LOGINปีที่องค์ชายสามถูกเนรเทศไปหลิ่งหนาน ท่านพ่อพาข้าไปแบกเขากลับมาจากกองซากศพ ข้าถึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้วท่านพ่อเคยเป็นราชครูของเขามาก่อน เพื่อหลบหนีการตามล่า เซียวจือเหิงกับข้าจึงใช้ชีวิตเป็นสามีภรรยาที่รักใคร่กลมเกลียวกันในหมู่บ้านชนบท พวกเราเลี้ยงไก่เลี้ยงปลา ทำงานตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้น เขาโขกศีรษะต่อหน้าพระโพธิสัตว์ในวัดร้างจนเลือดออก แล้วสาบานว่า “ตราบใดที่เซียวจือเหิงยังมีชีวิตอยู่ ชิงเหอจะเป็นภรรยาเพียงคนเดียวของข้า” “ข้าไม่ขออำนาจวาสนาหรือความร่ำรวย ขอเพียงครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูกของเราอยู่เย็นเป็นสุขก็พอ” ฮ่องเต้องค์ก่อนสวรรคต แผ่นดินไร้ผู้ปกครอง เขาจึงเกิดความมักใหญ่ใฝ่สูง ถือกระบี่บุกสังหารกลับไปยังเมืองหลวง ก่อนจากไปเขากอดข้าไว้แน่น สัญญาว่าหากการสำเร็จเมื่อใด จะมารับข้าเข้าเมืองหลวงเพื่อร่วมครอบครองแผ่นดินอันกว้างใหญ่ด้วยกัน เวลาผ่านไปสองปี เฉินเอ๋อร์ลูกชายของเราเริ่มหัดพูดอ้อแอ้แล้ว ในที่สุดข้าก็รอจนรถม้าที่จะรับเข้าเมืองหลวงมาถึง แต่พอไปถึงเมืองหลวงข้าถึงได้รู้ว่า เวินเหยาบุตรสาวของอัครเสนาบดีคนปัจจุบัน ได้เข้าครอบครองตำหนักกลาง และกลายเป็นฮองเฮาไปเสียแล้ว ส่วนข้ากลับได้รับเพียงตำแหน่ง “ตาอิ้ง” ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ต่ำต้อยที่สุด
View Moreข้าล่องลอยอยู่ตรงหน้าเขามองดูดวงตาอันขุ่นมัวของเขา ที่สะท้อนภาพใบหน้าในวัยเยาว์ของข้าออกมา“ชิงเหอ… เจ้ามารับข้าแล้วงั้นรึ…”เขาพึมพำข้าไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดเพียงแค่จ้องมองเขาอยู่อย่างเงียบๆมองดูประกายแสงในแววตาของเขาค่อยๆ แตกซ่านหายไป มือของเขาร่วงหล่นกระแทกทิ้งลงบนพื้นหิมะอย่างหมดอาลัยตายอยากเซียวจือเหิง ตายแล้วเขาสิ้นลมหายใจเฮือกสุดท้าย ท่ามกลางความสำนึกเสียใจและความสิ้นหวังอันหาที่สุดไม่ได้ตราบจนสิ้นใจ ก็ยังคงตายตาไม่หลับข้ารู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาวูบหนึ่งพลังลึกลับที่กักขังดวงวิญญาณของข้ามานานถึงสิบปี จู่ๆ ก็มลายหายไปข้ารู้ดีว่า ในที่สุดข้าก็ไปจากที่นี่ได้เสียทีงานพระศพของเซียวจือเหิงถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายเฉินเอ๋อร์ไม่ได้ทำตามคำสั่งเสียของเขาเขาลงมือหยิบเถ้ากระดูกของข้าออกมาจากโลงพระศพของเซียวจือเหิงด้วยตัวเองในวันเคลื่อนพระศพ เฉินเอ๋อร์ไม่ได้เสด็จไปที่สุสานหลวงเขาเปลี่ยนไปสวมชุดสีขาวบริสุทธิ์เรียบง่าย อุ้มโถเถ้ากระดูกของข้าไว้ในอ้อมอก แล้วขึ้นประทับบนรถม้าที่มุ่งหน้าสู่หลิ่งหนานสิบปีแล้วสินะหิมะแห่งเมืองฉางอัน ในที่สุดก็หยุดตกเสียทีล้อรถม้าหมุ
ทุกสิ่งเป็นอันยุติลงแล้วตระกูลเวินถูกประหารเจ็ดชั่วโคตร เวินเหยาถูกปลดจากตำแหน่ง ถูกทรมานทำเป็นมนุษย์สุกร และถูกนำไปขังไว้ในตำหนักรองที่ข้าเคยอาศัยอยู่เซียวอวี้ถูกถอดฐานันดรศักดิ์ให้กลายเป็นสามัญชน และถูกเนรเทศไปหลิ่งหนานเฉินเอ๋อร์ขึ้นครองราชย์ กลายเป็นฮ่องเต้องค์ใหม่ส่วนเซียวจือเหิง กลายเป็นไท่ซ่างหวงร่างกายของเขาทรุดโทรมลงอย่างสิ้นเชิงหมอหลวงบอกว่า เขาเปรียบเสมือนตะเกียงที่น้ำมันเหือดแห้ง คงจะทนมีชีวิตอยู่ไม่พ้นฤดูหนาวนี้แล้ววันที่หิมะตก เซียวจือเหิงสั่งให้คนหามเขาไปที่อุทยานดอกเหมยเขาพิงร่างอยู่ข้างรูปแกะสลักไม้ของข้า ลูบไล้คราบเลือดที่แห้งกรังบนนั้นเฉินเอ๋อร์สวมฉลองพระองค์ฮ่องเต้ ยืนมองเขาด้วยสายตาที่เย็นชา“วาระสุดท้ายของเจิ้นมาถึงแล้ว”น้ำเสียงของเซียวจือเหิงอ่อนระโหยโรยแรงราวกับจะปลิวหายไปกับสายลมเขามองเฉินเอ๋อร์ด้วยแววตาเว้าวอน“เฉินเอ๋อร์ เจิ้นเหลือความปรารถนาสุดท้ายเพียงข้อเดียว”“รอให้เจิ้นตายไปแล้ว ช่วยฝังร่างของเจิ้นกับแม่ของเจ้าไว้ด้วยกันในสุสานหลวงทีนะ”“ยามอยู่ร่วมผืนผ้า ยามตายร่วมหลุมฝัง… นี่คือคำสาบานที่พ่อเคยให้ไว้ต่อหน้าพระโพธิสัตว์ในปีนั้น”
เหตุการณ์พลิกผันเกิดขึ้นในวันครบรอบวันสวรรคตของฮ่องเต้องค์ก่อนอัครเสนาบดีเวินซ่องสุมกำลังทหาร ทุจริตคิดคดร่วมมือกับผู้บัญชาการกองกำลังองครักษ์รักษาพระองค์ วางแผนบีบบังคับให้สละราชสมบัติ เพื่อให้ไท่จื่อเซียวอวี้ขึ้นครองราชย์ก่อนกำหนดกองทัพทหารปิดล้อมวังหลวงเอาไว้ทั้งหมดภายในตำหนักไท่เหอ เวินเหยาสวมชุดเต็มยศของฮองเฮาที่หรูหราอลังการ หัวเราะร่าอย่างกำเริบเสิบสาน“ฝ่าบาท พระองค์ประชวรมาตั้งหลายปี ถึงเวลาที่ควรจะต้องพักผ่อนได้แล้วเพคะ”“ราชโองการสละราชสมบัติหม่อมฉันร่างเตรียมไว้ให้พระองค์เรียบร้อยแล้ว พระองค์แค่ประทับตราหยกก็พอเพคะ”เซียวจือเหิงประทับอยู่บนบัลลังก์มังกร ไอออกมาอย่างรุนแรงเขาไอออกมาเป็นกองเลือด ทว่ากลับเพียงแค่จ้องมองเวินเหยาด้วยสายตาเย็นเยียบ“เจ้าคิดว่า ตัวเองชนะแน่แล้วงั้นรึ”“แล้วจะไม่ใช่ได้ยังไงล่ะเพคะ” เวินเหยาได้ใจอย่างถึงที่สุด “กองกำลังองครักษ์ข้างนอกนั่นล้วนแต่เป็นคนของท่านพ่อหม่อมฉันทั้งนั้น ต่อให้พระองค์มีปีกก็บินหนีไปไม่รอดหรอก!”ในวินาทีนั้นเอง จู่ๆ ด้านนอกตำหนักก็มีเสียงตะโกนเข่นฆ่าดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วฟ้าประตูบานใหญ่ถูกกระแทกเปิดออกเสียงดังสน
สิบปีข้าล่องลอยอยู่ในวังหลวงมาถึงสิบปีเต็มตลอดสิบปีนี้ ข้าเฝ้ามองดูเซียวอวี้ พระโอรสสายตรงของเวินเหยา ถูกตามใจจนกำเริบเสิบสานกลายเป็นอันธพาลน้อยที่ไม่เห็นหัวใครเขาใช้ชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือยมัวเมาในกามารมณ์ ทั้งยังรังแกข่มเหงผู้คนไปทั่วในสำนักศึกษาหลวง เขาก็จับสหายร่วมเรียนมาขี่เป็นม้า หากมีเรื่องอะไรไม่สบอารมณ์แม้แต่นิดเดียวก็จะใช้แส้เฆี่ยนตีและเฉินเอ๋อร์ ก็คือเป้าหมายที่เขาโปรดปรานในการกลั่นแกล้งมากที่สุด“เซียวเฉิน แกมันก็แค่สายเลือดชั่วช้า ยังไม่รีบหมอบลงเป็นม้าให้เปิ่นไท่จื่อขี่อีก!”เซียวอวี้ในวัยสิบสองปีกำเริบเสิบสานวางอำนาจบาตรใหญ่ ยกเท้าเตะเข้าที่หัวเข่าของเฉินเอ๋อร์อย่างแรงเฉินเอ๋อร์คุกเข่าหมอบลงบนพื้นด้วยใบหน้าที่ไร้ความรู้สึกปล่อยให้เซียวอวี้ขึ้นขี่บนหลังของเขา แล้วแกว่งแส้ม้าไปมา“ย่าห์! ไอ้สายเลือดชั่วช้า วิ่งให้มันเร็วๆ หน่อยสิวะ!”มือทั้งสองข้างของเฉินเอ๋อร์ครูดไปกับพื้นดินหยาบกระด้างจนเลือดซิบแต่เขากลับไม่ปริปากร้องออกมาเลยสักแอะมีเพียงดวงตาที่หลุบต่ำลงคู่นั้น ที่กำลังเดือดพล่านไปด้วยจิตสังหารอันรุนแรงเซียวจือเหิงเคยเห็นภาพเหตุการณ์นี้แต่เขากลับไม





