LOGINมนต์พระจันทร์ หรือ กะเพรา ลูกสาวของศิรา เฌอภัทร กับจอม จอมนรี ทายาทไร่จันทรัช เวลานี้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารของโรงงานบ่มไวน์ ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงสุด นำกระเช้าผลไม้เข้ามาเยี่ยมอาการของผู้ช่วย
สาวสวยทันสมัยในวัยสามสิบสองปี มีแววตาอันมั่นคง บ่งบอกถึงความเป็นคนมุ่งมั่น ประกอบกับท่าทางทะมัดทะแมง มั่นใจ ยิ่งทำให้เธอดูมีความเป็นผู้ใหญ่และมีความเป็นผู้นำสูง ยิ่งเรื่องการบริหารงาน มองการณ์ไกลนั้นไม่ต้องพูดถึง ภายใต้การบริหารงานของมนต์พระจันทร์ในช่วงหลายปีมานี้สามารถเป็นเครื่องพิสูจน์ให้ทุกคนได้ประจักษ์แล้วว่า เธอคือคนที่เปี่ยมไปด้วยความสามารถมากแค่ไหน
“เป็นยังไงบ้างคะ พี่ประวิทย์”
“ต้องขอโทษคุณกะเพราจริง ๆ ครับ”
“ขอโทษเหรอคะ นี่มันเป็นอุบัติเหตุ ไม่มีใครอยากให้เกิดสักหน่อย”
“แต่งานที่โรงงาน...”
“เรื่องนั้นพี่ประวิทย์ไม่ต้องกังวลค่ะ พักรักษาตัวให้หายก่อน ส่วนเรื่องงาน...เพราจะลองหาใครมารับหน้าที่นี้ชั่วคราวไปก่อน”
เนื่องจากอาการบาดเจ็บส่งผลให้แขนและขาอย่างละข้างของผู้ช่วยหัก จนต้องพักรักษาตัวนานอย่างน้อยหกเดือน ทำให้แผนงานที่มนต์พระจันทร์วางเอาไว้ คงต้องกลับไปประชุมทีมงานเพื่อวางแผนงานให้รอบคอบอีกที
“คุณกะเพราลองเปิดรับสมัครผู้ช่วยชั่วคราวดีไหมครับ”
“เปิดรับสมัครพนักงานใหม่ไม่ยากหรอกค่ะ แต่หาคนที่มีความรู้ มีความสามารถ เข้าใจในเรื่องของไวน์นั้นยาก”
“อ้อ จริงสิผมรู้จักน้องผู้ชายคนหนึ่ง เขามีความรู้เรื่องไวน์ดีทีเดียวครับ แล้วเขาก็ชื่นชอบไวน์ของเรามากด้วย คุณกะเพราลองให้เขามาเป็นผู้ช่วยในช่วงที่ผมพักฟื้นดีหรือเปล่าครับ”
“ใครเหรอคะ?”
“น้องเขาชื่อซิว ผมเจอโดยบังเอิญที่งานกาชาด ท่าทางเขาสนใจไวน์ของเรามาก ชิมจนเมาผมเลยอาสาจะไปส่ง แต่ดันมาเกิดอุบัติเหตุขึ้นซะก่อน เขาบาดเจ็บเล็กน้อย แต่ดูเหมือนวันนี้เขาจะแวะเยี่ยมผมนะ ถ้าหากคุณกะเพราโอเค ตอนเขามาเยี่ยมผมจะบอกให้เขาเข้าไปสมัครงานที่บริษัทนะครับ”
“ลองดูก็ได้ค่ะ ถ้าหากเขามีความรู้เรื่องไวน์จริง ๆ เพราจะลองให้โอกาส”
ศิวพลกระโดดเข้ามาเกาะขอบเตียงของคนที่นอนห้อยแขนห้อยขาโยงไว้กับเสา อาการดีใจจนออกนอกหน้าเมื่อได้รู้ว่าตัวเองมีโอกาสในเข้าไปแอบสืบเคล็ดลับในโรงงานคู่แข่ง
“พี่พูดจริงปะเนี่ย”
“จริง พี่จะโกหกทำไมล่ะ คุณกะเพราเพิ่งมาเยี่ยมพี่เมื่อเช้านี้ ถ้าน้องสนใจลองเข้าไปสมัครงานดูนะ แต่ว่าเป็นสัญญาจ้างชั่วคราวหกเดือนเท่านั้น ถ้าครบกำหนดหากอยากทำงานต่อ หรือว่าคุณกะเพราอยากต่อสัญญาเป็นพนักงานประจำค่อยว่ากันอีกที”
“สนใจครับ สนใจมาก ๆ ขอบคุณครับพี่ ผมแม่งโคตรรักพี่เลย” คนที่อ้วกใส่รถใหม่พุ่งเข้าไปกอด จนคนที่นอนแขนเดี้ยงถึงกับร้องเสียงหลง
“โอ๊ยย เจ็บ”
“อ่อ โทษ โทษ โทษ ผมดีใจมากไปหน่อย”
“เข้าไปทำงานก็ตั้งใจล่ะ ถึงคุณกะเพราจะใจดี แต่เรื่องงานเธอดุมาก อย่าให้เสียชื่อที่พี่แนะนำล่ะเข้าใจไหม”
“ครับผม รับรองเลยว่าผมจะตั้งใจที่สุด”
แน่นอน เขาต้องการเข้าไปล้วงความลับสูตรความสำเร็จของไร่จันทรัชนี่นา ในเมื่อโอกาสพุ่งเข้ามากระแทกหน้าอย่างนี้ เขาต้องกอบโกยมันให้เต็มที่แน่
“หกเดือนอย่างนั้นเหรอ สบายมาก”
ศิวพลเดินเข้ามาภายในร้านค้าด้านหน้าทางเข้าของโรงงานผลิตไวน์ใหญ่ที่สุดในจังหวัดเชียงราย ร้านค้าขายของฝากซึ่งทั้งหมดเป็นผลิตภัณฑ์จากไร่จันทรัช
มีลักษณะคล้ายคาเฟ่ขนาดใหญ่ ครึ่งหนึ่งเป็นห้องกระจกซึ่งวางขายผลิตภัณฑ์มากมายร่วมหนึ่งร้อยชนิด ทั้งผักผลไม้สด ผลไม้แปรรูป ไวน์ น้ำผลไม้ และอาหารสำเร็จแบบพร้อมทาน
ส่วนอีกด้านนั้นเป็นคาเฟ่กึ่งร้านอาหาร มีบริการสำหรับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาแวะเที่ยวไร่องุ่น แปลงผักปลอดสารพิษ มีมุมสวย ๆ ให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูป
“เจ๊ เจ๊ เจ๊ครับ ผมมาสมัครงานผมต้องไปตรงไหนครับ” นิ้วยาวยื่นไปสะกิดไหล่เสื้อเชิ้ตลายสก็อต กำลังยืนหันหลัง ก้ม ๆ เงย ๆ จัดเรียงสินค้าบางอย่างขึ้นไปวางบนเชลล์ขายของ
“หือ เมื่อกี้ว่ายังไงนะ” คนถูกเรียกว่า ‘เจ๊’ สะบัดคอหันกลับมาทันที มนต์พระจันทร์ยืดตัวขึ้นสูงแล้วหันมามองถลึงตาใส่คนที่บังอาจเรียกตัวเองว่าเจ๊
“เจ๊ เอ่อ ขอโทษครับ ถ้าไม่ชอบให้เรียกเจ๊ งั้นเรียกพี่ก็ได้ พี่เป็นแม่บ้านที่นี่เหรอครับ สวยจัง” อาศัยความทะเล้นขี้เล่นส่งยิ้มหวานรีบยกมือไหว้ขอโทษ คนที่สวมผ้ากันเปื้อนสกรีนโลโก้ไร่จันทรัชทับชุดเสื้อเชิ้ตกางเกงยีนทะมัดทะแมง
“เมื่อกี้ นายบอกว่ามาสมัครงานเหรอ?”
“ครับ พี่ประวิทย์บอกให้ผมมาสมัครงานที่นี่ ผมมาหา...คุณมนต์พระจันทร์” ศิวพลยกนามบัตรซึ่งได้รับมาจากประวิทย์พลิกอ่านชื่อให้ชัดเจน
“ประวิทย์แนะนำมา”
“ครับ ผมต้องไปทางไหนครับ”
ใจจริง มนต์พระจันทร์อยากจะบอกว่าให้เจ้าหนุ่มนี่หันหลังแล้วเดินกลับขึ้นรถไปเลย มีอย่างหรือมาสมัครงานกับเธอแท้ ๆ แต่ดันเรียกเจ้าของบริษัทว่าเจ๊ มันน่ายกมือไปเขกกะโหลกนัก
แต่เอาเถิด เห็นแก่ที่ผู้ช่วยแนะนำมา แต่มนต์พระจันทร์เชื่อว่าคนอย่างประวิทย์ไม่แนะนำใครสุ่มสี่สุ่มห้าแน่ ๆ อย่างน้อยขอคุยและสัมภาษณ์เพื่อทดสอบความรู้ความสามารถกันสักหน่อยก็ไม่เสียหาย ส่วนไอ้เรื่องปากคอไม่มีสัมมาคารวะ หากไอ้หนุ่มนี่รู้ว่าเธอคือใคร คงไม่กล้าเรียกเจ๊แน่
“สำนักงานอยู่อาคารโน้น เดินขึ้นไปชั้นสอง แล้วกรอกใบสมัครกับผู้จัดการฝ่ายบุคคล” มนต์พระจันทร์พูดพร้อมกับเอื้อมมือไปด้านหลังกระตุกสายเชือกถอดผ้ากันเปื้อนออก นำไปแขวนไว้กับตะขอด้านหลัง จากนั้นหันไปหยิบไม้กวาดกับที่ตักขยะ
“โห แม่บ้านที่นี่ขยันมาก” นิ้วโป้งทั้งสองข้างซ้ายขวายกขึ้นมาชูชื่นชมจากใจจริง
“ไปได้แล้ว เกะกะจะกวาดพื้น”
เนื่องจากช่วงนี้พนักงานขายหลายคนถูกส่งไปช่วยในงานกาชาด จึงทำให้พนักงานประจำในร้านไม่เพียงพอ มนต์พระจันทร์ในฐานะเจ้าของกิจการจึงลงมาช่วยดูแลหน้าร้านบ้าง ในส่วนที่ตัวเองช่วยได้ อย่างเช่นวันนี้ บนเชลล์มีสินค้าหลายอย่างพร่องไป จึงนำของในสต็อกมาเติม และเมื่อเห็นว่าพื้นร้านสกปรก เพราะมีลูกค้าเดินเข้าเดินออกตลอดเวลา จึงคิดว่าพื้นเต็มไปด้วยฝุ่นจะทำให้ลูกค้าไม่สบายใจ เพราะสินค้าหลายอย่างในร้านล้วนเป็นผัก ผลไม้ ของกินสด ๆ
ศิวพลกล่าวขอบคุณ เดินฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีไปตามทางเดิน ตรงไปยังอาคารสำนักงานขนาดสองชั้น ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากร้านค้าถัดไปไม่ไกลนัก
“กรอกใบสมัครเสร็จแล้วนั่งรอก่อนนะคะ คุณมนต์พระจันทร์จะเข้ามาสัมภาษณ์ด้วยตัวเอง” ผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคลยื่นใบสมัครงานจำนวนสี่ห้าแผ่นให้
“ครับ”
ตั้งแต่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยแล้วต้องเข้าไปทำงานที่บริษัทของพ่อ ตอนนั้นศิวพลจำได้ว่า ใบสมัครสักใบเขาไม่เคยต้องกรอก นี่จึงนับเป็นการสมัครงานครั้งแรกของเขา ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าการเขียนใบสมัครจะยุ่งยากขนาดนี้
ลูกชายเจ้าของโรงงานไวน์ถัดไปห้ากิโลเมตรขยับตัวลุกขึ้น จัดปกเสื้อ ชายเสื้อ รูดซิบกางเกงขึ้นมาจนสุด ดึงเข็มขัดรัดให้เข้าที่เข้าทาง ต้องการสร้างความประทับใจแรกให้กับผู้หญิงที่ชื่อมนต์พระจันทร์มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อตัวเองจะได้เข้าไปทำงานสำคัญ
“เอาล่ะน้องคะ คุณมนต์พระจันทร์พร้อมแล้ว ตอนนี้รออยู่ในห้อง เข้าไปสัมภาษณ์ได้เลยค่ะ” ผู้จัดการฝ่ายบุคคลเดินมากวักมือเรียกนักศึกษาจบใหม่
“ขอบคุณครับ มาแล้ว มาแล้ว ๆ ตื่นเต้นจัง” ก้นดีดลุกจากเก้าอี้อย่างกระตือรือร้นเดินตามพนักงานฝ่ายบุคคลไปต้อย ๆ
ภายในห้องทำงานขนาดกว้างสักประมาณสี่คูณห้าเมตร รอบห้องไม่มีเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งมากนัก มีแต่ชุดโซฟายาวเหมือนเอาไว้ให้คนมานั่งพัก นั่งรอตัวเดียว ตรงกลางคือโต๊ะทำงานขนาดใหญ่เรียบง่าย ไม่มีอะไรวางให้เกะกะลูกตา ด้านหลังนั้นเก้าอี้สำนักงานสำหรับผู้บริหารสีครีมขนาดใหญ่มีใครบางคนนั่งเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเขา
“นายศิวพลมาแล้วค่ะคุณมนต์พระจันทร์”
“ห๊ะ เจ๊...มนต์พระจันทร์”
“ถ้านายเรียกฉันว่าเจ๊อีกคำ ฉันจะไล่นายกลับบ้าน”
วันนี้คุณพ่อลูกสองพร้อมภรรยาเสร็จธุระจากโรงงานเร็ว จึงตั้งใจไปรับลูกชายฝาแฝดที่โรงเรียน แต่สิ่งที่คนเป็นพ่อแม่กำลังประสบพบเจออยู่ตรงหน้า ทำให้ทั้งมนต์พระจันทร์และศิวพลถึงกับทำอะไรไม่ถูกเมื่อปลาเก๋าลูกชายคนโตกำลังนั่งน้ำตาคลอเบ้าและพยายามกลั้นสะอื้นอย่างหนัก ด้านข้างนั้นมีเต๋าเต้ยที่ใส่ชุดนักเรียนนั่งโอบแขนสั้น ๆ เหมือนกำลังพยายามปลอบพี่ชายฝาแฝด แววตาเจ็บปวดรวดร้าวเหม่อมองมายังพ่อปลาซิวและแม่กะเพรา ซึ่งกำลังเดินตรงเข้าไปรับลูกทั้งสอง“ปลาเก๋าเป็นอะไรครับ ใครทำอะไรลูก” มนต์พระจันทร์ใจหายเพราะไม่บ่อยที่เธอจะเห็นลูกชายร้องไห้เสียน้ำตา“หม่าม้า” ลูกชายวัยสี่ขวบวิ่งเข้ามาซุกหน้าอยู่กับภายในอ้อมกอดอันปลอดภัย พร้อมกับเริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้น โดยไม่ยอมให้ใครอื่นเห็นน้ำตา“คุณครูครับ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันครับเนี่ย ทำไมลูกชายผมถึงเป็นอย่างนี้”ศิวพลแสดงท่าทีเหมือนไม่พอใจ ที่เห็นลูกชายสุดที่รักร้องไห้ เพราะปกติปลาเก๋าไม่เคยร้องไห้งอแง โดยไม่มีเหตุผลพอดีกับคุณครูคนสวยประจำชั้นของปลาเก๋าและเต๋าเต้ยเดินยิ้มเขิน ๆ มาทางคุณพ่อคุณแม่ของนักเรียนในชั้น ศิวพลและมนต์พระจันทร์จึงได้ถามถึงสาเหตุที่ทำให้ลูกช
“โลงเย็งของเยาน่าอยู่ คุงคูใจเย็งทุกคง เด็ก ๆ ต้องยีบซุกซง เยาทุกคงชอบไปโลงเย็ง ชอบไป ชอบไป โลงเย็ง”ตั้งแต่ฟังเพลงมาทั้งหมด ศิราเพิ่งรู้สึกขนลุก กับซิงเกิ้ลใหม่ของหลานชายตัวจ้อยวันนี้เอง ที่ผ่านมาเคยช่วยบรรดาลูก ๆ เลี้ยงหลานหลายคนจำได้ว่า ไอ้เพลงปลุกใจอยากให้เด็ก ๆ ลุกไปโรงเรียนมันไม่ได้ร้องแบบนี้นี่นา“คุงตากิงอังนี้ไหมฮับ” สองหลานช่วยกันเดินถือสายยางไปรดน้ำในแปลงผักซึ่งเมื่อสองสัปดาห์ก่อนลงมาช่วยกันหยอดเมล็ดพันธุ์เอาไว้ เวลานี้ผักใบเขียว ๆ เริ่มงอกออกมาเป็นหน่อเป็นต้นให้เห็นชัดเจนแล้ว บางส่วนสามารถให้หลาน ๆ ช่วยกันเก็บไปให้ภรรยาทำกับข้าวได้แล้วด้วย“ได้สิ วันนี้คุณยายทำต้มจืดของโปรด เต๋าเต้ยเก็บไปให้คุณยายใส่ต้ม ต้องอร่อยมากแน่ ๆ”“เต๋าเต้ยใฉ่แคยอทด้วยฉิ แคยอทฉีฉ้มอาหย่อยนะ”ปลาเก๋าเดินถือแครอทหัวหนึ่งที่เพิ่งให้พี่เลี้ยงช่วยดึงออกมาจากแปลงผัก ถือมาใส่ลงไปในตะกร้าน้องชายฝาแฝด ด้านในนั้นเต็มไปด้วยผักทั้งใบเขียว ใบม่วง และผลสีเขียว สีแดงดูสดใส ต่างจากในตะกร้าของปลาเก๋าน้อย มีเพียงไข่ไก่ฟองโต ที่ไปเก็บมาจากโรงเรือนสำหรับเลี้ยงไก่ไข่ วางอยู่ในกระบะโฟมสี่ฟองเท่านั้น“อังนี้แตงกวาของปลาเ
“แมงมุมลายตัวนั้น เก๋าเห็งมังซมซานเหลือทง วังหนึ่งตากฝง ไหลยงตกจากหลังคา พระอาทิตย์ฉ่องแฉง น้ำแห้งหดไปยับตา เก๋ายีบไต่ขึ้นฟ้า หันหลังมาทำตาเหมืองแมว แม๊ว แม๊ว”นักร้องเสียงเพี้ยนร้องเพลงเด็กพร้อมกับเต้นทำท่าทางประกอบ ด้วยการไต่ขึ้นไปยืนบนขอบเบาะโซฟานวม จบท่อนสุดท้ายเพลงด้วยการหันมาทำท่าทางน่ารัก จนผู้ใหญ่ที่นั่งฟังส่งเสียงปรบมือวันนี้ภายในบ้านหลังใหญ่คึกคักเพราะสิระและปรารถนา ปู่กับย่าแวะมาเยี่ยมหลาน ๆ เนื่องจากเป็นวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ที่ตามปกติทั้งสองครอบครัวจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปหากันเป็นปกติอยู่แล้ว“ขึ้นต้นด้วยแมงมุม แต่ทำไมตอนจบกลายเป็นแมวซะได้” ศิราหัวเราะให้หลานตัวจ้อยผู้ชื่นชอบการร้องเพลงเป็นที่สุด“ยังไม่ชินกันอีกเหรอคะ นี่เพรากับซิวกำลังคิดว่าถ้าหากปลาเก๋าของพวกเราเขาชอบร้อง ชอบเต้นมากจริง ๆ จะส่งไปเดบิวต์เป็นศิลปินเกาหลีสักหน่อย เผื่อจะได้โกอินเตอร์ตามอาฉลาม” มนต์พระจันทร์ตวัดขาขึ้นมานั่งไขว่ห้าง พลางมองลูกชายทั้งสองคนหยอกล้อเล่นด้วยกัน“จะเป็นนักร้องก่อนอื่นต้องร้องเพลงให้มันถูกเนื้อสักเพลงก่อน ปะป๊าเห็นตั้งแต่ร้องมายังไม่มีเพลงไหนร้องจบเพลงโดยไม่ไปแปลงเนื้อร้องเขาสักที
“เก๋าเอาแคยอทมาฝาก อยากให้เธอได้กิง ผักมีเบตาดีง ม่ายต้องกิงของแพง”เด็กอ้วนส่งเสียงเจื้อยแจ้วร้องเพลงแจ๋ว ๆ ไม่ต้องถามถึงเนื้อร้องกับทำนอง เพราะหากต้นฉบับมาได้ยินคงร้องไห้แน่ลูกปลาแสบเดินแกว่งตะกร้าผักที่เก็บมาได้หมาด ๆ เข้าไปวางในครัว เพื่อรอให้คุณยายจอมนรีและแม่บ้าน แม่ครัวทำเป็นมื้อค่ำ จากนั้นสองพี่น้องแฝดพุงพลุ้ยไปล้างมือให้สะอาด เพื่อมานั่งรอทานผักที่ตัวเองเก็บมา“เย่ ข้าวเหนียวมาแย้ว” เสียงตบมือแปะ ๆ ดีใจ เมื่อเห็นกระติบข้าวเหนียวจิ๋วประจำตัวถูกแม่บ้านนำมาวางไว้บนโต๊ะอาหาร“เต๋าเต้ยจะกินข้าวสวย หรือข้าวเหนียวครับ” มนต์พระจันทร์หันไปถามแฝดน้องซึ่งมีความชอบแตกต่างจากแฝดพี่ชัดเจน“อืมมมม” แทนที่ลูกชายคนเล็กจะตอบในทันที หากแต่กลับยืดตัวชะเง้อคอมองไปยังสำรับกับข้าว เหมือนต้องการอยากรู้ว่าวันนี้คุณยายทำของอร่อยอะไรกระทั่งเห็นไข่เจียว ต้มจืดฟักน้ำใสของโปรด แก้มกลมเป็นก้อนยุ้ยยกสูงขึ้นไปในทันที เพราะคำตอบคงมีเพียงหนึ่งเดียว“ข้าวฉวยฮับ”เมื่อหลานน้อยตอบรับ ข้าวสวยอุ่น ๆ จึงถูกตักลงไปในจานลวดลายการ์ตูน เหมือนกับช้อนและส้อม โดยมีคุณแม่อย่างมนต์พระจันทร์ตักกับข้าวของโปรดของลูก ใช้ช้อนจั
“อ้ายคงจง จำต้องทงปั่นยดจีบ จะไปถีบอิน้องคงงาม...”จักรยานสามล้อสองคันปั่นไปตามถนน ซึ่งสองข้างทางเป็นแปลงองุ่นกำลังให้ผลผลิตสะพรั่ง มองเห็นองุ่นพวงโตย้อยระย้าลงมา มองแล้วน่าชื่นใจลูกชายฝาแฝดจอมซนของมนต์พระจันทร์และพ่อปลาซิว ปั่นรถสามล้อลิ่วๆ ไปตามถนนโดยด้านหลังนั้นมีพ่อแม่ พี่เลี้ยง รวมไปถึงคุณตาคุณยาย ขี่รถกอล์ฟตามมาห่างๆ“เอ้อ ได้ยินอย่างนี้ละห่วงหลานสะใภ้ในอนาคตเหลือเกิน” ศิราหัวเราะหึ ๆ ออกมาเมื่อได้ฟังบทเพลงแปร่งหูจากหลานรักจักรยานสามล้อสีฟ้า มีนักร้องเสียงเพี้ยนวัยสามขวบเศษปั่นมาจอดอยู่ตรงบริเวณที่ดินแปลงใหม่ซึ่งมนต์พระจันทร์ให้คนงานมาช่วยกันปรับที่ พลิกกลับหน้าดินเตรียมเอาไว้สำหรับการปลูกพืชชนิดใหม่“จอดก่อน ปะป๊าจอด ๆ ตรงนี้” แขนสั้นป้อมยื่นออกมา ทำท่าโบกให้รถกอล์ฟที่ขับตามมาด้านหลังชะลอความเร็ว“ทำไมครับ ปลาเก๋าปั่นจักรยานเหนื่อยแล้วเหรอ” พ่อปลาซิวแตะเบรกรถกอล์ฟ ยื่นหน้าลงไปสอบถามกับลูกชายคนโต“เก๋าเก๋าจะยงไปดูตรงนี้” มือหนึ่งยกขึ้นมาเท้าสะเอว ส่วนอีกมือชี้โบ๊ชี้เบ๊ลงไปยังพื้นที่ดินว่างเปล่าเบื้องล่าง ระดับต่ำกว่าถนนลาดยางนี้ประมาณหนึ่งฟุต เป็นเหตุให้รถกอล์ฟสองคันซึ่งบรรทุก
เวลาแต่ละคืนวันผ่านไป ไวเหมือนมีปีกบิน ไม่นานชีวิตแต่งงานของทั้งศิวพลและมนต์พระจันทร์ก็เวียนมาจนครบสี่ปี เวลานี้เจ้าลูกปลาน้อยทั้งสองอายุครบสามขวบพอดิบพอดี“ก๊าบ ก๊าบ ก๊าบ เป็ดอาบน้ำไม่นอน คุงตาก็ต้องไม่นอน เพราะในคลองมีหอย ปู ปลา” เสียงเล็ก ๆ ร้องเป็นทำนองเพลงเด็ก ดังมาจากสวนหลังบ้านมนต์พระจันทร์และศิวพลกลับจากทำงานนอกบ้าน เดินเลาะมาตามเสียงร้องเพลงอันสดใส หันมาอมยิ้มให้กัน เพราะจำได้ว่าเสียงร้องก๊าบ ๆ นั้นเป็นของลูกชายฝาแฝด“คุงตาฮับ เมื่อไยผักมันจะโตฉักที” ลูกชายแฝดคนโตโก้งโค้งกระดกก้นอวบลงไปมองดูกระถาง สีหน้าท่าทางเอาจริงเอาจังด้านข้างนั้นมีพี่เลี้ยงคอยยืนดูอยู่ห่าง ๆ คอยระวังไม่ให้เด็ก ๆ อาจหยิบจับของสกปรกเข้าปาก หรือดูเรื่องความปลอดภัยอื่น ๆ“เพิ่งจะจิ้มเมล็ดพันธุ์ลงไป ยังไม่ทันรดน้ำ จะให้มันโตแล้วรึ รอก่อนสิครับ” คุณตาศิรานั่งถอนหายใจอยู่บนเก้าอี้ไม้ นั่งมองหลานชายสองคนสวมบทบาท เล่นเป็นคนปลูกผักเหมือนพ่อกับแม่“ต้องอีกกี่วัน ถึงจะเก็บผักไปให้คุงยายได้ฮับ”“อีกสิบห้าวันครับ” ศิรายกมือขึ้นมาชูแสดงจำนวน“ฉิบห้าวันแค่นี้หยอฮับ” นิ้วเล็ก ๆ เปื้อนเศษดินสีดำ ถูกยกขึ้นมาเลียนแบบ“ใช่







