Share

บทที่ 2

Author: ขี่หอยทากซิ่ง
เสิ่นจิงหลานก้าวเข้ามาในลานเรือน ความหนาวเหน็บของสายฝนซึมลึกทะลุเสื้อผ้าเข้าไปถึงกระดูก มวยผมที่หนักอึ้งหลุดลุ่ยแนบชิดติดกับลำคอ

ไป๋จื่อมองเห็นมาแต่ไกล จึงรีบร้องบอกเข้าไปในห้องโถงด้านในด้วยความดีใจ “ฮูหยินกลับมาแล้วเจ้าค่ะ!”

สิ้นเสียง ทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังมาจากด้านใน เซี่ยเสวียนจี้ก้าวพรวดเดียวออกมา รวบตัวนางเข้าไปกอดไว้แน่น

ไออุ่นจากกายเขาส่งผ่านเสื้อผ้าที่เปียกชื้น น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความห่วงใยและปวดใจ “เจ้าไปไหนมา เหตุใดถึงได้เปียกปอนดูไม่ได้เช่นนี้? รีบตามข้าเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องเถิด ระวังจะจับไข้เอาได้”

“ไม่เป็นไร” นางตอบเสียงแผ่ว น้ำเสียงราบเรียบไร้ระลอกคลื่นใดๆ พลางผละออกจากอ้อมอกของเขาอย่างช้าๆ “ข้าเข้าวังมา”

เซี่ยเสวียนจี้ดูเหมือนมีเรื่องในใจ จึงไม่ได้ซักไซ้ต่อว่านางเข้าวังไปทำไม เพียงแต่ร้องสั่งให้สาวใช้รีบไปต้มน้ำร้อน แล้วหยิบผ้าสะอาดมาเช็ดผมให้นาง

เขาเอื้อมมือจะช่วยถอดเสื้อผ้าที่เปียกชื้นออกให้ เสิ่นจิงหลานถอยหลังไปครึ่งก้าวตามสัญชาตญาณ แต่งงานมาห้าปีไม่เคยเข้าหอ เซี่ยเสวียนจี้รักษาระยะห่างระหว่างชายหญิงอย่างเคร่งครัดมาตลอด การใกล้ชิดกันเพียงเล็กน้อยก็เคยทำให้นางใจเต้นแรง ทว่ายามนี้นางกลับรู้สึกอึดอัดไปทั้งตัว

“เรื่องพวกนี้ให้ไป๋จื่อทำเถอะ!”

เมื่อได้ยินดังนั้น มือของเซี่ยเสวียนจี้ที่ยื่นออกไปก็ชะงักค้างกลางอากาศ ความตื่นตระหนกวูบหนึ่งพาดผ่านก้นบึ้งของหัวใจ ทว่าใบหน้ายังคงอ่อนโยนและสงบนิ่ง เขาถอยฉากออกไปจากห้องด้านในอย่างว่าง่าย

ไอน้ำร้อนกรุ่นลอยอวลจนชวนให้ง่วงงุน เสิ่นจิงหลานเอนกายพิงขอบอ่างอาบน้ำ เรื่องราวในอดีตหลั่งไหลเข้ามาดั่งกระแสน้ำ ทลายกำแพงในใจจนหมดสิ้น

มารดาผู้ให้กำเนิดของนางด่วนจากไปตั้งแต่ยังเล็ก นางจึงถูกฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยเลี้ยงดูมา

เซี่ยเสวียนจี้ในตอนนั้นซุกซนเหมือนลิงค่าง ชอบปีนป่ายหลังคา เขาชอบแกล้งซ่อนดอกไม้ผ้าที่นางหวงแหน พอเห็นนางร้อนใจจนน้ำตาแทบจะร่วง เขาก็จะหยิบมันออกมาดั่งเล่นกลแล้วแกว่งไปมาอย่างได้ใจ หรือแอบวาดรูปเต่าน้อยขี้เหร่ลงบนกระดาษที่นางใช้คัดลายมือ จนนางต้องวิ่งไล่ตีเขาไปทั่วลานเรือน เสียงหัวเราะของทั้งคู่ดังจนฝูงนกบนต้นไม้แตกตื่น

เขามักจะมีวิธีรบกวนจิตใจนางเสมอ และก็มักจะมีวิธีที่งุ่มง่ามยิ่งกว่าในการง้อนางให้กลับมาหัวเราะได้ทั้งน้ำตา การหยอกล้อตีกันในตอนนั้น การถูกเนื้อต้องตัวล้วนเป็นไปอย่างเปิดเผย แฝงไว้ด้วยความจริงใจบริสุทธิ์แบบเพื่อนสมัยเด็กที่เติบโตมาด้วยกัน

วันที่นางหอบชัยชนะกลับมา เขาต้อนรับนางด้วยขบวนสินสอดที่ทอดยาวเป็นสิบลี้ นับแต่นั้นมาเขาก็ปฏิบัติต่อนางอย่างอ่อนโยนและเอาใจใส่จนไม่มีที่ติ

แต่นางกลับรู้สึกเสมอว่า ระหว่างพวกเขามีม่านบางๆ ที่มองไม่เห็นขวางกั้นอยู่ มาวันนี้นางถึงได้เข้าใจกระจ่างแจ้งแล้วว่า เด็กหนุ่มที่เคยรักนางคนนั้น ท้ายที่สุดแล้วก็ได้ตกหลุมรักคนอื่นไปแล้วในช่วงเวลาที่เฝ้ารอนาง

หยดน้ำอุ่นๆ หยดหนึ่งกลิ้งหล่นจากหางตา ร่วงหล่นลงผสมกับน้ำในอ่าง จนแยกไม่ออกว่าเป็นน้ำตาหรือน้ำอาบ

เสิ่นจิงหลานจัดการแต่งตัวจนเรียบร้อย นางเอนกายพิงตั่งนุ่มอย่างเหม่อลอย แต่รอบกายกลับคล้ายกับว่ายังคงมีไอเย็นของค่ำคืนฝนตกวนเวียนอยู่

จังหวะนั้นเอง เซี่ยเสวียนจี้ก็ประคองชามน้ำขิงเดินเข้ามา เขาวางชามกระเบื้องเคลือบสีขาวลงข้างมือนางอย่างแผ่วเบา เอ่ยเสียงนุ่ม “รีบดื่มตอนที่ยังร้อนๆ เถิด จะได้ขับไล่ความเย็น”

เสิ่นจิงหลานไม่ได้ดื่ม นางเพียงแค่ใช้ช้อนกระเบื้องเคลือบคนเบาๆ จนผิวน้ำกระเพื่อมเป็นวงคลื่น จู่ๆ นางก็เอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบไร้ระลอกคลื่น “วันนี้ เสี่ยงทายได้ฤกษ์มงคลหรือไม่?”

ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบงันทันที

เซี่ยเสวียนจี้นิ่งเงียบอยู่นาน ลูกกระเดือกขยับเล็กน้อย ก่อนจะเค้นสองคำออกมาแผ่วเบาในที่สุด “ไม่ได้”

เสิ่นจิงหลานช้อนตาขึ้นมองเขาเงียบๆ สายตาใสกระจ่างดุจน้ำแข็ง ราวกับสามารถมองทะลุเปลือกนอกที่เขาเสแสร้งไว้ได้ทั้งหมด

ความรู้สึกผิดวูบผ่านใบหน้าของเซี่ยเสวียนจี้ไปอย่างรวดเร็ว เขาหลบสายตานางตามสัญชาตญาณ “พวกเรายังเด็กอยู่ เรื่องการ... เข้าหอ ไม่เห็นต้องรีบร้อนเลย”

มือที่กำลังคนช้อนหยุดชะงักงัน ช้อนกับชามกระเบื้องเคลือบกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊ง

“ท่านแม่ก็อายุมากแล้ว ตระกูลเซี่ยก็สืบทอดทายาทสายตรงเพียงคนเดียวมาถึงเก้าชั่วอายุคน มิสู้พวกเรา...”

คำว่า “หย่าขาด” แขวนอยู่ที่ริมฝีปากแล้ว ทว่ากลับถูกเสียงเรียกจากหน้าประตูดังขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน “ฮูหยินเจ้าคะ ฮูหยินผู้เฒ่าเชิญท่านไปพูดคุยด้วยเจ้าค่ะ”

คิ้วของเซี่ยเสวียนจี้ขมวดเข้าหากันแน่นในพริบตา หลายปีมานี้ มารดาของเขาค่อนข้างหมกมุ่นกับการอยากได้หลาน การเรียกนางไปในเวลานี้ ย่อมไม่มีเรื่องดีแน่

“ข้าจะไปกับเจ้าด้วย” น้ำเสียงของเขาหนักแน่นเฉียบขาด

“ไม่ต้อง”

เสิ่นจิงหลานเบี่ยงตัวหลบ ทว่าเขากลับชิงคว้ามือนางไว้ได้ก่อน มืออีกข้างหนึ่งบีบจมูกนางเบาๆ สองสามที น้ำเสียงทุ้มต่ำและอ่อนโยน “มีสามีอยู่ทั้งคน จะไม่ปล่อยให้เจ้าต้องเสียเปรียบหรอก”

ตอนเด็กๆ เวลานางทำผิดแล้วถูกท่านพ่อลงโทษ เขาก็มักจะจูงมือนางแบบนี้เสมอ “มีข้าอยู่ ไม้เรียวของท่านลุงไม่มีทางได้แตะต้องตัวเจ้าแม้แต่ทีเดียวหรอก”

ความทรงจำทิ่มแทงหัวใจของนางจนปวดแปลบขึ้นมา

ทั้งสองเดินมาถึงประตูเรือน บ่าวรับใช้คนสนิทของเขาก็วิ่งหน้าตั้งเข้ามาด้วยสีหน้าดีใจสุดขีด แต่พอเห็นว่าเสิ่นจิงหลานอยู่ด้วย ความยินดีนั้นก็แข็งค้างอยู่บนใบหน้า หุบยิ้มแทบไม่ทัน

เซี่ยเสวียนจี้หน้าตึง น้ำเสียงเย็นเยียบขึ้นมาทันที “ไอ้พวกไม่ได้เรื่อง! ทะเล่อทะล่าเข้ามา ระวังจะชนฮูหยินเข้า!”

บ่าวรับใช้รีบค้อมตัวลง แล้วขยับเข้าไปกระซิบข้างหูเซี่ยเสวียนจี้อย่างร้อนรน

เสิ่นจิงหลานหูไวมาก คำพูดของบ่าวรับใช้จึงดังเข้าหูนางอย่างชัดเจน

“นายท่าน คุณหนูเฉียนเยว่กลับมาแล้วขอรับ ตอนนี้มาถึงนอกประตูเมืองแล้ว”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ร้างรักจิงหลาน สิ้นขาดเยื่อใย   บทที่ 16

    งานเลี้ยงฉลองวันพระราชสมภพของฮ่องเต้ แขกเหรื่อดื่มกินกันอย่างชื่นมื่น บรรยากาศเต็มไปด้วยความสุขศานต์ เสียงเครื่องดนตรีบรรเลงเพลงไพเราะเสนาะหู เสียงหัวเราะพูดคุยดังขึ้นไม่ขาดสายกลางงานเลี้ยง ทว่า ความรื่นเริงนี้กลับถูกผู้มาเยือนที่ไม่ได้รับเชิญทำลายลงอย่างกะทันหัน เซี่ยเสวียนจี้ที่เงียบหายไปนานจู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้น เขาสวมชุดเต็มยศของราชครูในวันวาน เส้นผมหวีเรียบแปล้ไร้ที่ติ ทว่ากลับไม่อาจปกปิดความซูบผอมซีดเซียวบนใบหน้าและแววตาที่เบิกโพลงอย่างผิดปกติได้ การปรากฏตัวของเขาทำให้ทั่วทั้งท้องพระโรงเงียบกริบลงในพริบตา ชนิดที่ว่าเข็มตกสักเล่มยังได้ยิน สีพระพักตร์ของฮ่องเต้ทะมึนลงทันที เหล่าขุนนางต่างเงียบกริบราวกับจักจั่นในฤดูหนาว ไม่มีใครกล้าปริปากส่งเสียง ทว่าเซี่ยเสวียนจี้กลับเมินเฉยต่อบรรยากาศอันน่าอึดอัดนี้ สายตาของเขามองทะลุผ่านทุกคน ไปหยุดนิ่งอยู่ที่เสิ่นจิงหลานซึ่งนั่งอยู่เคียงข้างฮ่องเต้อย่างลุ่มหลงและอาวรณ์ เขาก้าวเดินเข้าไปหน้าพระพักตร์ทีละก้าว สายตาไม่ยอมละไปจากเสิ่นจิงหลานเลยแม้แต่เสี้ยววินาที น้ำเสียงอ่อนโยนเสียจนชวนให้ขนลุกซู่“จิงหลาน ข้ามารับเจ้าไปแต่งงานแล้ว”คนทั้งง

  • ร้างรักจิงหลาน สิ้นขาดเยื่อใย   บทที่ 15

    น้ำเสียงของเสิ่นจิงหลานยังคงราบเรียบ ทว่ากลับประดุจมีดเหล็กกล้าที่แทงทะลุกลางใจของเขาอย่างโหดเหี้ยม เซี่ยเสวียนจี้พ่ายแพ้ราบคาบต่อคำถามที่ถาโถมเข้ามาของนาง เขาทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือดโดยสิ้นเชิง เขาอ้าปากอยากจะอธิบายอะไรบางอย่าง ทว่ากลับพบว่าตนเองไม่อาจหาคำแก้ตัวใดๆ ให้กับตัวเองได้อีกแล้ว“เจ้ารังเกียจข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ โอกาสสักครั้งก็ไม่ยอมให้ข้าเลยงั้นหรือ?”เสิ่นจิงหลานมองดูคนตรงหน้าอย่างเงียบๆ ในแววตาของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและสำนึกเสียใจ“เซี่ยเสวียนจี้ ข้าไม่เกลียดเจ้าหรอกนะ เกลียดคนคนหนึ่งมันเหนื่อยเกินไป ข้าเพียงแค่หวังว่าชาตินี้ ไม่ว่าจะอยู่หรือตาย ก็ขออย่าได้พบเจอกันอีกเลย” ไม่ว่าจะอยู่หรือตายก็ไม่ขอพบเจองั้นหรือ? คำพูดประโยคนี้ราวกับคำพิพากษาครั้งสุดท้าย ที่กดทับเซี่ยเสวียนจี้จนเงยหน้าไม่ขึ้น ท่านแม่ของเขา ภรรยาของเขา ล้วนแต่ไม่ขอพบเจอเขาอีกไม่ว่าจะอยู่หรือตาย“หึ...” รอยยิ้มขื่นขมผุดขึ้นที่มุมปากเซี่ยเสวียนจี้เดินเหม่อลอยออกจากประตูจวนตระกูลเสิ่น ลมหนาวในฤดูหนาวพัดบาดใบหน้า ทว่ากลับเทียบไม่ได้กับความหนาวเหน็บในใจของเขาแม้แต่เศษเส

  • ร้างรักจิงหลาน สิ้นขาดเยื่อใย   บทที่ 14

    เสิ่นจิงหลานกลับมาถึงจวนเก่าตระกูลเสิ่น เรือนยังคงสะอาดสะอ้านเหมือนเช่นเคย แม้แต่ต้นเหมยในเรือนเก่าของนางก็ยังได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดี บนกิ่งก้านประดับประดาไปด้วยดอกตูมเล็กๆ เต็มไปหมดบ่าวชราถือไม้กวาดเดินเข้ามาหา คิ้วที่ขาวโพลนขมวดเข้าหากันเป็นปม ลดเสียงลงบ่นกระปอดกระแปด “คุณหนู ไอ้คนแซ่เซี่ย... ไอ้เดรัจฉานนั่น ยังคงเฝ้าอยู่หน้าประตู ไล่อย่างไรก็ไม่ยอมไป! หิมะตกหนักหนาวเหน็บปานนี้ บ่าวล่ะกลัวจริงๆ ว่ามันจะมาแข็งตายอยู่หน้าประตูบ้านพวกเราให้เป็นเสนียดจัญไรเปล่าๆ!”เสิ่นจิงหลานประคองถ้วยชาร้อน เป่าใบชาที่ลอยอยู่เบาๆ แล้วจิบคำหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ให้เขาเข้ามาเถอะ” ตั้งแต่วินาทีที่นางตัดสินใจกลับมาเมืองหลวง ก็รู้ดีว่านางกับเซี่ยเสวียนจี้ย่อมต้องมีวันที่จะได้พบหน้ากันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปมบางอย่าง ก็ต้องลงมือแก้ด้วยตัวเอง เส้นทางบางสาย ก็ต้องเผชิญหน้าขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจน ท่ามกลางกลิ่นหอมของชาที่ลอยกรุ่น ทั้งสองคนนั่งประจันหน้ากันเสิ่นจิงหลานจับป้านชา รินชาร้อนให้เขาหนึ่งถ้วย ท่วงท่าลื่นไหลทว่าเหินห่าง “ใต้เท้าเซี่ย มาหาข้ามีธุระอันใดหรือ?” น้ำเสียงของนางเป็นเพียงกา

  • ร้างรักจิงหลาน สิ้นขาดเยื่อใย   บทที่ 13

    “ท่านแม่ทัพเสิ่น มีจดหมายจากเมืองหลวงมาอีกแล้วขอรับ” มองดูตัวอักษรที่คุ้นเคยบนจดหมาย ภายในใจของเสิ่นจิงหลานก็เกิดระลอกคลื่นขึ้นเล็กน้อย นางไม่อยากรับรู้เรื่องราวใดๆ ที่เกี่ยวกับเซี่ยเสวียนจี้อีก ทว่าเรื่องการหย่าขาดของนางดูเหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่โตมาก ข่าวคราวจึงถูกส่งเข้าหูนางอยู่ไม่ขาดสาย นางรู้ว่าตอนนี้เซี่ยเสวียนจี้เป็นเพียงราชครูแต่ในนาม ส่วนซูเฉียนเยว่ถูกลงโทษประหารด้วยการใช้ม้าห้าตัวแยกร่างไปแล้ว ฝ่าบาททรงมีพระราชโองการลงมาด้วยพระองค์เอง เพื่อเชิดชูคุณงามความดีของนางและท่านพ่อ ข้อกล่าวหาที่ว่าเป็นตัวกาลกิณีอะไรนั่น จะไม่มีใครหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกต่อไป นางโยนจดหมายฉบับนั้นลงกองไฟอย่างไม่ใส่ใจ พลางสั่งการว่าวันหลังหากมีจดหมายจากเซี่ยเสวียนจี้มาอีก ก็ไม่ต้องเอามาให้นาง บางทีเขาอาจจะกำลังสำนึกเสียใจ แต่แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนางเล่า“เสิ่นจิงหลาน มัวแต่หลบซ่อนตัวปักผ้าอยู่ในกระโจมหรืออย่างไร ถึงได้ชักช้าปานนี้ ขืนยังไม่ออกมาอีกจะพลาดฝนดาวตกที่พันปีจะมีสักหนเอานะ” เสียงที่ฟังดูน่าโดนเตะดังมาจากนอกกระโจม“หลี่เฉิงเยี่ย เจ้าปีกกล้าขาแข็งขึ้นแล้วสินะ!” เสิ่นจิงหลานถือแส้พุ่งพรวดออ

  • ร้างรักจิงหลาน สิ้นขาดเยื่อใย   บทที่ 12

    เขาส่งคนไปสืบสวน ความจริงที่ได้รับทำเอาเขาตกตะลึงจนแทบช็อก ที่แท้ปีนั้นซูเฉียนเยว่ไม่ได้จากไปเพราะถูกฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยบีบบังคับ แต่นางไปถูกตาต้องใจจอมยุทธ์พเนจรคนหนึ่งเข้า จึงได้หนีตามเขาไปท่องยุทธภพต่างหาก การกลับมาเมืองหลวงครั้งนี้ก็ไม่ได้ตั้งใจจะมาหาเขา แต่เป็นเพราะจอมยุทธ์ผู้นั้นมีภรรยาอยู่ก่อนแล้ว เรื่องที่นางตั้งครรภ์จึงเป็นที่ยอมรับไม่ได้สำหรับภรรยาเอกนางกับจอมยุทธ์นัดแนะแยกย้ายกันหนีตามมาที่เมืองหลวง นึกไม่ถึงว่าจะถูกเซี่ยเสวียนจี้พบตัวเข้าที่หน้าประตูเมืองเสียก่อน พอเห็นถึงความรักอันลึกซึ้งของเซี่ยเสวียนจี้ นางกับชายชู้จึงวางแผนการชั่วร้าย ให้นางแต่งงานกับเซี่ยเสวียนจี้เพื่อให้เขารับเป็นพ่อเด็ก แบบนี้ทรัพย์สมบัติมหาศาลของจวนราชครูก็จะตกเป็นของครอบครัวพวกเขาสามคนพ่อแม่ลูก เซี่ยเสวียนจี้สัมผัสได้ถึงความอัปยศอดสูอย่างหาที่สุดไม่ได้ เขาชักกระบี่ออกมาหมายจะฟันจอมยุทธ์ผู้นั้นให้ตายคาที่ ทว่าซูเฉียนเยว่กลับถลันเข้ามาขวางหน้าไว้“อย่าทำร้ายสามีข้านะ”เซี่ยเสวียนจี้ขบกรามแน่นจนเลือดซึมที่มุมปาก“ซูเฉียนเยว่ ข้าถามตัวเองว่าไม่เคยทำไม่ดีต่อเจ้า ช่วยเจ้าออกมาจากสลัม เลี้ยงดูปู

  • ร้างรักจิงหลาน สิ้นขาดเยื่อใย   บทที่ 11

    เช้าตรู่ในฤดูหนาวอันหนาวเหน็บ ฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยถอดปิ่นปล่อยผมสยาย เดินเท้าเปล่าย่ำไปบนแผ่นหินสีเขียวที่ปกคลุมไปด้วยน้ำค้างแข็ง น้ำเสียงแหบพร่าดังก้องไปทั่วเมืองหลวง “หม่อมฉันสกุลเซี่ย อบรมสั่งสอนบุตรชายไม่ดี ปล่อยให้เซี่ยเสวียนจี้บุตรชายของหม่อมฉัน เห็นแก่ความปรารถนาส่วนตัว แอบเปลี่ยนคำทำนายฤกษ์ดีร้าย ทำลายชื่อเสียงของเทพสงครามเสิ่นจิงหลาน ขอฝ่าบาททรงลงอาญาด้วยเพคะ” ผ่านไปเพียงครึ่งค่อนวัน ข่าวฉาวเรื่องที่ราชครูแอบเปลี่ยนคำทำนายถึงเก้าสิบเก้าครั้งเพื่อหญิงงาม ก็แพร่สะพัดไปทั่วทุกตรอกซอกซอย ราชสำนักสั่นสะเทือน ฝ่าบาทกริ้วจัด มีราชโองการตำหนิอย่างรุนแรง หากไม่เห็นแก่ที่ตระกูลเซี่ยจงรักภักดีต่อชาติบ้านเมืองมาถึงเก้าชั่วอายุคนล่ะก็ ทรงอยากจะสั่งประหารเขาเสียให้รู้แล้วรู้รอดชาวบ้านต่างโกรธแค้นที่ถูกปั่นหัวหลอกลวง ส่วนคนที่เคยด่าทอเสิ่นจิงหลานก่อนหน้านี้ก็ยิ่งรู้สึกผิดอย่างหนัก ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าราชครูที่เที่ยงธรรมและเคร่งครัดมาตลอด จะกล้าทำเรื่องพรรค์นี้ลงคอ ความน่าเชื่อถือของราชครูป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดี ไม่มีใครเชื่อถือเขาอีกต่อไป ตำแหน่งราชครูแห่งต้าเซี่ยที่ได้รับความเคารพรักจากราษ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status