Mag-log in“ท่านแม่ทัพ” อู๋อิงสงร้องเตือนและดีดตัวขึ้นด้วยวิชาตัวเบา เขาพุ่งตัวไปจากม้าเพื่อบังลูกดอกให้ผู้เป็นนาย ทว่าตัวเขากลับโดนลูกดอกเสียก่อน ทำให้สูญเสียทิศทางการควบคุม
ในขณะที่ลูกดอกพุ่งเข้าไปใกล้หน้าอกของจ้าวเหยียนเจี๋ย แสงสีเขียวลักษณะคล้ายดังเกราะวงกลมก็สะท้อนออกมาจากกำไลหยกสีเขียว กำไลหยกลายมังกรนี้ เจิ้งฮุ่ยเจินอดีตฮองเฮามารดาของเขามอบให้ก่อนที่นางจะสิ้นใจ แสงเจิดจ้าสีเขียวเข้าครอบคลุมร่างของจ้าวเหยียนเจี๋ยเอาไว้ ทำให้ลูกดอกที่พุ่งเข้ามากระเด็นไปคนละทิศละทาง
ทันใดนั้นตรงกลางของแสงลึกลับ กลับปรากฏร่างหญิงสาวที่แต่งกายประหลาดนางหนึ่ง นางค่อยๆ ร่วงลงบนตักของจ้าวเหยียนเจี๋ย แขนแกร่งทั้งสองข้างยื่นออกไปรับร่างนั้นไว้ทั้งที่ยังอยู่บนหลังม้า ความร้อนที่ยังคงแผ่ซ่านออกมาจากกำไล ทำให้จ้าวเหยียนเจี๋ยก้มลงไปมอง เขาขมวดคิ้วเมื่อเห็นว่าที่ข้อมือของหญิงสาวก็ปรากฏกำไลอีกอัน กำไลที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันกับกำไลที่เขามี
ร่างของทั้งคู่ร่วงลงมาจากหลังม้า ด้วยเพราะม้าเกิดตกใจกับสิ่งที่ปรากฏ มันยกขาหน้าทั้งสองขึ้นพร้อมกับดีดตัวไปมา ร่างแบบบางของหญิงสาวแปลกหน้ากระพริบตาปริบๆ ให้จ้าวเหยียนเจี๋ย นางมองเขาคล้ายยังคงไม่เข้าใจถึงสถานการณ์ดีนัก ทั้งคู่ต่างคนต่างก็มองหน้ากันและกันนิ่ง
“อีกแล้วเหรอเนี่ย!!” หญิงสาวเอ่ยขึ้นเมื่อตระหนักถึงสิ่งที่อยู่รอบตัว ผมยาวสลวยสีดำขลับที่มวยเอาไว้บนศีรษะ เริ่มหลุดลุ่ย ทว่ามันก็มิอาจซ่อนใบหน้าอันงดงามของนางเอาไว้ได้เลย
จ้าวเหยียนเจี๋ยถึงกับตะลึงไปชั่วขณะ ใบหน้าของหญิงสาวอยู่ใกล้จนเขารับรู้ถึงลมหายใจของนาง ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้า เมื่อเห็นใบหน้าของโฉมสะคราญในอ้อมแขนชัดเจน เขามองร่างอรชรอ้อนแอ้นที่ให้สัมผัสนุ่มนิ่ม แนบสนิทไปกับร่างสูงใหญ่ของตนแล้วใจเต้นแรง เขาสาบานได้เลยว่าเขาได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ออกมาจากตัวหญิงสาวด้วย
เสียงลูกดอกปักลงบนพื้นสะพานใกล้ๆ ดังขึ้นขัดจังหวะการพบกันของทั้งสอง จ้าวเหยียนเจี๋ยคว้าร่างของหญิงสาวเข้าหาตัว กอดกระชับเอาไว้อย่างปกป้อง
อู๋อิงสงที่ได้รับบาดเจ็บลุกขึ้นทันใด เขารีบเข้ามาระวังภัยให้ เมื่อเห็นว่าผู้เป็นนายนั้นยังคงง่วนอยู่กับการช่วยหญิงสาวปริศนาให้ยืนขึ้น เขารีบจับบังเหียนม้าเอาไว้ทั้งสองตัว ทว่าม้าทั้งสองตัวยังคงตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันสะบัดตัวอย่างแรงจนชนเข้ากับแผ่นหลังของจ้าวเหยียนเจี๋ยที่ยืนอยู่ขอบสะพาน
จังหวะนั้นเองที่ลูกดอกอีกชุดพุ่งเข้ามายังทั้งสาม จ้าวเหยียนเจี๋ยรวบร่างของหญิงสาวดึงให้หลบ ทำให้ลูกดอกเหล่านั้นปักเข้าไปยังกลางหลังของเขา ชายหนุ่มที่สูญเสียการควบคุมเซไปข้างหน้า หญิงสาวเองก็ไม่สามารถทานน้ำหนักคนตัวโตกว่าเอาไว้ได้ ทั้งคู่พลัดตกลงมาจากขอบสะพาน ร่วงลงสู่แม่น้ำที่เชี่ยวกราดเบื้องล่าง
“ท่านแม่ทัพ ไม่” เสียงอู๋อิงสงร้องตะโกนเป็นสิ่งสุดท้ายที่ทั้งสองได้ยินก่อนทุกอย่างจะดับมืดลง
วันวิสาข์ขยับตัวด้วยความอึดอัด เมื่อลืมตาขึ้นจึงได้รู้ว่าโดนคนตัวโตกว่าเกยทับเอาไว้เกือบทั้งตัว คาดว่าสายน้ำคงพัดพาทั้งสองมาไกลพอสมควร เพราะมองไม่เห็นป่าสนและสะพานที่ทั้งคู่ร่วงลงมาแล้ว สติสัมปชัญญะที่เริ่มเลือนรางทำให้วันวิสาข์พยายามสูดอากาศเข้าปอด อาจเพราะเขาตัวหนักทำให้หายใจไม่สะดวก แต่ไม่นานกลับรับรู้ได้ว่ามีกลุ่มคนเข้ามาช่วยยกตัวเขาออก
“แม่นางเจ้าเป็นอะไรมากหรือเปล่า”
“ชายคนนี้ได้รับบาดเจ็บนี่”
“ชีพจรอ่อนจนแทบไม่เต้นแล้ว ลมหายใจของเขาก็ริบหรี่เต็มทน แม่นางเขาคือสามีของเจ้ากระมัง” คนเอ่ยยกข้อมือของเขาขึ้นและมองมาที่ข้อมือหญิงสาวเช่นกัน
“ของหมั้นของพวกเขากระมัง”
‘หมายถึงกำไลหรือ’ วันวิสาข์มองดูกำไลที่ข้อมือของชายหนุ่มแล้วแทบลืมหายใจ หญิงสาวยกข้อมือตัวเองขึ้นมาดู และพบว่ามันเหมือนกันจนแทบจะแยกไม่ออก
“เขาเป็นอย่างไรบ้าง” วันวิสาข์เอ่ยถาม ทั้งยังพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้น
ตอนนี้หญิงสาวรู้แล้วว่าทำไม่ตนกับเขาเกือบต้องจมน้ำตาย สาเหตุคงเพราะเป้สนามใบโตนั่นเอง แต่พอถอดเป้วางลงก็ต้องคิดใหม่ เมื่อมองเห็นลูกดอกสามอันเสียบติดอยู่ที่เป้ วันวิสาข์จับชีพจรของเขาแล้วตกใจ เขาหยุดหายใจไปแล้วแต่ชีพจรยังอยู่แม้ว่าจะแผ่วมาก “พวกท่านถอยออกไปสักนิด เขาจะได้มีอากาศหายใจ”
“แต่เขาไม่หายใจแล้วนี่”
“ไม่หรอก” วันวิสาข์จับใบหน้าเขาแหงนเงยขึ้น ตรวจว่าในปากของเขาไม่มีสิ่งแปลกปลอมหลงเหลือ ก่อนใช้ฝ่ามือทั้งสองประสานกันกดลงไปบนหน้าอกเขาเป็นจังหวะ “หายใจ หายใจ ท่านต้องหายใจ หายใจสิ” เอ่ยจบก็ก้มลงเอาหูแนบหน้าอกเขาอีกครั้ง ทว่าไม่มีเสียงตอบรับใดๆ
เหล่าคนที่เข้ามาดูเหตุการณ์เริ่มส่งเสียงเห็นใจ ตอนที่หญิงสาวก้มลงเป่าลมหายใจลงไปแบบปากต่อปาก ก็มีเสียงอึงคะนึงอย่างไม่เข้าใจจากคนรอบข้าง และมีเสียงหนึ่งเอ่ยออกมาอย่างเห็นอกเห็นใจ “แม่นางเจ้าก็ตัดอกตัดใจเถิดนะ เขาตายไปแล้ว แต่เจ้ายังต้องอยู่ต่อ”
“นั่นสิอย่าทำแบบนี้เลยดูจากบาดแผลและที่เขานอนทับเจ้าเมื่อครู่เขาพยายามปกป้องเจ้า เจ้าก็อย่าทำให้เขาเสียแรงเปล่าเลย” หลายคนยังคงปลอบทว่าวันวิสาข์ยังคงทำแบบเดิมสลับกันไปมา กระทั่งคนที่นอนนิ่งเมื่อครู่สำลักออกมา ชายหนุ่มลืมตาช้าๆ พร้อมกับไอออกมาถี่ๆ
หลายคนในที่นั่นถึงกับตกใจกลัว เพราะมันเหมือนกับว่าชายหนุ่มตายแล้วฟื้นคืนชีพ
“รู้สึกอย่างไรบ้าง” วันวิสาข์ยิ้มให้เขาเมื่อเขาหันหน้ามามอง
“เป็นไปได้อย่างไรเมื่อครู่เขาไม่หายใจแล้วนี่”
“นั่นสิข้าเอานิ้วจ่อดูแล้วเขาไม่หายใจจริงๆนะ”
“หรือเมื่อครู่นางแบ่งลมหายใจของนางให้เขา”
“จริงหรือ นางคงจะรักสามีนางมากนะ”
“นั่นสินะ ดูเหมือนเขาก็ปกป้องนางนี่ โถ พวกเจ้าช่างมั่นคงต่อกันและกันเหลือเกินนะ”
“ว่าแต่ว่านางทำได้ยังไงกัน”
“นั่นสิ”
กระท่อมหลังถัดมาหลังที่สามมิใช่ที่อยู่แต่เป็นโรงครัว ห้องกินข้าว และห้องเก็บอาหาร พวกเราทั้งหมดใช้มันร่วมกัน กินข้าวด้วยกัน ทำกับข้าวสรวลเสเฮฮาร่วมกัน ตอนแรกหม่าซือหยวนคิดว่าอาจารย์มีความคิดที่แปลกประหลาดยิ่ง บ้านของใครก็ควรจะมีโรงครัวเป็นของตัวเองสิ แต่ตอนนี้เขาเห็นแล้วว่าการทำแบบนี้ทำให้ทั้งหมดกลายเป็นครอบครัวใหญ่จริงๆ เพราะตกเย็นทั้งหมดได้มานั่งร่วมกัน กินข้าวด้วยกัน พูดคุยกัน ทั้งยังแบ่งปันสิ่งที่ทำมาให้กันและกันฟังกระท่อมหลังสุดท้ายเป็นของอาจารย์กับนายท่านเหยียนเจี๋ย กระท่อมหลังนี้เป็นหลังที่ดีที่สุดสร้างขึ้นเพื่อเป็นของขวัญให้กับคนทั้งสอง เพราะอาจารย์ของเขามีความรู้สึกไวต่ออากาศเย็น ดังนั้นกระท่อมหลังนี้จึงเป็นแบบปิด ภายในนั้นมีเตาผิงที่ต้องจุดไฟเอาไว้ตลอดเวลาในหน้าหนาว แต่หน้าร้อนก็สามารถเปิดหน้าต่างระบายอากาศได้สมาชิกครอบครัวใหญ่อาศัยอยู่ที่หุบเขามังกรหลับแห่งนี้ทั้งหมดเก้าคน มีตัวเขาหม่าซือหยวน นายท่านเหยียนเจี๋ย อาจารย์ อาจารย์ปู่ ผู้อาวุโสเฟิง สือเจี้ยนหาว อู๋อิงสงกับฮูหยินของเขา และคนสุดท้ายแม่นางน้อยที่ใจแข็งคนหนึ่ง สาวน้อยผู้ที่กำลังซักผ้าอยู่ที่ริมลำธาร แม่นางเสี่ยวจู
ทั้งสองจุมพิตกันและกันอย่างเร่าร้อนคลอเคลียพัวพันไม่ห่าง ใบหน้างดงามของเหยียนหว่านเอ๋อร์แดงซ่าน แม้จะเต็มเปี่ยมไปด้วยความต้องการ แม้จะเคยเห็นบทรักในหนังมามาก ทว่าพอเอาเข้าจริงหญิงสาวกลับไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นตรงไหน ร่างกายที่ร้อนรุ่มยิ่งทวีความร้อนขึ้นกว่าเดิมเมื่อร่างเปลือยเปล่าของนางถูกเขาจุมพิตไปทั่วความรู้สึกขัดแย้งในกายพุ่งขึ้นสูง ทั้งสุขสมทว่ากลับไม่สบายตัว คล้ายบางอย่างไม่ได้รับการเติมเต็ม หญิงสาวหอบหายใจภายใต้ร่างของเขาอย่างไร้ทางสู้ มือทั้งสองข้างกอดเกี่ยวเขาเอาไว้ทั้งยังแอ่นกายขึ้นไปแนบร่างเข้าหาตัวเขา นางคล้ายหนาวสั่นและพยายามโหยหาความอบอุ่น มือน้อยลูบไล้มัดกล้ามบนตัวเขาอย่างสะเปะสะปะอากัปกิริยาของนางทำให้เขาสูดลมหายใจเข้าอย่างห้ามไม่อยู่ เขาโน้มกายเข้าหานางและจุมพิตปากเล็กที่กำลังครางเสียงหวานออกมาเบาๆ คล้ายลูกแมวกำลังออดอ้อนขอความรักจ้าวเหยียนเจี๋ยจุมพิตแผ่วเบาเพื่อปลอบโยนนาง ในยามที่เขาโน้มกายเข้าครอบครองนางในที่สุด ทว่าความเจ็บปวดที่พุ่งขึ้นสูง ทำให้นางหวีดร้องออกมาเสียงแผ่ว บางอย่างในกายฉีกขาดออกจากกันให้ ความรู้สึกเจ็บร้าวทำให้นางผงะถอย ทว่าจ้าวเหยียนเจี๋ยกลับใช้สอ
“เจ้าเจี๋ย เจ้าบ่าวจะต้องอยู่ดื่มเหล้ามงคลกับแขกเหรื่อก่อนสิจึงจะถูก” ซูหย่งจื้อเอ่ย“อาจารย์” เหยียนหว่านเอ๋อร์มองซูหย่งจื้ออย่างงงงัน“เขาเมาน่ะ” หลี่เฟิงเสวียนเอ่ยกลั้วหัวเราะ“นี่ พวกเจ้าแม้จะแต่งงานก็ยังร่วมหอไม่ได้นะ สุขภาพเจ้าไม่แน่ว่าจะรับไหวดังนั้นข้าขอเตือน”“อาจารย์!” เหยียนหว่านเอ๋อร์หน้าแดง“นี่มันคืนส่งตัวนะผู้อาวุโส” หลายคนพยายามดึงเขาออกไปจากห้องหอ“เจ้าเจี๋ยน่ะ ข้าไว้ใจ แต่ที่ข้าไม่ไว้ใจน่ะศิษย์ตัวแสบของข้าต่างหาก”“ท่านกำลังพูดอะไรกัน ไป ท่านเมาแล้ว” สือเจี้ยนหาวอ่อนใจเหลือเกิน ศิษย์อาจารย์คู่นี้ช่างหาเรื่องให้ปวดหัวได้ไม่เว้นวันจริงๆ“จริงๆ นะ เจ้าเจี๋ย อย่าให้นางจับเจ้ากินไปเสียก่อนเล่า”“อาจารย์ท่านเหลวไหลอะไร!!”“ข้าน่ะหรือเหลวไหล เจ้าน่ะไม่น่าไว้ใจ ส่วนเจ้าเจี๋ยเขาไม่มีทางรู้ทันความเจ้าเล่ห์ของเจ้าหรอก เจ้ากะจะจับเขากินโดยไม่ฟังข้าล่ะสิ”“อาจารย์!” เหยียนหว่านเอ๋อร์ถึงกับพูดไม่ออก นางอายจนใบหน้าแดงก่ำร้อนแทบจะลุกเป็นไฟ“เจ้าเจี๋ย...ข้าไว้ใจเจ้านะ” เสียงตะโกนของซูหย่งจื้อยังคงดังเข้ามาแม้ว่าเขาจะโดนหิ้วตัวไปแล้ว“เอ่อ...นี่เป็นการก่อกวนห้องหอเท่านั้น ขอท่านอาเขยก
“ข้าจ้าวเหยียนเจี๋ยขอสาบาน ข้าจะรักเหยียนหว่านเอ๋อร์เพียงผู้เดียวมิแบ่งใจให้คนอื่น เจ้าจะเป็นหนึ่งเดียวในใจข้า ข้าจะซื่อสัตย์ต่อเจ้าเพียงผู้เดียวไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่”“ข้าเหยียนหว่านเอ๋อร์ขอสาบาน ข้าจะรักจ้าวเหยียนเจี๋ย รักด้วยจิตวิญญาณทั้งหมดของข้า ท่านจะมีข้า และข้าจะมีท่านเดินเคียงข้างกันไปนับจากวันนี้ จวบจนวันสุดท้ายของชีวิต”ถ้อยคำหนักแน่นของทั้งสองดังขึ้นท่ามกลางสายลมที่พัดแผ่ว ท่ามกลางทุ่งดอกหญ้าสีขาวบริสุทธิ์ ท่ามกลางหุบเขาลำเราไพรที่ร่วมเป็นสักขีพยาน... งานมงคลเรียบง่ายของบ่างสาวสองคู่ถูกจัดขึ้น จ้าวเหยียนเจี๋ยแต่งเหยียนหว่านเอ๋อร์เป็นฮูหยิน และอู๋อิงสงแต่งอวิ๋นหยาเป็นฮูหยิน ภายในถ้ำนำแข็งพันปีของวังเมฆาอัคคีถูกตบแต่งด้วยข้าวของมงคลสีแดงทว่าเหล่าสักขีพยานที่เข้ามาร่วมงานกลับมีเยอะกว่าที่เหยียนหว่านเอ๋อร์คาด ตอนแรกนางเพียงอยากให้งานมงคลนี้เป็นเพียงงานเลี้ยงเล็กๆ เท่านั้น แต่จ้าวเหยียนเจี๋ยกลับส่งคนไปเชิญสหายสนิททั้งหมดของนางมาร่วมแสดงความยินดีเสวียนหมิง ลั่วอิงยี่ หลิงหลิง จ้าวเหยียนอิ่ง ซิ่วอิ่งจิน มู่หรงเซียว ซิ่วจินหลิน หลี่เฟิงเสวียน ซูหย่งจื้อ สือเจี้ยนหาว คนทั้งหมดนี
นางรู้เพียงถูกลงโทษตามกฎของพรรค เสวียนหมิงให้จั่วจินเหิงนาบสัญลักษณ์ของการถูกขับไล่ก่อนจะให้จั่วจินเหิงโบยนางด้วยตนเอง เมื่อครบร้อยไม้แล้วพวกเขาก็ประกาศไปว่านางตายไปแล้ว ศพของนางถูกส่งลงเขามาฝังทว่าลมหายใจนางกลับคืนมา เสวียนหมิงจึงให้ซูหย่งจื้อรั้งชีวิตนางเอาไว้กระนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ คือนางถูกนาบสัญลักษณ์ของการถูกขับไล่ และที่ต้องเป็นจั่วจินเหิงเท่านั้นที่ทำหน้าที่โบย เนื่องจากเสวียนหมิงไม่ไว้ใจให้คนอื่นทำเขาจะต้องกะแรงให้พอดิบพอดีไม่ลงหนักหรือเบาจนเกินไป แต่เขาก็ยังต้องโบยถึงห้าสิบไม้กว่าที่อวิ๋นหยาจะสลบ ก่อนจะประกาศไปว่านางสิ้นลมแล้วส่งตัวนางมายังกระท่อมแห่งนี้“เจ้า...ข้าคิดว่าจ้าววังส่งเจ้าไปที่อื่น เขาบอกว่าเจ้าทำความผิดร้ายแรงต้องถูกลงโทษ เลยต้องส่งเจ้าไป”“ข้าอยู่ที่นี่มาตลอด คนในพรรคคิดว่าข้าตายไปแล้ว แต่นั่นก็จริงสำหรับพวกเขาข้าตายไปแล้ว ข้าถูกขับออกจากพรรคตอนนี้ข้าไม่มีที่ให้ไปแล้ว ดังนั้นหากท่านไม่ทำตามคำพูดไม่แต่งข้าเป็นฮูหยิน ข้าจะฆ่าท่านเสีย” นางขู่“แล้วข้าจะแต่งใครได้” เขาจูบหนักๆ ลงบนหน้าผากนาง“ต้องขอบคุณฮูหยินท่านนั้น” อิงสงหันกลับมามองคนที่เดินตามเขามาถึงกระ
เช้าวันต่อมาข่าวการเสียชีวิตของเหยียนหว่านเอ๋อร์ก็ถูกประกาศออกไป พร้อมๆ กันนั้นข่าวที่องค์ชายสามทรงอาการบาดเจ็บภายในทรุดลง เพราะทรงเสียพระทัยกับข่าวการตายของว่าที่พระชายาก็ได้แพร่ออกไป กระทั่งสองวันหลังจากนั้นข่าวการที่องค์ชายสามทรงสิ้นพระชนม์ตามว่าที่พระชายาก็ถูกประกาศออกไปในวังหลวงต่างก็เต็มไปด้วยความโศกเศร้า ทว่าก็ซาบซึ้งกับความรักที่องค์ชายสามมีต่อพระชายายิ่งนัก ว่ากันว่าจ้าวเหยียนอี้อนุญาตให้ฝังศพของคนทั้งสองไว้ด้วยกันในสุสานหลวง แต่เพราะเหยียนหว่านเอ๋อร์ยังมิได้แต่งให้องค์ชายสามอย่างถูกต้อง และยังไม่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระชายาอย่างเป็นทางการ จ้าวเหยียนอี้จึงพระราชทานตำแหน่งให้เหยียนหว่านเอ๋อร์เป็นฮูหยินคุณธรรม ฮูหยินแม่ทัพใหญ่แคว้นจ้าวขณะที่ผู้คนในเมืองหลวงต่างไว้ทุกข์ให้องค์ชายสามและฮูหยินคุณธรรมอยู่นั้น เหยียนหว่านเอ๋อร์ก็ถูกพาเข้าไปนอนรักษาตัวอยู่บนเตียงน้ำแข็ง ในถ้ำน้ำแข็งพันปีของวังเมฆาอัคคี โดยมีเสวียนหมิงและซูหย่งจื้อดูแลอยู่อย่างใกล้ชิด“อาหมิง เรื่องอวิ๋นหยาไปถึงไหนแล้ว”“ท่านอาโปรดวางใจ ข้าได้ทำตามที่ท่านอาบอกแล้ว”“เช่นนั้นหรือ นางเป็นเช่นไรบ้าง”“ยังมีชีวิตอยู่
ไวเท่าความคิดอู๋อิงสงหยิบกระโถนที่วางอยู่มุมห้องมาให้ เหยียนหว่านเอ๋อร์ก้มลงอาเจียนออกมาอย่างหนัก เมื่อเริ่มมึนนางก็เริ่มไม่มีสติ ความรู้สึกต่างๆ ที่เพียรพยายามซ่อนไว้ก็ยิ่งพุ่งออกมา ความน้อยใจ ความเหน็ดเหนื่อย อีกทั้งความสับสน ทำให้นางกรอกสุราเข้าไปจอกแล้วจอกเหล้า กอปรกับวันนี้นางมัวแต่ยุ่งวุ่นวาย
เมื่อจ้าวเหยียนเจี๋ยในคราบของลู่ชิงเดินเข้ามาในห้อง สภาพที่เขาเห็นคือเหยียนหว่านเอ๋อร์ที่กำลังนั่งกอดคอจ้าวเหยียนอิ่ง ทั้งยังพยายามยามปลอบใจเขา ภาพความสนิทสนมของทั้งคู่ทำเอาเขาหน้าตึงเสวียนหมิงมองใบหน้าบึ้งตึงของผู้ที่ยืนอยู่แล้วขมวดคิ้ว อู๋อิงสงและสือเจี้ยนหาวแน่นอนว่าเสวียนหมิงย่อมรู้จัก ทว่าบุร
“ข้ารู้ว่าเรื่องนี้ไม่ง่ายสำหรับท่าน และข้าก็ไม่อาจบังคับท่านได้ ข้ามองออกว่าท่านมิใช่คนเลวร้าย ท่านเข้าใจทั้งหมดว่าข้าหมายความว่าอย่างไร เชื่อข้าเถิดเรื่องนี้สมควรจบลงไปได้แล้ว เรื่องราวในอดีตที่ผ่านมามันส่งผลกับพวกท่านมากพอๆ กัน ดังนั้นอย่าให้มันส่งผลไปยังคนรุ่นหลังต่อไปอีกเลย” เหยียนหว่านเอ๋อร์เ
เป็นอย่างที่คาดเรื่องราวในบันทึกตรงกันกับสิ่งที่หลี่หลิงบอก หลินกุ้ยเฟยตกเป็นเครื่องมือของเจิ้งฮุ่ยเจินอย่างไม่ต้องสงสัย นางจะต้องจบเรื่องนี้ให้ได้ภายในคืนนี้ จ้าวเหยียนอิ่งจะกลายเป็นมิตรหรือศัตรูนางก็ต้องจบมันคืนนี้ ก่อนที่จะเกิดศึกใหญ่ในไม่ช้า นางมั่นใจว่าศัตรูจะต้องเคลื่อนไหวพรุ่งนี้แน่นอน พวกเข







![ภรรยาเช่นข้าหาได้ยากยิ่ง [นางเอก]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)