงเยี่ยน นับแต่นี้สืบไป พวกเราอย่าได้พานพบกันอีก หวังว่าท่านกับซูหลิงอินจะครองรักกันยืนยาว”กล่าวจบ นางก็นำเพียงหงซิ่วเดินออกจากจวนตระกูลเซี่ยไปทางด้านขันทีหลังจากประกาศราชโองการเสร็จสิ้นก็ปรายตามองการประดับประดาทั่วจวน เผยสีหน้ากระจ่างแจ้ง “ที
اقرأ المزيد
บทที่ 10
วันที่สองหลังจากการหย่าร้าง ภายในจวนโหวก็จัดงานมงคล ประดับประดาโคมไฟและผูกผ้าสีสันสดใส ราวกับต้องการให้ทุกคนรู้ว่าพวกเขาแต่งงานกันแล้วค่าใช้จ่ายในจวนมิได้เป็นเช่นกาลก่อน ยามมองดูซูหลิงอินเลือกของตกแต่งที่ราคาแพงที่สุดทีละชิ้น เซี่ยชิงเยี่ยนจึงเอ่ยหยอกเย้าขึ้น“ในจวนมิใช่มีกฎว่าห้ามใช้จ่ายเกินสิบอีแปะหรอกหรือ? เหตุใดตอนนี้จึงไม่มีแล้วเล่า?”ซูหลิงอินแย้มยิ้มอย่างเอียงอาย “นั่นมันยามปกติ ทว่าครานี้คือการแต่งงานของเรา ท่านโหวจะตัดใจมอบสินสอดให้ข้าเพียงสิบอีแปะจริง ๆ หรือเจ้าคะ?”เซี่ยชิงเยี่ยนย่อมมิได้ตระหนี่เงินทองเหล่านี้ อีกอย่างหากวันแต่งงานจัดอย่างซอมซ่อ จะเป็นที่น่าขันเพียงไร?เขาเพิ่งจะเอ่ยปากรับคำ เสียงแหลมของใครคนหนึ่งก็พลันดังแทรกขึ้นมา“วันแต่งงานของท่านสำคัญกว่าชีวิตของฮูหยินจ้าวหรือ!” สาวใช้คนหนึ่งมองเซี่ยชิงเยี่ยนด้วยความโกรธแค้น นางคุกเข่าลงกับพื้นดังตุบ น้ำเสียงกังวานชัดเจน “ท่านโหว ตอนที่ฮูหยินจ้าวล้มป่วยหนักลุกไม่ขึ้น ต้องการเงินเพียงสามตำลึงเพื่อรักษา ทว่าแม่นางซูหลิงอินกลับไม่อนุญาต บัดนี้เงินที่จ่ายไปไหนเลยจะแค่สามตำลึง? สามร้อยตำลึง สามพันตำลึงก็ยังไม่หยุดหย่อ
اقرأ المزيد
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status