Short
หิมะแห่งฉางอัน ฝังร่างคะนึงหา

หิมะแห่งฉางอัน ฝังร่างคะนึงหา

By:  เถียนสยงสยงCompleted
Language: Thai
goodnovel4goodnovel
12Chapters
0views
Read
Add to library

Share:  

Report
Overview
Catalog
SCAN CODE TO READ ON APP

ปีที่องค์ชายสามถูกเนรเทศไปหลิ่งหนาน ท่านพ่อพาข้าไปแบกเขากลับมาจากกองซากศพ ข้าถึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้วท่านพ่อเคยเป็นราชครูของเขามาก่อน เพื่อหลบหนีการตามล่า เซียวจือเหิงกับข้าจึงใช้ชีวิตเป็นสามีภรรยาที่รักใคร่กลมเกลียวกันในหมู่บ้านชนบท พวกเราเลี้ยงไก่เลี้ยงปลา ทำงานตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้น เขาโขกศีรษะต่อหน้าพระโพธิสัตว์ในวัดร้างจนเลือดออก แล้วสาบานว่า “ตราบใดที่เซียวจือเหิงยังมีชีวิตอยู่ ชิงเหอจะเป็นภรรยาเพียงคนเดียวของข้า” “ข้าไม่ขออำนาจวาสนาหรือความร่ำรวย ขอเพียงครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูกของเราอยู่เย็นเป็นสุขก็พอ” ฮ่องเต้องค์ก่อนสวรรคต แผ่นดินไร้ผู้ปกครอง เขาจึงเกิดความมักใหญ่ใฝ่สูง ถือกระบี่บุกสังหารกลับไปยังเมืองหลวง ก่อนจากไปเขากอดข้าไว้แน่น สัญญาว่าหากการสำเร็จเมื่อใด จะมารับข้าเข้าเมืองหลวงเพื่อร่วมครอบครองแผ่นดินอันกว้างใหญ่ด้วยกัน เวลาผ่านไปสองปี เฉินเอ๋อร์ลูกชายของเราเริ่มหัดพูดอ้อแอ้แล้ว ในที่สุดข้าก็รอจนรถม้าที่จะรับเข้าเมืองหลวงมาถึง แต่พอไปถึงเมืองหลวงข้าถึงได้รู้ว่า เวินเหยาบุตรสาวของอัครเสนาบดีคนปัจจุบัน ได้เข้าครอบครองตำหนักกลาง และกลายเป็นฮองเฮาไปเสียแล้ว ส่วนข้ากลับได้รับเพียงตำแหน่ง “ตาอิ้ง” ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ต่ำต้อยที่สุด

View More

Chapter 1

บทที่ 1

เฉินเอ๋อร์ของข้าก็ถูกพรากไปอย่างโหดร้าย และถูกนำไปเลี้ยงดูอยู่ข้างกายฮองเฮา

เซียวจือเหิงประทานเสื้อผ้าอาภรณ์และอาหารเลิศรสให้ข้า แต่กลับไม่ยอมให้ข้าได้พบหน้าลูกชายเลยแม้แต่น้อย

ข้าไปถวายพระพรที่ตำหนักเฟิ่งอี๋ทุกวัน ต้องทนมองดูเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองวิ่งเล่นคลอเคลียอยู่ข้างกายเวินเหยา ปากก็พร่ำเรียกหาแต่ “เสด็จแม่”

ในที่สุดเมื่อเข้าวังมาได้เป็นปีที่ห้า ข้าก็คุกเข่าลงเบื้องหน้าเวินเหยา

“ขอฮองเฮาทรงโปรดเมตตา ประทานอนุญาตให้หม่อมฉันออกจากวังกลับบ้านเกิดด้วยเถิดเพคะ”

ข้าอยากกลับไปฉลองปีใหม่ที่หลิ่งหนาน

ข้าอยากฝังร่างของตัวเองไว้ข้างหลุมศพท่านพ่อ

……

เวินเหยานั่งประทับอยู่บนที่นั่งสูงศักดิ์ นิ้วเรียวเขี่ยปลอกเล็บไปมาพลางถอนหายใจยาว

“ชิงเหอ เจ้าจะหาเรื่องใส่ตัวไปทำไมกัน”

“วังหลังออกจะกว้างใหญ่ปานนี้ ก็มีแค่เราสองพี่น้องเท่านั้น”

“ฝ่าบาทเองก็ทำตามกฎของเปิ่นกง เสด็จไปโปรดปรานเจ้าที่ตำหนักทุกเดือนไม่เคยขาด ไม่ได้หมางเมินเจ้าเลยสักนิด”

“แล้วสรุปว่าเจ้ายังมีอะไรไม่พอใจอีก”

การโปรดปรานเดือนละหนนั่นก็เป็นแค่การทำตามหน้าที่ เป็นเหมือนเศษทานที่ประทานให้กับหญิงชาวป่าชาวดอยอย่างข้าก็เท่านั้น

ข้ากลืนรสเลือดคาวขื่นที่ตีตื้นขึ้นมาในลำคอลงไป ก่อนจะโขกศีรษะให้ต่ำลงไปอีก

“หม่อมฉันมันคนชีวิตต่ำต้อย รับวาสนาในวังหลวงเอาไว้ไม่ไหว ขอฮองเฮาทรงเมตตาด้วยเถิดเพคะ”

ข้าไม่ยอมปริปากบอกเหตุผล ได้แต่โขกศีรษะลงกับพื้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เวินเหยาถอนหายใจออกมา ดูเหมือนจะจนปัญญาหลอกล่อคนหัวดื้ออย่างข้าแล้ว

“เอาเถอะ ในเมื่อเจ้าตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว เปิ่นกงก็จะไม่ฝืนรั้งเจ้าไว้”

“คืนพรุ่งนี้ เปิ่นกงจะให้แม่นมกุ้ยคนสนิทไปส่งเจ้าออกจากเมืองหลวงก็แล้วกัน”

“ขอบพระทัยที่ทรงเมตตาเพคะ”

เมื่อได้รับป้ายอนุญาตให้ออกจากวังมาแล้ว ข้าก็เดินกลับมาที่ตำหนักรองทันที

ตกกลางคืน ข้าจุดตะเกียงน้ำมันดวงน้อยสลัวๆ แล้วจัดการเย็บเก็บซ่อนปลายด้ายเส้นสุดท้ายจนเสร็จสิ้น

นั่นคือรองเท้าคู่ใหม่ที่ข้าเย็บให้เฉินเอ๋อร์ เอาไว้ใส่เข้าคู่กับชุดฉางซานผ้าฝ้ายทอลายริ้วสีเหลืองที่ข้าอดหลับอดนอนเย็บไว้ก่อนหน้านี้ กลายเป็นชุดที่เข้ากันพอดี

วันต่อมา ก่อนที่จะต้องออกจากวัง ข้าก็แอบไปดักรออยู่หน้าสำนักศึกษาสำนักศึกษาหลวง

พอเฉินเอ๋อร์เลิกเรียนเดินออกมา เขาก็ตัวสูงถึงระดับเอวของข้าแล้ว

“เฉินเอ๋อร์…” ข้าจ้องมองเขาด้วยความคิดถึงอย่างสุดหัวใจ ขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาทันที

แต่เขากลับขมวดคิ้วมุ่นพลางก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว ในแววตาเต็มไปด้วยความหวาดระแวง

ข้ารีบลนลานยื่นเสื้อผ้าและรองเท้าส่งให้เขา พยายามฝืนยิ้มเอาอกเอาใจอย่างสุดฤทธิ์

“ผ้าพวกนี้ข้าอุตส่าห์เก็บหอมรอมริบเบี้ยหวัดตั้งครึ่งปีไปแลกมาเลยนะ ข้าตัดเย็บเองกับมือ เจ้าลองเอาไปใส่ดูสิว่าพอดีตัวหรือเปล่า”

เฉินเอ๋อร์ปรายตามองเสื้อผ้าชุดนั้นแวบหนึ่ง ก่อนจะยื่นมือมาปัดมันทิ้งลงพื้นอย่างแรง

เสื้อผ้าร่วงหล่นลงไปคลุกกับแอ่งน้ำโคลนจนเปรอะเปื้อนดูไม่จืด

“แค่ตาอิ้งต่ำต้อยอย่างเจ้า มีหน้ามาตัดเสื้อผ้าให้ข้าใส่ด้วยงั้นเหรอ!”

เด็กอายุแค่แปดขวบ ทว่าท่าทีปั้นปึ่งเย็นชานั้นกลับถอดแบบเซียวจือเหิงมาไม่มีผิดเพี้ยน

“แต่ข้าเป็น…”

“เจ้าเป็นแม่บังเกิดเกล้าของข้าแล้วมันยังไงล่ะ!” เฉินเอ๋อร์แผดเสียงลั่น ใบหน้าเล็กๆ แดงก่ำไปด้วยความโกรธแค้นและอับอาย

“เสด็จแม่ของข้าคือฮองเฮาองค์ปัจจุบันต่างหาก!”

“เจ้าอยากให้สหายร่วมเรียนในสำนักศึกษาหลวงหัวเราะเยาะข้าที่มีแม่แท้ๆ เป็นแค่นังบ้านนอกหรือไง!”

หัวใจของข้าเหมือนถูกมีดกรีดแทงสดๆ เจ็บปวดรวดร้าวไปถึงขั้วหัวใจจนเนื้อตัวสั่นเทิ้ม

ข้าอยากจะอธิบายเหลือเกินว่าข้าเพียงแค่อยากจะได้ยินเขาเรียกข้าว่าแม่สักครั้งก่อนตายก็เท่านั้น

แต่เฉินเอ๋อร์กลับสะบัดแขนเสื้อเดินหนีไปอย่างรังเกียจเดียดฉันท์เสียแล้ว

ข้ายืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่ ก่อนจะค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งยองๆ มือไม้สั่นเทาขณะเอื้อมไปเก็บเสื้อผ้าที่ตกอยู่บนพื้น

“เย่ชิงเหอ นี่เจ้ากำลังเป่าหูอะไรเฉินเอ๋อร์อีกแล้วฮะ!”

จู่ๆ ก็มีน้ำเสียงทุ้มต่ำและเย็นชาทรงอำนาจดังข้ามศีรษะมา

แผ่นหลังของข้าชาวาบ รีบเงยหน้าขึ้นไปมอง…

เห็นเซียวจือเหิงสวมชุดหลงเปาสีเหลืองทองอร่าม ยืนเคียงคู่กับเวินเหยาที่สวมชุดหงส์คู่กาย

สายตาของเขาคมกริบดุจใบมีด จ้องเขม็งมาที่ข้าอย่างเอาเป็นเอาตาย

“ยังไม่รีบคุกเข่าถวายบังคมอีก!”

ข้าคุกเข่าลงบนแผ่นหินสีเขียวที่เย็นเยียบอย่างคนไร้ความรู้สึก

เซียวจือเหิงก้าวอาดๆ เข้ามาหา ก่อนจะใช้เท้าเหยียบย่ำลงบนเสื้อผ้าที่ข้าอุตส่าห์เย็บมากับมือจนจมมิด

“เย่ชิงเหอ เจิ้นเตือนเจ้าไปตั้งกี่ครั้งแล้วว่าอย่าปากโป้งเรื่องชาติกำเนิดของเฉินเอ๋อร์!”

“เจ้านี่มันอยากจะให้เขารู้สึกต้อยต่ำเพราะมีแม่บังเกิดเกล้าอย่างเจ้าให้ได้เลยใช่ไหม”

“ฮองเฮาอบรมสั่งสอนเขามาเป็นอย่างดีจนรู้ความมีมารยาท”

“แต่เจ้ากลับแส่หาเรื่องมายุแยงตะแคงรั่ว!”

“เย่ชิงเหอ หรือว่าเจ้าคิดจะใช้เฉินเอ๋อร์เป็นเครื่องมือแย่งชิงความโปรดปรานฮะ เจิ้นจะบอกอะไรให้นะ ตำแหน่งรัชทายาทจะไม่มีวันตกเป็นของเฉินเอ๋อร์เด็ดขาด!”

ข้าพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ให้รินไหลออกมา

ในสายตาของเขา การที่ข้าขอมองหน้าลูกชายตัวเองก็คือการเรียกร้องความสนใจ การที่ข้าคิดถึงสายเลือดของตัวเองก็คือความมักใหญ่ใฝ่สูง

ข้าได้แต่ก้มหน้านิ่ง ไม่ปริปากพูดอะไรออกมาแม้แต่ครึ่งคำ

เถียงไปแล้วมันจะได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา

นับตั้งแต่วินาทีที่เขาขึ้นครองบัลลังก์ ข้าก็กลายเป็นจุดด่างพร้อยในชีวิตที่เขาอยากจะลบเลือนทิ้งไปให้พ้นๆ

เวินเหยารีบคว้าแขนของเซียวจือเหิงเอาไว้ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน

“ฝ่าบาทโปรดระงับโทสะด้วยเถิดเพคะ น้องชิงเหอเองก็ทำไปเพราะความรักของคนเป็นแม่ เพียงแต่ใช้วิธีการผิดไปหน่อย พระองค์อย่าทรงตำหนินางอีกเลยนะเพคะ”

เซียวจือเหิงจับมือของนางตอบ แววตาของเขาอ่อนโยนลงในชั่วพริบตา

ทว่าพอหันกลับมามองข้า แววตานั้นก็กลับกลายเป็นเย็นชาเยือกเย็นดุจน้ำแข็งอีกครั้ง

“ความรักของคนเป็นแม่อย่างนั้นเหรอ หากนางมีความรักของคนเป็นแม่จริงๆ ล่ะก็ ควรจะรู้จักเจียมเนื้อเจียมตัวซะบ้าง!”

“ถ่ายทอดราชโองการของเจิ้นลงไป ตาอิ้งเย่ นับตั้งแต่วันนี้ให้กักบริเวณเอาไว้ในตำหนักรอง หากไม่มีรับสั่งห้ามก้าวเท้าออกไปไหนเด็ดขาด!”

“วันหลังก็ไม่ต้องเสนอหน้าไปถวายพระพรฮองเฮาอีก จะได้ไม่ขวางหูขวางตา!”

ข้าถูกเหล่านนางกำนัลฉุดกระชากลากถูให้ลุกขึ้นอย่างป่าเถื่อน

จังหวะที่เวินเหยาเดินโฉบผ่านตัวข้าไป นางก็กระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า

“วางใจเถอะ เรื่องที่เจ้าจะออกจากวังน่ะ เปิ่นกงจัดการเตรียมการเอาไว้หมดแล้ว”

Expand
Next Chapter
Download

Latest chapter

More Chapters
No Comments
12 Chapters
บทที่ 1
เฉินเอ๋อร์ของข้าก็ถูกพรากไปอย่างโหดร้าย และถูกนำไปเลี้ยงดูอยู่ข้างกายฮองเฮาเซียวจือเหิงประทานเสื้อผ้าอาภรณ์และอาหารเลิศรสให้ข้า แต่กลับไม่ยอมให้ข้าได้พบหน้าลูกชายเลยแม้แต่น้อยข้าไปถวายพระพรที่ตำหนักเฟิ่งอี๋ทุกวัน ต้องทนมองดูเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองวิ่งเล่นคลอเคลียอยู่ข้างกายเวินเหยา ปากก็พร่ำเรียกหาแต่ “เสด็จแม่”ในที่สุดเมื่อเข้าวังมาได้เป็นปีที่ห้า ข้าก็คุกเข่าลงเบื้องหน้าเวินเหยา“ขอฮองเฮาทรงโปรดเมตตา ประทานอนุญาตให้หม่อมฉันออกจากวังกลับบ้านเกิดด้วยเถิดเพคะ”ข้าอยากกลับไปฉลองปีใหม่ที่หลิ่งหนานข้าอยากฝังร่างของตัวเองไว้ข้างหลุมศพท่านพ่อ……เวินเหยานั่งประทับอยู่บนที่นั่งสูงศักดิ์ นิ้วเรียวเขี่ยปลอกเล็บไปมาพลางถอนหายใจยาว“ชิงเหอ เจ้าจะหาเรื่องใส่ตัวไปทำไมกัน”“วังหลังออกจะกว้างใหญ่ปานนี้ ก็มีแค่เราสองพี่น้องเท่านั้น”“ฝ่าบาทเองก็ทำตามกฎของเปิ่นกง เสด็จไปโปรดปรานเจ้าที่ตำหนักทุกเดือนไม่เคยขาด ไม่ได้หมางเมินเจ้าเลยสักนิด”“แล้วสรุปว่าเจ้ายังมีอะไรไม่พอใจอีก”การโปรดปรานเดือนละหนนั่นก็เป็นแค่การทำตามหน้าที่ เป็นเหมือนเศษทานที่ประทานให้กับหญิงชาวป่าชาวดอยอย่างข้าก็เท่าน
Read more
บทที่ 2
กลางดึก ประตูตำหนักรองถูกเปิดออกอย่างเงียบเชียบแม่นมกุ้ยลอบเข้ามาประหนึ่งหัวขโมย แล้วยัดชุดขันทีผ้าเนื้อหยาบใส่มือข้า“ตาอิ้งเย่ รีบเปลี่ยนชุดเร็วเข้า รถม้าจอดรออยู่ข้างนอกประตูเสินอู่แล้ว”ข้ากล่าวขอบคุณนางซ้ำแล้วซ้ำเล่าพอพ้นประตูวัง ท้องฟ้าก็มืดสนิทดุจน้ำหมึกข้าถูกแม่นมกุ้ยเร่งผลักขึ้นไปบนรถม้าเก่าซอมซ่อคันหนึ่งหลังจากรถม้าแล่นเข้าไปในตรอกตัน จู่ๆ มันก็หยุดชะงักลงม่านรถม้าถูกกระชากเปิดออกอย่างแรง กลิ่นเหล้าเหม็นฉุนเตะจมูกอย่างจังคนขับรถม้าคนนั้นมีสีหน้าหื่นกระหาย มันถูมือไปมาพลางพุ่งตัวเข้าใส่ข้า“แม่คนสวย แม่นมกุ้ยยกเจ้าให้ข้าแล้ว วันนี้พี่จะรักจะเอ็นดูเจ้าให้หนำใจไปเลย!”ข้าตกใจจนหน้าถอดสี พยายามตะเกียกตะกายหนีสุดชีวิต“เจ้าบังอาจนัก! ไสหัวไปให้พ้น!”ข้าไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม คว้าปิ่นปักผมแทงสวนมันไปมันร้องโอ๊ยด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะตบหน้าข้าฉาดใหญ่เสียง “แควก” ดังขึ้น เสื้อคลุมตัวนอกของข้าถูกฉีกขาดวิ่น“ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!” ข้าดิ้นรนร้องขอความช่วยเหลืออย่างสิ้นหวังวินาทีนั้นเอง ปากตรอกก็สว่างวาบไปด้วยคบเพลิงนับไม่ถ้วน สาดแสงส่องความมืดมิดจนสว่างไสวราวกับตอ
Read more
บทที่ 3
หลังจากผ่านการรับทัณฑ์บีบนิ้ว ข้าก็ถูกโยนกลับมาที่ตำหนักรองมือของข้าพังพินาศไปหมดแล้ว มันบวมเป่งจนกลายเป็นสีม่วงคล้ำราวกับหมั่นโถว เศษกระดูกแตกหักทิ่มแทงทะลุผิวหนังและเนื้อเยื่อโผล่ออกมาให้เห็นข้าไออย่างเอาเป็นเอาตายราวกับหัวใจและปอดจะฉีกขาดเลือดที่อาเจียนออกมาเปลี่ยนจากสีแดงสดกลายเป็นสีดำคล้ำไปแล้วเซียวจือเหิงส่งหมอหลวงหวังมาดูอาการข้าเพียงครั้งเดียวแต่คนผู้นั้นเป็นคนของเวินเหยาเขาทิ้งยาสมานแผลราคาถูกไว้ให้ข้าแค่ห่อเดียวพอกลับไปรายงานเซียวจือเหิง เขากลับกราบทูลว่าตาอิ้งเย่เป็นแค่แผลถลอกภายนอก แกล้งป่วยเพื่อเรียกร้องความสงสารข้านอนซมอยู่บนเตียงถึงสามวัน พิษไข้ขึ้นสูงลิ่วท่ามกลางสติที่เลือนราง ประตูตำหนักรองก็ถูกถีบเปิดออกอย่างแรงข้านึกว่าเป็นเซียวจือเหิง จึงพยายามฝืนลืมตาขึ้นมามองอย่างยากลำบาก แต่กลับพบว่าเป็นลูกชายของข้าเองเขาสวมชุดผ้าไหมหลิวอวิ๋นหรูหราฟู่ฟ่า ในมือถือแส้เส้นหนึ่ง นัยน์ตาทอดมองมาที่ข้าด้วยความเย็นชาและรังเกียจเดียดฉันท์“นังแพศยา ทำไมเจ้ายังไม่ตายไปอีก!”ประโยคแรกที่เขาเอ่ยปาก ก็ผลักข้าตกลงสู่นรกขุมที่สิบแปดในทันทีข้ายกมือทั้งสองข้างที่พิการสั
Read more
บทที่ 4
หิมะตกหนักร่วงหล่นลงบนร่างของข้า หนาวเหน็บจนแทงทะลุถึงกระดูกเลือดในกายของข้าแทบจะจับตัวเป็นน้ำแข็งไปหมดแล้วท่ามกลางสติที่เลือนราง ข้ารู้สึกราวกับว่าตัวเองได้กลับไปที่หลิ่งหนานอีกครั้งวันส่งท้ายปีเก่าในปีนั้น ท่านพ่อเมามายไม่ได้สติ ส่วนเซียวจือเหิงก็กำลังห่อเกี๊ยวให้ข้าอยู่ในครัวด้วยท่าทางเงอะงะเขาเอาแป้งไปป้ายที่ปลายจมูกจนดูเหมือนแมวมอมแมมเขาโอบกอดข้าไว้ ชี้ไปที่ดวงจันทร์บนท้องฟ้าแล้วพูดว่า“ชิงเหอ รอให้วันข้างหน้าชีวิตเราดีขึ้นกว่านี้ ข้าจะปลูกต้นเหมยที่เจ้าชอบที่สุดให้เต็มลานบ้านเลย”“ดีจังเลยนะ…” ข้าพึมพำกับตัวเองแต่ทว่าตอนนี้ มันไม่มีอะไรเหลืออีกแล้วข้าอยากกลับบ้านแล้วก้าวที่หนึ่ง ก้าวที่สองข้าตะเกียกตะกายคลานไปบนพื้นหิมะ ลากยาวจนเกิดเป็นรอยเลือดเป็นทางข้าจะออกจากวัง ข้าจะมุ่งหน้าไปทางใต้ ข้าจะกลับหลิ่งหนานหิมะยิ่งตกหนักขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะฝังกลบร่างของข้าข้าฝืนเรี่ยวแรงแหงนหน้าขึ้นไป มองไปทางทิศของตำหนักไท่เหอ ที่นั่นสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ เสียงหัวเราะรื่นเริงแว่วมาให้ได้ยินเป็นระยะเซียวจือเหิง หากชาติหน้ามีจริงข้าจะไม่มีทางให้ท่านพ่อช่วยชีวิตเจ้าเด็ดขาด
Read more
บทที่ 5
ข้าตายแล้วทว่าดวงวิญญาณของข้ากลับยังไม่แตกซ่าน มันล่องลอยบางเบาอยู่กลางอากาศเหนือตำหนักไท่เหอมองดูซูเผยที่กำลังหมอบตัวสั่นงันงกอยู่บนพื้นสิ้นคำว่า “สิ้นใจแล้ว” ภายในโถงกว้างก็ตกอยู่ในความเงียบสงัดราวกับป่าช้าจอกสุราหยกขาวในมือของเซียวจือเหิงร่วงหล่นลงพื้นเสียงดัง “เพล้ง” แตกกระจายไม่มีชิ้นดีเขาชะงักงันไปครู่ใหญ่ จู่ๆ ก็แค่นหัวเราะเยาะออกมา“ซูเผย นี่เจ้าหัดช่วยตาอิ้งเย่เรียกร้องความสนใจตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”“ขนาดเรื่องคบชู้สู่นางยังกล้าทำ แล้วตอนนี้ยังจะมาใช้ความตายข่มขู่เจิ้นอีกงั้นรึ”“ไปบอกนาง แผนทรมานตัวเองใช้กับเจิ้นไม่ได้ผล ให้นางคุกเข่าต่อไป!”ซูเผยตัวสั่นเป็นลูกนก โขกศีรษะลงกับพื้นอย่างแรง“ฝ่าบาท ข้าน้อยไม่กล้าปิดบัง ตาอิ้งเย่นาง… สิ้นลมหายใจแล้วจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ!”“ศพแข็งทื่อไปหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”สีหน้าของเซียวจือเหิงเปลี่ยนไปในชั่วพริบตาเขาเตะโต๊ะทรงงานตรงหน้ากระเด็น ก่อนจะก้าวอาดๆ ออกไปนอกตำหนักเวินเหยาสีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย รีบลุกลี้ลุกลนตามไป “ฝ่าบาท พายุหิมะข้างนอกแรงมาก…”เซียวจือเหิงไม่ได้สนใจนางเขาเดินเร็วมาก จนท้ายที่สุดก็แทบจะกลายเป็นวิ่งหิมะตกโ
Read more
บทที่ 6
เฉินเอ๋อร์ก็ตกใจตื่นเช่นกันเขาสวมชุดผ้าไหมหลิวอวิ๋นหรูหราฟู่ฟ่า ยืนเหม่อลอยอยู่ท่ามกลางพายุหิมะมองดูข้าที่ถูกเซียวจือเหิงอุ้มไว้ในอ้อมกอด ใบหน้าอ่อนเยาว์ของเขาก็ฉายแววสับสนงุนงง“เสด็จพ่อ… นางตายแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ”เซียวจือเหิงไม่ได้สนใจเขา ได้แต่กอดรัดร่างของข้าเอาไว้แน่นเฉินเอ๋อร์ค่อยๆ ก้าวเดินเข้ามาใกล้ สายตาของเขาหยุดลงที่หน้าอกของข้าตรงนั้นมีของชิ้นหนึ่งถูกกอดเก็บซ่อนเอาไว้แน่นเซียวจือเหิงมือสั่นเทาขณะหยิบมันออกมามันคือชุดฉางซานผ้าฝ้ายทอลายริ้วสีเหลืองที่เคยถูกเหยียบย่ำลงในแอ่งน้ำโคลน แต่ข้าก็เอามาซักทำความสะอาดอย่างทะนุถนอมบนเสื้อตัวนั้นยังคงมีรอยเลือดสีดำคล้ำที่ข้าไออาเจียนรดเปรอะเปื้อนอยู่นี่คือสิ่งสุดท้ายที่ข้าหลงเหลือเอาไว้บนโลกใบนี้ขอบตาของเฉินเอ๋อร์แดงก่ำขึ้นมาในชั่วพริบตา“นี่มัน… ของที่นางให้ข้านี่…”เขาพุ่งตัวล้มทิ้งเข่าลงบนพื้นหิมะ พยายามจะแย่งมือของข้ามาจากอ้อมอกของเซียวจือเหิงแต่พอเขาได้เห็นมือที่หักสะบั้นจนเนื้อตัวเละเทะคู่นั้น เขาก็กรีดร้องออกมาอย่างโหยหวน“ท่านแม่!”“ท่านแม่ ท่านฟื้นสิ ตื่นขึ้นมา! ข้าจะใส่ ข้าจะใส่ชุดที่ท่านทำให้นะ!”“ท่าน
Read more
บทที่ 7
เซียวจือเหิงไม่ได้ฆ่าเวินเหยาบิดาของเวินเหยาคืออัครเสนาบดีคนปัจจุบัน มีลูกศิษย์และข้าราชบริพารเก่าแก่กระจายอยู่ทั่วทั้งราชสำนักราชสำนักฝ่ายหน้ากดดัน วังหลังก็กำลังตั้งครรภ์เซียวจือเหิงจึงทำได้เพียงสั่งกักบริเวณเวินเหยาไว้ในตำหนักเฟิ่งอี๋แต่เขากลับเป็นบ้าเป็นหลัง สั่งฆ่าล้างบางนางกำนัลและขันทีทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวในคืนนั้นจนหมดสิ้นหิมะด้านนอกตำหนักไท่เหอ ถูกย้อมจนกลายเป็นสีแดงคล้ำด้วยเลือดเขาอุ้มศพของข้ากลับไปที่แท่นบรรทมมังกรเขาใช้เส้นไหมน้ำแข็งที่ล้ำค่าที่สุดมาเย็บสมานแผลให้ข้า และนำไข่มุกรักษารูปโฉมที่แม้มีเงินพันตำลึงทองก็หาซื้อไม่ได้มาอมไว้ในปากของข้า เพื่อรักษาสภาพศพไม่ให้เน่าเปื่อยเขาเฝ้าอยู่เคียงข้างข้าทั้งวันทั้งคืนไม่ยอมเสด็จออกว่าราชการ ไม่ยอมพบหน้าผู้ใด“ชิงเหอ เจ้าดูสิ ชุดใหม่ที่เจิ้นตัดให้เจ้า สวยกว่าชุดของเจ้าตั้งเยอะเลยนะ”“รอเจ้าฟื้นขึ้นมาเมื่อไหร่ เจิ้นจะพาเจ้ากลับหลิ่งหนานดีไหม”เขาพร่ำเพ้อพูดคนเดียวอยู่กับซากศพข้ามองภาพนั้นอยู่ในสายตา กลับรู้สึกเพียงว่าเขาทั้งน่าสมเพชและน่าเวทนาสถานการณ์ของเฉินเอ๋อร์เปลี่ยนไปแล้วเวินเหยาที่ถู
Read more
บทที่ 8
เขาคุกเข่าอยู่แทบเท้าของเวินเหยา ราวกับสุนัขที่ซื่อสัตย์ที่สุดตัวหนึ่งทว่าข้าที่ล่องลอยอยู่กลางอากาศ กลับมองเห็นกำปั้นทั้งสองข้างที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อของเขากำแน่นจนเลือดซึมออกมาได้อย่างชัดเจนเฉินเอ๋อร์ของข้า ภายในใจอัดแน่นไปด้วยความเคียดแค้นความแค้นที่มีต่อเวินเหยา ความแค้นที่มีต่อเซียวจือเหิง และความแค้นที่มีต่อตัวเขาเองสิบเดือนต่อมา เวินเหยาก็ให้ประสูติพระโอรสเซียวจือเหิงประทานนามให้ว่า เซียวอวี้พระโอรสประสูติ ประกาศอภัยโทษทั่วหล้าพรรคพวกของอัครเสนาบดียิ่งเหิมเกริมหนักขึ้นไปอีก พากันถวายฎีกาทูลขอให้แต่งตั้งเซียวอวี้เป็นรัชทายาทเซียวจือเหิงอนุมัติในวันพิธีสถาปนาแต่งตั้ง เฉินเอ๋อร์ยืนอยู่รั้งท้ายสุดของฝูงชนเขามองดูเซียวอวี้ที่ถูกห้อมล้อมประหนึ่งดวงดาราโอบล้อมดวงจันทร์เขาหันหลังกลับ แล้วเดินมุ่งหน้าไปยังตำหนักรองที่แสนจะเงียบเหงาอ้างว้างที่นั่น มีป้ายวิญญาณของข้าตั้งอยู่“ท่านแม่”เฉินเอ๋อร์คุกเข่าลงบนเบาะรองกราบ สวมกอดชุดฉางซานที่ถูกซักจนสีซีดจางและหดสั้นเต่อขึ้นมาเยอะตัวนั้นเอาไว้ในอ้อมอกแน่น“พวกเขาไปเฉลิมฉลองกันหมดแล้ว ไม่มีใครจำท่านได้เลย”“ท่านแม่วางใจเ
Read more
บทที่ 9
สิบปีข้าล่องลอยอยู่ในวังหลวงมาถึงสิบปีเต็มตลอดสิบปีนี้ ข้าเฝ้ามองดูเซียวอวี้ พระโอรสสายตรงของเวินเหยา ถูกตามใจจนกำเริบเสิบสานกลายเป็นอันธพาลน้อยที่ไม่เห็นหัวใครเขาใช้ชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือยมัวเมาในกามารมณ์ ทั้งยังรังแกข่มเหงผู้คนไปทั่วในสำนักศึกษาหลวง เขาก็จับสหายร่วมเรียนมาขี่เป็นม้า หากมีเรื่องอะไรไม่สบอารมณ์แม้แต่นิดเดียวก็จะใช้แส้เฆี่ยนตีและเฉินเอ๋อร์ ก็คือเป้าหมายที่เขาโปรดปรานในการกลั่นแกล้งมากที่สุด“เซียวเฉิน แกมันก็แค่สายเลือดชั่วช้า ยังไม่รีบหมอบลงเป็นม้าให้เปิ่นไท่จื่อขี่อีก!”เซียวอวี้ในวัยสิบสองปีกำเริบเสิบสานวางอำนาจบาตรใหญ่ ยกเท้าเตะเข้าที่หัวเข่าของเฉินเอ๋อร์อย่างแรงเฉินเอ๋อร์คุกเข่าหมอบลงบนพื้นด้วยใบหน้าที่ไร้ความรู้สึกปล่อยให้เซียวอวี้ขึ้นขี่บนหลังของเขา แล้วแกว่งแส้ม้าไปมา“ย่าห์! ไอ้สายเลือดชั่วช้า วิ่งให้มันเร็วๆ หน่อยสิวะ!”มือทั้งสองข้างของเฉินเอ๋อร์ครูดไปกับพื้นดินหยาบกระด้างจนเลือดซิบแต่เขากลับไม่ปริปากร้องออกมาเลยสักแอะมีเพียงดวงตาที่หลุบต่ำลงคู่นั้น ที่กำลังเดือดพล่านไปด้วยจิตสังหารอันรุนแรงเซียวจือเหิงเคยเห็นภาพเหตุการณ์นี้แต่เขากลับไม
Read more
บทที่ 10
เหตุการณ์พลิกผันเกิดขึ้นในวันครบรอบวันสวรรคตของฮ่องเต้องค์ก่อนอัครเสนาบดีเวินซ่องสุมกำลังทหาร ทุจริตคิดคดร่วมมือกับผู้บัญชาการกองกำลังองครักษ์รักษาพระองค์ วางแผนบีบบังคับให้สละราชสมบัติ เพื่อให้ไท่จื่อเซียวอวี้ขึ้นครองราชย์ก่อนกำหนดกองทัพทหารปิดล้อมวังหลวงเอาไว้ทั้งหมดภายในตำหนักไท่เหอ เวินเหยาสวมชุดเต็มยศของฮองเฮาที่หรูหราอลังการ หัวเราะร่าอย่างกำเริบเสิบสาน“ฝ่าบาท พระองค์ประชวรมาตั้งหลายปี ถึงเวลาที่ควรจะต้องพักผ่อนได้แล้วเพคะ”“ราชโองการสละราชสมบัติหม่อมฉันร่างเตรียมไว้ให้พระองค์เรียบร้อยแล้ว พระองค์แค่ประทับตราหยกก็พอเพคะ”เซียวจือเหิงประทับอยู่บนบัลลังก์มังกร ไอออกมาอย่างรุนแรงเขาไอออกมาเป็นกองเลือด ทว่ากลับเพียงแค่จ้องมองเวินเหยาด้วยสายตาเย็นเยียบ“เจ้าคิดว่า ตัวเองชนะแน่แล้วงั้นรึ”“แล้วจะไม่ใช่ได้ยังไงล่ะเพคะ” เวินเหยาได้ใจอย่างถึงที่สุด “กองกำลังองครักษ์ข้างนอกนั่นล้วนแต่เป็นคนของท่านพ่อหม่อมฉันทั้งนั้น ต่อให้พระองค์มีปีกก็บินหนีไปไม่รอดหรอก!”ในวินาทีนั้นเอง จู่ๆ ด้านนอกตำหนักก็มีเสียงตะโกนเข่นฆ่าดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วฟ้าประตูบานใหญ่ถูกกระแทกเปิดออกเสียงดังสน
Read more
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status