แชร์

บทที่ 7

ผู้เขียน: ขี่หอยทากซิ่ง
พรุ่งนี้ก็คือวันที่เสิ่นจิงหลานจะจากไป และก็เป็นวันที่เซี่ยเสวียนจี้จะแต่งภรรยาเอกร่วมเข้ามา

เสิ่นจิงหลานนั่งอยู่ในห้องที่ว่างเปล่า ด้านหน้าของนางมีหีบใบใหญ่สองใบวางอยู่ ด้านในเต็มไปด้วยของขวัญที่เซี่ยเสวียนจี้เคยมอบให้นางตลอดหลายปีที่ผ่านมา

กลองป๋องแป๋งธรรมดาๆ ในตอนเด็ก ปิ่นปักผมตอนถึงวัยปักปิ่น มีดสั้นก่อนออกรบ เครื่องประดับและชาดทาปากหลังแต่งงาน

นางโยนของขวัญเหล่านั้นลงในเตาไฟ ไม่นานนักก็ถูกเผาจนมอดไหม้ไปหมดสิ้น

ในมือของนางเหลือเพียงกล่องไม้จันทน์อันประณีตเพียงใบเดียว

ด้านในอัดแน่นไปด้วยจดหมายที่เซี่ยเสวียนจี้เขียนถึงนางตลอดห้าปีที่อยู่ชายแดน

จากช่วงแรกที่ได้รับทุกวัน จนกระทั่งตอนหลังต้องรอหลายเดือนกว่าจะได้รับจดหมายที่มีข้อความเพียงไม่กี่คำ นางโยนมันลงเตาไฟทีละฉบับๆ

สายลมพัดเอาเถ้าถ่านปลิวว่อน ร่วงหล่นกระจัดกระจายไปทั่วทิศ

“เจ้ากำลังเผาอะไรอยู่?” เซี่ยเสวียนจี้ว่าที่เจ้าบ่าวปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้

“ไม่มีอะไร ก็แค่ของเก่าที่ไม่เอาแล้ว” เสิ่นจิงหลานไม่ได้มองเขา น้ำเสียงราวกับล่องลอยมาจากความว่างเปล่า

เซี่ยเสวียนจี้เองก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไรไป ตอนที่ซูเฉียนเยว่สวมชุดแต่งงานสีแดงมงคลมาปรากฏอยู่ตรงหน้าเขา ในหัวของเขากลับมีแต่ภาพของเสิ่นจิงหลาน

งานแต่งเมื่อห้าปีก่อน ในใจเขาเอาแต่จดจ่อว่าซูเฉียนเยว่จะโผล่มากลางคันหรือไม่ จนไม่ได้ใส่ใจเสิ่นจิงหลานเลยแม้แต่น้อย

แต่ในวินาทีนี้ ภาพของเสิ่นจิงหลานกลับสลักลึกอยู่ในใจ ลบเลือนออกไปไม่ได้เสียที

“จิงหลาน ข้าเสี่ยงทายได้ฤกษ์มงคลแล้วนะ”

ไม่รอให้เสิ่นจิงหลานตอบกลับ เขาก็พูดต่อเองเป็นตุเป็นตะ “เจ้าดูสิ พอข้าคิดจะแต่งอาเยว่เข้ามา ก็เสี่ยงทายได้ฤกษ์ดีทันที แม้แต่สวรรค์ยังชี้แนะเลยว่านางไม่ได้มาเพื่อพรากพวกเราจากกัน แต่นางมาเพื่ออยู่ร่วมกับพวกเราต่างหาก รอพรุ่งนี้ข้าเข้าหอกับอาเยว่เสร็จ พวกเราก็ค่อยหาฤกษ์ดีๆ กันบ้าง ชาตินี้ข้าเซี่ยเสวียนจี้จะมีแค่พวกเจ้าสองคน อาเยว่ยังเด็กนัก เจ้าก็ยอมๆ นางหน่อยก็แล้วกัน พวกเราสามคนมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันให้ดีเถิดนะ”

กระเพาะของเสิ่นจิงหลานหดเกร็งตามสัญชาตญาณ นางใช้สายตาพิจารณาผู้ชายตรงหน้า รู้สึกว่าเขาในยามนี้ช่างเหลวไหลจนน่าขันสิ้นดี

นางหันหลังกลับเข้าไปในลานเรือน แล้วปิดประตูลง

เซี่ยเสวียนจี้ บนเส้นทางของความรัก สามคนมันอึดอัดเกินไป

จ้องมองประตูเรือนที่ปิดสนิทอยู่นาน เซี่ยเสวียนจี้ก็กวักมือเรียกบ่าวรับใช้คนสนิทเข้ามา

“ไปหาของแปลกๆ หายากมาส่งให้ฮูหยินทุกวัน โดยเฉพาะพวกตำราพิชัยสงคราม นางชอบเป็นพิเศษ”

บ่าวรับใช้เอ่ยปากด้วยความกล้าๆ กลัวๆ “นายท่าน ข้ารู้สึกว่าครั้งนี้ฮูหยินโกรธจริงๆ แล้วนะขอรับ นางคงไม่จากไปหรอกใช่ไหมขอรับ?”

เซี่ยเสวียนจี้เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “สายเลือดราชครู ห้ามก้าวออกจากเมืองหลวง ตระกูลเสิ่นก็ไม่เหลือใครเหลือแล้ว นางไม่มีที่ให้ไปหรอก นางก็แค่กำลังโกรธ รอข้าไปง้อสักหน่อยเดี๋ยวก็หาย”

จิงหลาน แต่งอาเยว่เข้ามาแล้วชาตินี้ข้าก็ไม่มีอะไรต้องเสียใจอีก วันข้างหน้าข้าจะรักและถนอมเจ้าให้มากอย่างแน่นอน

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ภายในจวนราชครูมีเสียงปี่กลองบรรเลงครึกครื้น ชุลมุนวุ่นวายไปหมด

ไม่มีใครทันสังเกตเห็นม้าเร็วสองตัวที่ควบตะบึงออกจากประตูหลัง มุ่งหน้าตรงไปยังประตูเมือง

มองดูประตูเต๋อเซิ่งที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า หวนนึกถึงภาพบรรยากาศที่นางหอบชัยชนะกลับมาเมื่อห้าปีก่อน ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของคนนับหมื่น

ทว่าวันนี้กลับกลายเป็นตัวกาลกิณีที่ผู้คนนับหมื่นรังเกียจ ต้องหนีหัวซุกหัวซุนออกมาราวกับสุนัขจนตรอก ความขมขื่นในใจตีตื้นขึ้นมาจนขอบตาร้อนผ่าว

นางลูบคลำโถที่บรรจุอัฐิของท่านพ่อ “ท่านพ่อ มองดูเป็นครั้งสุดท้ายเถิดเจ้าค่ะ จากนี้ไปลาลับไม่หวนคืน”

“ย่าห์!”

“ท่านแม่ทัพเสิ่น ช้าก่อน!” เสียงหนึ่งร้องห้ามจังหวะม้าที่กำลังจะพุ่งทะยานออกไป

ฮ่องเต้ถึงกับทรงพาเหล่าทหารที่นางพากลับมาจากสนามรบมาส่งนางด้วยพระองค์เอง พระองค์ทรงลูบโถอัฐิของท่านแม่ทัพเฒ่าเสิ่น น้ำพระเนตรของคนแก่ไหลริน

“พี่ชาย เป็นน้องชายคนนี้ที่ติดค้างท่าน ท่านวางใจเถอะ พวกคนที่มาสร้างเรื่องวุ่นวาย ข้าจะไม่ปล่อยไปแม้แต่คนเดียว”

รถม้าอีกคันหนึ่งควบตะบึงมาจากที่ไกลๆ รถม้ายังไม่ทันจอดสนิท ฉินมามาก็กระโดดลงมาแล้ว

“ฮูหยิน โปรดช้าก่อนเจ้าค่ะ” นางหอบหายใจแฮ่กๆ ยื่นห่อผ้าที่ยังอุ่นๆ อยู่ให้เสิ่นจิงหลาน ก่อนจะโขกศีรษะกราบลงกับพื้น “ขนมในห่อนี้ฮูหยินผู้เฒ่าอดตาหลับขับตานอนทำทั้งคืนเลยนะเจ้าคะ เรื่องที่บังคับให้ฮูหยินใช้เลือดคัดลอกพระสูตรก่อนหน้านี้ บ่าวเฒ่าเป็นคนพลการทำไปเอง ฮูหยินจะโกรธก็โกรธบ่าวเฒ่าเถิดเจ้าค่ะ! อย่าเกลียดฮูหยินผู้เฒ่าเลยนะเจ้าคะ”

เสิ่นจิงหลานรีบประคองฉินมามาขึ้นมา ฉินมามาปาดน้ำตาพลางพูดต่อ “เพื่อขอฤกษ์มงคลให้ท่าน ฮูหยินผู้เฒ่าใช้เลือดของตัวเองคัดลอกพระสูตรทุกวันมาเป็นปีแล้ว หนำซ้ำราชครูยังทะเลาะกับฮูหยินผู้เฒ่าเพราะท่านทุกวัน บ่าวมันหน้ามืดตามัวไปเอง ร่างกายของฮูหยินผู้เฒ่า...” ฉินมามาสะอื้นไห้จนพูดต่อไปไม่ไหวแล้ว

เสิ่นจิงหลานทอดสายตามองรถม้าที่อยู่ไกลออกไป มือที่แห้งเหี่ยวราวกับกิ่งไม้แห้งยื่นออกมาจากหน้าต่างรถม้าแล้วโบกมือให้นาง หยาดน้ำตาของนางร่วงเผาะลงมาในพริบตา เอ่ยเสียงแผ่ว “ท่านแม่ รักษาสุขภาพด้วยนะเจ้าคะ!”

พลิกตัวขึ้นม้า ม้าร้องคำรามหนึ่งเสียง ก่อนจะควบตะบึงออกนอกเมืองไป

ฮ่องเต้ทอดพระเนตรแผ่นหลังที่จากไปของเสิ่นจิงหลานด้วยความสะเทือนพระทัยอย่างสุดซึ้ง

นี่คือสายเลือดเพียงคนเดียวที่พี่ร่วมสาบานทิ้งไว้บนโลกใบนี้ เดิมทีคิดอยากจะรั้งให้อยู่ในเมืองหลวงเพื่อปกป้องคุ้มครองให้นางมีชีวิตที่สุขสบายและปลอดภัยไปตลอดชีวิต กลับนึกไม่ถึงเลยว่าที่แห่งนี้จะกลายเป็นกรงขังที่จองจำนางเอาไว้

ภายในจวนราชครูกำลังวุ่นวายโกลาหล

ใกล้จะถึงฤกษ์มงคลแล้วแท้ๆ แต่เจ้าบ่าวกลับหายตัวไป

วันนี้เห็นๆ อยู่ว่าเป็นวันที่ความปรารถนาที่เฝ้ารอมาหลายปีเป็นจริง เซี่ยเสวียนจี้มองดูโคมไฟสีแดงที่ประดับประดาเต็มจวน ทว่ากลับรู้สึกราวกับว่าหัวใจถูกกระดาษปิดทับเอาไว้จนมิด หายใจไม่ออกและมืดมิดไปหมด

พอถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ก็พบว่าตนเองเดินมาถึงหน้าเรือนของเสิ่นจิงหลานโดยไม่รู้ตัว

ตั้งแต่นางมาอยู่ข้างกายเขาตอนอายุสี่ขวบ ก็พักอยู่ที่เรือนหลังนี้มาตลอด

ในยามนี้ เสียงหนึ่งในหัวของเขากำลังร้องตะโกนก้อง ว่าจะต้องเจอหน้าเสิ่นจิงหลานให้ได้

เขายื่นมือออกไปเตรียมจะผลักประตู เสียงร้อนรนก็ดังขึ้นจากด้านหลัง “ท่านราชครู ท่านราชครู ใกล้จะเลยฤกษ์มงคลแล้ว ท่านรีบไปเข้าพิธีกราบไหว้ฟ้าดินเถิดขอรับ เจ้าสาวรอจนกระวนกระวายใจแย่แล้ว”

บ่าวรับใช้ดึงแขนเขาเดินตรงไปยังโถงด้านหน้า เขาหันกลับไปมองกิ่งท้อที่ยื่นออกมานอกกำแพงเรือน ในใจลอบคิดว่ารอเข้าพิธีเสร็จเมื่อไหร่ จะรีบมาหานางเป็นคนแรกทันที

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ร้างรักจิงหลาน สิ้นขาดเยื่อใย   บทที่ 16

    งานเลี้ยงฉลองวันพระราชสมภพของฮ่องเต้ แขกเหรื่อดื่มกินกันอย่างชื่นมื่น บรรยากาศเต็มไปด้วยความสุขศานต์ เสียงเครื่องดนตรีบรรเลงเพลงไพเราะเสนาะหู เสียงหัวเราะพูดคุยดังขึ้นไม่ขาดสายกลางงานเลี้ยง ทว่า ความรื่นเริงนี้กลับถูกผู้มาเยือนที่ไม่ได้รับเชิญทำลายลงอย่างกะทันหัน เซี่ยเสวียนจี้ที่เงียบหายไปนานจู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้น เขาสวมชุดเต็มยศของราชครูในวันวาน เส้นผมหวีเรียบแปล้ไร้ที่ติ ทว่ากลับไม่อาจปกปิดความซูบผอมซีดเซียวบนใบหน้าและแววตาที่เบิกโพลงอย่างผิดปกติได้ การปรากฏตัวของเขาทำให้ทั่วทั้งท้องพระโรงเงียบกริบลงในพริบตา ชนิดที่ว่าเข็มตกสักเล่มยังได้ยิน สีพระพักตร์ของฮ่องเต้ทะมึนลงทันที เหล่าขุนนางต่างเงียบกริบราวกับจักจั่นในฤดูหนาว ไม่มีใครกล้าปริปากส่งเสียง ทว่าเซี่ยเสวียนจี้กลับเมินเฉยต่อบรรยากาศอันน่าอึดอัดนี้ สายตาของเขามองทะลุผ่านทุกคน ไปหยุดนิ่งอยู่ที่เสิ่นจิงหลานซึ่งนั่งอยู่เคียงข้างฮ่องเต้อย่างลุ่มหลงและอาวรณ์ เขาก้าวเดินเข้าไปหน้าพระพักตร์ทีละก้าว สายตาไม่ยอมละไปจากเสิ่นจิงหลานเลยแม้แต่เสี้ยววินาที น้ำเสียงอ่อนโยนเสียจนชวนให้ขนลุกซู่“จิงหลาน ข้ามารับเจ้าไปแต่งงานแล้ว”คนทั้งง

  • ร้างรักจิงหลาน สิ้นขาดเยื่อใย   บทที่ 15

    น้ำเสียงของเสิ่นจิงหลานยังคงราบเรียบ ทว่ากลับประดุจมีดเหล็กกล้าที่แทงทะลุกลางใจของเขาอย่างโหดเหี้ยม เซี่ยเสวียนจี้พ่ายแพ้ราบคาบต่อคำถามที่ถาโถมเข้ามาของนาง เขาทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือดโดยสิ้นเชิง เขาอ้าปากอยากจะอธิบายอะไรบางอย่าง ทว่ากลับพบว่าตนเองไม่อาจหาคำแก้ตัวใดๆ ให้กับตัวเองได้อีกแล้ว“เจ้ารังเกียจข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ โอกาสสักครั้งก็ไม่ยอมให้ข้าเลยงั้นหรือ?”เสิ่นจิงหลานมองดูคนตรงหน้าอย่างเงียบๆ ในแววตาของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและสำนึกเสียใจ“เซี่ยเสวียนจี้ ข้าไม่เกลียดเจ้าหรอกนะ เกลียดคนคนหนึ่งมันเหนื่อยเกินไป ข้าเพียงแค่หวังว่าชาตินี้ ไม่ว่าจะอยู่หรือตาย ก็ขออย่าได้พบเจอกันอีกเลย” ไม่ว่าจะอยู่หรือตายก็ไม่ขอพบเจองั้นหรือ? คำพูดประโยคนี้ราวกับคำพิพากษาครั้งสุดท้าย ที่กดทับเซี่ยเสวียนจี้จนเงยหน้าไม่ขึ้น ท่านแม่ของเขา ภรรยาของเขา ล้วนแต่ไม่ขอพบเจอเขาอีกไม่ว่าจะอยู่หรือตาย“หึ...” รอยยิ้มขื่นขมผุดขึ้นที่มุมปากเซี่ยเสวียนจี้เดินเหม่อลอยออกจากประตูจวนตระกูลเสิ่น ลมหนาวในฤดูหนาวพัดบาดใบหน้า ทว่ากลับเทียบไม่ได้กับความหนาวเหน็บในใจของเขาแม้แต่เศษเส

  • ร้างรักจิงหลาน สิ้นขาดเยื่อใย   บทที่ 14

    เสิ่นจิงหลานกลับมาถึงจวนเก่าตระกูลเสิ่น เรือนยังคงสะอาดสะอ้านเหมือนเช่นเคย แม้แต่ต้นเหมยในเรือนเก่าของนางก็ยังได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดี บนกิ่งก้านประดับประดาไปด้วยดอกตูมเล็กๆ เต็มไปหมดบ่าวชราถือไม้กวาดเดินเข้ามาหา คิ้วที่ขาวโพลนขมวดเข้าหากันเป็นปม ลดเสียงลงบ่นกระปอดกระแปด “คุณหนู ไอ้คนแซ่เซี่ย... ไอ้เดรัจฉานนั่น ยังคงเฝ้าอยู่หน้าประตู ไล่อย่างไรก็ไม่ยอมไป! หิมะตกหนักหนาวเหน็บปานนี้ บ่าวล่ะกลัวจริงๆ ว่ามันจะมาแข็งตายอยู่หน้าประตูบ้านพวกเราให้เป็นเสนียดจัญไรเปล่าๆ!”เสิ่นจิงหลานประคองถ้วยชาร้อน เป่าใบชาที่ลอยอยู่เบาๆ แล้วจิบคำหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ให้เขาเข้ามาเถอะ” ตั้งแต่วินาทีที่นางตัดสินใจกลับมาเมืองหลวง ก็รู้ดีว่านางกับเซี่ยเสวียนจี้ย่อมต้องมีวันที่จะได้พบหน้ากันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปมบางอย่าง ก็ต้องลงมือแก้ด้วยตัวเอง เส้นทางบางสาย ก็ต้องเผชิญหน้าขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจน ท่ามกลางกลิ่นหอมของชาที่ลอยกรุ่น ทั้งสองคนนั่งประจันหน้ากันเสิ่นจิงหลานจับป้านชา รินชาร้อนให้เขาหนึ่งถ้วย ท่วงท่าลื่นไหลทว่าเหินห่าง “ใต้เท้าเซี่ย มาหาข้ามีธุระอันใดหรือ?” น้ำเสียงของนางเป็นเพียงกา

  • ร้างรักจิงหลาน สิ้นขาดเยื่อใย   บทที่ 13

    “ท่านแม่ทัพเสิ่น มีจดหมายจากเมืองหลวงมาอีกแล้วขอรับ” มองดูตัวอักษรที่คุ้นเคยบนจดหมาย ภายในใจของเสิ่นจิงหลานก็เกิดระลอกคลื่นขึ้นเล็กน้อย นางไม่อยากรับรู้เรื่องราวใดๆ ที่เกี่ยวกับเซี่ยเสวียนจี้อีก ทว่าเรื่องการหย่าขาดของนางดูเหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่โตมาก ข่าวคราวจึงถูกส่งเข้าหูนางอยู่ไม่ขาดสาย นางรู้ว่าตอนนี้เซี่ยเสวียนจี้เป็นเพียงราชครูแต่ในนาม ส่วนซูเฉียนเยว่ถูกลงโทษประหารด้วยการใช้ม้าห้าตัวแยกร่างไปแล้ว ฝ่าบาททรงมีพระราชโองการลงมาด้วยพระองค์เอง เพื่อเชิดชูคุณงามความดีของนางและท่านพ่อ ข้อกล่าวหาที่ว่าเป็นตัวกาลกิณีอะไรนั่น จะไม่มีใครหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกต่อไป นางโยนจดหมายฉบับนั้นลงกองไฟอย่างไม่ใส่ใจ พลางสั่งการว่าวันหลังหากมีจดหมายจากเซี่ยเสวียนจี้มาอีก ก็ไม่ต้องเอามาให้นาง บางทีเขาอาจจะกำลังสำนึกเสียใจ แต่แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนางเล่า“เสิ่นจิงหลาน มัวแต่หลบซ่อนตัวปักผ้าอยู่ในกระโจมหรืออย่างไร ถึงได้ชักช้าปานนี้ ขืนยังไม่ออกมาอีกจะพลาดฝนดาวตกที่พันปีจะมีสักหนเอานะ” เสียงที่ฟังดูน่าโดนเตะดังมาจากนอกกระโจม“หลี่เฉิงเยี่ย เจ้าปีกกล้าขาแข็งขึ้นแล้วสินะ!” เสิ่นจิงหลานถือแส้พุ่งพรวดออ

  • ร้างรักจิงหลาน สิ้นขาดเยื่อใย   บทที่ 12

    เขาส่งคนไปสืบสวน ความจริงที่ได้รับทำเอาเขาตกตะลึงจนแทบช็อก ที่แท้ปีนั้นซูเฉียนเยว่ไม่ได้จากไปเพราะถูกฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยบีบบังคับ แต่นางไปถูกตาต้องใจจอมยุทธ์พเนจรคนหนึ่งเข้า จึงได้หนีตามเขาไปท่องยุทธภพต่างหาก การกลับมาเมืองหลวงครั้งนี้ก็ไม่ได้ตั้งใจจะมาหาเขา แต่เป็นเพราะจอมยุทธ์ผู้นั้นมีภรรยาอยู่ก่อนแล้ว เรื่องที่นางตั้งครรภ์จึงเป็นที่ยอมรับไม่ได้สำหรับภรรยาเอกนางกับจอมยุทธ์นัดแนะแยกย้ายกันหนีตามมาที่เมืองหลวง นึกไม่ถึงว่าจะถูกเซี่ยเสวียนจี้พบตัวเข้าที่หน้าประตูเมืองเสียก่อน พอเห็นถึงความรักอันลึกซึ้งของเซี่ยเสวียนจี้ นางกับชายชู้จึงวางแผนการชั่วร้าย ให้นางแต่งงานกับเซี่ยเสวียนจี้เพื่อให้เขารับเป็นพ่อเด็ก แบบนี้ทรัพย์สมบัติมหาศาลของจวนราชครูก็จะตกเป็นของครอบครัวพวกเขาสามคนพ่อแม่ลูก เซี่ยเสวียนจี้สัมผัสได้ถึงความอัปยศอดสูอย่างหาที่สุดไม่ได้ เขาชักกระบี่ออกมาหมายจะฟันจอมยุทธ์ผู้นั้นให้ตายคาที่ ทว่าซูเฉียนเยว่กลับถลันเข้ามาขวางหน้าไว้“อย่าทำร้ายสามีข้านะ”เซี่ยเสวียนจี้ขบกรามแน่นจนเลือดซึมที่มุมปาก“ซูเฉียนเยว่ ข้าถามตัวเองว่าไม่เคยทำไม่ดีต่อเจ้า ช่วยเจ้าออกมาจากสลัม เลี้ยงดูปู

  • ร้างรักจิงหลาน สิ้นขาดเยื่อใย   บทที่ 11

    เช้าตรู่ในฤดูหนาวอันหนาวเหน็บ ฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยถอดปิ่นปล่อยผมสยาย เดินเท้าเปล่าย่ำไปบนแผ่นหินสีเขียวที่ปกคลุมไปด้วยน้ำค้างแข็ง น้ำเสียงแหบพร่าดังก้องไปทั่วเมืองหลวง “หม่อมฉันสกุลเซี่ย อบรมสั่งสอนบุตรชายไม่ดี ปล่อยให้เซี่ยเสวียนจี้บุตรชายของหม่อมฉัน เห็นแก่ความปรารถนาส่วนตัว แอบเปลี่ยนคำทำนายฤกษ์ดีร้าย ทำลายชื่อเสียงของเทพสงครามเสิ่นจิงหลาน ขอฝ่าบาททรงลงอาญาด้วยเพคะ” ผ่านไปเพียงครึ่งค่อนวัน ข่าวฉาวเรื่องที่ราชครูแอบเปลี่ยนคำทำนายถึงเก้าสิบเก้าครั้งเพื่อหญิงงาม ก็แพร่สะพัดไปทั่วทุกตรอกซอกซอย ราชสำนักสั่นสะเทือน ฝ่าบาทกริ้วจัด มีราชโองการตำหนิอย่างรุนแรง หากไม่เห็นแก่ที่ตระกูลเซี่ยจงรักภักดีต่อชาติบ้านเมืองมาถึงเก้าชั่วอายุคนล่ะก็ ทรงอยากจะสั่งประหารเขาเสียให้รู้แล้วรู้รอดชาวบ้านต่างโกรธแค้นที่ถูกปั่นหัวหลอกลวง ส่วนคนที่เคยด่าทอเสิ่นจิงหลานก่อนหน้านี้ก็ยิ่งรู้สึกผิดอย่างหนัก ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าราชครูที่เที่ยงธรรมและเคร่งครัดมาตลอด จะกล้าทำเรื่องพรรค์นี้ลงคอ ความน่าเชื่อถือของราชครูป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดี ไม่มีใครเชื่อถือเขาอีกต่อไป ตำแหน่งราชครูแห่งต้าเซี่ยที่ได้รับความเคารพรักจากราษ

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status