มีเงินแต่ไม่มีอำนาจ ก็ไร้ประโยชน์ หรือไม่ก็คงเป็นเพราะความไม่รู้จักพอของใครบางคน จึงทำให้ชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งตกต่ำถึงเพียงนี้...
'แกก็รู้ว่าธุรกิจของบ้านเราอยู่ในสถานการณ์แบบไหน แต่งกับลูกชายบ้านชางถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดี นอกจากจะกอบกู้ชื่อเสียงให้หลี่แล้ว แกจะได้เป็นซ้อใหญ่ของชางไม่ดีหรือไง หงส์เคียงข้างมังกรใครๆ ก็อยากแต่งกับเขากันทั้งนั้น' ฝ่ามือใหญ่ที่ครั้งหนึ่งเคยอบอุ่นประทับลงบนหัวไหล่บอบบาง แววตาที่ผ่านเรื่องราวมาอย่างโชกโชนสะท้อนความเด็ดขาด
นั่นหมายถึงว่าเธอจะไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ
ในตอนนั้นเธอกลั้นความขบขันไว้ในใจ พ่อคนนี้เหมือนจะหวังดีต่อกัน แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่เลย...
หงส์งั้นหรือ เธอจะเป็นได้อย่างไร แค่คนธรรมดาใช้ชีวิตอย่างอิสรภาพ เธอยังทำไม่ได้เลย...
เหตุการณ์ในวันนั้นเธอยังจำได้ดี ไม่แน่ว่ารอยฝ่ามือที่ประทับลงบนซีกแก้มข้างซ้ายก็ยังคงเจือจางอยู่ เพียงแต่ถูกประทินด้วยเครื่องสำอางจนไม่อาจมองเห็นร่องรอยของความอดสูที่เกิดขึ้นได้
หญิงสาวหลุบตาลงต่ำก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเงาสะท้อนในกระจกปรากฏหญิงสาวทรวดทรงนาฬิกาทรายในชุดกี่เพ้าสีแดงสดปักดิ้นทองลายหงส์พร้อมเครื่องประดับเข้าชุดที่เสริมให้ภาพสะท้อนของหญิงสาวดูงดงามอย่างไร้ที่ติ
“คุณหนูบ้านหลี่สวยสมคำร่ำลือจริงๆ ค่ะ”
ผิงผิงสบตากับช่างแต่งหน้าประจำตระกูล ผ่านกระจกเงา ริมฝีปากอวบอิ่มเคลือบลิปสติกสีไวน์แดงคลี่ยิ้มอ่อนจาง
ความฝันของผู้หญิงหลายๆ คน ดูเหมือนจะกล้ำกลืนสำหรับผิงผิงเหลือเกิน
ขนาดการเลือกคู่ครอง เธอก็ยังไม่มีสิทธิ์ ชีวิตนี้เหมือนเกิดมาเพื่อชดใช้บุญคุณให้บ้านหลี่จริงๆ นั่นแหละ
พิธีแต่งงานของสองตระกูลถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ภายในห้องโถงขนาดกว้างของบ้านหลี่ที่รองรับแขกและเครือญาติของทั้งสองฝ่ายอย่างล้นหลาม เหลือเพียงขบวนของเจ้าบ่าวที่เหมือนว่าจะมาถึงหน้าคฤหาสน์แล้ว...
“ทำหน้าให้มันดีๆ อาหลง” เสียงตำหนิไม่จริงจังนัก ทว่าส่งผลให้เจ้าบ่าวยิ่งมีสีหน้าเย็นชามากกว่าเดิม ชางผู้เป็นบิดาส่ายหน้าเล็กน้อยให้ความดื้อด้านของลูกชาย รับรู้ได้ถึงความไม่พอใจที่ส่งผ่านทางสายตา แต่สิ่งที่เขาทำได้ตอนนี้คือการเดินหน้าต่อไปเท่านั้น
“รู้ใช่ไหม...ยังไงวันนี้แกก็ต้องแต่งกับลูกสาวบ้านหลี่ ฉะนั้นอย่าทำเสียเรื่อง” กล่าวจบผู้เป็นพ่อก็เดินเข้างานไปทันที ทิ้งไว้เพียงลูกชายที่มีสีหน้าเคร่งขรึมไม่ต่างไปจากเดิม
“พ่อก็พูดแปลกเสียจริง ถ้าเฮียไม่แต่งก็คงไม่มายืนอยู่ตรงนี้” เสียงทุ้มขี้เล่นเอ่ยขึ้นพลางกลั้วหัวเราะ
“ได้ข่าวว่าเจ้าสาวเฮียสวยมาก สวยชนิดที่ว่าหาตัวจับยาก” บุรุษร่างสูงเกือบร้อยเก้าสิบที่เดินขนาบข้างเจ้าบ่าวมาอีกฝั่งเอ่ยขึ้น ใบหน้าหล่อเหลามีรอยยิ้มราบเรียบประดับมุมปาก
“ถ้าสวยขนาดนั้นทำไมพวกแกไม่มาแต่งแทนฉัน”
“ใครว่าผมไม่อยาก ไม่แน่ว่าคนที่อยู่ในชุดเจ้าบ่าวตอนนี้อาจจะเป็นผมก็ได้นะเฮีย แต่มันเป็นไปตามธรรมเนียม พี่ใหญ่ของบ้านต้องแต่งก่อนน้องๆ ถูกแล้วไม่ใช่หรือ” คนพูดส่งยิ้มคล้ายล้อเลียน เหว่ยหลงส่งเสียงครางประชดในลำคอ ถึงไม่ใช่ธรรมเนียมที่ให้พี่คนโตแต่งก่อน พวกมันก็ไม่คิดจะเอาชีวิตอิสระมาแบกหน้าแทนกันตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
บรรยากาศภายในงานครึกครื้นเป็นพิเศษเนื่องจากชางเป็นตระกูลพี่ใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจในฮ่องกง ดังนั้นวันนี้แขกที่มาร่วมพิธีมงคลจึงมีแต่พวกคนใหญ่คนโต
ทันทีที่ชาง เหว่ยหลงก้าวมาเหยียบพรมแดงภายในห้องโถงกว้าง เสียงอื้ออึงก็ค่อยๆ เบาบาง กระทั่งถึงขั้นตอนที่เจ้าบ่าวต้องเดินไปนั่งขนาบข้างเจ้าสาวคนสวยในชุดกี่เพ้าสีแดงสดลวดลายวิจิตร เหว่ยหลงลอบมองว่าที่ภรรยาในอนาคต ชุดกี่เพ้าเว้าลึกเกือบถึงสะโพกกลมกลึงช่างตัดกับผิวขาวเนียนละเอียดลออของเจ้าหล่อนดีเหลือเกิน ดูเหมือนว่าคำพูดของน้องชายจะไม่เกินจริง เจ้าสาวของเขางดงามไร้ที่ติแทบมองไม่เห็นจุดด่างพร้อย ขนาดที่ว่าเธอปกปิดใบหน้าด้วยผ้าคลุมผืนบาง แต่ไม่อาจปกปิดความงดงามที่เลือนรางภายใต้ผ้าคลุมได้เลย
เมื่อรู้ตัวว่าถูกว่าที่สามีจ้องกันนานเกินไป ผิงผิงจึงหันไปจ้องเขาตอบอย่างไม่นึกหวั่นเกรง นั่นจึงส่งผลให้คนที่แอบมองชักสายตากลับแทบไม่ทันพร้อมกับการกระแอมเบาๆ ในลำคอ
ดูเหมือนว่าภรรยาของเขาจะไม่ใช่สาวขี้อายอย่างที่ควรจะเป็น...
พิธีแต่งงานผ่านไปอย่างน่าเบื่อหน่าย เหว่ยหลงต้องทนฟังคำอวยพรต่างๆ นานา อย่างเช่นขอให้เขาได้ทายาทมังกรโดยเร็ว ใบหน้าหล่อเหลายกยิ้มเพียงน้อยนิด นัยน์ตาคมเหลือบมองสีหน้าเจ้าสาวคนสวย เนื่องด้วยอยากรู้ว่าเจ้าหล่อนจะมีอากัปกิริยาเช่นไร ทว่าหญิงสาวยังคงนิ่งสงบดังสายน้ำไร้การกระเพื่อมไหว ไม่ยินดียินร้ายหรือมีทีท่าขวยเขินแต่อย่างใด
หลังจากจบพิธีที่บ้านฝ่ายหญิงก็ถึงขั้นตอนที่ต้องส่งตัวเจ้าสาวไปบ้านเจ้าบ่าวเพื่อทำพิธียกน้ำชา ทว่าตอนที่กำลังขึ้นรถเพื่อเตรียมเดินทาง เรียวแขนเล็กถูกฝ่ามือของใครบางคนรั้งไว้เสียก่อน จังหวะการเดินที่หยุดชะงักทำให้เหว่ยหลงหันกลับไปมองภรรยา เมื่อเห็นว่าเป็นหลี่เชียนก็กดศีรษะลงเล็กน้อยเขาเดินไปรอในรถโดยที่ไม่ได้ติดใจกับท่าทีร้อนรนของพ่อตาเลยนิด
หลี่เชียนส่งยิ้มอ่อนโยนให้ลูกสาวอย่างรักใคร่ ฝ่ามือใหญ่ลูบศีรษะเล็กระคนเอ็นดู ก่อนจะดึงลูกสาวเข้ามาสวมกอด จากนั้นจึงกระซิบข้างกกหูบางด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา แต่แฝงไว้ด้วยความกดดันกึ่งคำสั่งอย่างชัดเจน
“อย่าทำให้ฉันผิดหวัง”
ผิงผิงยืนตัวเกร็งริมฝีปากสีสดเม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง เธอยืนนิ่งปล่อยให้บิดาแสดงความรักต่อไป โดยที่แขนทั้งสองข้างยังนาบอยู่ข้างลำตัว เธอไม่คิดจะกอดตอบพ่อคนนี้
“เข้าใจที่ฉันพูดหรือเปล่า” หลี่เชียนถามย้ำ ครั้งนี้น้ำเสียงฉายความหงุดหงิด
“ค่ะ พ่อเลิกกระซิบได้แล้วมั้ง เดี๋ยวคนเขาจะเข้าใจพ่อกำลังบังคับให้ลูกสาวทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องได้นะคะ”
“แกนี่มัน!” หลี่เชียนกัดฟันยิ้มส่งให้ลูกสาว แม้ความเป็นจริงแทบอยากจะตบสั่งสอนหล่อนมากแค่ไหนก็ตาม
“อย่าปากเก่งกับฉัน อย่าลืมว่าแกมีทุกวันนี้ได้เพราะใคร”
ผิงผิงกัดปากจนรู้สึกเจ็บจี๊ด แต่ก็ไม่เจ็บเท่าบุญคุณที่ถูกทวงไม่รู้ลืม เธอฝืนยิ้มผงกศีรษะเล็กน้อยให้บิดา ก่อนจะหันหลังเดินไปยังรถที่จอดรออยู่ โดยที่ไม่คิดจะเอ่ยลาผู้เป็นพ่อแม้แต่คำเดียว
คุณหนูจากตระกูลหลี่ค่อนข้างประหม่ายามที่ย่างกายเข้าสู่อาณาเขตของชาง เธอไม่รู้จักใครสักคนทุกสิ่งล้วนแปลกใหม่สำหรับเธอ แถมผู้ชายหน้าเย็นชาที่นั่งอยู่เคียงข้างกันก็ไม่ได้ช่วยให้อุ่นใจสักนิด มีแต่จะทำให้กดดันมากขึ้นทุกชั่วขณะจิต
จนกระทั่งสมาชิกภายในบ้านชางมานั่งรวมตัวกันที่กลางห้องโถงใหญ่ ผิงผิงถอดผ้าคลุมผืนบางออก เพราะดูเหมือนว่าไม่จำเป็นต้องใช้มันแล้ว มือบางแอบสั่นเล็กน้อยแต่เพียงแค่ครู่เดียวก็กลับมานิ่งดุจนางพญา ใบหูแอบได้ยินเสียงหัวเราะเย้ยหยันในลำคอของบุรุษที่นั่งเคียงข้างกัน เธอส่งสายตาเชิงตั้งคำถามว่ามีอะไรให้น่าขำกัน ทว่าอีกฝ่ายกลับทำสีหน้าเรียบเฉยคล้ายว่าเขาไม่แยแส ดังนั้นจึงเกิดเสียงประชดในลำคอจากสาวสวย เหว่ยหลงขมวดคิ้วยุ่งหันมองใบหน้าเย่อหยิ่งที่เชิดขึ้นอย่างถือดี แบบนี้ต้องสั่งสอน! ทว่าไม่ทันได้หลุดคำพูดใดๆ ประมุขของบ้านก็ส่งเสียงห้ามปราม
ดูเหมือนว่าสองสามีภรรยาคู่นี้จะมีปัญหากันทั้งที่ยังไม่ได้เข้าห้องหอกันเลยด้วยซ้ำ ชางจู่หลงส่ายหน้าหนักใจจากนั้นก็หันไปส่งยิ้มให้ลูกสะใภ้คนสวยแทน
“ยินดีต้อนรับนะหนูผิง ต่อไปนี้หนูเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลชางแล้ว ขาดเหลือสิ่งใดจงรีบบอกอาหลงอย่าได้เกรงใจ” น้ำเสียงอบอุ่นของพ่อสามีส่งผลให้ผิงผิงใจชื้นขึ้นมาอีกหนึ่งระดับ มีใครบ้างไม่รู้จักเขา ประธานชางที่บริหารงานด้วยความเฉียบขาดและเที่ยงตรง ชางจู่หลงเป็นผู้กุมอำนาจเหนือกว่าหลายตระกูลที่อยู่ใต้ความดูแลของชาง หนึ่งในนั้นมีบ้านหลี่ตระกูลของเธอ...
คราแรกผิงผิงเข้าใจว่าพ่อสามีต้องมีใบหน้าและน้ำเสียงที่ดุดันเกรี้ยวกราด ทว่าได้มาสัมผัสด้วยตนเองเธอถึงตระหนักได้ว่า ไม่เป็นไปตามข่าวลือเลยสักนิดเดียว
ส่วนแม่สามีนั้นรู้มาคร่าวๆ ว่าหล่อนจากโลกนี้ไปนานแล้วจึงมีเพียงชางจู่หลงที่ดูแลลูกๆ ทั้งสามคน
“อาเหยียน อาไป๋ ทักทายพี่สะใภ้ซะสิ”
ผิงผิงหันหน้าสบตาบุรุษทั้งสองริมฝีปากสวยสดคลี่ยิ้มอ่อนจางให้น้องๆ ของสามี พวกเขาเองก็ส่งยิ้มกลับมาให้เช่นเดียวกัน
“ยินดีต้อนรับครับซ้อ ของขวัญจากอาเหยียน” ชางคนเล็กแทนตัวเองด้วยชื่อส่งผลให้ผิงผิงคลายความกังวลลงได้บ้าง เธอกลัวจะเข้ากับน้องๆ ของสามีไม่ได้ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นไปตามที่คิดไว้ มือบางรับซองแดงจากเหยียนซีมาถือไว้พร้อมเอ่ยขอบคุณเขา ต่อมาเป็นชาง ไป๋หู่เขาเอ่ยทักทายและทำแบบเดียวกับน้องชาย
“ของขวัญสำหรับซ้อใหญ่ครับ” มือขาวจัดยื่นซองแดงส่งให้ซ้อใหญ่พร้อมรอยยิ้มจางๆ อาไป๋ชำเลืองตามองพี่ใหญ่เพียงน้อยนิดแล้วเอ่ยเสียงราบเรียบ
“ของเฮียไม่ต้องหรอกมั้ง มีเยอะแล้วนี่”
เหว่ยหลงตวัดสายตามองน้องชายกึ่งตำหนิ แน่นอนว่าคนแซวไม่มีทีท่าสลด มีแต่รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ประดับมุมปาก
“เอาละๆ คราวนี้ก็ป้อนขนมให้เมียซะ” จู่หลงนำขนมอี๊สีชมพูในถาดกระเบื้องใบหรูดันมาข้างหน้าลูกชาย เหว่ยหลงทำสีหน้าประหลาด
“จำเป็นด้วยหรือครับในเมื่อผมไม่ได้...”
“ฉันจะพูดเรื่องนี้เป็นครั้งสุดท้าย อย่าทำเสียเรื่อง” น้ำเสียงติดรำคาญ
เหว่ยหลงกลืนคำพูดไว้ตามเดิมพร้อมถอนหายใจเฮือกใหญ่
“เฮียป้อนซ้อเถอะครับ เดี๋ยวบรรยากาศดีๆ จะพังไม่เป็นท่า” เหยียนซีกระซิบเสียงแผ่ว ทว่าพี่ใหญ่ยังคงนั่งนิ่ง ดูเหมือนว่าบรรยากาศมาคุจริงๆ เสียแล้ว
“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวผิงป้อนเฮียหลงเอง” ผิงผิงยิ้มหวาน เมื่อพ่อสามีได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะอย่างชอบใจ
ลูกสะใภ้อยู่เป็นมีหรือเขาจะไม่ชอบ
ต่างจากใครอีกคนที่มีสีหน้าแปลกๆ ยามที่เจ้าหล่อนเรียกเขาว่าเฮีย บอกตามตรงว่าไม่ชิน
“ดูเมียแกไว้เป็นตัวอย่างบ้างนะอาหลง ภายภาคหน้าจะได้รู้จักอ่อนข้อให้เมียบ้าง”
จบคำพูดของพ่อสามี ผิงผิงก็ยิ้มหวานอีกครั้ง หนนี้เธอหันหน้าไปเผชิญกับสามีโดยตรง
ดวงตาสองคู่สอดประสานกัน เหว่ยหลงมีสีหน้าเย็นชาไม่เปลี่ยนแปลง แถมด้วยหัวคิ้วที่ขมวดยุ่งเข้าหากันอย่างขัดใจเมื่อมือบางจ่อขนมมาที่ริมฝีปากเขา ได้กลิ่นสกิลแคร์หอมอ่อนๆ จากมือเธอด้วย
คนตัวเล็กลอบกลืนน้ำลายขณะที่สายตาจดจ้องคนตรงหน้า นัยน์ตาหวานซึ้งสำรวจใบหน้าของเขาอย่างละเอียด ในระยะประชิดเช่นนี้เธอสัมผัสได้ถึงภัยอันตรายบางอย่าง หัวใจของเธอเต้นถี่รัว ริมฝีปากอวบอิ่มขบเม้มเบาๆ
สามีคนนี้ไม่ธรรมดาเอาเสียเลย...
ตระกูลชางมีทายาทถึงสามคน และคนที่มีเรื่องรักๆ ใคร่ๆ น้อยที่สุดเห็นทีว่าจะเป็นชางเหว่ยหลง พี่ใหญ่ของบ้านขึ้นชื่อเรื่องความเย็นชา
เหว่ยหลงไม่ค่อยสนใจผู้หญิง แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเขาไม่ชอบคนสวย และภรรยาของเขาก็สวยมากจริงๆ ใบหน้าพริ้มเพรางดงามดึงดูดสายตาผู้คนที่ได้พบเห็น นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนกลมโตแลดูดื้อรั้นพอตัว จมูกทรงหยดน้ำนั่นก็ถือดี แล้วไหนจะริมฝีปากอวบอิ่มที่ดูน่ามันเขี้ยวอีก น่าแปลกที่เธอไม่มีส่วนไหนที่คล้ายคลึงกับหลี่เชียนเลยสักนิด หรือไม่บางทีเธออาจเหมือนผู้เป็นแม่ แต่นั่นก็ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเขา เธอจะเหมือนใครมันก็เรื่องของเธอ เพราะตอนนี้ทุกสายตากำลังจดจ้องมาที่เหว่ยหลงเป็นตาเดียว ราวกับจะพุ่งมาบีบคอกัน และตะโกนดังๆ ว่ารีบอ้าปากรับขนมจากอาซ้อใหญ่ได้แล้ว!
เหว่ยหลงถอนหายใจแรงๆ เมื่อเลือกอะไรไม่ได้สักทางเขาจึงต้องอ้าปากรับขนมหวานจากภรรยาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“คราวนี้แกป้อนเมียซะ”
ขนมที่ไม่ทันจะได้เคี้ยวแทบพุ่งเดี๋ยวนั้น ตามด้วยเสียงกลั้นขำจากเจ้าตัวแสบทั้งสองที่นั่งมองกันอย่างล้อเลียน พอหันมามองคนสวยตรงหน้าก็เห็นว่าเจ้าหล่อนยังคงนั่งนิ่ง ใบหน้าหวานเรียบเฉย แต่แก้มใสๆ กลับขึ้นสีระเรื่อ
หึ..
เหว่ยหลงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ยิ่งทำให้คนตัวเล็กก้มหน้าหลบสายตาคู่คมมากกว่าเดิม คราแรกก็ตั้งใจจะปฏิเสธอยู่หรอกนะ แต่พอเห็นท่าทีเขินอายแบบนั้นก็ชักอยากจะป้อนแล้ว มือใหญ่ขาวสะอาดจึงหยิบขนมในถาดขึ้นมาถือไว้ในระดับสายตา หนแรกเหมือนเธอประหม่า แต่ครู่เดียวเท่านั้นใบหน้าสวยก็เชิดขึ้นดวงตากลมโตจ้องเขานิ่งราวกับท้าทาย?
“ป้อนสิคะ”
เหว่ยหลงหางตากระตุกยิกๆ สงสัยคงประเมินแม่คนนี้ผิดไป เธอไม่ได้ดูเขินอายอย่างตอนแรก ทว่าดูอวดดีอีกแล้ว และเขาเกลียดผู้หญิงจอมอวดดีอย่างเธอ!
ผิงผิงเผยริมฝีปากแยกออกจากกันอย่างมีจริตก่อนจะค่อยๆ ละเมียดละไมขนมรสหวานในมือของสามี บางจังหวะกลีบปากนุ่มก็สัมผัสโดนก้านนิ้วแกร่ง ดังนั้นจึงมีการพลิกบทบาทกันเกิดขึ้น เพราะเหมือนว่าคนที่สมควรเสียอาการจะไม่ใช่ซ้อใหญ่ เป็นสามีของเธอที่ใบหน้าซับสีเลือดคล้ายกับว่าเลือดลมมันพลุ่งพล่านขึ้นศีรษะกะทันหัน อาการดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นแต่เพียงเหว่ยหลง แม้แต่อาไป๋กับอาเหยียนก็ยังรู้สึกเลือดลมแล่นพล่านไม่แพ้พี่ใหญ่เลย
ซ้อใหญ่ของชางไม่ธรรมดา...
ชางจู่หลงจึงกระแอมเบาๆ เพื่อให้คนทั้งสองตระหนักได้ว่ายังมีอีกหลายชีวิตนั่งอยู่บริเวณนี้ ผิงผิงยิ้มเหนียมอาย ในตอนที่เธอละเมียดละไมขนมจากเฮียหลง สังเกตได้ว่ามือเขาสั่นถึงจะเล็กน้อยมากก็ตาม...
ในที่สุดก็ถึงเวลาที่คนทั้งคู่ต้องเข้าห้องหอ ผิงผิงมองไปรอบๆ ห้องนอนกว้างใหญ่ทุกอย่างคุมโทนด้วยสีดำสลับขาว ภายในตบแต่งเรียบง่ายไม่ได้ดูโออ่าอย่างที่ควรจะเป็น มีอีกเรื่องคือเธอไม่ได้พักอยู่ที่คฤหาสน์ชาง อย่างที่คาดไว้ ตามธรรมเนียมของชางเมื่อมีคู่ครองแล้วต้องแยกออกไปเพื่อสร้างครอบครัวของตน ซึ่งแน่นอนว่าบ้านของเฮียหลงแทบไม่ต่างจากคฤหาสน์ชางสักเท่าไหร่นัก ขณะเดียวกันผิงผิงก็โล่งใจ อย่างน้อยก็ไม่ต้องอยู่บ้านใหญ่ที่มีเหล่าคนชุดดำเดินพลุกพล่านกันตลอดทั้งวัน เข้าใจว่าความปลอดภัยของคนในบ้านต้องมาก่อน แต่เธอก็ไม่ชินจริงๆ นั่นแหละ การออกมาอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวแบบนี้นับว่าช่วยทำให้เรื่องน่าอึดอัดใจเบาบางลงได้?
ไม่เลย...แทบไม่เบาบางลงเลยสักนิดเดียว เกือบลืมไปว่าคนที่ทำให้น่าอึดอัดใจก็ยืนหน้าตึงอยู่ในห้องกับเธอนี่ไง!