LOGINซื่อหลันมาเกิดใหม่ในร่างของ หลิงอัน หลิงอัน หญิงสาวกำพร้า หลิงอันด้วยความทะเยอทะยานอยากเข้าวังเพื่อจะได้หาช่องทางไต่เต้าขึ้นเป็นนางสนม เพื่อจะได้มีชีวิตที่สุขสบายแต่โชคไม่เข้าข้างเพราะนางเป็นเพียงตัวประกอบของนิยายในช่วงต้น ๆ เรื่องเท่านั้น นางโดนใช้เป็นหมากในการแย่งชิงแล้วต้องตายอย่างอนาถในวังหลวง… เมื่อลืมตาขึ้นซื่อหลันก็ได้รู้ตัวว่านางได้กลายเป็นหลิงอันแล้ว ในวันที่กำลังเข้าวังเพื่อคัดเลือกเป็นนางกำนัล หลิงอันนั่งรถม้า มาพร้อมกับญาติผู้พี่ ชูเฟย “ชูเฟย!!” ชูเฟยเองก็เป็นตัวประกอบในต้นเรื่องเช่นกัน แต่กลับดีกว่า หลิงอันมากมายเลย เพราะอีกไม่นานหลังจากที่ ชูเฟยนั้นตกรอบไม่ได้เข้าวัง ชูเฟยก็ได้ช่วย บุรุษผู้หนึ่งเอาไว้ นางมอบความรักให้เขา แต่เมื่อความจำเขาคืนมาเขากลับมอบทองคำให้ชูเฟยมากมายเพื่อตัดสัมพันธ์ของทั้งสองอย่างไร้เยื่อใย แต่ชูเฟยนั้นมั่นคงในรักไม่ยอมรับทองคำเล่านั้น นางยอมตายเพื่อพิสูจน์รักของนาง “โง่สิ้นดี เจ้าไม่เอาข้าเอาเอง!! เงินน่ะข้าขอละกัน” มาจ๊ะแม่นาง ชูเฟย หากเจ้าอยากเข้าวัง ข้านี้จะบอกความลับให้รับรองได้ชัวร์… ต่อมาชูเฟยก็ได้เข้าวัง ส่วนหลิงอันก็พบกับบุรุษผู้นั้น เอาล่ะเพื่อทองคำ สามีจ๋ากลับบ้านกันนะ
View Moreตอนที่ 1 ซื่อหลัน
ข้า ชื่อ ซื่อหลันอายุ29 เป็นคุณครูในโรงเรียน เจียงติง สอนอยู่ชั้นอนุบาล และในยามว่างหลังเลิกสอน งานอดิเรกคืออ่านนิยาย โดยเฉพาะนิยายจีนโบราณ ชอบมาก ชอบมาก ๆ แต่ถึงคราวเคราะห์ของข้าจริง ๆ เพียงเพราะช่วยเด็กที่กำลังทะเลาะกันอยู่เลยสะดุดขาตัวเองล่วงลงมาจากตึกสูงของโรงเรียน… ……. สายลมอ่อนพัดผ่านม่านโปร่งของรถม้าที่กำลังเคลื่อนที่ช้า ๆ ลมเย็นพัดมากระทบเรือนกายบอบบางของหลิงอันที่ยังหลับไหลอยู่บนรถม้า เสียงล้อไม้บดกับพื้นดินดังกึกกักเป็นจังหวะช้า ๆ “หลิงอัน… หลิงอัน” เสียงเรียกที่คุ้นหูดังขึ้นชิดข้างแก้ม นางขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะค่อย ๆ ลืมตา ครั้นมองเห็นเงาร่างเบื้องหน้าเบื้องหน้าอย่างชัดเจน นางพลันเบิกตากว้าง เบื้องหน้านางคือสตรีในอาภรณ์โบราณสีอ่อนละมุน เส้นผมถูกรวบด้วยปิ่นจนเรียบร้อย “ทำไม… ทำไมถึงได้แต่งตัวอย่างนี้ล่ะ” ชูเฟยที่นั่งเคียงข้างนางชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนเลิกคิ้วด้วยความฉงน “ทำไมหรือ” สิ้นคำ นางก็ก้มลงสำรวจอาภรณ์ของตนเองอย่างสงสัย หัวคิ้วขมวดยิ่งกว่าเดิม แต่หัวใจของซื่อหลันกลับเต้นแรงยิ่งกว่าเดิม ภาพความทรงจำที่ตนเองตกจากตึกโรงเรียนลงมากระแทกพื้นผุดขึ้นเลือดนองเต็มพื้นทำเอานางหายใจติดขัดทันที “หลิงอัน! หลิงอัน!” ชูเฟยเมื่อเห็นอาการนางไม่ดีเลยเขย่าตัวนางเบาพร้อมร้องเรียกอย่างตกใจ เสียงนั้นทำให้สติของ ซื่อหลันกลับมานางหอบหายใจเหนื่อย กลื่นน้ำลายเฮือกใหญ่ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองสตรีตรงหน้าแล้วเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย “ที่นี่สวรรค์หรือนรกล่ะ ข้าแม้ไม่ใช่คนดีเท่าไรแต่ก็ไม่ได้ก่อกรรมทำชั่วใด ๆ เลยนะ” ชูเฟยชะงัก คิ้วขมวดด้วยความงุนงงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงฉงนกับอาการของญาติผู้พี่ของนาง “หลิงอันเจ้าไม่สบายหรือ” ซื่อหลันขมวดคิ้วด้วยความงุนงงเหตุใดสตรีตรงหน้านี้ถึงเอาแต่เรียกนางว่า หลิงอัน นางคือ ซื่อหลันต่างหากแล้วหลิงอันที่จริงคือใครกันแน่ นางยกสายตาขึ้นมองรอบกาย ผนังรถม้าที่กำลังเคลื่อนที่ ม่านผ้าบางที่กำลังพลิ้วไหวตามแรงลม แสงแดดอ่อน ๆ ส่องกระทบผ้าม่านบางนางยกมือเล็กขึ้นปัดผ้าม่านออก นัยน์ตาของนางพร่าไหวเมื่อเห็นภาพตรงหน้า บ้านเรือนราวอยู่ในยุคโบราณ รถม้าเคลื่อนที่ผ่านไปทีละคัน ผู้คนสวมชุดโบราณเดินตามเส้นทางอย่างคึกคัก ไม่มียานพาหนะสมัยใหม่ ไม่มีแม้แต่ร่องรอยของโลกปัจจุบันที่นางจากมา นี่นางตายไปแล้วจริงหรือ “หลิงอัน… ” เสียงของเรียกนั้นดึงนางให้ได้สติ ซื่อหลันหันหน้ากลับไปมองสตรีข้างกายด้วยดวงตาสั่นระริก ก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วเอ่ยถามออกมาอย่างไม่แน่ใจ “หลิงอัน?… ใครหรือ?” ปลายเสียงแผ่วเบาแต่เต็มไปเวยความสับสน ชูเฟยที่นั่งอยู่ด้านข้างชะงักไปทันที คิ้วเรียวขมวดเป็นปมด้วยความเป็นห่วง นางรีบโน้มตัวเข้ามาใกล้เอื้อมมือแตะแขนของญาติผู้พี่เบา ๆ พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงร้อนใจ “เจ้าเจ็บตรงไหนหรือ? เหตุใดถึงจำแม้แต่ชื่อตนเองมิได้เล่า” คำถามนั้น เป็นดั่งค้อนที่ทุบลงกลางหัวใจของ ซื่อหลัน ผู้ที่กำลังครอบครองร่างบางนี้อยู่ นางหลุบตาลง ก่อนจะรู้สึกถึงความปวดร้าวแล่นวาบขึ้นกลางอกในชั่วพริบตา แล้วภาพหนึ่งก็ผุดขึ้นในห้วงสำนึก เสียงหนึ่งซ้อนทับเข้ามาเหมือนตีเกลียว ภาพเหล่านั้นพุ่งเข้ามาแบบไม่ปรานี ทำให้ลมหายใจของซื่อหลันสะดุดไปชั่วขณะ นางก้มหน้า พึมพำแผ่วเบา “ที่แท้ ข้าก็มาเกิดใหม่ในนิยายเรื่อง ศึกรักทรราช ที่เพิ่งอ่านใกล้จะจบไปเมื่อคืนนี้… เฮ้อ… เป็นเพียงตัวประกอบน้อยที่ถูกย่ำยีในวังแล้วก็ต้องตายอย่างอนาถอีก… ” นางถอนหายใจแผ่วเบา แววตาฉายแววเหนื่อยล้า แต่ภายในกลับมีความคิดมากมาย ว่าจะทำเช่นไรถึงจะมีชีวิตรอดในนิยายเรื่องนี้ได้นะ เข้าวังไปต้องตายแน่ ๆ นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งเมื่อสัมผัสถึงสายตาที่จ้องมองตนอยู่ นางจึงเงยหน้าขึ้นมองสตรีตรงหน้าแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่ม “เจ้าชื่ออะไร?” ชูเฟยตอบอย่างไร้เดียงสา “ข้า ชูเฟย” “อืม ๆ ” ซื่อหลันพยักหน้าช้า ๆ พลางครุ่นคิดถึงเรื่องราวที่เคยอ่านมาเมื่อคืน ริมฝีปากขยับเอื้อนเอ่ยเบา ๆ “ชูเฟย… ” สตรีผู้มั่นคงในรักสินะ เป็นตัวละครที่น่าสงสารเช่นกันนะ แต่ว่าหากเป็นข้า… ดวงตานางเบิกกว้าง รอยยิ้มบางโผล่ขึ้นที่มุมปาก สายตาคมยกขึ้นจ้องใบหน้าของชูเฟยที่นั่งอยู่เบื้องหน้า แววตาที่เปี่ยมไปด้วยความสุขนั้นค่อย ๆ เปล่งประกายออกมาเมื่อนางคิดที่จะฉีกบทนั้น แล้วเขียนชะตาใหม่ของตนเองขึ้นมาเอง ….ตอนที่ 33 จบราชโองการจากวังหลวงมาถึงจวนเจ้าเมืองโดยขันทีคนสนิทของ ฮ่องเต้ ข่าวอภิเษกถูกประกาศทั่วเมืองในสามวันถัดมา จวน อวิ๋นหวังอ๋องจวนใหญ่โออ่าถูกตกแต่งประดับด้วยโคมแดงนับร้อยแขวนเรียงรายตลอดแนวเรือน สายลมพัดให้ริบบิ้นแพรสีชาดปลิวไหว เสียงฆ้องกลองดังเป็นจังหวะมงคลก้องไปทั่วอวิ๋นหวังอ๋องยืนอยู่กลางลานพิธีในฉลองพระองค์สีแดงเข้ม ปักลายมังกรเมฆทอง ใบหน้าคมสงบนิ่ง ทว่าดวงตาลึกนั้นมีแววอ่อนโยนที่ไม่เคยปรากฏต่อผู้ใดเมื่อเสียงขันทีร้องประกาศดังขึ้น“เจ้าสาวมาแล้ว”ทุกสายตาหันไปยังปลายลานหลิงอันก้าวเข้ามาช้า ๆ ในชุดหงเฟิ่งสีแดงสดปักลายหงส์คู่ด้วยไหมทอง ผ้าคลุมหน้าโปร่งไหวตามย่างก้าว นางก้มหน้าอย่างสงบ มือเล็กประคองพานผ้าแดงแน่น หัวใจเต้นแรงจนแทบได้ยินอวิ๋นหวังอ๋องมองนางไม่วางตา ทั้งสองยืนเคียงข้างกันหน้าแท่นบูชา แล้วเริ่มพิธีแต่งงานกันอย่างสมบูรณ์เมื่อพิธีสิ้นสุด เสียงโห่ร้องแสดงความยินดีดังก้อง อวิ๋นหวังอ๋องประคองนางเข้าสู่เรือนหอ…..ยามราตรีแผ่ม่านคลุมเรือนหอแสงเทียนคู่สาดส่องเป็นประกายอ่อนนวล กลิ่นดอกเหมยจาง ๆ ลอยอบอวลประสานกับกลิ่นไม้หอม ผ้าม่านสีชาดพลิ้วไหวเบา ๆ ตามแรงลมหลิงอ
ตอนที่ 32 ราชโองการสามวันถัดมา ข่าวจากวังหลวงแพร่ออกมาอย่างหนาหู… เมื่อหยางกุ้ยเฟยถูกปลดออกจากตำแหน่ง และถูกกักขังในตำหนักเย็น โทษฐาน ลอบทำร้ายเชื้อพระวงศ์…..วังหลวงตำหนัก อวิ๋นหวังอ๋องแสงโคมส่องสลัวภายในตำหนักที่แทบไร้ผู้คน อวิ๋นหวังอ๋อง ยืนอยู่เบื้องหน้าภาพวาดหญิงงามในฉลองพระองค์เรียบสง่า ใบหน้านั้นอ่อนโยนแววตาเมตตา ดุจยังเฝ้ามองเขาอยู่จากอีกฝากหนึ่งของกาลเวลาเขายืนนิ่งอยู่นาน ก่อนจะยกมือขึ้นแตะกรอบภาพเบา ๆ เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“เสด็จแม่… ลูกคิดว่าตลอดชีวิตนี้คงไม่พบคนที่ทำให้หัวใจลูกอุ่นขึ้นมาอีกแล้ว”เขาหัวเราะเบา ๆ อย่างขมขื่น ดวงตาคมฉายแววอ่อนลงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน“แต่บัดนี้… ลูกพบคนผู้หนึ่ง”แสงคมสั่นไหว เงาภาพวาดไหวตามราวกับกำลังรับฟังถ้อยคำของเขา“นางไม่อ่อนแออย่างที่ภายนอกเห็น นางเจ้าเล่ห์ กล้าหาญ และไม่ยอมผู้ใดกำหนดชะตานาง”ริมฝีปากเขายกยิ้มบางอย่างไม่รู้ตัว“อยู่ใกล้นางแล้ว ลูกกลับรู้สึกว่าโลกใบนี้ไม่หนาวเหน็บนัก”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่นกว่าเดิม“อีกไม่นานลูกจะไปรับนางมาอยู่ที่นี่เป็นพระชายาของลูก เมื่อท่านเห็นนาง แน่นอนท่านต้อง
ตอนที่ 31 วังหลวงวังหลวงระเบียงยาวในวังหลวง เสาหงส์เรียงราย เงาเมฆเคลื่อนช้าเหนือกระเบื้องเคลือบสีคราม บรรยากาศสงบนิ่ง ทว่ากลับซ่อนแรงอึดอัดเอาไว้ใต้ความโอ่อ่าอวิ๋นหวังอ๋องก้าวเดินมาอย่างมั่นคง อาภรณ์สีดำเข้มสะบัดตามจังหวะฝีเท้า ใบหน้าคมสงบนิ่งดวงตาลึกล้ำไร้คลื่นอารมณ์ ไม่ไกลนัก ขบวนหนึ่งค่อย ๆ เคลื่อนมา ม่านแพรสีแดงเข้มไหวเบา ๆ ตามแรงลมและแรงเคลื่อนตัว กลิ่นกำยานหอมหวานลอยมาตามสายลมแผ่วเบาหยางกุ้ยเฟยประทับนั่งในเกี้ยว นางสวมอาภรณ์งดงามดุจดอกโบตั๋นแรกแย้ม พระพักตร์ประดับรอยยิ้มอ่อนหวาน ทว่าดวงตากลับเย็นเฉียบเมื่อทั้งสองสวนกัน เกี้ยวหยุดลงทันทีพร้อมกับ อวิ๋นหวังอ๋องที่หยุดฝีเท้าลงเช่นกันหยางกุ้ยเฟยเปิดม่านออกเล็กน้อย ทอดพระเนตรลงมา ก่อนจะเอ่ยด้วยสุรเสียงนุ่มนวล“อวิ๋นหวังอ๋อง… ได้ข่าวว่าถูกลอบทำร้ายได้รับบาดเจ็บหรือไม่”น้ำเสียงแฝงความห่วงใย แต่ปลายถ้อยคำกลับคมกริบอวิ๋นหวังอ๋องหยุดยืน ประสานมือคำนับตามธรรมเนียมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ“บาดเจ็บเล็กน้อยขอบพระทัยที่ทรงเป็นห่วง”หยางกุ้ยเฟยยิ้มบาง รอยยิ้มนั้นงดงามไร้ที่ติแต่น้ำเสียงกลับเรียบเย็น“โชคชะตาช่างปราณีท่านนัก หวังว่าครั
ตอนที่ 30 มือสังหารจวนเจ้าเมืองภายในจวนใหญ่ของเจ้าเมือง ไป๋สืออู่ ยามนี้ปั่นป่วนดุจรังมดถูกราดน้ำ เสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังสลับกันเสียงเรียกหากันไม่ขาดสาย บ่าวรับใช้และทหารติดตามเดินสวนกันวุ่นวาย ใบหน้าทุกคนล้วนเคร่งเครียด ด้วยข่าวการหายตัวไปของ อวิ๋นหวังอ๋องและ หลิงอันเจ้าเมืองไป๋สืออู่เดินวนอยู่ที่ลานกว้าง สีหน้าเคร่งขรึม ข้างกายเขาคือ ท่านหญิงใหญ่ผู้เป็นพี่สาว นางดวงตาแดงก่ำด้วยความกังวล มือกำผ้าเช็ดหน้าแน่นริมฝีปากพึมพำภาวนาไม่ขาดทันใดนั้นเอง เสียงล้อมาดังกุกกักจากนอกประตูจวน ทุกคนชะงักพร้อมกัน ก่อนเสียงฝีเท้าหนักแน่นของเหล่าทหารติดตามและรถม้าคันหนึ่งเคลื่อนเข้ามาจอดอยู่หน้าจวน พร้อมขบวนทหารติดตามที่ยืนเรียงอย่างเป็นระเบียบองครักษ์ฉู่อันก้าวเข้ามาเปิดม่านรถม้าออกอย่างระมัดระวัง ร่างสูงของ อวิ๋นหวังอ๋องก้าวลงมา ในอ้อมแขนเขาคือร่างบางของหลิงอันที่ซบแนบอกเขา ใบหน้างามซีดเซียว ไร้เรี่ยวแรง เขาอุ้มนางไว้แน่นโดยไม่สนใจสายตาของผู้ใดแม้แต่น้อย ก้าวเท้ายาวตรงเข้าสู่จวนอย่างไม่ลังเลเจ้าเมืองไป๋สืออู่และท่านหญิงใหญ่รีบวิ่งออกมาจากเรือนหลัก ใอเหภาพตรงหน้า ทั้งสองก็ชะงักยืนอยู่กลางลาน ดวงตา











