LOGINพาสสุดท้ายนี้ ออกแนวดราม่า มีปมหลายอย่างที่ฝังอยู่ มันจะถูกแก้ไปทีละนิด เพราะ "พระนาง" เริ่มต้นจากความไม่เข้าใจ ไม่ได้ตกหลุมรักกันตั้งแต่แรกเห็น แต่มันเป็นรักที่ซึมซับกันทีละนิด ต่างคนต่างมีนิสัยเย็นชา หวังแค่ประโยชน์จากอีกฝ่าย แต่พอได้อยู่ด้วยกันนานไป ความรู้สึกที่ไม่เคยมีก็บังเกิดขึ้น ที่เหลือไปตามต่อกันเองนะคะ...
View Moreปฐมบท…
ณ สวนสาธารณะ หญิงสาวคนหนึ่งกำลังก้ม ๆ เงย ๆ เพื่อระบายสีบนภาพวาดในแผ่นกระดาษอย่างตั้งใจ ภาพที่เธอวาดมันคือภาพตึกสูงหลายสิบชั้น มุมขวาเป็นสะพาน ด้านล่างเป็นแม่น้ำไหลผ่าน มีเรือลำน้อยใหญ่แซมเป็นจุด ๆ ผู้คนที่เดินไปเดินมาพบเห็นก็หยุดยืนมองอย่างสนใจ บางคนชื่นชม บางคนถึงกับเอ่ยปากขอซื้อภาพก็มี ทว่าหญิงสาวทำเพียงแค่เผยยิ้มแล้วก็ส่ายหัวเบา ๆ ก่อนจะก้มลงวาดภาพตรงหน้าต่ออย่างใจเย็น แม้จะมีเสียงมากมายแว่วมาให้ได้ยินก็ตาม ถึงกระนั้นมันก็ไม่ได้ทำให้เธอเสียสมาธิ กระทั่งเสียงมือถือดังขึ้น… ตื๊ด! ตื๊ด! “ว่า?” เธอกรอกเสียงตอบกลับไปอย่างใจเย็น “เปลี่ยนแผน นายต้องการให้ลงมือคืนนี้เลย” “งานเลี้ยงจะมีพรุ่งนี้ไม่ใช่เหรอ” “กำหนดการเปลี่ยนแล้ว ระวังตัวด้วย” เสียงถูกตัดไปแล้ว มือขาวจึงค่อย ๆ ขยับลงมาวางที่ตักตัวเอง ดวงตาคู่สวยที่เคยเปล่งประกายระยิบระยับ กลับฉายแววนิ่งเฉยไร้ซึ่งความร่าเริงเหมือนคราแรก จากนั้นหญิงสาววัยยี่สิบหกก็หันมาเก็บอุปกรณ์ของตนเข้ากล่องที่วางอยู่ข้างตัว “ไม่วาดแล้วเหรอครับ” เสียงหนึ่งดังขึ้นมา ท่ามกลางผู้คนนับสิบที่ยืนรายล้อมอยู่ทางด้านหลัง บางคนก็ไม่ได้สนใจภาพที่เธอวาดนัก ที่ยังวนเวียนอยู่ก็เพื่อรอเวลาขอช่องทางติดต่อเท่านั้น เธอหันมายิ้มให้ก่อนจะพูดกับอีกฝ่าย “ฉันมีธุระค่ะ” “พรุ่งนี้จะมาอีกไหมครับ ผมชอบดูคุณวาดภาพมากเลย” ชายหนุ่มหน้าตาดียังคงพยายามชวนเธอพูดคุย “คงไม่ได้มาแล้วค่ะ แต่ถ้าคุณชอบภาพนี้ งั้นฉันให้คุณแล้วกัน แต่มันยังไม่เสร็จนะคะ ฉันไม่มีเวลาวาดแล้วจริง ๆ ถ้าคุณไม่รังเกียจก็รับไปได้เลยค่ะ” เธอส่งยิ้มหวานให้เขา ก่อนจะหันมาหยิบสายสะพายของกล่องอุปกรณ์ขึ้นมาพาดบ่า จากนั้นก็โค้งให้อีกฝ่ายเล็กน้อยตามมารยาท แล้วหมุนตัวเดินออกไป “ผมขอวีแชทได้ไหมครับ” เขายังคงไม่ลดละ เธอหันกลับมาหาเขา เผยยิ้มบางอย่างเป็นมิตร “อย่าเลยค่ะ ฉันไม่คู่ควรที่จะมีเพื่อนหรือคบหาใคร” “แต่…” ชายหนุ่มพยายามเหนี่ยวรั้ง ทว่ามันไม่เกิดผลเลยเพราะหญิงสาวเดินจากไปโดยไม่หันมาแยแสเขาสักนิด ชายหนุ่มจึงได้แต่หันกลับมาเก็บภาพวาด ที่เธอทิ้งไว้ให้ ส่วนคนที่เดินจากมา ตอนนี้กำลังขับรถมุ่งหน้าตรงไปยังตึกที่เธอวาดไปเมื่อครู่ เพื่อเตรียมตัวสำหรับงานใหญ่ในคืนนี้ ตื๊ด! ตื๊ด! “ว่าไง” เสียงหวานขานรับอย่างอารมณ์ดี ทั้งที่ก่อนหน้านั้นแววตาของเธอดุดันไม่ต่างจากเสือร้ายที่กำลังเห็นเหยื่อ “น้ำค้างในหอจันทรา ขายได้เป็นแสนเล่มแล้วนะ ที่สำคัญยังมียอดสั่งจองอีกเพียบเลย แกรวยแล้วฟูหลิง” เสียงตามสายบ่งบอกถึงความตื่นเต้นเป็นอย่างมาก “จริงเหรอ! ขายดีขนาดนั้นเชียว” หญิงสาวส่งเสียงตอบรับอย่างตื่นเต้นไม่แพ้กัน เพราะนิยายเรื่องนี้คือนิยายเรื่องแรกที่เธอเขียนและตีพิมพ์เป็นเล่มขายไปทั่วประเทศ “ก็ใช่น่ะสิ เธอรีบกลับมาเลยนะ บก.จะฉลองให้” คนฟังเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “รออีกสักวันสองวันนะ ฉันยังไม่ว่าง แค่นี้ก่อนนะ ฉันมีธุระด่วน ขอบใจที่โทรมาบอกนะ” สิ้นคำเธอก็กดวางสาย ตามมาด้วยเสียงทอดถอนใจที่ฟังแล้วรู้สึกหมดพลังยิ่งนัก “หวังว่าแกจะรอดกลับไปฉลองนะฟูหลิง” บอกกับตัวเองเสียงแผ่ว ก่อนจะเหยียบคันเร่งเพื่อบึ่งไปยังจุดหมาย ซึ่งอยู่กันคนละฟากฝั่งแม่น้ำ ไม่นานเธอก็มาถึง พอได้กุญแจก็ตรงขึ้นไปยังชั้นที่ถูกจองเอาไว้ เพื่อเตรียมตัวปฎิบัติงานตามหน้าที่ของเธอ นั่นคือ…การสังหารคนตามใบสั่ง เพราะม่านฟูหลิงคือนักฆ่ามือหนึ่งขององค์กรลับที่ทางการก่อตั้งขึ้น มีไว้เพื่อจัดการคนชั่วโดยเฉพาะ ปกติเธอจะใช้นามแฝง ทว่าอยู่ในสำนักพิมพ์กลับใช้ชื่อจริงโดยไม่ปิดบัง เป็นเพราะเธอยังอยากมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้ อยากให้ใครสักคนเรียกชื่อจริง ๆ ของเธอ แต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังใช้ชีวิตเพียงลำพัง เพราะฟูหลิงไม่ต้องการมีห่วง หากวันหนึ่งเกิดมีคนรู้ตัวตนที่แท้จริงของเธอขึ้นมา เธอไม่อยากมานั่งเสียใจเพราะการสูญเสีย ทว่าวันนี้…หลังจากที่เธอทำงานสำเร็จ ฟูหลิงกลับถูกซุ่มยิงจากตึกฝั่งตรงข้าม เธอจึงต้องกระเสือกกระสนพาตัวเองหนีทั้งที่เลือดโทรมกาย ซึ่งมันทำให้เธอหนีไปได้ไม่ไกล พอมาถึงแม่น้ำ หญิงสาวก็ถูกกลุ่มคนที่ตามมา ยิงตกน้ำและจมหายไปในที่สุดฟูหลิงนิ่งงันมองสามีที่ยังมีท่าทางของคนเมา ทว่ามันไม่มากเหมือนคราแรกที่ถูกพามา เพราะเท่าที่เห็นยามนี้เขาดูมีสติดี ไม่พร่ำไปเรื่อย และยังลุกขึ้นมาต่อว่าพระนัดดาตนอีก “เสแสร้งเก่งจริงนะเพคะ” นางเอ่ยเย้า ก่อนจะนั่งลงบนเตียง คนตัวโตจึงรีบขยับเข้ามาโอบเอว “หากไม่ทำเช่นนี้จะได้กอดเจ้าง่าย ๆ หรือ” เหยียนตี้ป้อนคำหวาน ก่อนจะเกยคางบนไหล่ชายารัก แล้วซุกใบหน้าลงที่ซอกคอขาว นำพาให้บ่าวที่คอยรับใช้ต้องรีบพากันออกไป “อื้อ...เจ้าเล่ห์เหลือเกินนะเพคะ” ฟูหลิงตำหนิไม่จริงจัง “พี่ทำเพื่อเจ้านะน้องหญิง” เหยียนตี้เอ่ยบอกเสียงพร่า ก่อนจะยกมือขึ้นมารั้งให้นางหันมาหากัน นัยน์ตาคมทอดมองใบหน้าอ่อนหวานที่อยู่ห่างแค่เพียงคืบ ก่อนจะค่อย ๆ ใช้นิ้วเกลี่ยแก้มเนียนที่เริ่มขึ้นสีแดงเรื่อ ซึ่งมันน่ามองยิ่งนักสำหรับเหยียนตี้ “น้องหญิงเจ้ารู้หรือไม่ว่าแต่ละวันพี่คิดถึงเจ้ามากเพียงใด” ถ้อยคำหวานถูกเปล่งออกมาพร้อมสายตากรุ้มกริ่ม ฟูหลิงส่งเสียงหัวระเบา ๆ ให้กับท่าทางเจ้าชู้ของสามี ดูท่าที่เขาปากหวานได้ถึงเพียงนี้ คงเป็นฤทธิ์สุราขับกล่อมกระมัง “มากแค่ไหนหรือเพคะ” นางแสร้งเย้าเขา พร้อมกับขยับกายขึ้นมานั่งคร่อมผู้
ไม่นานนักความเงียบงันอันเปี่ยมสุขก็ถูกรบกวนด้วยเสียงหัวเราะเบา ๆ ของเหล่าคนสนิท ตามด้วยเสียงกระซิบกระซาบถึงความอบอุ่นและความรักที่ฉินอ๋องมีต่อพระชายา เหยียนตี้จึงคลายริมฝีปากตนออก ก่อนจะเอ่ยตำหนิไม่จริงจังนัก “ขัดใจจริงคนพวกนี้ น่าลงโทษให้หลังลายจริง ๆ” “วันมงคลนะเพคะ อย่าทรงหงุดหงิดเลย เรารีบไปเข้าพิธีกันเถิดเพคะ” คนในอ้อมกอดส่งสายตามีเลศนัยให้ ผู้เป็นสามีจึงยิ้มกริ่ม ก่อนจะพาร่างอรชรของชายารักตนออกไป เหยียนตี้ก้าวเดินออกมาอย่างมั่นคง ท่ามกลางสายตาของทุกคนที่กำลังจับจ้องเขาและคนในอ้อมกอด ซึ่งบัดนี้ใบหน้างามได้ซบลงที่ไหล่แกร่งอย่างมีความสุข ฟูหลิงกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องที่ผ่านมาและเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นในยามนี้ ซึ่งมันช่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง จากชีวิตที่เคยยากลำบากมาตั้งแต่เป็นนักฆ่าในโลกปัจจุบัน จนมาเกิดใหม่ในโลกนิยายที่ตนเป็นผู้เขียนขึ้นมา ไม่มีช่วงเวลาที่ได้พบกับความสุขอย่างจริงจังเลย และนับจากนี้ หวังว่าบทสรุปตอนท้าย มันจะสมปรารถนาเสียที ในเมื่อพระเอกและนางร้ายรวมถึงตัวประกอบของเรื่องมีครอบครัวที่ผาสุกแล้ว เช่นนั้นต่อจากนี้ไป มันก็ควรเป็นเวลาของนางเอกแล้วมิใช่หรือ “คิดสิ่งใดอยู่ฮ
เวลาต่อมา หลังจากพูดคุยกันต่อพักใหญ่ ฟูหลิงก็ถูกเชิญไปพักที่จวนของตนเอง โดยมีสองพี่น้องตามมาส่ง และอยู่พูดคุยกันต่อพักหนึ่ง ก่อนจะแยกย้ายกันกลับ และเมื่อไม่มีคนพูดคุยด้วย ฟูหลิงก็เริ่มรู้สึกอ้างว้างขึ้นมา แม้รอบตัวจะมีคนคุ้นหน้าอยู่ด้วยก็ตาม ทว่าสำหรับนางแล้ว ใครอยู่ด้วย มันก็ไม่เหมือนฉินอ๋อง ซึ่งมันก็เป็นปกติของสามีภรรยา “พระชายา เข้าบรรทมเถิดเพคะ” จินจูท้วงด้วยความเป็นห่วง เพราะนี่เลยเวลานอนมาพอสมควรแล้ว “จินจู ทำไมห้าวันมันถึงเหมือนห้าปีเช่นนี้ล่ะ ข้าคิดถึงท่านอ๋องมากเลย เขาจะคิดถึงข้าบ้างไหมนะ” ฟูหลิงรำพึงโดยไม่ได้หันกลับมามองผู้ที่ตนเอ่ยด้วยแม้แต่น้อย “คิดถึงสิ พี่คิดถึงเจ้าที่สุด” เสียงคุ้นหูดังขึ้น ทำให้ร่างอรชรที่ยืนอยู่ริมหน้าต่างต้องรีบหันกลับมา “ยอดดวงใจของพี่” เหยียนตี้อ้าแขนรอภรรยาตัวน้อยที่โผเข้าหาตน “ท่านอ๋องมาได้อย่างไรเพคะ” “พี่คิดถึงเจ้าเลยลอบออกมา” ฟูหลิงรีบขยับถอยออก หมายจะตำหนิเขา ทว่าการเผยอปากของนาง กลับกลายเป็นการเปิดทางให้อีกฝ่ายได้สอดลิ้นอุ่นเข้ามา และใจที่โหยหาก็บอกให้นางคล้อยตาม อย่าได้ต่อต้านสัมผัสของสามีเป็นอันขาด และมันก็นำไปสู่บทรักในที่สุด ครึ่
ณ จวนโหว ฟูหลิงกำลังย่อกายให้ไท่ฮูหยิน ผู้ที่เคยเอ็นดูนางอย่างจริงใจ “ฟูหลิงคารวะไท่ฮูหยิน และต้องขออภัยที่คราวก่อนหลอกลวง หมายใช้ประโยชน์จากความเมตตาของไท่ฮูหยิน วันนี้ฟูหลิงสำนึกผิดแล้ว ขอเชิญไท่ฮูหยินลงโทษได้ตามสบายเจ้าค่ะ” หญิงสาวเอ่ยโดยไม่กล้าเงยขึ้นมองหน้าผู้ที่นั่งหน้าขรึมเลยสักนิด ทว่าไม่นานใบหน้านี้กลับเปลี่ยนเป็นอ่อนโยน และยังเผยยิ้มอ่อนให้ด้วย “เด็กดีมานี่เถิด ย่าแค่เย้าเจ้าเล่นเท่านั้น มานั่งนี่มา อินหลางเล่าให้ย่าฟังหมดแล้ว เจ้าอย่าได้รู้สึกผิดกับเรื่องเหล่านั้นเลย หากเจ้าเป็นคนชั่วช้าอย่างที่ว่า มีหรือสวรรค์จะเมตตาถึงเพียงนี้” คนแก่กล่าวอย่างมีเหตุผล “ใช่ ๆ หากอาสะใภ้เป็นคนชั่วจริง สวรรค์ไม่มีทางให้พระองค์ได้ครองคู่กับเสด็จอาฉินอ๋องเป็นแน่ ท่านย่าพูดถูกเจ้าค่ะ หลานเห็นด้วย” ตันหยางรีบสำทับคำ ตามด้วยเสียงของตันหยง “ก็จริงนะฟูหลิง ฉะนั้นเจ้าอย่าได้คิดว่าตนทำเรื่องไม่ดีเป็นเด็ดขาด ประเดี๋ยวมันจะส่งผลถึงเจ้าตัวน้อยในครรภ์ด้วย” “หา! อะไรนะ นะ…นี่ฟูหลิงตั้งครรภ์แล้วหรือ” ไท่ฮูหยินรีบหันมาถามหลานสะใภ้ตนที่นั่งอยู่ไม่ไกล “เจ้าค่ะ สองเดือนแล้ว” ตันหยงเอ่ยตอบ ที่นางรู้ เพราะ











