เข้าสู่ระบบ“ท่านแม่ทัพ” อู๋อิงสงร้องเตือนและดีดตัวขึ้นด้วยวิชาตัวเบา เขาพุ่งตัวไปจากม้าเพื่อบังลูกดอกให้ผู้เป็นนาย ทว่าตัวเขากลับโดนลูกดอกเสียก่อน ทำให้สูญเสียทิศทางการควบคุม
ในขณะที่ลูกดอกพุ่งเข้าไปใกล้หน้าอกของจ้าวเหยียนเจี๋ย แสงสีเขียวลักษณะคล้ายดังเกราะวงกลมก็สะท้อนออกมาจากกำไลหยกสีเขียว กำไลหยกลายมังกรนี้ เจิ้งฮุ่ยเจินอดีตฮองเฮามารดาของเขามอบให้ก่อนที่นางจะสิ้นใจ แสงเจิดจ้าสีเขียวเข้าครอบคลุมร่างของจ้าวเหยียนเจี๋ยเอาไว้ ทำให้ลูกดอกที่พุ่งเข้ามากระเด็นไปคนละทิศละทาง
ทันใดนั้นตรงกลางของแสงลึกลับ กลับปรากฏร่างหญิงสาวที่แต่งกายประหลาดนางหนึ่ง นางค่อยๆ ร่วงลงบนตักของจ้าวเหยียนเจี๋ย แขนแกร่งทั้งสองข้างยื่นออกไปรับร่างนั้นไว้ทั้งที่ยังอยู่บนหลังม้า ความร้อนที่ยังคงแผ่ซ่านออกมาจากกำไล ทำให้จ้าวเหยียนเจี๋ยก้มลงไปมอง เขาขมวดคิ้วเมื่อเห็นว่าที่ข้อมือของหญิงสาวก็ปรากฏกำไลอีกอัน กำไลที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันกับกำไลที่เขามี
ร่างของทั้งคู่ร่วงลงมาจากหลังม้า ด้วยเพราะม้าเกิดตกใจกับสิ่งที่ปรากฏ มันยกขาหน้าทั้งสองขึ้นพร้อมกับดีดตัวไปมา ร่างแบบบางของหญิงสาวแปลกหน้ากระพริบตาปริบๆ ให้จ้าวเหยียนเจี๋ย นางมองเขาคล้ายยังคงไม่เข้าใจถึงสถานการณ์ดีนัก ทั้งคู่ต่างคนต่างก็มองหน้ากันและกันนิ่ง
“อีกแล้วเหรอเนี่ย!!” หญิงสาวเอ่ยขึ้นเมื่อตระหนักถึงสิ่งที่อยู่รอบตัว ผมยาวสลวยสีดำขลับที่มวยเอาไว้บนศีรษะ เริ่มหลุดลุ่ย ทว่ามันก็มิอาจซ่อนใบหน้าอันงดงามของนางเอาไว้ได้เลย
จ้าวเหยียนเจี๋ยถึงกับตะลึงไปชั่วขณะ ใบหน้าของหญิงสาวอยู่ใกล้จนเขารับรู้ถึงลมหายใจของนาง ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้า เมื่อเห็นใบหน้าของโฉมสะคราญในอ้อมแขนชัดเจน เขามองร่างอรชรอ้อนแอ้นที่ให้สัมผัสนุ่มนิ่ม แนบสนิทไปกับร่างสูงใหญ่ของตนแล้วใจเต้นแรง เขาสาบานได้เลยว่าเขาได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ออกมาจากตัวหญิงสาวด้วย
เสียงลูกดอกปักลงบนพื้นสะพานใกล้ๆ ดังขึ้นขัดจังหวะการพบกันของทั้งสอง จ้าวเหยียนเจี๋ยคว้าร่างของหญิงสาวเข้าหาตัว กอดกระชับเอาไว้อย่างปกป้อง
อู๋อิงสงที่ได้รับบาดเจ็บลุกขึ้นทันใด เขารีบเข้ามาระวังภัยให้ เมื่อเห็นว่าผู้เป็นนายนั้นยังคงง่วนอยู่กับการช่วยหญิงสาวปริศนาให้ยืนขึ้น เขารีบจับบังเหียนม้าเอาไว้ทั้งสองตัว ทว่าม้าทั้งสองตัวยังคงตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันสะบัดตัวอย่างแรงจนชนเข้ากับแผ่นหลังของจ้าวเหยียนเจี๋ยที่ยืนอยู่ขอบสะพาน
จังหวะนั้นเองที่ลูกดอกอีกชุดพุ่งเข้ามายังทั้งสาม จ้าวเหยียนเจี๋ยรวบร่างของหญิงสาวดึงให้หลบ ทำให้ลูกดอกเหล่านั้นปักเข้าไปยังกลางหลังของเขา ชายหนุ่มที่สูญเสียการควบคุมเซไปข้างหน้า หญิงสาวเองก็ไม่สามารถทานน้ำหนักคนตัวโตกว่าเอาไว้ได้ ทั้งคู่พลัดตกลงมาจากขอบสะพาน ร่วงลงสู่แม่น้ำที่เชี่ยวกราดเบื้องล่าง
“ท่านแม่ทัพ ไม่” เสียงอู๋อิงสงร้องตะโกนเป็นสิ่งสุดท้ายที่ทั้งสองได้ยินก่อนทุกอย่างจะดับมืดลง
วันวิสาข์ขยับตัวด้วยความอึดอัด เมื่อลืมตาขึ้นจึงได้รู้ว่าโดนคนตัวโตกว่าเกยทับเอาไว้เกือบทั้งตัว คาดว่าสายน้ำคงพัดพาทั้งสองมาไกลพอสมควร เพราะมองไม่เห็นป่าสนและสะพานที่ทั้งคู่ร่วงลงมาแล้ว สติสัมปชัญญะที่เริ่มเลือนรางทำให้วันวิสาข์พยายามสูดอากาศเข้าปอด อาจเพราะเขาตัวหนักทำให้หายใจไม่สะดวก แต่ไม่นานกลับรับรู้ได้ว่ามีกลุ่มคนเข้ามาช่วยยกตัวเขาออก
“แม่นางเจ้าเป็นอะไรมากหรือเปล่า”
“ชายคนนี้ได้รับบาดเจ็บนี่”
“ชีพจรอ่อนจนแทบไม่เต้นแล้ว ลมหายใจของเขาก็ริบหรี่เต็มทน แม่นางเขาคือสามีของเจ้ากระมัง” คนเอ่ยยกข้อมือของเขาขึ้นและมองมาที่ข้อมือหญิงสาวเช่นกัน
“ของหมั้นของพวกเขากระมัง”
‘หมายถึงกำไลหรือ’ วันวิสาข์มองดูกำไลที่ข้อมือของชายหนุ่มแล้วแทบลืมหายใจ หญิงสาวยกข้อมือตัวเองขึ้นมาดู และพบว่ามันเหมือนกันจนแทบจะแยกไม่ออก
“เขาเป็นอย่างไรบ้าง” วันวิสาข์เอ่ยถาม ทั้งยังพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้น
ตอนนี้หญิงสาวรู้แล้วว่าทำไม่ตนกับเขาเกือบต้องจมน้ำตาย สาเหตุคงเพราะเป้สนามใบโตนั่นเอง แต่พอถอดเป้วางลงก็ต้องคิดใหม่ เมื่อมองเห็นลูกดอกสามอันเสียบติดอยู่ที่เป้ วันวิสาข์จับชีพจรของเขาแล้วตกใจ เขาหยุดหายใจไปแล้วแต่ชีพจรยังอยู่แม้ว่าจะแผ่วมาก “พวกท่านถอยออกไปสักนิด เขาจะได้มีอากาศหายใจ”
“แต่เขาไม่หายใจแล้วนี่”
“ไม่หรอก” วันวิสาข์จับใบหน้าเขาแหงนเงยขึ้น ตรวจว่าในปากของเขาไม่มีสิ่งแปลกปลอมหลงเหลือ ก่อนใช้ฝ่ามือทั้งสองประสานกันกดลงไปบนหน้าอกเขาเป็นจังหวะ “หายใจ หายใจ ท่านต้องหายใจ หายใจสิ” เอ่ยจบก็ก้มลงเอาหูแนบหน้าอกเขาอีกครั้ง ทว่าไม่มีเสียงตอบรับใดๆ
เหล่าคนที่เข้ามาดูเหตุการณ์เริ่มส่งเสียงเห็นใจ ตอนที่หญิงสาวก้มลงเป่าลมหายใจลงไปแบบปากต่อปาก ก็มีเสียงอึงคะนึงอย่างไม่เข้าใจจากคนรอบข้าง และมีเสียงหนึ่งเอ่ยออกมาอย่างเห็นอกเห็นใจ “แม่นางเจ้าก็ตัดอกตัดใจเถิดนะ เขาตายไปแล้ว แต่เจ้ายังต้องอยู่ต่อ”
“นั่นสิอย่าทำแบบนี้เลยดูจากบาดแผลและที่เขานอนทับเจ้าเมื่อครู่เขาพยายามปกป้องเจ้า เจ้าก็อย่าทำให้เขาเสียแรงเปล่าเลย” หลายคนยังคงปลอบทว่าวันวิสาข์ยังคงทำแบบเดิมสลับกันไปมา กระทั่งคนที่นอนนิ่งเมื่อครู่สำลักออกมา ชายหนุ่มลืมตาช้าๆ พร้อมกับไอออกมาถี่ๆ
หลายคนในที่นั่นถึงกับตกใจกลัว เพราะมันเหมือนกับว่าชายหนุ่มตายแล้วฟื้นคืนชีพ
“รู้สึกอย่างไรบ้าง” วันวิสาข์ยิ้มให้เขาเมื่อเขาหันหน้ามามอง
“เป็นไปได้อย่างไรเมื่อครู่เขาไม่หายใจแล้วนี่”
“นั่นสิข้าเอานิ้วจ่อดูแล้วเขาไม่หายใจจริงๆนะ”
“หรือเมื่อครู่นางแบ่งลมหายใจของนางให้เขา”
“จริงหรือ นางคงจะรักสามีนางมากนะ”
“นั่นสินะ ดูเหมือนเขาก็ปกป้องนางนี่ โถ พวกเจ้าช่างมั่นคงต่อกันและกันเหลือเกินนะ”
“ว่าแต่ว่านางทำได้ยังไงกัน”
“นั่นสิ”
“ไม่มีสิ่งใดที่เจ้าต้องขอโทษเจ้าได้ปลดปล่อยข้าแล้ว เจ้ากลับมาแล้วมาอยู่ต่อหน้าข้า ทำให้ข้าได้มีโอกาสบอกเจ้าด้วยตัวข้าเองในวันนี้” หลี่เฟิงเสวียนยังคงยิ้มเยือนอย่างอ่อนโยนให้นาง “เอาล่ะหยุดร้องไห้เถิด ตอนนี้เจ้าได้อะไรมาบ้าง และอยากจะถามอะไรจากข้าบ้าง”“หลายอย่างข้ารู้แล้ว แต่...ข้าอยากจะรู้ว่า...ทำไม...ทำไม...ชิงเซียนจึงเลือกที่จะฆ่าตัวตาย” เหยียนหว่านเอ๋อร์เอ่ยตะกุกตะกัก นางแอบเงยหน้าสังเกตสีหน้าหลี่เฟิงเสวียนเมื่อเอ่ยถึงชิงเซียน“มันผ่านมาหลายปีแล้วหว่านเอ๋อร์ แม้ข้าจะยังรักและคิดถึงนางอยู่แต่ก็ไม่ได้โศกเศร้าเช่นตอนแรก เพราะข้ารู้ว่านางได้เลือกในสิ่งที่จะทำให้นางมีความสุข และความสุขของนางคือเหยียนเจี๋ยอยู่รอดปลอดภัย และตอนนี้เขาก็ยืนอยู่ข้างหลังข้าห่างออกไปไม่กี่ก้าว ทั้งยังเป็นศัตรูหัวใจของข้าเสียด้วย” เอ่ยแล้วก็หัวเราะออกมา“มันใช่เวลาที่ท่านจะมาล้อเล่นเช่นนี้หรือไร”“อ้าว เจ้าไม่รู้สึกว่ามันน่าขันหรอกหรือ” หลี่เฟิงเสวียนยิ้ม “ข้าจะช่วยเจ้าทุกอย่าง ช่วยให้เขาอยู่รอดปลอดภัย แต่นั่นมิใช่เพื่อเซียนเอ๋อร์แต่เพื่อเจ้าด้วย ชีวิตของข้าก่อนหน้าที่จะเจอเจ้า ข้ามีเพียงชิงเซียนเป็นครอบครัวที
“ไปเถิด” หลี่เฟิงเสวียนก้าวเท้านำไปก่อน เหยียนหว่านเอ๋อร์เข้าไปพยุงซึ่งเขาเองก็ไม่รังเกียจ ทั้งที่เขาไม่เคยให้ใครช่วยพยุงเขาเดินเลยตั้งแต่เขาเสียขาข้างนี้ไปในตอนที่ทั้งสองกำลังจะเดินออกไปด้วยกันนั้น จ้าวเหยียนเจี๋ยที่ไม่ได้ละสายตาไปจากใบหน้าของเหยียนหว่านเอ๋อร์ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา ตอนนี้เขากลับยื่นมือออกไปแตะแขนนางเอาไว้เบาๆเหยียนหว่านเอ๋อร์ชะงัก นางก้มลงมองมือของเขาที่แตะอยู่ที่แขน แต่ก็ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองเขาจ้าวเหยียนเจี๋ยชักมือกลับมาเมื่อเห็นสีหน้าและแววตาของนาง“อิงสง” นางกลับเอ่ยเรียกอู๋อิงสงขึ้นมา“ขอรับ”“เฝ้าเขาเอาไว้ หากเขาคิดหนีไปอีกข้าอนุญาตให้เจ้าทุบเขาให้สลบ จับเขามัดมือมัดเท้าเอาไว้” ระหว่างที่เอ่ยทุกคำออกมานางไม่แม้แต่จะหันมามองหน้าเขา จากนั้นก็ก้าวเดินออกไปพร้อมกับหลี่เฟิงเสวียน“เอ่อ...” อู๋อิงสงได้แต่มองตามนางไปงงๆจ้าวเหยียนเจี๋ยมองร่างสองร่างที่เดินเคียงข้างกันออกไป หัวใจของเขาคล้ายถูกบีบรัดอย่างรุนแรง ในหัวสมองตื้อไปหมด ร่างกายของเขาแข็งทื่อไม่มีแรงแม้แต่จะยื่นมือออกไปรั้งนาง ไม่มีคำพูดใดๆ เขายืนมองอย่างอย่างนั้นด้วยใบหน้าหวั่นเกรง เพราะการกระทำที่วู่วา
“อีกนานไหม” เหยียนหว่านเอ๋อร์เสียงสะท้าน พยายามอย่างถึงที่สุดที่จะไม่ร้องไห้ออกมา “ข้าต้องรอเขาอีกนานเพียงใด ข้ากลัวว่าข้าจะหมดแรงไปเสียก่อน ข้ากลัวว่าข้าจะล้มลงไปแล้วไม่มีวันลุกขึ้นมาได้อีก เพราะตอนนี้ข้าเหนื่อยเหลือเกิน” เหยียนหว่านเอ๋อร์กลั้นก้อนสะอื้น แต่ก็ไม่อาจต้านทาน นางร้องไห้ออกมาในที่สุดทว่าก็พยายามไม่ส่งเสียง“เจ้าจะไม่มีวันล้มเพราะหากเจ้าเพลี่ยงพล้ำ เจ้ายังมีพวกข้าคอยประคองอยู่ข้างๆ ข้ากับอิงสงไม่มีวันปล่อยให้เจ้าล้ม หากเจ้าล้มจริงก็ต้องหลังจากที่ข้ากับอิงสงล้มเท่านั้น ดังนั้นอย่ากลัวไปเลย” ไม่มีครั้งใดที่สือเจี้ยนหาวจะอ่อนโยนได้มากเท่าครั้งนี้อีกแล้ว ไม่มี“ข้ารู้แล้ว” เหยียนหว่านเอ๋อร์พยักหน้า นางยิ้มให้เขาทั้งน้ำตาก่อนที่มองตรงไปยังกระท่อมหลังนั้นอีกครั้ง“มาเถิดขอรับ เราต้องกลับกันแล้ว” อู๋อิงสงเอ่ย“ได้” เหยียนหว่านเอ๋อร์ตอบรับอย่างว่าง่าย นางปาดน้ำตาทิ้งลวกๆ ก่อนจะขึ้นรถม้าไป รถม้าเคลื่อนตัวออกไปช้าๆ ห่างออกไปจากเนินเล็กๆ นั้น เมื่อนางเปิดม่านรถม้าขึ้นอีกครั้งสือเจี้ยนหาวก็หายไปแล้ว กระนั้นนางก็ยังคงพยายามเพ่งสายตามองเข้าไปยังกระท่อมหลังนั้นขณะเดียวกันจ้าวเหยียนเจี๋
อู๋อิงสงเร่งรุดตามเหยียนหว่านเอ๋อร์มาทันทีที่รู้ว่าเหยียนหว่านเอ๋อร์มายังตระกูลอิ่นเพียงลำพัง เขาแจ้งเด็กในร้านว่าต้องการพบคุณชายน้อยที่มาพบเจ้าบ้านอิ่นเพราะมีเรื่องด่วน ดังนั้นเด็กในร้านจึงเดินนำอู๋อิงสงไปนั่งรอที่ห้องอีกห้อง ไม่นานเหยียนหว่านเอ๋อร์ก็เดินออกมา ข้างหลังของนางตามมาด้วยบุรุษสวมหน้ากาก แต่คนที่ทำให้เขาต้องขมวดคิ้วออกมาคือหญิงสาวในชุดรัดกุมอวิ๋นหยาเองก็มิคาดว่าผู้ที่มาคืออู๋อิงสง ดังนั้นแม้จะตระหนกไม่น้อยทว่านางกลับรักษาสีหน้าได้เป็นอย่างดี“มีเรื่องด่วนอะไรหรือ” เหยียนหว่านเอ๋อร์เอ่ยถามเขา“ท่านไม่ควรออกมาโดยพลการเช่นนี้”“ข้ารู้ แต่มีเรื่องด่วนที่ข้าจะต้องจัดการ”“เราต้องออกไปนอกเมืองกันขอรับ” อู๋อิงสงเอ่ยเพียงเท่านั้นเหยียนหว่านเอ๋อร์ก็เข้าใจแล้วว่าเขาหมายถึงอะไร“เช่นนั้นข้าคงต้องขอตัวก่อน” เหยียนหว่านเอ๋อร์เดินตามอู๋อิงสงออกมาก็พบว่ามีรถม้ามารออยู่แล้ว และทั้งสองก็ขึ้นรถม้าออกไปยังนอกเมือง “เขาอยู่ที่ไหน”“หมู่บ้านชาวนา นอกกำแพงเมืองขอรับ”เหยียนหว่านเอ๋อร์พยักหน้ารับรู้ “เขายังคงไม่รู้ตัวกระมังว่าเจี้ยนหาวเจอตัวเขาแล้ว”“ขอรับ เจี้ยนหาวเพียงแต่คอยดูอยู่ห่างๆ เท่านั
“ข้าไม่ได้หมายถึงเขาเสียหน่อย” เหยียนหว่านเอ๋อร์ยังคงครุ่นคิด ในเมื่อหลี่เฟิงเสวียนเคยทำได้...แต่ตอนนี้เขาตายไปแล้ว เช่นนั้นก็เหลือเพียงคนผู้เดียวที่นางนึกถึง หากในโลกนี้เสวียนหมิงทำไม่ได้...ก็ไม่มีคนอื่นอีก“ท่านไปสืบหาหลี่หลิง ส่วนข้าจะลองหาผู้ที่สามารถสยบราชอาลักษณ์หญิงเอง”หลังจากที่จ้าวเหยียนอิ่งปลีกตัวจากไป เขาไม่รู้เลยว่ารอยยิ้มบนใบหน้าของเหยียนหว่านเอ๋อร์หายวับไปทันที นางเดินเข้าไปในห้อง เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดของบุรุษ จากนั้นก็ตรงไปยังตระกูลอิ่น “ข้าต้องหาตัวหลี่หลิงให้พบก่อนเขา มิเช่นนั้นทุกอย่างก็สูญเปล่า จ้าวเหยียนอิ่งจะยังรู้ความจริงทั้งหมดตอนนี้ไม่ได้” เหยียนหว่านเอ๋อร์พึมพำในลำคอรถม้าเรียบง่ายคันหนึ่งวิ่งออกมาจากเรือนพักพิเศษในค่ายทหาร ภายในรถม้ามีชายหนุ่มผู้หนึ่งนั่งเงียบๆ อย่างใช้ความคิด คนขับรถม้ามีหน้าตาเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด เหงื่อเย็นๆ ของเขาไหลออกมาไม่หยุด เพียงแค่คิดว่าหากเกิดอะไรขึ้นกับคนที่อยู่ในรถม้า ตัวเขาไม่พ้นต้องหัวหลุดจากบ่าแน่...ไม่มีคำสั่งท่านรองแม่ทัพ ไม่มีคนคุ้มกัน แต่เขากลับพาผู้รักษาการออกมาจากค่ายโดยพละการณ์เช่นนี้“เจ้ากลับไปได้แล้ว”“อะ...อะไ
“ข้าคัดลอกมันมา”“อ้อ”“เจ้าค่อยๆ อ่าน” จ้าวเหยียนอิ่งเอ่ยแล้วนั่งลงจิบชา เหยียนหว่านเอ๋อร์ก้มลงอ่าน แม้ว่านางจะรู้เรื่องหลายเรื่อง ทว่าสำนวนคดีจะช่วยให้เรื่องที่นางยังไม่รู้แน่ชัดกระจ่างขึ้นไปอีก “เจ้าจะไม่ถามถึงจินเอ๋อร์เลยหรือ” จ้าวเหยียนอิ่งเอ่ยถาม“ข้ารู้ว่าท่านหรือจะปล่อยให้นางคลาดสายตา” เหยียนหว่านเอ๋อร์เอ่ยทั้งที่ไม่ได้เงยหน้ามาจากสำนวนคดีของพระสนมหลินในอดีต“แล้วเจ้าไม่สงสัยเลยหรือว่าทำไมมารดาของนางจึงพานางออกไปจากเมืองหลวง”“ก็เห็นชัดอยู่แล้วว่าต้นเหตุก็มาจากท่าน มารดาของนางต้องการให้นางเป็นชายาองค์รัชทายาท แต่นางกลับออกจากวังไปกับขบวนองค์ชายสาม ทว่าขากลับมาเมืองหลวงกลับเป็นท่านที่พานางไปส่ง เห็นชัดอยู่แล้วว่าท่านจงใจประกาศให้คนทั้งเมืองหลวงรู้ว่านางคือว่าที่พระชายาของท่าน ตอนนี้มารดาของนางพานางหลบไปจากเมืองหลวง ก็เพราะอยากจะให้ข่าวลือเรื่องจินเอ๋อร์จะแต่งเข้าจวนท่านหายไปก่อน แต่แน่นอนว่าท่านต้องรู้แน่นอนว่านางถูกพาไปที่ใด มิเช่นนั้นท่านจะมานั่งทำสงครามประสาทกับข้าอยู่ที่นี่หรือ”“ข้ามิอาจดูเบาเจ้าเลยจริงๆ”“ข้าจะถือว่าเป็นคำชม” เหยียนหว่านเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นในที่สุด “สำนวนพวก







