Share

บทที่ 3

last update Last Updated: 2025-12-30 10:58:01

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นาๆ ไม่ได้เข้าไปในประสาทการรับรู้ของวันวิสาข์เลย ตอนนี้หญิงสาวคิดเพียงแต่จะช่วยคนเจ็บ กระทั่งผ่านไปนานจึงรู้ว่าขบวนพ่อค้ากลุ่มนี้ กำลังจะเดินทางกลับไปยังบ้านเกิด เพื่อเริ่มต้นค้าขายหลังจากที่สงครามเพิ่งจะสงบ พวกเขาบังเอิญเข้ามาเห็นเหตุการณ์และช่วยทั้งคู่ไว้ มีหลายคนคอยช่วยเหลือตอนหญิงสาวทำการรักษา ทุกคนต่างก็พากันตกตะลึง เมื่อเห็นวิธีการรักษาแบบใช้มีดผ่าเอาลูกดอกออก และเย็บผิวหนังเข้าด้วยกัน หลังจากนั้นก็พูดไปต่างๆ นาๆ

กลางดึกขณะที่วันวิสาข์กำลังพิจารณากำไลของคนที่นอนเจ็บอยู่ เสียงโหวกเหวกก็ดังขึ้นในกระโจม “แม่นางเจ้าช่วยลูกของข้าด้วย” หัวหน้าขบวนพ่อค้าเข้ามาคุกเข่าต่อหน้าหญิงสาว

“ท่านลุงเกิดอะไรขึ้นหรือ”

“ลูกข้า ลูกข้า”

“เขาเป็นอะไร” วันวิสาข์ถูกลากออกมาและเห็นเด็กคนหนึ่งนอนชักน้ำลายฟูมปากจึงรีบวิ่งเข้าไปดู “พวกท่านถอยออกไป อย่าเข้ามามุง ฮูหยินท่านปล่อยเขาก่อนท่านทำให้เขาหายใจไม่ออก”

“ช่วยลูกข้าด้วยช่วยเขาด้วย”

“เขาเป็นมานานเท่าไหร่แล้ว”

“ข้าเดินเข้ามาก็เห็นเขาเป็นแบบนี้แล้ว” ฮูหยินหัวหน้าพ่อค้าร้องไห้ราวจะขาดใจ

“จับเขานอนตะแคงคนที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปให้หมด”

วันวิสาข์จับเด็กนอนราบก่อน จากนั้นตะแคงตัวเด็กไปด้านข้างเพื่อไม่ให้ลิ้นและน้ำลายไปอุดทางเดินหายใจ และเพื่อช่วยให้หายใจสะดวกขึ้น หญิงสาวช่วยเช็ดน้ำลายของเขาออกโดยไม่รังเกียจ เมื่อเห็นเขาเริ่มสงบลงก็วิ่งกลับไปเอาเป้ ก่อนจะรีบวิ่งกลับมาเธอล้วงเอาซองเข็มออกมาและเริ่มต้นฝังเข็ม จากนั้นก็เริ่มนวดวนไปตามจุดชีพจร หลังจากการฝังเข็มเพื่อให้เขาหายใจได้สะดวกและเป็นการช่วยกระตุ้นชีพจรด้วย

“เขาไม่เป็นอะไรแล้ว แค่อาการลมชักซึ่งสาเหตุน่าจะมาจากเหน็ดเหนื่อยเพราะการเดินทาง เขามีอาการนอนไม่หลับและปวดหัวบ่อยๆ ก่อนหน้านี้ใช่หรือไม่”

“ใช่แล้วแม่นางเจ้ารู้ได้อย่างไร”

“ต่อไปหากอากาศร้อนมากหรือว่าคิดมากอาการก็อาจจะกำเริบ ท่านจะต้องดูแลเขาอย่างใกล้ชิด หากว่าอาการกำเริบ ท่านต้องตั้งสติจับเขานอนตะแคงเขาจะได้ไม่กัดลิ้นตัวเอง ที่สำคัญห้ามนำสิ่งของใส่ปากเขา หรือว่าพยายามงัดปากเขาเด็ดขาด เพราะจะทำให้เขาสำลักและทางเดินหายใจถูกปิดกั้น แล้วก็อย่าให้เขาดื่มน้ำหรือยาจนกระทั่งเขาหยุดชักและรู้สึกตัว หากเขามีอาการเกร็งกระตุก อย่าไปยึดไว้เพราะการไปยึดหรือว่ารัดอาจทำให้กล้ามเนื้อฉีกหรือกระดูกหักได้” วันวิสาข์อธิบายยาวๆ โรคลมชักของเด็กไม่ใช่อะไรที่จะรักษาได้ที่นี่ ทำได้เพียงป้องกันเวลากำเริบเท่านั้น

“ขอบคุณแม่นางขอบคุณท่านมาก”

เพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจของหญิงสาว ทั้งหัวหน้าพ่อค้าและฮูหยิน รวมไปถึงผู้ร่วมทางของทั้งสอง ได้มอบสินน้ำใจเล็กน้อยที่หญิงสาวปฏิเสธไปแล้ว ทว่าทั้งหมดก็ยังยัดเยียดให้อยู่ดี กว่าจะกลับมายังกระโจมของคนเจ็บซึ่งกลายเป็นสามีจำเป็นของตน วันวิสาข์ก็แทบจะหอบข้าวของที่ได้รับมาไม่ไหว

คิ้วเรียวขมวดแน่นในยามที่จมจ่อมอยู่กับภวังค์ เสียงถอนหายใจดังขึ้นในยามที่นั่งมองใบหน้าของบุรุษที่ยังคงนอนแน่นิ่ง “วันนี้ช่างเป็นวันที่หนักหนาสาหัสจริงๆ” วันวิสาข์บ่นพึมพำกับตัวเอง

เรื่องที่หญิงสาวหมายถึงนั้น แน่นอนว่าเรื่องแรกคือการกลับมายังแคว้นจ้าวแบบไม่ทันตั้งตัว เรื่องต่อมาก็คือการได้มาเจอบุรุษแปลกหน้าที่ถูกไล่ล่าจนตกลงมาจากสะพานจนชีวิตก็เกือบจะไม่รอด...

หลายปีก่อนหน้านี้....

“หลานรู้ไหมอะไรคือนักเดินทางข้ามเวลา” รินรดาผู้เป็นยายทวดของวันวิสาข์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“นักเดินทางข้ามเวลาหรือคะ” วันวิสาข์ในวัยสิบสี่ปีเอ่ยถามด้วยใบหน้าสงสัยใคร่รู้

“ใช่จ้ะ นักเดินทางข้ามเวลา”

“หมายถึงนักท่องเที่ยวเหรอคะคุณทวด” วันวิสาข์หัวเราะ

“วันวิสาข์ตั้งใจฟังนะหนูเป็นทายาทคนเดียวของตระกูลเราที่สืบเชื้อสายนักเดินทาง หญิงสาวในตระกูลเรา เมื่ออายุครบสิบห้าปีจะมีบางอย่างเปลี่ยนไป เราจะสามารถเดินทางข้ามเวลาได้โดยที่เราไม่รู้ตัว”

“ข้ามเวลายังไงคะ”

“คือเดินทางไปยังที่อื่น ภพอื่นหรือสถานที่อื่นจ้ะ แต่ละคนจะเดินทางไปคนละแบบ เจอเรื่องราวแตกต่างกันไป และรูปแบบการเดินทางจะไม่เหมือนกัน ตั้งแต่หลานเกิดมาทวดก็รู้แล้วว่านักเดินทางคนต่อไปคือหลาน ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นจงตั้งสติให้มั่น เพราะเราไม่สามารถควบคุมมันได้ เมื่อไม่สามารถควบคุมมันได้ก็ได้แต่ต้องพยายามอยู่กับมัน”

“คนเราเดินทางข้ามเวลาไปยังอดีตได้ด้วยหรือคะ”

“ทวดเองก็บอกไม่ได้ว่าการเดินทางของหลานจะเป็นไปในรูปแบบไหน ดังนั้นจำไว้ว่าเราคือนักเดินทางข้ามเวลาที่สักวันหนึ่งก็ต้องกลับมาในที่ของเรา เพียงแต่จะเป็นช่วงไหนตอนไหนเท่านั้นเอง”

“แล้วถ้าเราเดินทางไปแบบนี้ คนที่นี่ไม่ตามหาแย่หรือคะ”

“นั่นเป็นความลับของห้วงแห่งกาลเวลาจ้ะ หลานจะเข้าใจเมื่อถึงเวลา”

“ความลับของห้วงแห่งกาลเวลาหรือคะ”

“ใช่จ้ะ”

“แล้วคุณทวดเคยไปนานที่สุดนานเท่าไหร่คะ”

“ทวดหรือ” รินรดาเหม่อมองแล้วยิ้ม

“หลานจำตอนที่ทวดย้ายไปอยู่ที่เชียงใหม่กับน้าของหลานได้ใช่ไหม” รินรดาเอ่ยถึงศิลาผู้เป็นหลานชาย ซึ่งเป็นนายแพทย์ประจำอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่

“เอ๋ ตอนที่คุณทวดย้ายไปอยู่กับน้าศิลาหนูเรียนกำลังเรียนชั้นประถมสี่หรือสามน้า” วันวิสาข์พยายามนึก

“การเดินทางครั้งสุดท้ายจากวันที่ทวดไปถึงเชียงใหม่ จนถึงตอนนี้ก็นานเหมือนกันใช่ไหม”

“โอ เกือบหกปีเลยหรือคะ” วันวิสาข์ตาโต

“ศิลารู้เรื่องนักเดินทางทั้งหมด หากวันหนึ่งหลานพบว่าการเดินทางมันเริ่มเนิ่นนานขึ้น หลานอาจจะอยากย้ายไปอยู่ที่เชียงใหม่สักพักก็ได้ จำเอาไว้ว่าให้คนรู้เฉพาะที่จำเป็น เพราะมีไม่กี่คนหรอกที่จะเข้าใจและเชื่อในสิ่งที่เราเป็น”

“การเดินทางครั้งสุดท้ายของทวดใกล้เข้ามาแล้ว” รินรดาแย้มยิ้มพึมพำออกมาคนเดียว

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ลำนำจอมนาง   บทที่ 170

    “ไม่มีสิ่งใดที่เจ้าต้องขอโทษเจ้าได้ปลดปล่อยข้าแล้ว เจ้ากลับมาแล้วมาอยู่ต่อหน้าข้า ทำให้ข้าได้มีโอกาสบอกเจ้าด้วยตัวข้าเองในวันนี้” หลี่เฟิงเสวียนยังคงยิ้มเยือนอย่างอ่อนโยนให้นาง “เอาล่ะหยุดร้องไห้เถิด ตอนนี้เจ้าได้อะไรมาบ้าง และอยากจะถามอะไรจากข้าบ้าง”“หลายอย่างข้ารู้แล้ว แต่...ข้าอยากจะรู้ว่า...ทำไม...ทำไม...ชิงเซียนจึงเลือกที่จะฆ่าตัวตาย” เหยียนหว่านเอ๋อร์เอ่ยตะกุกตะกัก นางแอบเงยหน้าสังเกตสีหน้าหลี่เฟิงเสวียนเมื่อเอ่ยถึงชิงเซียน“มันผ่านมาหลายปีแล้วหว่านเอ๋อร์ แม้ข้าจะยังรักและคิดถึงนางอยู่แต่ก็ไม่ได้โศกเศร้าเช่นตอนแรก เพราะข้ารู้ว่านางได้เลือกในสิ่งที่จะทำให้นางมีความสุข และความสุขของนางคือเหยียนเจี๋ยอยู่รอดปลอดภัย และตอนนี้เขาก็ยืนอยู่ข้างหลังข้าห่างออกไปไม่กี่ก้าว ทั้งยังเป็นศัตรูหัวใจของข้าเสียด้วย” เอ่ยแล้วก็หัวเราะออกมา“มันใช่เวลาที่ท่านจะมาล้อเล่นเช่นนี้หรือไร”“อ้าว เจ้าไม่รู้สึกว่ามันน่าขันหรอกหรือ” หลี่เฟิงเสวียนยิ้ม “ข้าจะช่วยเจ้าทุกอย่าง ช่วยให้เขาอยู่รอดปลอดภัย แต่นั่นมิใช่เพื่อเซียนเอ๋อร์แต่เพื่อเจ้าด้วย ชีวิตของข้าก่อนหน้าที่จะเจอเจ้า ข้ามีเพียงชิงเซียนเป็นครอบครัวที

  • ลำนำจอมนาง   บทที่ 169

    “ไปเถิด” หลี่เฟิงเสวียนก้าวเท้านำไปก่อน เหยียนหว่านเอ๋อร์เข้าไปพยุงซึ่งเขาเองก็ไม่รังเกียจ ทั้งที่เขาไม่เคยให้ใครช่วยพยุงเขาเดินเลยตั้งแต่เขาเสียขาข้างนี้ไปในตอนที่ทั้งสองกำลังจะเดินออกไปด้วยกันนั้น จ้าวเหยียนเจี๋ยที่ไม่ได้ละสายตาไปจากใบหน้าของเหยียนหว่านเอ๋อร์ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา ตอนนี้เขากลับยื่นมือออกไปแตะแขนนางเอาไว้เบาๆเหยียนหว่านเอ๋อร์ชะงัก นางก้มลงมองมือของเขาที่แตะอยู่ที่แขน แต่ก็ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองเขาจ้าวเหยียนเจี๋ยชักมือกลับมาเมื่อเห็นสีหน้าและแววตาของนาง“อิงสง” นางกลับเอ่ยเรียกอู๋อิงสงขึ้นมา“ขอรับ”“เฝ้าเขาเอาไว้ หากเขาคิดหนีไปอีกข้าอนุญาตให้เจ้าทุบเขาให้สลบ จับเขามัดมือมัดเท้าเอาไว้” ระหว่างที่เอ่ยทุกคำออกมานางไม่แม้แต่จะหันมามองหน้าเขา จากนั้นก็ก้าวเดินออกไปพร้อมกับหลี่เฟิงเสวียน“เอ่อ...” อู๋อิงสงได้แต่มองตามนางไปงงๆจ้าวเหยียนเจี๋ยมองร่างสองร่างที่เดินเคียงข้างกันออกไป หัวใจของเขาคล้ายถูกบีบรัดอย่างรุนแรง ในหัวสมองตื้อไปหมด ร่างกายของเขาแข็งทื่อไม่มีแรงแม้แต่จะยื่นมือออกไปรั้งนาง ไม่มีคำพูดใดๆ เขายืนมองอย่างอย่างนั้นด้วยใบหน้าหวั่นเกรง เพราะการกระทำที่วู่วา

  • ลำนำจอมนาง   บทที่ 168

    “อีกนานไหม” เหยียนหว่านเอ๋อร์เสียงสะท้าน พยายามอย่างถึงที่สุดที่จะไม่ร้องไห้ออกมา “ข้าต้องรอเขาอีกนานเพียงใด ข้ากลัวว่าข้าจะหมดแรงไปเสียก่อน ข้ากลัวว่าข้าจะล้มลงไปแล้วไม่มีวันลุกขึ้นมาได้อีก เพราะตอนนี้ข้าเหนื่อยเหลือเกิน” เหยียนหว่านเอ๋อร์กลั้นก้อนสะอื้น แต่ก็ไม่อาจต้านทาน นางร้องไห้ออกมาในที่สุดทว่าก็พยายามไม่ส่งเสียง“เจ้าจะไม่มีวันล้มเพราะหากเจ้าเพลี่ยงพล้ำ เจ้ายังมีพวกข้าคอยประคองอยู่ข้างๆ ข้ากับอิงสงไม่มีวันปล่อยให้เจ้าล้ม หากเจ้าล้มจริงก็ต้องหลังจากที่ข้ากับอิงสงล้มเท่านั้น ดังนั้นอย่ากลัวไปเลย” ไม่มีครั้งใดที่สือเจี้ยนหาวจะอ่อนโยนได้มากเท่าครั้งนี้อีกแล้ว ไม่มี“ข้ารู้แล้ว” เหยียนหว่านเอ๋อร์พยักหน้า นางยิ้มให้เขาทั้งน้ำตาก่อนที่มองตรงไปยังกระท่อมหลังนั้นอีกครั้ง“มาเถิดขอรับ เราต้องกลับกันแล้ว” อู๋อิงสงเอ่ย“ได้” เหยียนหว่านเอ๋อร์ตอบรับอย่างว่าง่าย นางปาดน้ำตาทิ้งลวกๆ ก่อนจะขึ้นรถม้าไป รถม้าเคลื่อนตัวออกไปช้าๆ ห่างออกไปจากเนินเล็กๆ นั้น เมื่อนางเปิดม่านรถม้าขึ้นอีกครั้งสือเจี้ยนหาวก็หายไปแล้ว กระนั้นนางก็ยังคงพยายามเพ่งสายตามองเข้าไปยังกระท่อมหลังนั้นขณะเดียวกันจ้าวเหยียนเจี๋

  • ลำนำจอมนาง   บทที่ 167

    อู๋อิงสงเร่งรุดตามเหยียนหว่านเอ๋อร์มาทันทีที่รู้ว่าเหยียนหว่านเอ๋อร์มายังตระกูลอิ่นเพียงลำพัง เขาแจ้งเด็กในร้านว่าต้องการพบคุณชายน้อยที่มาพบเจ้าบ้านอิ่นเพราะมีเรื่องด่วน ดังนั้นเด็กในร้านจึงเดินนำอู๋อิงสงไปนั่งรอที่ห้องอีกห้อง ไม่นานเหยียนหว่านเอ๋อร์ก็เดินออกมา ข้างหลังของนางตามมาด้วยบุรุษสวมหน้ากาก แต่คนที่ทำให้เขาต้องขมวดคิ้วออกมาคือหญิงสาวในชุดรัดกุมอวิ๋นหยาเองก็มิคาดว่าผู้ที่มาคืออู๋อิงสง ดังนั้นแม้จะตระหนกไม่น้อยทว่านางกลับรักษาสีหน้าได้เป็นอย่างดี“มีเรื่องด่วนอะไรหรือ” เหยียนหว่านเอ๋อร์เอ่ยถามเขา“ท่านไม่ควรออกมาโดยพลการเช่นนี้”“ข้ารู้ แต่มีเรื่องด่วนที่ข้าจะต้องจัดการ”“เราต้องออกไปนอกเมืองกันขอรับ” อู๋อิงสงเอ่ยเพียงเท่านั้นเหยียนหว่านเอ๋อร์ก็เข้าใจแล้วว่าเขาหมายถึงอะไร“เช่นนั้นข้าคงต้องขอตัวก่อน” เหยียนหว่านเอ๋อร์เดินตามอู๋อิงสงออกมาก็พบว่ามีรถม้ามารออยู่แล้ว และทั้งสองก็ขึ้นรถม้าออกไปยังนอกเมือง “เขาอยู่ที่ไหน”“หมู่บ้านชาวนา นอกกำแพงเมืองขอรับ”เหยียนหว่านเอ๋อร์พยักหน้ารับรู้ “เขายังคงไม่รู้ตัวกระมังว่าเจี้ยนหาวเจอตัวเขาแล้ว”“ขอรับ เจี้ยนหาวเพียงแต่คอยดูอยู่ห่างๆ เท่านั

  • ลำนำจอมนาง   บทที่ 166

    “ข้าไม่ได้หมายถึงเขาเสียหน่อย” เหยียนหว่านเอ๋อร์ยังคงครุ่นคิด ในเมื่อหลี่เฟิงเสวียนเคยทำได้...แต่ตอนนี้เขาตายไปแล้ว เช่นนั้นก็เหลือเพียงคนผู้เดียวที่นางนึกถึง หากในโลกนี้เสวียนหมิงทำไม่ได้...ก็ไม่มีคนอื่นอีก“ท่านไปสืบหาหลี่หลิง ส่วนข้าจะลองหาผู้ที่สามารถสยบราชอาลักษณ์หญิงเอง”หลังจากที่จ้าวเหยียนอิ่งปลีกตัวจากไป เขาไม่รู้เลยว่ารอยยิ้มบนใบหน้าของเหยียนหว่านเอ๋อร์หายวับไปทันที นางเดินเข้าไปในห้อง เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดของบุรุษ จากนั้นก็ตรงไปยังตระกูลอิ่น “ข้าต้องหาตัวหลี่หลิงให้พบก่อนเขา มิเช่นนั้นทุกอย่างก็สูญเปล่า จ้าวเหยียนอิ่งจะยังรู้ความจริงทั้งหมดตอนนี้ไม่ได้” เหยียนหว่านเอ๋อร์พึมพำในลำคอรถม้าเรียบง่ายคันหนึ่งวิ่งออกมาจากเรือนพักพิเศษในค่ายทหาร ภายในรถม้ามีชายหนุ่มผู้หนึ่งนั่งเงียบๆ อย่างใช้ความคิด คนขับรถม้ามีหน้าตาเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด เหงื่อเย็นๆ ของเขาไหลออกมาไม่หยุด เพียงแค่คิดว่าหากเกิดอะไรขึ้นกับคนที่อยู่ในรถม้า ตัวเขาไม่พ้นต้องหัวหลุดจากบ่าแน่...ไม่มีคำสั่งท่านรองแม่ทัพ ไม่มีคนคุ้มกัน แต่เขากลับพาผู้รักษาการออกมาจากค่ายโดยพละการณ์เช่นนี้“เจ้ากลับไปได้แล้ว”“อะ...อะไ

  • ลำนำจอมนาง   บทที่ 165

    “ข้าคัดลอกมันมา”“อ้อ”“เจ้าค่อยๆ อ่าน” จ้าวเหยียนอิ่งเอ่ยแล้วนั่งลงจิบชา เหยียนหว่านเอ๋อร์ก้มลงอ่าน แม้ว่านางจะรู้เรื่องหลายเรื่อง ทว่าสำนวนคดีจะช่วยให้เรื่องที่นางยังไม่รู้แน่ชัดกระจ่างขึ้นไปอีก “เจ้าจะไม่ถามถึงจินเอ๋อร์เลยหรือ” จ้าวเหยียนอิ่งเอ่ยถาม“ข้ารู้ว่าท่านหรือจะปล่อยให้นางคลาดสายตา” เหยียนหว่านเอ๋อร์เอ่ยทั้งที่ไม่ได้เงยหน้ามาจากสำนวนคดีของพระสนมหลินในอดีต“แล้วเจ้าไม่สงสัยเลยหรือว่าทำไมมารดาของนางจึงพานางออกไปจากเมืองหลวง”“ก็เห็นชัดอยู่แล้วว่าต้นเหตุก็มาจากท่าน มารดาของนางต้องการให้นางเป็นชายาองค์รัชทายาท แต่นางกลับออกจากวังไปกับขบวนองค์ชายสาม ทว่าขากลับมาเมืองหลวงกลับเป็นท่านที่พานางไปส่ง เห็นชัดอยู่แล้วว่าท่านจงใจประกาศให้คนทั้งเมืองหลวงรู้ว่านางคือว่าที่พระชายาของท่าน ตอนนี้มารดาของนางพานางหลบไปจากเมืองหลวง ก็เพราะอยากจะให้ข่าวลือเรื่องจินเอ๋อร์จะแต่งเข้าจวนท่านหายไปก่อน แต่แน่นอนว่าท่านต้องรู้แน่นอนว่านางถูกพาไปที่ใด มิเช่นนั้นท่านจะมานั่งทำสงครามประสาทกับข้าอยู่ที่นี่หรือ”“ข้ามิอาจดูเบาเจ้าเลยจริงๆ”“ข้าจะถือว่าเป็นคำชม” เหยียนหว่านเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นในที่สุด “สำนวนพวก

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status