Masukนิลขึ้นมานั่งบนรถด้วยอารมณ์ที่ยังหงุดหงิด เขามองไปยังห้องนอนที่เป็นห้องหอ เห็นเงาร่างเล็กของ
สายซอยืนอยู่หลังผ้าม่าน เธอคงกำลังมองเขา กำลังหวังว่าเขาจะกลับเข้าบ้าน ฝันไปเถอะ!ดวงตาสีนิลละจากเงานั้นแล้วเลื่อนมองไปยังห้องที่อยู่สุดปลายทางเดิน ในห้องเปิดไฟสลัวและเปิดผ้าม่านไว้ เขาไม่เห็นเจ้าของห้อง เดาว่าก็คงนอนพักอยู่บนเตียง เพราะเหนื่อยจากงานแต่งของเขากับสายซอมาตลอดวัน
ดวงตาของนิลจับจ้องอยู่จุดนั้นเพียงไม่กี่นาที เขาก็หันกลับมาแล้วสตาร์ทรถ ขับออกจากคฤหาสน์หลังใหญ่ไปทันที เสียงรถของนิลดังขึ้นไม่นานก็ค่อย ๆ เงียบไป มีเพียงเสียงประตูรั้วเลื่อนอัตโนมัติที่ยังเลื่อนดังอยู่ในความเงียบสงัด
สักวัน...เขาจะได้รับรู้รสชาติของการเป็นคนที่ถูกเมิน สักวัน...คนที่ร้องไห้จนไม่มีน้ำตาให้ไหลต้องเป็นเขา
สายซอนั่งจมอยู่กับความคิดอยู่สักพักใหญ่ เธอยังอยู่ในชุดเจ้าสาว ใบหน้ายังคงมีเครื่องสำอางแต่งแต้มพร้อมด้วยคราบน้ำตา เสียงเคาะประตูดังขึ้นรัว ๆ
หญิงสาวรูปร่างบอบบางรีบลุกขึ้นแล้วเดินไปเปิดประตู สีหน้าของพยาบาลวัยกลางคนบอกชัดเจนว่าต้องมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น
“คุณซอ คุณท่าน...รีบไปดูคุณท่านเถอะค่ะ”
สายซอใช้มือหิ้วชายชุดแต่งงานแล้ววิ่งพรวดไปยังห้องของคุณย่าจันทร์ ทันทีที่เข้าไปในห้อง คุณย่านอนหายใจแผ่ว ดวงตาพร่ามัว
“เจ้านิลล่ะ”
หญิงสาวยื่นมือจับมือเหี่ยวย่นของท่านไว้แน่นแล้วยกแนบแก้มที่ยังชื้นด้วยหยดน้ำตา
“คุณนิลออกไปข้างนอก เดี๋ยวก็กลับมาค่ะ”
เธอโกหกคุณย่า คืนนี้ นิลจะกลับหรือไม่กลับบ้าน เธอไม่รู้ ไม่รู้เลยจริง ๆ
“โกหกย่าไม่เก่งเลย” คุณย่าจันทร์ยิ้มบาง ๆ มองหลานสะใภ้สุดรักด้วยแววตาหม่นเศร้า น้ำตาของสายซอร่วงเผาะ แต่เธอก็รีบเช็ดทิ้ง เพราะไม่อยากทำให้คุณย่าเป็นห่วงและไม่สบายใจ “นิล...คงโกรธย่ามาก”
เสียงสะอื้นของสายซอเริ่มดังขึ้น ดังจนเธอต้องรีบยกมืออีกข้างปิดปากไว้
“ถ้านิลกลับมา บอกนิลด้วยว่าย่ารักนิล” คำพูดจากปากของหญิงชราแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน “ย่ารักซอนะ ขอโทษนะลูก”
“คุณย่า...” น้ำตาของสายซอไหลพราก เธอรู้ว่าคุณย่าขอโทษเธอเรื่องอะไร คุณย่ารู้สึกผิดที่ให้เธอแต่งงานกับนิล เพราะท่านรู้ว่าเธอกับเขาไม่ได้รักกัน “ไม่ต้องพูดอะไรแล้วค่ะ เดี๋ยวเหนื่อย ไปโรงพยาบาลนะคะ เดี๋ยวซอพาไป”
“ไม่ต้องลูก ย่าอยากไปอย่างสงบในบ้านที่ย่ารัก”
เสียงของคุณย่าจันทร์เบาราวเสียงกระซิบ ดวงหน้าที่มีริ้วรอยเหี่ยวย่นเผยอรอยยิ้มอ่อนโยนก่อนค่อย ๆ เลือนหายไป เปลือกตาค่อย ๆ ปิดลงอย่างเนิบช้าจนแนบสนิทจากนั้นมือที่กุมมือสายซอไว้ก็ค่อย ๆ คลายลง
“คุณย่า คุณย่าอย่าทิ้งซอไป” สายซอทรุดลงข้างเตียง ร้องไห้จนตัวสั่นโยน เสียงร่ำไห้ดังก้องทั่วห้อง น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าร่วงลงบนหลังมือของผู้สูงวัย
ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ มือคู่นี้ยังลูบศีรษะเธออย่างอ่อนโยน ยังยิ้มให้เธอเหมือนทุกครั้ง
แต่ตอนนี้...ไม่มีอีกแล้ว
ไม่มีเสียงเรียกชื่อเธอ ไม่มีคำถามว่าเหนื่อยไหม ไม่มีคนคอยห่มผ้าให้เวลาหลับคาโซฟา ไม่มีอีกแล้ว...
ความจริงนั้นทำให้สายซอรู้สึกเหมือนหัวใจถูกฉีกออกเป็นชิ้น ๆ เธอก้มหน้าลงซบกับมือของคุณย่า ไหล่เล็กสั่นสะเทือนด้วยแรงสะอื้น
“ซอยังไม่พร้อมเลย...” น้ำตาอุ่น ๆ ไหลอาบแก้มไม่หยุด “ไหนคุณย่าบอกว่าจะให้ซอพาไปเที่ยว ซอยังไม่ได้พาคุณย่าไปเที่ยวเลย”
ไม่มีคำตอบกลับมาจากร่างของหญิงชราที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงหลังใหญ่ มีเพียงความว่างเปล่าที่บีบรัดหัวใจของเธอจนแทบหายใจไม่ออก
สายซอหลับตาลง ภาพในวัยเด็กผุดขึ้นมาทีละภาพ วันที่เธอร้องไห้เพราะถูกเพื่อนล้อ วันที่ป่วยจนต้องนอนโรงพยาบาล วันที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ทุกช่วงเวลาสำคัญของชีวิต ล้วนมีคุณย่าจันทร์อยู่เคียงข้างเสมอ คุณย่าไม่ใช่แค่ผู้มีพระคุณ แต่เป็นครอบครัวเพียงคนเดียวที่มอบความรักให้เธออย่างไม่มีเงื่อนไข
ยิ่งคิด น้ำตาก็ยิ่งไหลริน
“ซอจะอยู่ได้ยังไงคะ...” เสียงสะอื้นดังขึ้นอีกครั้ง น้ำตาก็ยังคงไหลลงอาบสองแก้ม “ต่อไปถ้าซอเหนื่อย ซอจะกอดใคร”
หญิงสาวร้องไห้จนตัวโยน มือยังจับมือของคุณย่าไม่ยอมปล่อยราวกับต้องการยื้อเวลา ยื้อความอบอุ่น ยื้อคนที่รักที่สุดเอาไว้ แม้จะรู้ดีว่าไม่มีทางเป็นไปได้
เวลาผ่านไปนานเท่าไรไม่รู้ สายซอยังคงนั่งอยู่ตรงนั้น น้ำตายังไม่เหือดแห้งไปจากใบหน้า เธอลูบหลังมือของคุณย่าเบา ๆ เป็นครั้งสุดท้ายก่อนก้มลงจูบมือที่เคยโอบกอดเธอมาตลอดชีวิต
“หลับให้สบายนะคะ...” เสียงนั้นเบาจนแทบเป็นกระซิบ “ไม่ต้องห่วงซอ ซอจะพยายามเข้มแข็ง แต่คืนนี้ขอให้ซออ่อนแออีกสักคืนเถอะนะคะคุณย่า”
และในห้องที่เต็มไปด้วยความเงียบงันนั้น เสียงร้องไห้ของหญิงสาวยังคงดังแผ่วเบาราวกับหัวใจดวงหนึ่งกำลังแตกสลายไปพร้อมกับการจากลาของคนที่รักที่สุดในชีวิต
“รู้ไหม...” น้ำเสียงของเขาแผ่วลง “บางครั้งฉันก็ยังโกรธตัวเองอยู่”“เรื่องอะไรคะ”“หลายเรื่อง เรื่องที่เคยทำให้เธอร้องไห้ เรื่องที่เอาแต่คิดเอง เรื่องที่ทำให้เธอกลัวฉัน”ดวงตาของเธออ่อนแสงลงทันที เธอรู้ดีว่าคำพูดเหล่านั้นหมายถึงอะไร หมายถึงทุกช่วงเวลาที่ทั้งคู่เคยทำร้ายกันโดยไม่ได้ตั้งใจ หมายถึงวันที่ต่างคนต่างปิดหัวใจและหมายถึงวันที่เกือบสูญเสียกันไปตลอดกาล“ซอเองก็ผิด ซอชอบหนีปัญหา ชอบคิดไปเองแล้วก็ไม่เคยถามคุณตรง ๆ สักครั้ง”“ช่างมันเถอะ” นิลส่ายหน้า เขากระชับอ้อมแขนรอบตัวเธอ “เราเสียเวลาให้กับอดีตมามากพอแล้ว ต่อจากนี้ ฉันอยากใช้เวลาอยู่กับเธอและลูกมากกว่า”สายซอคลี่ยิ้มละมุน ภาพลูกสาวตัวน้อยที่กำลังหลับอยู่ในห้องข้าง ๆ วาบขึ้นมาในความคิด“อีกไม่กี่ปี ลูกคงวิ่งวุ่นทั่วบ้าน คงดื้อเหมือนเธอ”“ใครบอก”“ฉันดูออก”เธอหยิกแขนเขาเบา ๆ จนเขาหัวเราะ เสียงหัวเราะของทั้งคู่ดังคลอไปกับความเงียบสงบของบ้าน เป็นเสียงหัวเราะที่ไม่มีความขมขื่นหลงเหลืออยู่แล้ว“ถ้าลูกดื้อ คุณนิลต้องจัดการนะคะ”“ได้”“ถ้าลูกร้องกลางดึก คุณก็ต้องลุก”“ได้”“ถ้าลูกไม่ยอมนอน”“ฉันอุ้มเอง” นิลรีบตอบทันที“ถ้าลูกป่วย”“ฉันเ
นิลก้มมองลูกสาวที่กำลังหลับสนิท เมื่อแน่ใจว่าลูกหลับสนิทแล้ว เขาจึงลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบ สายซอยังไม่ทันได้ถามอะไร ร่างสูงก็เดินตรงเข้ามาก่อนช้อนตัวเธอขึ้นอุ้ม“ว้าย!”“เบา ๆ เดี๋ยวลูกตื่น”“ปล่อยเลยนะคะ”“ไม่ปล่อย”“จะพาซอไปไหน” เธอตีไหล่เขาเบา ๆ พลางถาม ทั้งที่พอจะเดาได้ว่าเขาคิดจะทำอะไร“ไปทำหน้าที่เมีย ฉันอดทนมาหลายเดือนแล้ว ได้แต่กอด ได้แต่หอม ได้แต่มอง” เขาส่ายหน้าเหมือนคนทุกข์ใจจริง ๆ “ชีวิตน่าสงสารมาก”เธอหลุดหัวเราะทั้งที่พยายามเก๊กหน้าไว้ เขาอุ้มเธอออกจากห้องนอนใหญ่ไปยังห้องเล็กข้าง ๆ อย่างคุ้นทาง เมื่อถูกวางลงบนเตียงนุ่ม สายซอก็เงยหน้ามองชายตรงหน้า สายตาของทั้งคู่สบกันนิ่ง ๆไม่มีความหวาดระแวง ไม่มีความเสียใจเหมือนวันเก่าเหลือเพียงความรู้สึกที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วด้วยเวลาเขายกมือขึ้นลูบแก้มเธอแผ่วเบา“รู้ไหม…ฉันเคยคิดว่าการมีครอบครัวเป็นเรื่องยุ่งยากของชีวิตมาก”“แล้วมันใช่อย่างที่คิดไว้ไหมล่ะคะ”“ไม่เลยสักนิด ตอนนี้ฉันคิดว่าฉันโชคดีที่สุดในชีวิต” คำตอบเรียบง่าย แต่ทำให้ดวงตาของหญิงสาวพร่ามัวขึ้นทันที เขาโน้มหน้าลงมาจุมพิตหน้าผากเธออย่างอ่อนโยน “ขอบคุณนะ ที่อยู่กับฉัน ขอบค
“ย่ายิ้มให้ฉัน” ลมเย็นพัดผ่านศาลาอีกครั้ง นิลทอดสายตามองออกไปไกลเหมือนยังเห็นภาพในฝันวันนั้นอยู่ “ก่อนจะเดินจากไป ย่าพูดแค่ประโยคเดียว”“คุณย่าพูดว่าอะไรคะ”“เดี๋ยวก็ได้เจอกันแล้วนะ” เสียงของเขาเบาจนแทบปลิวไปกับสายลม “หลังจากนั้นย่าก็เดินหายเข้าไปในความมืดแล้วฉันก็ตื่น”ความเงียบโรยตัวลงระหว่างทั้งคู่ สายซอก้มหน้าลง ดวงตาร้อนผ่าวขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว“ทำไมไม่เล่าให้ซอฟัง”“ก็แค่ความฝัน ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเป็นฝันดีหรือฝันร้าย”สายซอมองไปยังลูกสาว เด็กน้อยกำลังหัวเราะเสียงใส แก้มยุ้ยน่าฟัด ดวงตาเป็นประกายสดใสเหมือนมีความสุขกับทุกสิ่งรอบตัว นิลเองก็มองลูกอยู่เช่นกัน โดยไม่พูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมา บางครั้ง...เขาก็อดคิดไม่ได้ว่าบางที ลูกสาวคนนี้อาจเป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายที่คุณย่าฝากไว้ให้หรืออาจเป็นย่าเอง ที่ย้อนกลับมาเจอพวกเขาอีกครั้ง ในรูปแบบของเด็กตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งคนที่ชอบยิ้ม ชอบหัวเราะและทำให้บ้านที่เคยเงียบเหงาเต็มไปด้วยเสียงแห่งความสุขแต่เขาไม่เคยพูดเรื่องนี้กับใคร แม้แต่สายซอเพราะรู้ดีว่าไม่มีใครพิสูจน์ได้ มันอาจเป็นเพียงความคิดของคนที่คิดถึงผู้ล่วงลับมากเกินไปก็ได้เขาจึงเพียงยื่
“โอ๊ย!” นิลแสร้งร้องอย่างคนโดนทำร้าย แต่ยังไม่ทันจะได้โวยเมีย เจ้าตัวเล็กในอ้อมแขนแม่ก็สะดุ้ง ปากเล็ก ๆ หลุดจากเต้าแม่แล้วร้องแผดเสียงดังลั่นบ้าน“แง้!”สองผัวเมียชะงักพร้อมกัน สายซอรีบอุ้มปลอบลูกนิลรีบลูบศีรษะกลม ๆ ของลูกสาวทันที“โอ๋ ๆ ไม่ร้องนะคนเก่ง” เด็กน้อยยังสะอื้นเบา ๆ เขาจึงหันไปมองเธอแล้วทำหน้าเคร่งขรึมเสียเต็มประดา“เห็นไหม ลูกตกใจจนสะดุ้งตื่นเลย”“เกี่ยวอะไรกับซอเล่า คุณนิลต่างหากที่มากวนซอ”“เกี่ยวสิ” เขาพยักหน้าอย่างจริงจังแล้วจึงก้มหน้าพูดกับลูกสาว “ไม่ต้องร้องนะ เดี๋ยวพ่อทำโทษแม่ให้”“คุณนิล!”“โทษฐานทำให้ลูกสะดุ้ง”สายซอตีหลังมือนิลไปหนึ่งทีจนหัวเราะลั่น เสียงหัวเราะของเขาทำให้เจ้าตัวเล็กหยุดร้องอย่างน่าอัศจรรย์ดวงตากลมโตค่อย ๆ ลืมขึ้นมองหน้าพ่อกับแม่สลับกันไปมาทั้งที่ตายังมองไม่เห็นชัดก่อนจะส่งเสียงอ้อแอ้ในลำคอราวกับกำลังร่วมวงสนทนาด้วยนิลก้มลงจูบหน้าผากลูกสาวแล้วเงยหน้ามามองภรรยา สายตาอบอุ่นจนแทบละลายไม่มีความโกรธ ไม่มีความเสียใจ ไม่มีความเข้าใจผิด ไม่มีบาดแผลจากอดีตเหลืออยู่อีกแล้ว สิ่งที่หลงเหลืออยู่ในบ้านหลังนี้ มีเพียงความรักเสียงหัวเราะและครอบครัวเล็ก ๆ ที่ผ่
ผ่านมาเกือบหนึ่งเดือนแล้วที่นิลกับสายซอได้เปลี่ยนบทบาทชีวิตเป็นพ่อกับแม่มือใหม่ สายซอนั่งอยู่บนโซฟาตัวยาวริมหน้าต่าง อุ้มลูกสาวตัวน้อยไว้ในอ้อมแขน ขณะเจ้าตัวเล็กกำลังดูดนมอย่างเอร็ดอร่อย แสงแดดอ่อนสาดเข้ามากระทบใบหน้าหวานละมุนจนดูอบอุ่น นิลแอบมองอยู่พักใหญ่ มองทุกวัน แต่ก็ยังมองไม่เบื่อ โดยเฉพาะตอนที่แม่ลูกอยู่ด้วยกันยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าบ้านหลังนี้สมบูรณ์ขึ้นทุกวันเขาเดินเข้าไปหา ยังไม่ทันได้นั่งข้าง ๆ แม่ของลูกก็ปรายตามองก่อนขยับตัวหนีทันที“ไปนั่งที่อื่นสิ”“ไม่ จะนั่งด้วย” เขาตอบหน้าตาเฉยแล้วทรุดตัวลงข้าง ๆ หญิงสาวส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอก่อนขยับลูกหนีอีกนิดราวกับกลัวเขาจะเข้ามาใกล้ทั้งที่ความจริง...ทุกคนในบ้านรู้หมดแล้วว่าเธอหายโกรธตั้งนานแล้ว เหลือแต่ฟอร์มที่ยังค้ำคออยู่นิลเองก็รู้ แต่เลือกเล่นตามน้ำ เพราะเห็นอีกฝ่ายทำหน้าบึ้งแล้วน่ารักดี“ไปเลยนะ ไม่ต้องมายุ่งกับลูกซอ”นิลก้มมองลูกสาวที่กำลังดูดนมเพลินแล้วหันกลับมาหาแม่ของลูก“ลูกเธอ?”“ใช่” สายซอเชิดหน้า พยายามกลั้นยิ้มอย่างสุดชีวิต “น้องโซ่เป็นลูกของซอคนเดียว”“ตลกแล้วซอ” นิลหัวเราะหึ ๆ พลางขยับเข้าไปใกล้อีกนิด จนไหล่แทบชนก
ช่วงบ่ายของวัน ห้องพักฟื้นเงียบสงบ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศกับเสียงหายใจแผ่วเบาของเจ้าตัวเล็กที่กำลังหลับอยู่ในรถคลิบเด็กอ่อนข้างเตียงสายซอเพิ่งให้นมลูกเสร็จ กำลังนั่งมองใบหน้าจิ้มลิ้มของลูกสาวด้วยความเพลิดเพลินแล้วเสียงเคาะประตูดังขึ้น เธอเงยหน้าขึ้น ก่อนดวงตาจะเบิกกว้างอย่างตกใจ“พี่ว่าน”วรุตยิ้มคลี่ยิ้มละมุนเดินเข้ามาพร้อมช่อดอกไม้สีขาวและตุ๊กตาหมีตัวเล็ก“พี่มาเยี่ยมหลาน” เขาวางของขวัญลงบนโต๊ะข้างเตียงแล้วเดินเข้ามาใกล้คุณแม่ลูกเล็กลอบมองประตูทันที หัวใจเต้นตุบ ๆ อย่างกังวล ไม่ใช่ว่าไม่ดีใจที่วรุตมา แต่เธอกลัว...กลัวนิลจะมาเห็น กลัวจะเกิดศึกขึ้นอีกโดยเฉพาะในโรงพยาบาลแบบนี้“หลานน่าเกลียดน่าชังมาก” วรุตก้มมองเด็กน้อยในคลิบ แววตาอ่อนโยนจนคนมองรู้ได้ทันทีว่าเอ็นดูจากใจจริง “เหมือนพ่อเขาจนน่าหมั่นไส้”“ใช่ไหมคะ” สายซอหัวเราะอย่างชอบใจทั้งคู่กำลังคุยกันอยู่แล้วประตูก็ถูกเปิดออกอีกครั้งบรรยากาศในห้องนิ่งไปทันที นิลเดินเข้ามา มือถือถุงอาหารและแฟ้มเอกสารสำหรับติดต่อเรื่องแจ้งเกิดลูกดวงตาคมกวาดมองคนในห้องเพียงแวบเดียวก่อนจะหยุดที่วรุต สายซอแทบกลั้นหายใจ เตรียมพร้อมสำหรับสงครามย่







