LOGINความรักอันเร่าร้อนตลอดห้าปี แลกมากับการถูกเขาทิ้งกลางงานแต่ง เพียงเพื่อไปง้อเพื่อนวัยเด็กที่ขู่ฆ่าตัวตายเป็นครั้งที่ 99 ในที่สุดหมิงเยียนก็ตระหนักได้ว่าเธอไม่มีวันละลายหัวใจอันแสนเย็นชาของฮั่วหานซานได้เลย เธอจึงตัดสินใจตัดเยื่อใยอย่างเด็ดเดี่ยว หนีไปไกลถึงเจียงหนานเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ ทว่าคาดไม่ถึงเลยว่าอาการเมาค้างเพียงครั้งเดียวจะทำให้เธอจับพลัดจับผลูไปหลับนอนกับผู้ชายที่ห้ามเข้าไปยุ่งเกี่ยวมากที่สุดในแวดวงไฮโซเซี่ยงไฮ้ ซ้ำยังเป็นศัตรูตัวฉกาจของพี่ชายแท้ ๆ อย่าง ‘ฟู่ซิวเฉิน’ เข้าเสียนี่! รุ่งสาง หมิงเยียนพยายามย่องฝีเท้าหมายจะหลบหนีออกจากสถานที่เกิดเหตุ ทว่ากลับถูกฝ่ามือใหญ่คว้าหมับเข้าที่ข้อเท้า แล้วกระชากร่างเธอกลับไปบนเตียงนุ่มอย่างไม่ปรานี น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบแฝงความเกียจคร้านของชายหนุ่มดังกระซิบชิดข้างหู ขณะที่ปลายนิ้วของเขาลูบไล้รอยขบเม้มแดงระเรื่อบนลำคอขาวผ่องของเธอเบา ๆ “เสี่ยวหมิงเยียน กินเสร็จแล้วคิดจะหนีหรือไง เธอจูบฉันจนเป็นรอยขนาดนี้ ไม่คิดจะรับผิดชอบกันหน่อยเหรอ” *** ใคร ๆ ในแวดวงไฮโซเซี่ยงไฮ้ต่างก็รู้ดีว่าผู้นำตระกูลฟู่อย่าง ‘ฟู่ซิวเฉิน’ เป็นคนเย็นชา ไร้ความรู้สึก และสูงส่งจนยากจะเอื้อมถึง แต่กลับไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าเขาแอบเก็บน้องสาวของศัตรูตัวฉกาจไว้ในใจมาโดยตลอด นับแต่นั้นมา เทพบุตรผู้สูงส่งก็ยอมก้าวลงจากแท่นบูชา กลายเป็นคนคลั่งรักอย่างกู่ไม่กลับ เขายอมทุ่มเงินถึงห้าพันล้านเพื่อซื้อเมืองโบราณทั้งเมืองให้เป็นของขวัญ ซ้ำยังรวบตัวแม่สาวน้อยขี้เมามากักขังไว้ในอ้อมแขน เสื้อคลุมอาบน้ำที่แหวกกว้างเผยให้เห็นลอนกล้ามท้องตึงแน่นสวยงาม น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยหลอกล่อ “เสี่ยวหมิงเยียน...อยากลองจับดูไหม สัมผัสมันดีมากเลยนะ” หมิงเยียน : ... ไหนว่าเป็นคนเย็นชาไม่สนเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ไง ฟู่ซิวเฉิน : เย็นชาไม่สนเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ งั้นเหรอ นั่นมันเอาไว้ใช้กับคนอื่นต่างหาก แต่กับเธอ ฉันมีแค่ความอยากเท่านั้นแหละ #เมื่อเรื่องของรักแรกกลายเป็นเรื่องจริง# #ศัตรูของพี่ชายเหมือนจะสยบยอมอยู่บนเตียงฉัน# #มหกรรมตามง้อเมียเชิญเผาให้เป็นจุณไปเลยขอบคุณ#
View Moreฮั่วหานซานก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว น้ำเสียงแหบพร่าอย่างหนัก “หมิงเยียน...ในที่สุดฉันก็หาเธอเจอสักที”ในที่สุดหมิงเยียนก็ช้อนตาขึ้นมองสบตาเขาตรง ๆแววตาของเธอสุกใส ทว่ากลับไร้ซึ่งระลอกคลื่นอารมณ์ใด ๆฮั่วหานซานเองก็มองสบตาเธอเช่นกันหญิงสาวตรงหน้ายังคงสะสวยเหมือนในความทรงจำของเขา หากเธอยิ้มจนตาหยีแล้วพูดคุยกับเขา เขาคงต้องคิดว่าเรื่องราวตลอดหนึ่งเดือนกว่าที่ผ่านมาเป็นเพียงแค่ฝันตื่นหนึ่งของเขาแน่นอน“ทนายฮั่ว” เธอเอ่ยปาก น้ำเสียงราบเรียบไร้ระลอกคลื่น “คุณมีธุระอะไรกับฉันเหรอคะ”คำว่า ‘ทนายฮั่ว’ เปรียบเสมือนเข็มอันเย็นเยียบที่ทิ่มแทงลงกลางใจของฮั่วหานซานอย่างจังเมื่อก่อนตอนอยู่ด้วยกันตามลำพัง เธอมักจะเรียกชื่อเต็มของเขาว่า ‘ฮั่วหานซาน’ มาตลอด ตอนโกรธก็เรียก ตอนอารมณ์ดีก็เรียก หรือบางครั้งที่ออดอ้อนก็จะเรียกด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน...มีเพียงเวลาทำงานเท่านั้นที่เธอจะหลีกเลี่ยงข้อครหาและเรียกเขาว่า ‘ทนายฮั่ว’“ฉัน...” คำพูดนับพันหมื่นจุกอยู่ที่คอ ลูกกระเดือกของเขาขยับขึ้นลง ก่อนท้ายที่สุดจะเค้นคำพูดออกมาสองสามคำอย่างยากลำบาก “หมิงเยียน ฉันตามหาเธอมานานมาก...”เขาเอื้อมมือไปคว้าข้อมือ
ในที่สุดโลกก็สงบสุขเสียทีเธอเอนพิงพนักเก้าอี้ พลางนวดขมับเบา ๆขณะที่เธอกำลังพยายามสงบสติอารมณ์เตรียมจะกลับไปทำงานต่อ จู่ ๆ เสียงร้องโวยวายอย่างตื่นตูมของลู่เฟิ่งกุยก็ดังมาจากนอกห้องทำงาน—“บอส! บอสครับ! บอสรีบออกมาดูเร็วเข้าว่าใครมา!”เขาส่งเสียงดังเอะอะหมิงเยียนจนรำคาญ นึกว่าเขาไปคว้าตัวลูกค้ารายใหญ่ที่ไม่คาดคิดมาได้อีก จึงฝืนรวบรวมสติลุกขึ้นไปเปิดประตูห้องทำงานทว่าบริเวณหน้าประตูห้องทำงานในเวลานี้—ลู่เฟิ่งกุยเบี่ยงตัวหลบให้ด้วยสีหน้าตื่นเต้นดีใจ ผู้ชายที่ยืนอยู่ด้านหลังเขาจึงปรากฏแก่สายตาของเธออย่างชัดเจนคือ...ฮั่วหานซานเขาดูผอมลงไปมาก สันกรามจึงดูคมกริบยิ่งขึ้น คอเสื้อสูทเปิดกว้างออกเล็กน้อย เผยให้เห็นปกเสื้อเชิ้ตด้านในที่เคยเรียบกริบทว่าตอนนี้กลับดูหลุดลุ่ยอยู่บ้างสีหน้าของหมิงเยียนพลันแข็งค้าง มือที่จับลูกบิดประตูบีบแน่นขึ้นทันที หยาดโลหิตทั่วร่างสูบฉีดพล่านไปทั่วร่างในชั่วอึดใจ ก่อเกิดเป็นความรู้สึกวิงเวียนอย่างน่าประหลาดโลกทั้งใบราวกับหยุดนิ่งลงในวินาทีนี้สรรพเสียงรอบกายหายไป หลงเหลือเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรัวแรงจนควบคุมไม่อยู่ของเธอเท่านั้นตึก...ตึก...ก
“หมิงเยียน...”น้ำเสียงของหวังเหมยเจือความประหม่าอยู่เล็กน้อย ทว่าคำพูดที่เอ่ยออกมากลับพยายามแสร้งทำเป็นผ่อนคลาย “เธอ...เด็กคนนี้ทำไมถึงไปแบบไม่บอกไม่กล่าวเลยล่ะ ไม่เห็นบอกป้าสักคำ แล้วนี่เธอจะกลับมาเมื่อไหร่ ป้าคิดถึงเธอแล้วนะ...”คำถามเป็นชุดที่ถูกโยนมาอย่างกะทันหันนี้ ทำให้หมิงเยียนรู้สึกแปลกหน้าอย่างบอกไม่ถูกตลอดห้าปีที่ผ่านมา แม้หวังเหมยจะยอมรับว่าเธอเป็นแฟนของฮั่วหานซาน แต่ก็มักจะสงวนท่าทีและแฝงความจู้จี้จับผิดอยู่เสมอ ไม่เคยกระตือรือร้นขนาดนี้มาก่อนแค่ไม่หาเรื่องจับผิด ในสายตาของหมิงเยียนก็ถือว่าใจดีมากแล้วหากได้ยินคำพูดเหล่านี้เมื่อเดือนก่อน เธอรับรองเลยว่าจะต้องซาบซึ้งจนน้ำตาไหลพรากแน่ ๆแต่ตอนนี้—กลับรู้สึกแค่ว่ามันช่างน่าขำ“หนูสบายดีค่ะ ขอบคุณคุณป้าที่เป็นห่วงนะคะ” น้ำเสียงของหมิงเยียนห่างเหินแต่ยังคงความสุภาพ “คุณป้ามีธุระอะไรก็พูดมาตรง ๆ ได้เลยค่ะ”หวังเหมยถึงกับชะงักไป คล้ายกับคิดไม่ถึงว่าตัวเองอุตส่าห์ยอมลดตัวลงมาขนาดนี้แล้ว แต่อีกฝ่ายกลับไม่รับน้ำใจ เธอรู้สึกเสียหน้าไปชั่วขณะ จนพลอยทำให้น้ำเสียงเย็นชาตามไปด้วย“หานซานก็นิสัยแบบนี้แหละ ดื้อรั้นแถมยังพูดจาไ
เขาไม่คิดว่าจู่ ๆ สองแม่ลูกคู่นี้จะก็มโนธรรมหรอกนะ...อุบัติเหตุรถชนในตอนนั้นเกรงว่าจะมีเบื้องลึกเบื้องหลัง“นังสารเลวหมิงเยียนนั่นมีอะไรมาเทียบฉันได้!” ฉินหว่านราวกับแมวถูกเหยียบหาง “ฉันต่างหากที่เป็นเพื่อนสมัยเด็กที่โตมาด้วยกันกับหานซาน! ไม่ช้าก็เร็วหานซานต้องตาสว่างและเห็นว่าใครกันแน่ที่เหมาะสมกับเขาจริง ๆ!”“เหมาะสมงั้นเหรอ” หานจิ้นแค่นเสียงหยัน “เหมาะสมที่จะปั้นน้ำเป็นตัวไปวัน ๆ หรือเหมาะสมที่จะไปอาละวาดฆ่าตัวตายในวันแต่งงานของคนอื่นล่ะ”ฉินหว่านโกรธจนริมฝีปากสั่นระริก “คุณ...คุณพูดพล่อยอะไร...”“ผมพูดพล่อยเหรอ” สายตาของหานจิ้นเย็นเยียบ “ฉินหว่าน เหลือที่ยืนให้ตัวเองสง่างามบ้างเถอะ ทำไมฮั่วหานซานถึงเอาแต่หลบหน้าคุณ คุณไม่รู้จริง ๆ หรือไง ที่เมื่อก่อนเขายอมทนคุณ ก็เพราะเห็นแก่บุญคุณที่ป้าฉินเคยช่วยชีวิตไว้ ตอนนี้หมิงเยียนไปแล้ว ความสัมพันธ์อันน้อยนิดที่คุณมีก็ถูกตัวคุณเองทำลายจนป่นปี้ไปหมดแล้ว อย่าหาเรื่องใส่ตัวให้ต้องอับอายไปมากกว่านี้เลย”คำพูดเหล่านี้เปรียบเสมือนมีดแหลมคมนับไม่ถ้วนที่กรีดแทงลงกลางใจฉินหว่านอย่างจังเธอโกรธจนตัวสั่นเทิ้ม ชี้หน้าหานจิ้นพร้อมกับพูดว่า ‘คุณ’





