Masukนับตั้งแต่นั้นฮ่องเต้ให้เผยแพร่ข่าวออกไปทั่วแคว้นว่าหยางอวิ๋นเฉิงคือพระราชนัดดาของพระองค์ ขุนนางที่เคยไม่พอใจต่างเปลี่ยนท่าที บางคนเคารพ บางคนเป็นมิตรมากขึ้น แต่หลายคนก็ยังขุ่นเคืองแต่ก็ทำให้การทำงานร่วมกันลื่นไหลขึ้น บัณฑิตที่เคยดูแคลนไม่กล้าสู้หน้าเขาและมีหลายคนเข้ามาแสดงความยินดี"ท่านเป็นถึงสายเลือดราชวงศ์ เช่นนั้นข้าคงต้องคารวะเช้าเย็น"เสิ่นชิงเซียนบอกกับเขาในยามค่ำที่เรือนพัก นางและเขายืนอยู่หน้าเรือนด้วยกันหลังจากส่งลูกเข้านอนหยางอวิ๋นเฉิงยิ้มบางเอ่ยกับนาง"ข้าก็คือสามีเจ้าคนเดิม จะฐานะใดก็ยังต้องเชื่อฟังเจ้า"เขาไม่พูดเปล่าขยับเข้ามาชิดแล้วโอบกระชับนางไว้ในอ้อมแขนเสิ่นชิ้งเซียนสะดุ้งไม่กล้าสบตาเขาตรง ๆ นี่นาง...ขาดความมั่นใจตั้งแต่เมื่อใด"อายลูก""ลูกหลับแล้ว"เขาโน้มหน้าคมกระซิบแหบพร่า เสิ่นชิงเซียนจะอ้าปากพูดทว่าปากหยักกลับประทับจูบลงบนริมฝีปากนางอย่างอ่อนโยนนางดิ้นขลุกขลักในอ้อมกอดแข็งแรง ไม่นานก็สอดมือบางกอดตอบ รับจูบอ่อนหวานอย่างเต็มใจข่าวการตั้งพระครรภ์ของกุ้ยเฟยแพร่ไปทั่ววังหลวงราวสายลมฤดูใบไม้ผลิ ตำหนักฝ่ายในที่เคยเงียบเชียบกลับมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างเห็นได้ชัดฮอง
ค่ำคืนนั้น วังหลวงเงียบผิดปกติลมหนาวต้นฤดูพัดผ่านระเบียงหิน เสียงกระดิ่งทองหน้าตำหนักดังแผ่วเบาเหมือนเตือนว่ามีบางสิ่งกำลังจะถูกเปิดเผยภายในห้องทรงงาน ฮ่องเต้ประทับอยู่เพียงลำพัง ตะเกียงน้ำมันสามดวงส่องแสงอ่อนลงบนโต๊ะยาว แผนที่หัวเมืองม้วนเก็บเรียบร้อย ไม่มีฎีกาวางเกะกะเหมือนทุกวันประตูเปิดออกอย่างเงียบ ๆ องครักษ์ชุดดำคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ศีรษะก้มต่ำ"รายงานเสร็จแล้วพะย่ะค่ะ"ฮ่องเต้ไม่ตรัสให้ลุก เพียงพยักพระพักตร์เล็กน้อย"ว่ามา"เสียงองครักษ์มั่นคง ไม่มีความลังเล"หมู่บ้านชิงหลิน อยู่ชายแดนแคว้นฉีตะวันออก ครอบครัวตระกูลหยางซึ่งเป็นตระกูลใหญ่มีชื่อเสียง บุตรชายคนเล็กพาสตรีนางหนึ่งเข้าบ้านบอกว่าเป็นภรรยา ขณะนั้นนางตั้งครรภ์แล้ว ถูกขับออกจากตระกูลไปอยู่ท้ายหมู่บ้านถือว่าทำผิดธรรมเนียม มีอาชีพทำไร่ ยากจน นางคลอดบุตรชายได้ราวสิบปีทั้งคู่ก็ติดโรคระบาดทยอยเสียชีวิตทีละคน เหลือเพียงบุตรชายที่ร่างกายอ่อนแอต่อสู้เพียงลำพัง หลายปีต่อมาจู่ ๆ ก็ได้แต่งงานมีบุตรฝาแฝดแล้วภรรยาก็ตายไป เขาจึงหยุดเรียนแล้วเลี้ยงลูกลำพัง และผู้อาวุโสให้แต่งงานใหม่ อาการป่วยก็หายไป ว่ากันว่าภรรยาเขารักษาจนหายขาดและดู
ตำแหน่งราชเลขาแม้จะยังเป็นเพียงชั่วคราวแต่ในวังหลวงไม่มีคำว่าชั่วคราวใดที่ไร้น้ำหนักวันแรกที่หยางอวิ๋นเฉิงเข้ารับหน้าที่ ท้องฟ้ายังไม่ทันสว่างดี เสียงขันทีเดินเร่งฝีเท้าผ่านระเบียงหินดังเป็นจังหวะ นำหน้าพาไปยังตำหนักฝ่ายอักษร ห้องกว้างสงบ เต็มไปด้วยกลิ่นหมึกและกระดาษเก่าใหม่ปะปนขุนนางหลายคนอยู่ที่นั่นแล้ว บางคนมองเขาด้วยความประเมิน บางคนมองด้วยความไม่พอใจ บางคนไม่ปิดบังสายตาดูแคลน"อาจารย์จากชนบท"เสียงกระซิบเบาบางแต่จงใจให้ได้ยิน เขาไม่ตอบโต้หรือหันไปมอง เพียงคำนับตามพิธีแล้วนั่งลงในตำแหน่งที่จัดไว้งานแรกคือเรียบเรียงฎีกาที่คั่งค้างจากหัวเมือง เขาอ่านอย่างละเอียดไม่แก้ทันทีเพียงจดสั้น ๆ ข้างกระดาษเมื่อถึงคราวเสนอความเห็นต่อฮ่องเต้ขุนนางอาวุโสผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นก่อน"เรื่องภาษีปีนี้ ควรยึดแนวเดิม ไม่ควรเปลี่ยน"หยางอวิ๋นเฉิงจึงกล่าวอย่างสุภาพ"แนวเดิมเหมาะกับปีปกติพ่ะย่ะค่ะ แต่ปีนี้น้ำหลาก ชาวบ้านเสียผลผลิต หากยึดอัตราเดิมหัวเมืองจะนิ่ง แต่ราษฎรจะล่ม"ห้องเงียบลงชั่วขณะฮ่องเต้ทอดพระเนตรเขาก่อนตรัสถามความคิดเห็น "แล้วเจ้าคิดเช่นไร""ลดภาษีเพียงบางส่วน และให้เลื่อนกำหนด ไม่ใช่ยกเลิก"
เช้ามืดในอีกสามวันถัดมา ทั่วเมืองหลวงคล้ายเพิ่งเริ่มตื่นขึ้น หมอกบางลอยปกคลุมถนนหิน เสียงล้อเกวียนและฝีเท้าบัณฑิตดังแผ่ว ๆ ราวกับทุกคนต่างไม่กล้าส่งเสียงรบกวนสมาธิของตนเองที่หน้าสนามสอบ ประตูใหญ่เปิดอ้า ทหารยืนเรียงราย ตรวจตราผู้เข้าสอบอย่างเข้มงวดไม่มีข้อยกเว้นไม่ว่าผู้นั้นจะมาจากตระกูลใดหยางอวิ๋นเฉิงยืนอยู่ในแถวบัณฑิต สีหน้าเรียบนิ่ง ชุดบัณฑิตสีเข้มสะอาดเรียบร้อย ไม่มีเครื่องประดับเกินจำเป็น นอกจากป้ายโลหะที่ผูกไว้ในแขนเสื้อด้านใน มองไม่เห็นจากภายนอก เขาสัมผัสมันเบา ๆ เพื่อเตือนตนเองว่าเขามาที่นี่เพื่ออะไรเสียงเรียกชื่อดังขึ้นทีละคน บัณฑิตบางคนหน้าซีดลง บางคนกำหมัดแน่น บางคนพยายามวางท่าสงบ แต่ดวงตากลับสั่นไหวเมื่อถึงชื่อของเขา เจ้าหน้าที่เงยหน้าขึ้นมองนานกว่าคนอื่นเล็กน้อย ก่อนจดชื่อและปล่อยให้เข้าไปเพียงก้าวข้ามประตูสนามสอบก็เหมือนเส้นทางชีวิตจะไม่เหมือนเดิมภายในสนามสอบ แถวห้องสอบเรียงรายราวกับช่องคุกเล็ก ๆ แต่ละห้องมีเพียงโต๊ะ เก้าอี้ และกระดาษสอบ ไม่มีใครพูด ไม่มีใครสบตากัน ทุกคนต่างสนใจแค่ตัวเองเสียงระฆังดังขึ้นเป็นสัญญาณว่าการสอบเริ่มต้นแล้วโจทย์แจกลงมา ตัวอักษรเรียบง่า
ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน ตำหนักในที่เคยอึมครึมกลับมีบรรยากาศแปลกไปแม้ไม่มีใครกล้าพูดออกมาตรง ๆ แต่ทุกคนต่างรับรู้ได้ว่าฮองเฮามีสีพระพักตร์ดีขึ้นและที่น่าแปลกยิ่งกว่าคือกุ้ยเฟยอารมณ์เบาลงยามบ่ายวันหนึ่ง หมอหลวงสองสามคนเข้ามาตรวจอาการตามปกติ เมื่อเห็นฮองเฮานั่งพิงหมอน เปิดม่านรับแสงอ่อน สีหน้าไม่ซีดเซียวเหมือนก่อนสายตาของหมอหลวงบางคนฉายแววไม่สบายใจ"พระวรกายฮองเฮาดีขึ้นก็จริง"หมอหลวงอาวุโสเอ่ยอย่างระมัดระวัง"แต่การให้รับแดด เปิดให้ลมเข้าและออกแรงเช่นนี้ เกรงว่าจะขัดตำรายาโบราณ"น้ำเสียงนั้นแม้สุภาพ แต่แฝงความไม่เห็นด้วยชัดเจน สายตาหลายคู่เหลือบมองไปยังเสิ่นชิงเซียนราวกับรอให้ถูกตำหนิก่อนที่ใครจะได้เอ่ยต่อกุ้ยเฟยที่นั่งอยู่ข้างฮองเฮากลับวางถ้วยชาลงเบา ๆ"ตำรายาโบราณงั้นหรือ"นางเลิกคิ้วเล็กน้อย"ถ้าตำรานั้นรักษาหาย ทำไมพี่สาวข้าป่วยมาหลายปี"บรรยากาศในห้องเงียบลงทันที หมอหลวงอึ้งไปครู่หนึ่ง"กุ้ยเฟย หมายความว่า...""ข้าหมายความว่า"กุ้ยเฟยพูดต่ออย่างไม่รีบร้อน"ตอนนี้พี่สาวข้าหายใจโล่งขึ้น นอนหลับได้ กินได้ พวกเจ้าไม่ควรเอาแต่ตำหนิคนที่ทำให้อาการดีขึ้น"คำพูดนั้นไม่ได้ดุดันแต่ชัดเจนพอจะ
เช้าวันต่อ ๆ มาในตำหนักกลางหลังจบงานเลี้ยง ฮองเฮานั่งพิงหมอนสูง สีพระพักตร์มิได้ซีดเผือดดังเดิม ผิวพรรณแม้ยังขาวบาง แต่กลับมีเลือดฝาดจาง ๆ ดวงเนตรที่เคยหม่นมัว บัดนี้ใสขึ้นราวกับหมอกที่ค่อย ๆ จางหายหลังฝนแรกนางกำนัลใกล้ชิดต่างมองหน้ากันด้วยความตื่นเต้นปนไม่อยากเชื่อ"พระอาการวันนี้ ทรงเสวยโจ๊กได้หมดถ้วย"เสียงหนึ่งกระซิบเบา ๆ คล้ายกลัวความจริงจะสลายไปหากพูดดังเกิน"เมื่อคืนก็ทรงบรรทมต่อเนื่องถึงสามชั่วยาม มิได้สะดุ้งตื่น"อีกเสียงเสริมขึ้นสิ่งเหล่านี้ หากเป็นเพียงวันสองวันอาจเรียกว่าเรื่องบังเอิญ แต่เมื่อดำเนินต่อเนื่องกันหลายวัน ความบังเอิญก็แปรเปลี่ยนเป็นความจริงที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธฮองเฮาเองก็ทรงรับรู้ พระองค์ทอดพระเนตรไปยังสวนด้านนอก เห็นแสงแดดส่องผ่านใบไม้สีเขียวอ่อน ในพระทัยที่เคยอึดอัดคล้ายถูกกดทับ กลับรู้สึกโล่งโปร่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมานาน"วันนี้"พระสุรเสียงแผ่ว แต่มั่นคง"อากาศดีนัก"คำพูดสั้น ๆ นี้ ทำให้นางกำนัลหลายคนถึงกับน้ำตาซึม เพราะหลายปีมานี้ฮองเฮามักตรัสเพียงว่า หนาว หรือ อึดอัด ไม่เคยเอ่ยถึงความสบายเช่นนี้เลยเสิ่นชิงเซียนได้รับคำสั่งให้เข้ามาดูแลอาการฮองเฮาอีกค
บ่ายวันหนึ่งผู้ใหญ่บ้านมาคนเดียวไม่มีลูกบ้านติดตาม เขาถือตะกร้าผลไม้เล็ก ๆ กับสีหน้าจริงจังเดินเข้ามา หยางอวิ๋นเฉิงเชิญเขานั่งใต้ต้นไม้หน้าเรือน เสิ่นชิงเซียนชงน้ำชาให้แล้วถอยออกไปเงียบ ๆผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจยาวแล้วกล่าวว่า"เรื่องก่อนหน้า…""ข้าขอโทษ ข้าเชื่อคนอื่นง่ายเกินไป"หยางอวิ๋นเฉิงพยักหน้าไ
เมื่อเกวียนหยุดลงหน้าประตูจวนตระกูลหยางเสียงสนทนาที่คึกคักอยู่ก่อนหน้าเงียบลงอย่างเห็นได้ชัด หลายสายตาหันมาพร้อมกัน ครอบครัวสี่คนก้าวลงจากเกวียนอย่างเป็นระเบียบ คนบ้านนี้ดูแตกต่างจากเมื่อก่อนโดยสิ้นเชิง แม้แต่เด็กทั้งสองก็ยืนตรงอย่างรู้กาลเทศะเสี่ยวหานดูสูงขึ้นผิวพรรณสะอาด เสื้อผ้าเรียบ ท่าทางไม่ใ
เช้าวันต่อมา เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นตั้งแต่ท้ายหมู่บ้าน"เห็นหรือยังว่าบัณฑิตหยางยืนได้แล้วจริง ๆ""ข้าเห็นกับตา เมื่อวานยังพิงไม้เท้า วันนี้ยืนอยู่หน้าบ้านเฉยเลย""ไม่ใช่ว่า จะใกล้ตายแล้วหรือ"คำพูดเหล่านั้นลอยมาเป็นระยะ เสิ่นชิงเซียนได้ยินแต่ไม่สนใจ นางกำลังตากสมุนไพรอยู่หลังบ้าน ส่วนหยางอวิ๋นเฉิ
เสียงฮือฮาดังขึ้นบางคนเริ่มเห็นด้วยกับเสิ่นชิงเซียน บางคนเงียบปากและขยับตัวเข้าหากลุ่มตนเอง "แต่สามีเจ้าเป็นหลานตระกูลหยางที่เลี้ยงดูมา เจ้าควรสำนึกบุญคุณบ้างสิ" อวี่เหยาวางถังน้ำแล้วยกมือชี้หน้าเสิ่นชิงเซียน "หากสำนึกคงเป็นท่านปู่และท่านพ่อท่านแม่ของสามีข้า อ่อ พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ใหญ่อีกคนเท่านั







