เข้าสู่ระบบงานกาชาดประจำปีจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่อลังการ สมกับที่หนึ่งปีมีเพียงครั้งเดียว ทั้งประชาชนในจังหวัด พื้นที่ใกล้เคียงรวมไปถึงนักท่องเที่ยว เข้ามาเดินเลือกซื้อหาของกิน ของใช้ ของฝาก ติดมือติดไม้กลับบ้านกันมากมาย เรียกว่าเป็นงานที่ช่วยกระตุ้นทั้งเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว
ศิวพลเดินเข้ามาภายในงานแล้วมองหาร้านไก่ย่าง ลูกชิ้น ไข่หมึกทอด ตามที่ลุงพ่อค้าซุ้มยาดองบอก เดินทางเข้ามาในเต็นท์ไม่นานก็สะดุดตาเข้ากับคลื่นมหาชนจำนวนมาก ที่เข้าไปยืนรุมล้อมบูธขายสินค้าอะไรสักอย่าง นั่นเองเขาจึงนึกย้อนไปถึงคำพูดของลุงขายยาดองได้ว่า ใครผ่านไปผ่านมาเห็นอย่างนี้ก็อดไม่ได้ที่จะต้องแวะเวียนเข้าไปชะเง้อมอง ส่องดูสักหน่อยว่าเขาขายอะไรกัน?
“เชิญเลยค่ะ ชิมไวน์จากไร่จันทรัชฟรี เชิญทางนี้เลยค่ะ หากคุณลูกค้าชิมแล้วถูกอก ถูกใจ สามารถซื้อกลับบ้านหรือซื้อไปเป็นของฝากก็ได้นะคะ”
พริตตี้สาวสวยใส่ชุดสีแดงสีเดียวกับไวน์ในขวด ติดไมค์โครโฟนอยู่ข้างหูพูดจาฉะฉานน่าฟัง ด้านข้างมีพริตตี้ชุดแบบเดียวกัน คนหนึ่งถือถาด อีกคนยืนรินไวน์ใส่แก้วพลาสติกขนาดเล็ก ส่งให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาได้ชิม
“โห คนเยอะขนาดนี้เลยเหรอวะ”
ศิวพลเดินฝ่าฝูงชนเข้าไปภายในบูธขายสินค้าโอทอป ซึ่งด้านในนั้นบนเชลล์แสดงโชว์สินค้า มีไวน์ หลากหลายแบบทั้งไวน์แดง ไวน์ขาว นอกจากไวน์ที่บ่มด้วยองุ่นที่ทุกคนคุ้นเคย แล้วยังมีไวน์สับปะรด ไวน์ข้าวหอมมะลิ ไวน์กะท้อน ไวน์ลิ้นจี่ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจประจำท้องถิ่นให้เลือกหาเลือกซื้อกลับบ้าน
พนักงานขายด้านในห้าหกคนหยิบขวดไวน์ใส่ถุงกระดาษแพ็คห่อให้กับลูกค้าจนมือแทบพันกัน ด้านหน้าเคาน์เตอร์นั้นมีลูกค้าจำนวนมากชี้มือชี้ไม้ ตะโกนโหวกเหวกสั่งสินค้าชนิดนั้นชนิดนี้
“เอาไวน์กะท้อนสอง ไวน์เชอร์รี่เพิ่มอีกสองขวดค่ะ”
“ของพี่เอาน้ำลิ้นจี่เพิ่มอีกหกขวดค่ะ”
“ไวน์ข้าวหอมสองขวด ไวน์แดงหกขวด คุกกี้ข้าวหอมมะลิอีกสี่กล่องค่ะ”
ผลิตภัณฑ์อันหลากหลาย ไม่ได้มีเพียงไวน์อย่างเดียว ทำให้สามารถเรียกลุกค้าได้ทุกเพศทุกวัย แตกต่างจากบูธข้าง ๆ ที่พนักงานยืนหาวกันจนปากแทบฉีก ก็ไม่ใช่ผู้ประกอบการที่น่าเวทนาที่ไหน เพราะบูธข้าง ๆ เขียนป้ายบอกเอาไว้ชัดเจนว่ามาจากบริษัท AVIA WINE ของเขานั่นเอง
“ให้มันได้อย่างนี้สิ ทำไมต้องมาตั้งข้างกันขนาดนี้ด้วยวะ” ศิวพลยืนเบะปากคว่ำอย่างหงุดหงิด
“คุณลูกค้าคะ ลองชิมไวน์ลิ้นจี่ของไร่จันทรัชไหมคะ ผลิตภัณฑ์เพิ่งออกมาใหม่”
“อืม ผมขอชิมหมดทุกแบบเลยได้ไหมครับ”
ศิวพลยืนกระดกไวน์อยู่ภายในบูธขายสินค้าของคู่แข่ง ก่อนจะชี้นิ้วสั่งสินค้าทุกอย่างเพื่อต้องการนำกลับไปลองชิม วิเคราะห์เคล็ดลับที่ไร่จันทรัชซ่อนมันเอาไว้
“เอ้า! คุณซิวมาเที่ยวงานกาชาดเหรอคะ” พนักงานฝ่ายขายของบริษัท ที่วันนี้แปลงร่างมาเป็นพนักงานขายประจำบูธงานกาชาดหันมาทักทายลูกชายเจ้าของโรงงาน
“มาแอบดูไง ว่าพวกคุณแอบอู้งานหรือเปล่า แล้วนี่ไม่คิดจะเรียกลูกค้ากันสักหน่อยเหรอครับ”
ศิวพลสะบัดคอหันกลับไปทางบูธไร่จันทรัชด้านข้าง ที่พริตตี้สาวยังคงประกาศแจ๋ว ๆ พูดเป็นนกแก้ว นกขุนทอง จากนั้นหันกลับมาที่บูธของไร่ตัวเองเหมือนแม่ชีเพิ่งลาสิกขาออกมาขายของ เพราะยืนสงบนิ่งเหมือนอยากไปเดินจงกรมมากกว่ามาขายของอย่างนั้นแหละ
“โอ๊ย เรียกจนคอแทบแตกแล้วค่ะ แต่ไม่มีใครสนใจเลย พอเดินมาชิมแล้วก็เดินกลับไปซื้อร้านโน้นหมด พูดจนลูกกระเดือกจะกระเด็นออกมาข้างนอกแล้ว”
“เฮ้ออออ มันต้องมีอะไรผิดพลาดตรงไหนแน่” ศิวพลหยิบแก้วเทสไวน์จาก AVIA WINE ออกมา จากนั้นกระดกดื่มมันเข้าปาก ถอนหายใจให้กับรสชาติไวน์อันจืดจางของตัวเอง
อันที่จริงรสชาติไวน์ของเขาไม่ได้แย่ เพียงแต่รสชาติของไร่จันทรัชนั้นมีทั้งความหอม ความหวาน ความเปรี้ยวกลมกล่อม กลิ่นหอมนุ่มนวล แต่รสชาติกลับหนักแน่น ชนิดที่เรียกว่าเมื่อผ่านลิ้นเข้าไปแล้ว แทบไม่อยากกลืนมันลงคอ
“นี่คุณซิวชิมไปกี่แก้วคะเนี่ย” พนักงานขายยืนมองหน้าเจ้านายที่เริ่มแดงขึ้นมาอย่างชัดเจน ประกอบกับสองมือสองแขนหอบหิ้วถุงของกินของฝากสารพัดผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งเสียอย่างกับตัวเองเป็นแฟนพันธุ์แท้
“ไม่รู้เหมือนกันครับ ไม่ได้นับ รู้แค่ชิมทุกอย่างที่เขามี”
“ห๊ะ ชิมทุกอย่างเหรอคะ นั่นมันเยอะนะคะคุณซิว”
“ก็อยากรู้ว่ามันเป็นยังไง ทำไมถึงได้ขายดีนัก เอาละ ผมจะกลับแล้วร้อนมากเลย”
“เดี๋ยว ๆ เดี๋ยวก่อนค่ะ นี่คุณซิวจะกลับไปสภาพนี้เหรอคะ”
“เอ้า ก็กลับอย่างนี้สิครับ”
“แต่ว่าเมาไม่ขับนะคะ มันอันตราย” พนักงานขายยกมือขึ้นมาชี้นิ้วดุเจ้านายอายุน้อย
“ผมไม่ได้เมาสักหน่อย ไวน์แค่ไม่กี่แก้วเท่านี้สบายมาก” คนหนุ่มวัยคะนองตอบออกไปอย่างประมาท
“แน่ใจนะคะ ระวังเถอะขับรถตกเขาตาย เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน”
“ปากเหรอนั่นน่ะ”
“เป็นห่วงต่างหากค่ะ”
ศิวพลหอบหิ้วถุงสำหรับใส่ไวน์ ขนมของกินอีกมากมายพะรุงพะรัง เดินโซซัดโซเซกลับมายังรถ ซึ่งจอดอยู่บริเวณลานกลางแจ้งด้านนอก
“เมาไม่ขับ แต่แค่มึน ๆ ขับได้ไหมวะ” เจ้าของรถกระบะยืนเอียงคอซ้ายขวา พยายามเช็กว่าตัวเองมีสติสัมปชัญญะมากพอที่จะขับขี่อย่างปลอดภัยหรือไม่
“เอ้าคุณ เป็นอะไรหรือเปล่าครับ” เสียงของใครคนหนึ่งเอ่ยถามมาจากข้างหลัง
“อื้อ สงสัยจะชิมไวน์มากเกินไปหน่อยครับ”
“เอ๋ นั่นไวน์จากไร่จันทรัชนี่ ซื้อเยอะขนาดนี้คงชอบมากสินะครับ” ชายหนุ่มรูปร่างท้วมนิดหน่อย แขวนป้ายห้อยคอบ่งบอกชัดเจนว่าเป็นพนักงานจากบริษัทคู่แข่ง ยิ้มให้กับถุงกระดาษซึ่งมีตราสัญลักษณ์โลโก้ของไร่จันทรัชชัดเจน
“อือ ก็ชอบครับ”
“ผมว่าคุณอย่าขับรถเลยนะครับ ขนาดเดินยังไม่ตรงทางเลย”
“อื้อ อย่ามาดูถูกผมนะ ผมไม่เมาสักหน่อย ผมเดินตรงนี่ไง เดี๋ยวผมเดินให้ดู” วัยรุ่นหัวรั้นเชิดคอแล้วเดินให้อีกฝ่ายเห็นชัด ๆ
“เห็นไหมครับ ตรงเป๊ะ!”
“เป๊ะอะไรละครับ ตรงเป๋นะสิ”
“เป๋ตรงไหน”
“เป๋ทุกตรงเลยครับ ผมว่าอย่าฝืนเลยดีกว่า มันเป็นอันตรายกับตัวเอง แล้วยังเป็นอันตรายกับเพื่อนร่วมทางด้วย เอาอย่างนี้ครับ เห็นแก่ที่คุณเป็นลูกค้าของไร่จันทรัชของเรา ผมกำลังจะกลับไปที่โรงงานพอดี คุณไปทางไหนล่ะ เดี๋ยวผมแวะส่ง ส่วนรถเอาจอดไว้นี่ก่อน รอให้สติกลับมาครบถ้วนค่อยกลับมาเอา”
“หือ คุณจะไปโรงงานเหรอ ผมขอไปด้วยได้ไหม อยากไปดูว่าที่โรงงานของคุณทำยังไงไวน์มันถึงได้ออกมารสชาติดีขนาดนี้” คนมึนไวน์หูผึ่งทันที
“ได้ครับ แต่ผมคงให้คุณเข้าไปดูในโรงงานไม่ได้หรอกนะ เดี๋ยวจะพาไปเดินชมร้านค้าข้างหน้า ยังมีสินค้าของไร่จันทรัชอีกหลายอย่างเลย เผื่อว่าคุณอยากซื้อกลับบ้าน”
“ขายเก่งกันจริง ๆ แหะ พนักงานบริษัทนี้ เห้อ ๆ เอาครับ เอาอย่างนั้นก็ได้” ศิวพลไม่แปลกใจเลยที่ไร่จันทรัชเติบโตและประสบความสำเร็จขนาดนี้ เพราะทุกคนดูเหมือนจะภาคภูมิใจในผลิตภัณฑ์ของตัวเองมาก
เส้นทางสู่ไร่จันทรัช
“โอยยย พี่เมื่อไหร่จะถึงเนี่ย ผมจะอ้วกแล้ว” คนเมาไวน์แถมยังชิมนั่นนี่ไปเยอะนั่งโก่งคอ ทำท่าเหมือนจะขย้อนอาหารเก่าออกมา
“อย่านะ อย่าเพิ่งอ้วก พี่เพิ่งซื้อรถมาใหม่นะไอ้น้อง รอก่อน กลืนเข้าไปก่อน”
“มันอั้นได้ที่ไหนเล่า”
“เฮ้ย บอกว่าอย่าเพิ่งอ้วก”
“โอ้กกก”
นอกจากตกใจที่ไอ้หนุ่มนั่งเบาะด้านข้างจะอ้วกใส่รถใหม่ป้ายแดงแล้ว โค้งหักศอกแคบ แถมมีรถกระบะกั้นคอกสูงขนผักสวนทางข้ามเลนมา คนที่นั่งบังคับจับพวงมาลัยหมุนคว้าง หักหลบเข้าข้างทางอย่างกะทันหัน รถสะบัดหมุนตลบจนด้านข้างไปฟาดเข้ากับต้นไม้ไหล่ทาง
อุบัติเหตุสุดวิสัยครั้งนี้ โชคดีของศิวพลที่ไม่ได้บาดเจ็บอะไรมาก หากแต่เจ้าของรถใจดีนี่สิกลับบาดเจ็บหนัก ทั้งขาหัก แขนหัก หัวแตก เพราะที่นั่งฝั่งคนขับกระแทกเข้ากับต้นไม้เต็มแรง
“พี่ครับ ผมขอโทษ” ศิวพลนั่งสะอื้นสะอึก รู้สึกผิดที่เป็นต้นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุ
“อืม ไม่เกี่ยวหรอก น้องแค่อ้วกใส่รถพี่ แต่ไอ้ที่ซวยเพราะพี่ยังขับรถใหม่ไม่ชินมือ เลยหักหลบไปชนเอง อย่าคิดมากเลย”
“เสียดายเลยอดเข้าไปเยี่ยมชมโรงงานไวน์เลย”
“อยากเข้าไปมากขนาดนั้นเชียว”
“ครับ อยากเข้าไปมากเลย”
วันนี้คุณพ่อลูกสองพร้อมภรรยาเสร็จธุระจากโรงงานเร็ว จึงตั้งใจไปรับลูกชายฝาแฝดที่โรงเรียน แต่สิ่งที่คนเป็นพ่อแม่กำลังประสบพบเจออยู่ตรงหน้า ทำให้ทั้งมนต์พระจันทร์และศิวพลถึงกับทำอะไรไม่ถูกเมื่อปลาเก๋าลูกชายคนโตกำลังนั่งน้ำตาคลอเบ้าและพยายามกลั้นสะอื้นอย่างหนัก ด้านข้างนั้นมีเต๋าเต้ยที่ใส่ชุดนักเรียนนั่งโอบแขนสั้น ๆ เหมือนกำลังพยายามปลอบพี่ชายฝาแฝด แววตาเจ็บปวดรวดร้าวเหม่อมองมายังพ่อปลาซิวและแม่กะเพรา ซึ่งกำลังเดินตรงเข้าไปรับลูกทั้งสอง“ปลาเก๋าเป็นอะไรครับ ใครทำอะไรลูก” มนต์พระจันทร์ใจหายเพราะไม่บ่อยที่เธอจะเห็นลูกชายร้องไห้เสียน้ำตา“หม่าม้า” ลูกชายวัยสี่ขวบวิ่งเข้ามาซุกหน้าอยู่กับภายในอ้อมกอดอันปลอดภัย พร้อมกับเริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้น โดยไม่ยอมให้ใครอื่นเห็นน้ำตา“คุณครูครับ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันครับเนี่ย ทำไมลูกชายผมถึงเป็นอย่างนี้”ศิวพลแสดงท่าทีเหมือนไม่พอใจ ที่เห็นลูกชายสุดที่รักร้องไห้ เพราะปกติปลาเก๋าไม่เคยร้องไห้งอแง โดยไม่มีเหตุผลพอดีกับคุณครูคนสวยประจำชั้นของปลาเก๋าและเต๋าเต้ยเดินยิ้มเขิน ๆ มาทางคุณพ่อคุณแม่ของนักเรียนในชั้น ศิวพลและมนต์พระจันทร์จึงได้ถามถึงสาเหตุที่ทำให้ลูกช
“โลงเย็งของเยาน่าอยู่ คุงคูใจเย็งทุกคง เด็ก ๆ ต้องยีบซุกซง เยาทุกคงชอบไปโลงเย็ง ชอบไป ชอบไป โลงเย็ง”ตั้งแต่ฟังเพลงมาทั้งหมด ศิราเพิ่งรู้สึกขนลุก กับซิงเกิ้ลใหม่ของหลานชายตัวจ้อยวันนี้เอง ที่ผ่านมาเคยช่วยบรรดาลูก ๆ เลี้ยงหลานหลายคนจำได้ว่า ไอ้เพลงปลุกใจอยากให้เด็ก ๆ ลุกไปโรงเรียนมันไม่ได้ร้องแบบนี้นี่นา“คุงตากิงอังนี้ไหมฮับ” สองหลานช่วยกันเดินถือสายยางไปรดน้ำในแปลงผักซึ่งเมื่อสองสัปดาห์ก่อนลงมาช่วยกันหยอดเมล็ดพันธุ์เอาไว้ เวลานี้ผักใบเขียว ๆ เริ่มงอกออกมาเป็นหน่อเป็นต้นให้เห็นชัดเจนแล้ว บางส่วนสามารถให้หลาน ๆ ช่วยกันเก็บไปให้ภรรยาทำกับข้าวได้แล้วด้วย“ได้สิ วันนี้คุณยายทำต้มจืดของโปรด เต๋าเต้ยเก็บไปให้คุณยายใส่ต้ม ต้องอร่อยมากแน่ ๆ”“เต๋าเต้ยใฉ่แคยอทด้วยฉิ แคยอทฉีฉ้มอาหย่อยนะ”ปลาเก๋าเดินถือแครอทหัวหนึ่งที่เพิ่งให้พี่เลี้ยงช่วยดึงออกมาจากแปลงผัก ถือมาใส่ลงไปในตะกร้าน้องชายฝาแฝด ด้านในนั้นเต็มไปด้วยผักทั้งใบเขียว ใบม่วง และผลสีเขียว สีแดงดูสดใส ต่างจากในตะกร้าของปลาเก๋าน้อย มีเพียงไข่ไก่ฟองโต ที่ไปเก็บมาจากโรงเรือนสำหรับเลี้ยงไก่ไข่ วางอยู่ในกระบะโฟมสี่ฟองเท่านั้น“อังนี้แตงกวาของปลาเ
“แมงมุมลายตัวนั้น เก๋าเห็งมังซมซานเหลือทง วังหนึ่งตากฝง ไหลยงตกจากหลังคา พระอาทิตย์ฉ่องแฉง น้ำแห้งหดไปยับตา เก๋ายีบไต่ขึ้นฟ้า หันหลังมาทำตาเหมืองแมว แม๊ว แม๊ว”นักร้องเสียงเพี้ยนร้องเพลงเด็กพร้อมกับเต้นทำท่าทางประกอบ ด้วยการไต่ขึ้นไปยืนบนขอบเบาะโซฟานวม จบท่อนสุดท้ายเพลงด้วยการหันมาทำท่าทางน่ารัก จนผู้ใหญ่ที่นั่งฟังส่งเสียงปรบมือวันนี้ภายในบ้านหลังใหญ่คึกคักเพราะสิระและปรารถนา ปู่กับย่าแวะมาเยี่ยมหลาน ๆ เนื่องจากเป็นวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ที่ตามปกติทั้งสองครอบครัวจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปหากันเป็นปกติอยู่แล้ว“ขึ้นต้นด้วยแมงมุม แต่ทำไมตอนจบกลายเป็นแมวซะได้” ศิราหัวเราะให้หลานตัวจ้อยผู้ชื่นชอบการร้องเพลงเป็นที่สุด“ยังไม่ชินกันอีกเหรอคะ นี่เพรากับซิวกำลังคิดว่าถ้าหากปลาเก๋าของพวกเราเขาชอบร้อง ชอบเต้นมากจริง ๆ จะส่งไปเดบิวต์เป็นศิลปินเกาหลีสักหน่อย เผื่อจะได้โกอินเตอร์ตามอาฉลาม” มนต์พระจันทร์ตวัดขาขึ้นมานั่งไขว่ห้าง พลางมองลูกชายทั้งสองคนหยอกล้อเล่นด้วยกัน“จะเป็นนักร้องก่อนอื่นต้องร้องเพลงให้มันถูกเนื้อสักเพลงก่อน ปะป๊าเห็นตั้งแต่ร้องมายังไม่มีเพลงไหนร้องจบเพลงโดยไม่ไปแปลงเนื้อร้องเขาสักที
“เก๋าเอาแคยอทมาฝาก อยากให้เธอได้กิง ผักมีเบตาดีง ม่ายต้องกิงของแพง”เด็กอ้วนส่งเสียงเจื้อยแจ้วร้องเพลงแจ๋ว ๆ ไม่ต้องถามถึงเนื้อร้องกับทำนอง เพราะหากต้นฉบับมาได้ยินคงร้องไห้แน่ลูกปลาแสบเดินแกว่งตะกร้าผักที่เก็บมาได้หมาด ๆ เข้าไปวางในครัว เพื่อรอให้คุณยายจอมนรีและแม่บ้าน แม่ครัวทำเป็นมื้อค่ำ จากนั้นสองพี่น้องแฝดพุงพลุ้ยไปล้างมือให้สะอาด เพื่อมานั่งรอทานผักที่ตัวเองเก็บมา“เย่ ข้าวเหนียวมาแย้ว” เสียงตบมือแปะ ๆ ดีใจ เมื่อเห็นกระติบข้าวเหนียวจิ๋วประจำตัวถูกแม่บ้านนำมาวางไว้บนโต๊ะอาหาร“เต๋าเต้ยจะกินข้าวสวย หรือข้าวเหนียวครับ” มนต์พระจันทร์หันไปถามแฝดน้องซึ่งมีความชอบแตกต่างจากแฝดพี่ชัดเจน“อืมมมม” แทนที่ลูกชายคนเล็กจะตอบในทันที หากแต่กลับยืดตัวชะเง้อคอมองไปยังสำรับกับข้าว เหมือนต้องการอยากรู้ว่าวันนี้คุณยายทำของอร่อยอะไรกระทั่งเห็นไข่เจียว ต้มจืดฟักน้ำใสของโปรด แก้มกลมเป็นก้อนยุ้ยยกสูงขึ้นไปในทันที เพราะคำตอบคงมีเพียงหนึ่งเดียว“ข้าวฉวยฮับ”เมื่อหลานน้อยตอบรับ ข้าวสวยอุ่น ๆ จึงถูกตักลงไปในจานลวดลายการ์ตูน เหมือนกับช้อนและส้อม โดยมีคุณแม่อย่างมนต์พระจันทร์ตักกับข้าวของโปรดของลูก ใช้ช้อนจั
“อ้ายคงจง จำต้องทงปั่นยดจีบ จะไปถีบอิน้องคงงาม...”จักรยานสามล้อสองคันปั่นไปตามถนน ซึ่งสองข้างทางเป็นแปลงองุ่นกำลังให้ผลผลิตสะพรั่ง มองเห็นองุ่นพวงโตย้อยระย้าลงมา มองแล้วน่าชื่นใจลูกชายฝาแฝดจอมซนของมนต์พระจันทร์และพ่อปลาซิว ปั่นรถสามล้อลิ่วๆ ไปตามถนนโดยด้านหลังนั้นมีพ่อแม่ พี่เลี้ยง รวมไปถึงคุณตาคุณยาย ขี่รถกอล์ฟตามมาห่างๆ“เอ้อ ได้ยินอย่างนี้ละห่วงหลานสะใภ้ในอนาคตเหลือเกิน” ศิราหัวเราะหึ ๆ ออกมาเมื่อได้ฟังบทเพลงแปร่งหูจากหลานรักจักรยานสามล้อสีฟ้า มีนักร้องเสียงเพี้ยนวัยสามขวบเศษปั่นมาจอดอยู่ตรงบริเวณที่ดินแปลงใหม่ซึ่งมนต์พระจันทร์ให้คนงานมาช่วยกันปรับที่ พลิกกลับหน้าดินเตรียมเอาไว้สำหรับการปลูกพืชชนิดใหม่“จอดก่อน ปะป๊าจอด ๆ ตรงนี้” แขนสั้นป้อมยื่นออกมา ทำท่าโบกให้รถกอล์ฟที่ขับตามมาด้านหลังชะลอความเร็ว“ทำไมครับ ปลาเก๋าปั่นจักรยานเหนื่อยแล้วเหรอ” พ่อปลาซิวแตะเบรกรถกอล์ฟ ยื่นหน้าลงไปสอบถามกับลูกชายคนโต“เก๋าเก๋าจะยงไปดูตรงนี้” มือหนึ่งยกขึ้นมาเท้าสะเอว ส่วนอีกมือชี้โบ๊ชี้เบ๊ลงไปยังพื้นที่ดินว่างเปล่าเบื้องล่าง ระดับต่ำกว่าถนนลาดยางนี้ประมาณหนึ่งฟุต เป็นเหตุให้รถกอล์ฟสองคันซึ่งบรรทุก
เวลาแต่ละคืนวันผ่านไป ไวเหมือนมีปีกบิน ไม่นานชีวิตแต่งงานของทั้งศิวพลและมนต์พระจันทร์ก็เวียนมาจนครบสี่ปี เวลานี้เจ้าลูกปลาน้อยทั้งสองอายุครบสามขวบพอดิบพอดี“ก๊าบ ก๊าบ ก๊าบ เป็ดอาบน้ำไม่นอน คุงตาก็ต้องไม่นอน เพราะในคลองมีหอย ปู ปลา” เสียงเล็ก ๆ ร้องเป็นทำนองเพลงเด็ก ดังมาจากสวนหลังบ้านมนต์พระจันทร์และศิวพลกลับจากทำงานนอกบ้าน เดินเลาะมาตามเสียงร้องเพลงอันสดใส หันมาอมยิ้มให้กัน เพราะจำได้ว่าเสียงร้องก๊าบ ๆ นั้นเป็นของลูกชายฝาแฝด“คุงตาฮับ เมื่อไยผักมันจะโตฉักที” ลูกชายแฝดคนโตโก้งโค้งกระดกก้นอวบลงไปมองดูกระถาง สีหน้าท่าทางเอาจริงเอาจังด้านข้างนั้นมีพี่เลี้ยงคอยยืนดูอยู่ห่าง ๆ คอยระวังไม่ให้เด็ก ๆ อาจหยิบจับของสกปรกเข้าปาก หรือดูเรื่องความปลอดภัยอื่น ๆ“เพิ่งจะจิ้มเมล็ดพันธุ์ลงไป ยังไม่ทันรดน้ำ จะให้มันโตแล้วรึ รอก่อนสิครับ” คุณตาศิรานั่งถอนหายใจอยู่บนเก้าอี้ไม้ นั่งมองหลานชายสองคนสวมบทบาท เล่นเป็นคนปลูกผักเหมือนพ่อกับแม่“ต้องอีกกี่วัน ถึงจะเก็บผักไปให้คุงยายได้ฮับ”“อีกสิบห้าวันครับ” ศิรายกมือขึ้นมาชูแสดงจำนวน“ฉิบห้าวันแค่นี้หยอฮับ” นิ้วเล็ก ๆ เปื้อนเศษดินสีดำ ถูกยกขึ้นมาเลียนแบบ“ใช่







