Masuk
“คุณนิลจะออกไปจริง ๆ เหรอคะ”
หญิงสาวเอ่ยขึ้นเบา ๆ ขณะที่เขากำลังติดกระดุมเสื้อเชิ้ตหน้ากระจกหลังจากที่ถอดชุดเจ้าบ่าวออกแล้วสวมทับด้วยเสื้อผ้าชุดใหม่
ค่ำคืนนี้...เป็นคืนเข้าหอของเธอกับ ‘นิล’
“ใช่” ชายหนุ่มไม่หันกลับมาเพียงตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา ดวงตาคู่คมมองหญิงสาวที่เพิ่งได้สถานะภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายผ่านกระจกบานใหญ่
“แต่คุณย่าไม่ค่อยสบาย วันนี้ลุงหมอบอกว่าอาการไม่ค่อยดีนะคะ” คุณย่าจันทร์ไม่ได้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล แต่ไหว้วานให้เพื่อนที่เป็นหมอมาช่วยดูอาการให้อย่างสม่ำเสมอและยังมีพยาบาลที่จ้างมาดูแลเป็นพิเศษ แม้ว่าเธอกับลุงหมอจะเกลี้ยกล่อมให้คุณย่าย้ายไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น แพทย์จะได้ช่วยรักษาได้อย่างทันท่วงที
ทว่าคุณย่าก็ไม่ยินยอม ยังยืนยันว่าจะอยู่ที่บ้านและถ้าต้องหมดลมหายใจ ก็อยากขอให้ตนเองได้จากโลกใบนี้ไปในบ้านของคุณย่าเอง
มือที่กำลังติดกระดุมหยุดไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะหัวเราะในลำคออย่างเย็นชา
“เธอเชื่อจริง ๆ เหรอ”
“เชื่ออะไรคะ”
“ก็เรื่องที่ย่าป่วยหนัก”
คำพูดของเขาทำให้ ‘สายซอ’ รู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว นิลมีความคิดแบบนี้ได้อย่างไร คุณย่าจันทร์ เป็นคุณย่าของเขานะ ทำไมเขาถึงได้มีความคิดอคติเช่นนี้ได้
“คุณนิลหมายความว่ายังไง”
ร่างสูงเพรียวหันกลับมา แววตาเต็มไปด้วยความอัดอั้น ใบหน้าฉายชัดถึงความอึดอัดใจ
“ฉันรู้จักย่าดี ย่าทำทุกอย่างได้เพื่อให้ฉันแต่งงานกับเธอ” เป็นย่าเป็นหลานกัน มีหรือจะไม่รู้นิสัยใจคอ
ย่าเอ็นดูสายซอมาก รักหญิงสาวมากกว่าเขาที่เป็นหลานชายแท้ ๆ เสียด้วยซ้ำ ถ้าไม่ติดเรื่องสมบัติของพ่อกับแม่ เขาไม่มีทางยอมแต่งงานกับสายซอแน่ ๆ
“ไม่ใช่นะคะ คุณนิลเข้าใจคุณย่าผิดแล้ว”
เธอพยายามแก้ตัวให้คุณย่าจันทร์ รู้ดีว่าการแต่งงานระหว่างเธอกับเขาเป็นเพราะความต้องการของคุณย่าและนิลเองก็ไม่อยากให้สมบัติของพ่อกับแม่ที่สร้างไว้ให้เขา ต้องตกเป็นของเธอคนเดียว เขาถึงได้จำใจแต่งงานกับเธอ ทั้งที่เขาเองก็ไม่เคยชอบขี้หน้าเธอเลย
“เลิกโกหกแทนย่าสักทีเถอะ” เขาสะบัดหน้าพลางถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วงด้วยความรำคาญใจ
เขาไม่ได้หัวอ่อนเหมือนสายซอ ที่ย่าบอกให้ทำอะไรก็ทำตามคำสั่งทุกอย่างโดยไม่มีอิดออด
ชายหนุ่มหยิบนาฬิกาเรือนหรูมาใส่ หยิบกระเป๋าสตางค์ใบเล็กพร้อมด้วยกุญแจรถ พร้อมที่จะก้าวเดินออกจากห้อง ทว่า ผู้เป็นเจ้าสาวที่กำลังจะถูกทิ้งให้นอนเฝ้าห้องหอเพียงลำพังรีบเดินเข้าไปขวางหน้าประตู
“ซอไม่ได้โกหก คุณย่าดูเหนื่อยมากจริง ๆ วันนี้ยังเรียกหาคุณนิลหลายครั้ง”
“หลบ” เขาสั่งเสียงห้วน สองตาจ้องหน้าเธออย่างเอาเรื่อง กล้าดีอย่างไรมาขวางทางเขา ให้แต่ง เขาก็แต่งให้แล้ว ยังจะต้องการอะไรจากเขาอีก
หรือสายซออยากให้เขาทำหน้าที่สามี?
“อย่าไปเลยนะคะ อยู่บ้านก่อน เผื่อคุณย่าเรียกหาคุณนิลอีก” เธอไม่ได้สนใจว่าเขาจะออกไปไหน เธอกลัวแค่ ถ้าคุณย่าเรียกหา เขาไม่อยู่และกลัวว่า...มันอาจเป็นช่วงเวลาสุดท้ายของคุณย่าจันทร์กับนิล
“ฉันบอกให้หลบ!” เขาสะบัดแขนของหญิงสาวจนเธอเซถอยพร้อมตะคอกใส่อย่างไม่ไว้หน้า “ถ้าจะเล่นละคร ก็เล่นกันไปสองคน อย่าสะเออะมายุ่งกับฉันอีก!”
พอผลักเธอให้พ้นทางได้ เขาก็กระชากประตูเปิดแล้วกระแทกปิดเสียงดังลั่นทั้งชั้น
สายซอยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น น้ำตาค่อย ๆ ไหลลงมา เธอหันกลับไปมองทางเดินที่ทอดไปยังห้องของคุณย่า
เธอเกลียด เธอโกรธนิลนัก
เขาเป็นถึงหลานชายของคุณย่า รู้ว่าท่านป่วย แต่ก็ยังใจร้ายใจดำกับผู้มีพระคุณของเขาได้ ชาตินี้ทั้งชาติ เธอจะไม่มีวันรักผู้ชายคนนี้ เธอให้ทั้งชีวิตต้องถูกผูกอยู่ติดกับเขา เขาก็จะไม่มีวันได้ครอบครองหัวใจของเธอ
“รู้ไหม...” น้ำเสียงของเขาแผ่วลง “บางครั้งฉันก็ยังโกรธตัวเองอยู่”“เรื่องอะไรคะ”“หลายเรื่อง เรื่องที่เคยทำให้เธอร้องไห้ เรื่องที่เอาแต่คิดเอง เรื่องที่ทำให้เธอกลัวฉัน”ดวงตาของเธออ่อนแสงลงทันที เธอรู้ดีว่าคำพูดเหล่านั้นหมายถึงอะไร หมายถึงทุกช่วงเวลาที่ทั้งคู่เคยทำร้ายกันโดยไม่ได้ตั้งใจ หมายถึงวันที่ต่างคนต่างปิดหัวใจและหมายถึงวันที่เกือบสูญเสียกันไปตลอดกาล“ซอเองก็ผิด ซอชอบหนีปัญหา ชอบคิดไปเองแล้วก็ไม่เคยถามคุณตรง ๆ สักครั้ง”“ช่างมันเถอะ” นิลส่ายหน้า เขากระชับอ้อมแขนรอบตัวเธอ “เราเสียเวลาให้กับอดีตมามากพอแล้ว ต่อจากนี้ ฉันอยากใช้เวลาอยู่กับเธอและลูกมากกว่า”สายซอคลี่ยิ้มละมุน ภาพลูกสาวตัวน้อยที่กำลังหลับอยู่ในห้องข้าง ๆ วาบขึ้นมาในความคิด“อีกไม่กี่ปี ลูกคงวิ่งวุ่นทั่วบ้าน คงดื้อเหมือนเธอ”“ใครบอก”“ฉันดูออก”เธอหยิกแขนเขาเบา ๆ จนเขาหัวเราะ เสียงหัวเราะของทั้งคู่ดังคลอไปกับความเงียบสงบของบ้าน เป็นเสียงหัวเราะที่ไม่มีความขมขื่นหลงเหลืออยู่แล้ว“ถ้าลูกดื้อ คุณนิลต้องจัดการนะคะ”“ได้”“ถ้าลูกร้องกลางดึก คุณก็ต้องลุก”“ได้”“ถ้าลูกไม่ยอมนอน”“ฉันอุ้มเอง” นิลรีบตอบทันที“ถ้าลูกป่วย”“ฉันเ
นิลก้มมองลูกสาวที่กำลังหลับสนิท เมื่อแน่ใจว่าลูกหลับสนิทแล้ว เขาจึงลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบ สายซอยังไม่ทันได้ถามอะไร ร่างสูงก็เดินตรงเข้ามาก่อนช้อนตัวเธอขึ้นอุ้ม“ว้าย!”“เบา ๆ เดี๋ยวลูกตื่น”“ปล่อยเลยนะคะ”“ไม่ปล่อย”“จะพาซอไปไหน” เธอตีไหล่เขาเบา ๆ พลางถาม ทั้งที่พอจะเดาได้ว่าเขาคิดจะทำอะไร“ไปทำหน้าที่เมีย ฉันอดทนมาหลายเดือนแล้ว ได้แต่กอด ได้แต่หอม ได้แต่มอง” เขาส่ายหน้าเหมือนคนทุกข์ใจจริง ๆ “ชีวิตน่าสงสารมาก”เธอหลุดหัวเราะทั้งที่พยายามเก๊กหน้าไว้ เขาอุ้มเธอออกจากห้องนอนใหญ่ไปยังห้องเล็กข้าง ๆ อย่างคุ้นทาง เมื่อถูกวางลงบนเตียงนุ่ม สายซอก็เงยหน้ามองชายตรงหน้า สายตาของทั้งคู่สบกันนิ่ง ๆไม่มีความหวาดระแวง ไม่มีความเสียใจเหมือนวันเก่าเหลือเพียงความรู้สึกที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วด้วยเวลาเขายกมือขึ้นลูบแก้มเธอแผ่วเบา“รู้ไหม…ฉันเคยคิดว่าการมีครอบครัวเป็นเรื่องยุ่งยากของชีวิตมาก”“แล้วมันใช่อย่างที่คิดไว้ไหมล่ะคะ”“ไม่เลยสักนิด ตอนนี้ฉันคิดว่าฉันโชคดีที่สุดในชีวิต” คำตอบเรียบง่าย แต่ทำให้ดวงตาของหญิงสาวพร่ามัวขึ้นทันที เขาโน้มหน้าลงมาจุมพิตหน้าผากเธออย่างอ่อนโยน “ขอบคุณนะ ที่อยู่กับฉัน ขอบค
“ย่ายิ้มให้ฉัน” ลมเย็นพัดผ่านศาลาอีกครั้ง นิลทอดสายตามองออกไปไกลเหมือนยังเห็นภาพในฝันวันนั้นอยู่ “ก่อนจะเดินจากไป ย่าพูดแค่ประโยคเดียว”“คุณย่าพูดว่าอะไรคะ”“เดี๋ยวก็ได้เจอกันแล้วนะ” เสียงของเขาเบาจนแทบปลิวไปกับสายลม “หลังจากนั้นย่าก็เดินหายเข้าไปในความมืดแล้วฉันก็ตื่น”ความเงียบโรยตัวลงระหว่างทั้งคู่ สายซอก้มหน้าลง ดวงตาร้อนผ่าวขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว“ทำไมไม่เล่าให้ซอฟัง”“ก็แค่ความฝัน ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเป็นฝันดีหรือฝันร้าย”สายซอมองไปยังลูกสาว เด็กน้อยกำลังหัวเราะเสียงใส แก้มยุ้ยน่าฟัด ดวงตาเป็นประกายสดใสเหมือนมีความสุขกับทุกสิ่งรอบตัว นิลเองก็มองลูกอยู่เช่นกัน โดยไม่พูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมา บางครั้ง...เขาก็อดคิดไม่ได้ว่าบางที ลูกสาวคนนี้อาจเป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายที่คุณย่าฝากไว้ให้หรืออาจเป็นย่าเอง ที่ย้อนกลับมาเจอพวกเขาอีกครั้ง ในรูปแบบของเด็กตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งคนที่ชอบยิ้ม ชอบหัวเราะและทำให้บ้านที่เคยเงียบเหงาเต็มไปด้วยเสียงแห่งความสุขแต่เขาไม่เคยพูดเรื่องนี้กับใคร แม้แต่สายซอเพราะรู้ดีว่าไม่มีใครพิสูจน์ได้ มันอาจเป็นเพียงความคิดของคนที่คิดถึงผู้ล่วงลับมากเกินไปก็ได้เขาจึงเพียงยื่
“โอ๊ย!” นิลแสร้งร้องอย่างคนโดนทำร้าย แต่ยังไม่ทันจะได้โวยเมีย เจ้าตัวเล็กในอ้อมแขนแม่ก็สะดุ้ง ปากเล็ก ๆ หลุดจากเต้าแม่แล้วร้องแผดเสียงดังลั่นบ้าน“แง้!”สองผัวเมียชะงักพร้อมกัน สายซอรีบอุ้มปลอบลูกนิลรีบลูบศีรษะกลม ๆ ของลูกสาวทันที“โอ๋ ๆ ไม่ร้องนะคนเก่ง” เด็กน้อยยังสะอื้นเบา ๆ เขาจึงหันไปมองเธอแล้วทำหน้าเคร่งขรึมเสียเต็มประดา“เห็นไหม ลูกตกใจจนสะดุ้งตื่นเลย”“เกี่ยวอะไรกับซอเล่า คุณนิลต่างหากที่มากวนซอ”“เกี่ยวสิ” เขาพยักหน้าอย่างจริงจังแล้วจึงก้มหน้าพูดกับลูกสาว “ไม่ต้องร้องนะ เดี๋ยวพ่อทำโทษแม่ให้”“คุณนิล!”“โทษฐานทำให้ลูกสะดุ้ง”สายซอตีหลังมือนิลไปหนึ่งทีจนหัวเราะลั่น เสียงหัวเราะของเขาทำให้เจ้าตัวเล็กหยุดร้องอย่างน่าอัศจรรย์ดวงตากลมโตค่อย ๆ ลืมขึ้นมองหน้าพ่อกับแม่สลับกันไปมาทั้งที่ตายังมองไม่เห็นชัดก่อนจะส่งเสียงอ้อแอ้ในลำคอราวกับกำลังร่วมวงสนทนาด้วยนิลก้มลงจูบหน้าผากลูกสาวแล้วเงยหน้ามามองภรรยา สายตาอบอุ่นจนแทบละลายไม่มีความโกรธ ไม่มีความเสียใจ ไม่มีความเข้าใจผิด ไม่มีบาดแผลจากอดีตเหลืออยู่อีกแล้ว สิ่งที่หลงเหลืออยู่ในบ้านหลังนี้ มีเพียงความรักเสียงหัวเราะและครอบครัวเล็ก ๆ ที่ผ่
ผ่านมาเกือบหนึ่งเดือนแล้วที่นิลกับสายซอได้เปลี่ยนบทบาทชีวิตเป็นพ่อกับแม่มือใหม่ สายซอนั่งอยู่บนโซฟาตัวยาวริมหน้าต่าง อุ้มลูกสาวตัวน้อยไว้ในอ้อมแขน ขณะเจ้าตัวเล็กกำลังดูดนมอย่างเอร็ดอร่อย แสงแดดอ่อนสาดเข้ามากระทบใบหน้าหวานละมุนจนดูอบอุ่น นิลแอบมองอยู่พักใหญ่ มองทุกวัน แต่ก็ยังมองไม่เบื่อ โดยเฉพาะตอนที่แม่ลูกอยู่ด้วยกันยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าบ้านหลังนี้สมบูรณ์ขึ้นทุกวันเขาเดินเข้าไปหา ยังไม่ทันได้นั่งข้าง ๆ แม่ของลูกก็ปรายตามองก่อนขยับตัวหนีทันที“ไปนั่งที่อื่นสิ”“ไม่ จะนั่งด้วย” เขาตอบหน้าตาเฉยแล้วทรุดตัวลงข้าง ๆ หญิงสาวส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอก่อนขยับลูกหนีอีกนิดราวกับกลัวเขาจะเข้ามาใกล้ทั้งที่ความจริง...ทุกคนในบ้านรู้หมดแล้วว่าเธอหายโกรธตั้งนานแล้ว เหลือแต่ฟอร์มที่ยังค้ำคออยู่นิลเองก็รู้ แต่เลือกเล่นตามน้ำ เพราะเห็นอีกฝ่ายทำหน้าบึ้งแล้วน่ารักดี“ไปเลยนะ ไม่ต้องมายุ่งกับลูกซอ”นิลก้มมองลูกสาวที่กำลังดูดนมเพลินแล้วหันกลับมาหาแม่ของลูก“ลูกเธอ?”“ใช่” สายซอเชิดหน้า พยายามกลั้นยิ้มอย่างสุดชีวิต “น้องโซ่เป็นลูกของซอคนเดียว”“ตลกแล้วซอ” นิลหัวเราะหึ ๆ พลางขยับเข้าไปใกล้อีกนิด จนไหล่แทบชนก
ช่วงบ่ายของวัน ห้องพักฟื้นเงียบสงบ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศกับเสียงหายใจแผ่วเบาของเจ้าตัวเล็กที่กำลังหลับอยู่ในรถคลิบเด็กอ่อนข้างเตียงสายซอเพิ่งให้นมลูกเสร็จ กำลังนั่งมองใบหน้าจิ้มลิ้มของลูกสาวด้วยความเพลิดเพลินแล้วเสียงเคาะประตูดังขึ้น เธอเงยหน้าขึ้น ก่อนดวงตาจะเบิกกว้างอย่างตกใจ“พี่ว่าน”วรุตยิ้มคลี่ยิ้มละมุนเดินเข้ามาพร้อมช่อดอกไม้สีขาวและตุ๊กตาหมีตัวเล็ก“พี่มาเยี่ยมหลาน” เขาวางของขวัญลงบนโต๊ะข้างเตียงแล้วเดินเข้ามาใกล้คุณแม่ลูกเล็กลอบมองประตูทันที หัวใจเต้นตุบ ๆ อย่างกังวล ไม่ใช่ว่าไม่ดีใจที่วรุตมา แต่เธอกลัว...กลัวนิลจะมาเห็น กลัวจะเกิดศึกขึ้นอีกโดยเฉพาะในโรงพยาบาลแบบนี้“หลานน่าเกลียดน่าชังมาก” วรุตก้มมองเด็กน้อยในคลิบ แววตาอ่อนโยนจนคนมองรู้ได้ทันทีว่าเอ็นดูจากใจจริง “เหมือนพ่อเขาจนน่าหมั่นไส้”“ใช่ไหมคะ” สายซอหัวเราะอย่างชอบใจทั้งคู่กำลังคุยกันอยู่แล้วประตูก็ถูกเปิดออกอีกครั้งบรรยากาศในห้องนิ่งไปทันที นิลเดินเข้ามา มือถือถุงอาหารและแฟ้มเอกสารสำหรับติดต่อเรื่องแจ้งเกิดลูกดวงตาคมกวาดมองคนในห้องเพียงแวบเดียวก่อนจะหยุดที่วรุต สายซอแทบกลั้นหายใจ เตรียมพร้อมสำหรับสงครามย่







