LOGIN‘ต่อให้มีสตรีที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นหญิงงามล่มเมืองมายืนตรงหน้า เอาหัวเป็นประกันได้เลยว่า ข้าไม่มีวันสะทกสะท้าน’
View Moreแสงจันทรายามรัตติกาลสาดกระทบส่องมายังบานหน้าต่างไม้แปดเหลี่ยม ทอแสงเรืองรำไรเพียงพอให้เหลือบเห็นหลินเลี่ยงเฟิ่ง ที่นั่งกอดเข่าร่ำไห้กับโชคชะตาของนางอยู่ตรงซอกหลืบมุมห้อง
ด้วยว่าจวนสกุลเหรินที่นางพึ่งใบบุญท่านเสนาบดีกรมกลาโหมเหรินตงเล่ย ถูกทหารจากวังหลวงบุกเข้าจับกุมในข้อหากบฏแผ่นดินในช่วงปลายยามซวี ที่เพิ่งผ่านพ้นมาไม่นานนัก ท่านเสนาบดีเหริน ฮูหยินใหญ่ รวมถึงคุณหนูเหรินหลินอวี่ ถูกคนของทางการคุมตัวเข้าวังหลวงเพื่อพิพากษาคดีว่าด้วยต้องอาญาแผ่นดิน เนื่องจากข้อหากบฏใหญ่หลวงนัก จึงมีผลให้ถูกทางการสั่งริบจวน สมบัติพัสถานต่างถูกทยอยลำเลียงเข้าสู่ท้องพระคลังหลวง แม้แต่บ่าวไพร่คนรับใช้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนของสกุลเหรินก็ถูกขายทอดตลาดทั้งแรงงานค้าทาส หรือหากเป็นสาวใช้ที่มีใบหน้างดงามก็จะถูกนำไปขายที่หอโคมเขียวเพื่อรวบรวมเบี้ยอัฐที่ได้สู่ท้องพระคลังสืบไป “สวรรค์ ฮือ! คนของสกุลเหรินถูกใส่ร้าย สวรรค์โปรดเมตตาให้นายท่านของข้าปลอดภัยด้วยเถิดเจ้าค่ะ”หลินเลี่ยงเฟิ่งพนมมือกลางอกสวดมนต์วิงวอนร้องขอ นางไม่รู้เลยว่าหลังจากที่ทุกคนถูกควบคุมตัวเข้าวังหลวงเพื่อไต่สวนคดีจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร นางไม่พะวงห่วงตัวนาง จะเป็นห่วงก็แต่เจ้านาย แต่ทว่ายามนี้นางทำได้แค่เพียงภาวนาอ้อนวอนต่อสวรรค์โปรดช่วยคุ้มครอง ให้ทุกคนอยู่รอดปลอดภัย ประตูห้องถูกเปิดออกอย่างเชื่องช้าเสียงดังแอ๊ด!...กระทบโสตประสาทจนนางสะดุ้ง ปรากฏร่างแน่งน้อยอรชรย่างกรายเข้ามาภายในห้อง นางคือเซี่ยซีซวน เป็นแม่เล้าอยู่ที่หอคณิกาแห่งนี้ ฝีเท้าแผ่วเบาของเซี่ยซีซวนย่างกรายเข้ามาหยุดที่ตรงหน้านาง ฝ่ามือเรียวตวัดเชยคางหลินเลี่ยงเฟิ่งให้เงยหน้าเชิดต้องกับแสงจันทร์นวล พร้อมกับพินิจพิจารณาด้วยท่าทีอ่อนโยน เซี่ยซีซวนรู้สึกถูกชะตากับนางตั้งแต่แรกพบ ใบหน้าเนียนอ่อนใส แม้จะไร้เครื่องประทินโฉมฉาบบนใบหน้า แต่เลี่ยงเฟิ่งก็งดงามเกินกว่าจะเป็นสาวใช้ธรรมดา “หยุดร่ำไห้เถิดหนา บัดนี้เจ้าก็ถือว่าเป็นคนของข้า ข้าจะเลี้ยงดูเจ้าอย่างดีแน่นอน ข้าใคร่รู้นักว่าเจ้ามีความสามารถอันใดบ้าง รู้หนังสือ บทกวี เล่นดนตรี หรือวาดภาพได้หรือไม่”เซี่ยซีซวนเอ่ยถามด้วยเสียงสดใสกังวานรื่นหู “เจ้าค่ะ ข้าพอมีความรู้ความสามารถอยู่บ้าง เพราะคุณหนูสอนข้ามาเจ้าค่ะ นายหญิงเจ้าคะ ข้าต้องรับแขกด้วยหรือไม่เจ้าคะ”หลินเลี่ยงเฟิ่งตอบคำถามเซี่ยซีซวนจบ ก็เอ่ยถามกลับด้วยความอยากรู้ สีหน้านางกังวลใจ ฝ่ามือเรียวทั้งสองของนางยื่นไปเกาะกระชับที่ข้อเท้าเล็กของเซี่ยซีซวนด้วยท่าทีอ่อนน้อมพินอบพิเทาเป็นเชิงอ้อนวอน “ข้าไม่ได้บังคับเจ้า อย่าเป็นกังวลใจนักเลย เพราะตำแหน่งเจ้าในหอคณิกานี้คืออี้จี คอยร้องรำทำเพลง ให้ความเพลิดเพลินแก่บุรุษ ก็เพียงพอ แต่หากเจ้าจะรับแขกด้วย ข้าก็ไม่ว่าอันใด”เซี่ยซีซวนคลี่รอยยิ้มบางมองนางด้วยความเอ็นดู หลินเลี่ยงเฟิ่งพรูลมหายใจออกมาแผ่วเบาเหมือนยกภูเขาออกจากอก ปรากฏดวงตาสดใสแวววาวขึ้น นับว่าเซี่ยซีซวนผู้นี้ยังมีเมตตาต่อนางอยู่บ้าง เซี่ยซีซวนนึกกระหยิ่มในใจ หลินเลี่ยงเฟิ่งมีรูปร่างหน้าตางดงามราวกับหญิงสูงศักดิ์ แม้นางจะอยู่ในอาภรณ์สามัญชนก็ไม่อาจทำให้นางดูหมองหม่นลงไปแม้แต่นิด และนางหมายมาดว่าจะปลุกปั้นให้หลินเลี่ยงเฟิ่งเป็นดาวเด่นแห่งหอคณิกานี้ให้จงได้ วังหลวง... “ฝ่าบาท แม่ทัพจางหลงเหว่ย ขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”ขันทีเจียงลู่เหวินกล่าวทูลแจ้ง ฮ่องเต้ที่เพิ่งทรงกลับจากท้องพระโรงเพื่อพำนักยังพระราชฐานส่วนพระองค์ เพลานี้ถือเป็นยามพักผ่อนพระวรกายของพระองค์ หลังจากประกาศราชโองการอวยยศให้กับแม่ทัพจางหลงเหว่ย ที่มีความดีความชอบหลังจากไปตีหัวเมืองประเทศราชที่กระด้างกระเดื่องและก่อจลาจลได้เป็นผลสำเร็จ ทั้งยังปูนบำเหน็จให้อีกมากโขแล้ว พระขนงของฮ่องเต้ก็เริ่มกระตุกและขมวดปมชนกันฉับพลัน เมื่อรู้ว่าคนที่มาขอเข้าเฝ้าเป็นผู้ใด พลางผินหน้าไปทาง เฉินมู่โหรว คล้ายกับว่าจะขอความคิดเห็น เฉินมู่โหรวเป็นพระสหายคนสนิททั้งยังรั้งตำแหน่งกุนซือที่ปรึกษาส่วนพระองค์ ในการตัดสินพระทัยในหลายเรื่องเฉินมู่โหรวผู้นี้มีบทบาทสำคัญยิ่ง และเมื่อเฉินมู่โหรวพยักหน้าลงให้สัญญาณช้า ๆฮ่องเต้จึงได้ตรัสอนุญาตขึ้น เหตุใดเฉินมู่โหรวจะไม่ทราบเล่า ที่แม่ทัพจางขอเข้าเฝ้ายามนี้ ว่ามีเรื่องร้อนใจอันใด “ให้เข้ามาได้”ฮ่องเต้กล่าวจบ ก็ยกจอกน้ำชาขึ้นมาจิบ เพื่อดับกระหายและความร้อนรุ่มในอก “ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งให้เข้าเฝ้า!”สิ้นเสียงขันทีเจียงลู่เหวิน ปรากฏร่างชายกำยำล่ำสันสมชายชาตินักรบ ความสูงราว 8 ฉื่อ เขามีใบหน้าหล่อเหลาคมคร้ามราวกับเทพเจ้าปั้นจวนพระราชทานสกุลจาง“ข้าสงสารป้าลี่ซือนัก นางถูกไท่ฮูหยินหลอกให้กลืนยาพิษ จนเป็นใบ้ มิหนำซ้ำยังถูกสาดน้ำกรดใส่หน้าจนตาบอดข้างหนึ่ง และยังมีใบหน้าอัปลักษณ์ครึ่งซีก ทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะความชิงชัง อิจฉาริษยาจากไท่ฮูหยินแท้ ๆ แต่ก็นับว่าโชคดีที่นางหนีรอดชีวิตมาได้ แต่ก็นับว่าโชคร้ายอีกนั่นล่ะ ที่ถูกไท่ฮูหยินสวมรอยเป็นมารดาของแม่ทัพจางเสียนี่ เฮ่อ!”นางพรูลมหายใจออกมาแผ่วเบา “เอ้อ! มีอีกเรื่อง ข้าอยากรู้ว่าเหตุใดแม่ทัพจางถึงจำป้าลี่ซือที่เป็นแม่ของตนเองไม่ได้” เพ่ยเพ่ยที่มาเยี่ยมเลี่ยงเฟิ่ง จื่อลู่ ที่จวน เอ่ยถามขึ้น พร้อมกับหยิบขนมเข้าปากเคี้ยวตุ้ย ๆอย่างไม่ต้องรักษากิริยานัก เพราะยามนี้นางอยู่นอกวัง จึงเป็นตัวของตัวเองได้“ตอนนั้น ท่านพี่ยังเด็กนัก และข้าสันนิษฐานว่าเขาน่าจะได้รับความกระทบกระเทือนที่หัว อาจจะเลอะเลือนไปบ้าง”“หืม! จริงหรือ”เพ่ยเพ่ยตาลุกวาว เลี่ยงเฟิ่งพยักหน้ารับ แล้วก็ต้องส่ายหน้าเบา ๆให้นาง นี่ถ้าฮองเฮาเย่วฉีมาเห็นเพ่ยเพ่ยเพลานี้เข้า คงต้องอกแตกตายแน่ เมื่อรู้ว่าสิ่งที่พร่ำสอนอบรมไปน่าจะเสียเปล่า“แล้วท่านป้าลี่ซือ จะจัดการเรื่องนี้เช่นใดต่อ”“ข้าบอกท่านพี่แล้ว ไ
“บอกข้ามา”หลงเหว่ยออกคำสั่ง“เมื่อวานช่วงกลางยามโหย่ว ไท่ฮูหยินขอเข้าพบ ป้าเสี่ยวเม่ย นางนำอาหารและเครื่องดื่มมาด้วย ทางทหารไม่ทันได้เอะใจอะไรขอรับ เลยให้นางนำเข้าไป แต่พวกข้าไม่พบหลักฐานพวกนั้นแล้ว คาดว่าไท่ฮูหยินจะนำกลับไปด้วยขอรับ ข้าเพียงแต่สันนิษฐานไม่ได้ปรักปรำผู้ใดนะขอรับ”ทหารเอ่ยจบ หลงเหว่ยพยักหน้าลงเล็กน้อยรับรู้“ขอบใจเจ้ามากที่ส่งข่าว”หลงเหว่ยเดินเข้าไปในห้องนอน เลี่ยงเฟิ่งลุกพรึ่บขึ้นมารวดเร็ว นางข่มตาให้หลับไม่ลง นางมองเขาด้วยแววตาเป็นห่วงเป็นใย เขาเดินเข้ามานั่งลงบนตั่งเงียบ ๆ เลี่ยงเฟิ่งสอดแขนเล็ก ๆของนางกอดเขาจากทางด้านหลัง“ท่านพี่ ข้ารู้ว่าท่านเป็นทุกข์ อย่างไรท่านแม่ก็เลี้ยงดูแลท่านมา ข้าเข้าใจท่าน แต่เรื่องนี้ปล่อยให้ทางการจัดการเถอะเจ้าค่ะ มิเช่นนั้นประชาชนก็ไม่เชื่อว่ามีความยุติธรรมในบ้านเมืองแล้ว”หลงเหว่ยพลิกตัวกลับไปกอดนาง ใบหน้าคมคายแนบอกร่ำไห้อย่างไม่อาย“เช่นนั้นข้าคงเป็นลูกอกตัญญู”เขาสะอื้นไห้ หากไม่ช่วยเขาจะกล้าสู้หน้ากับบรรพชนในปรโลกได้อย่างไร“ท่านพี่ หาใช่ความผิดของท่านเจ้าค่ะ”เลี่ยงเฟิ่งปลอบประโลมเขา ฝ่ามือบางตบลงบนแผ่นหลังของเขาแผ่วเบาไท่ฮูหยิน
“เหว่ยเอ๋อร์ เจ้าเป็นอันใดลูก”ไท่ฮูหยินแตะแขนเขาเบา ๆเรียกสติ เพราะดูเหมือนกับว่าจะเลื่อนลอยออกไปไกล“ท่านแม่ ทางการจับคนร้ายที่ฉุดภรรยาข้าและผู้ที่ตามฆ่าท่านน้าลี่ซือได้แล้วนะขอรับ”หลงเหว่ยเปรยขึ้น นางชะงักงัน หน้าแข็งค้างไปชั่วขณะ เขาจึงพูดต่อ“คนร้ายรับสารภาพและให้การซัดทอดว่าถูกจ้างวานมาจากหญิงสูงวัยผู้หนึ่ง เพียงแต่ไม่ทราบชื่อของนาง” มาถึงตรงนี้ ไท่ฮูหยิน ผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก อย่างน้อยก็ไม่ทราบชื่อผู้จ้างวานนับว่าเสี่ยวเม่ยทำงานได้ดี นางกดยิ้มลึกมุมปาก“แต่ทว่าคนร้าย บอกว่าเคยสะกดรอยตามผู้ว่าจ้าง กลับพบว่าเป็นคนของสกุลจาง เมื่อให้บอกลักษณะผู้ว่าจ้างก็ตรงกับบุคคลิกของป้าเสี่ยวเม่ย” ไท่ฮูหยินตาเบิกกว้าง เริ่นลนลาน“นี่เจ้ากำลังสงสัยในตัวแม่หรือ เหตุใดจึงมองแม่แบบนี้”ไท่ฮูหยินสายตาหลุกหลิก ตวาดแหวบุตรชายขึ้นมากลบเกลื่อนพิรุธ“ท่านไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องแน่นะขอรับ”หลงเหว่ยกล่าวสำทับเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง“แม่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง”ไท่ฮูหยินยืนกรานโกหกคำโต เพลานี้นางต้องเอาตัวเองให้รอดก่อนเรื่องน่าอัปยศอดสู คนสกุลจางต่างเข่นฆ่ากันเอง หลงเหว่ยรู้สึกเศร้าใจนัก หากตายไป คงไม่มีห
สายลมเหมันตฤดูเคลื่อนคล้อย หอบไอเย็นพัดผ่าน จื่อลู่กำลังก่อไฟที่ช่องเตา ให้ควันไฟไหลเวียนไปตามท่อในกำแพงที่เป็นลักษณะกลวงอยู่ด้านใน เรียกว่ากำแพงไฟ ซึ่งจวนแห่งนี้ถูกออกแบบให้มีกำแพงไฟวนไปวนมาเพื่อให้ควันไฟเคลื่อนที่รอบจวนทำให้กักเก็บความอบอุ่นและกระจายได้ทั่วถึง และสุดท้ายควันก็จะถูกปล่อยออกไปทางปล่องควันนอกบ้าน จึงทำให้ไม่ต้องทนกับความหนาวเย็นมากจนเกินไปจื่อลู่นำเสื้อคลุมมาห่มให้เลี่ยงเฟิ่งเพื่อเพิ่มความอบอุ่นอีกชั้น แล้วดันนางพิงพนักเตียง ส่วนนางนั่งลงเก้าอี้ข้างเตียงแล้วยื่นยาบำรุงครรภ์ส่งให้ ตอนนี้ครรภ์ของนางเข้าสู่เดือนที่หกแล้ว“ขอบใจเจ้ามากจื่อลู่”เลี่ยงเฟิ่งคลี่ยิ้มบาง“พี่เพ่ยเพ่ยโชคดีเหลือเกินนะเจ้าคะ ตอนนี้ได้เป็นพระธิดาเข้าไปอยู่ในวังหลวงเสียแล้ว ว่าไปข้าก็คิดถึงพี่เพ่ยเพ่ยอยู่เหมือนกัน หากเราอยู่ที่นี่ตลอดไปก็ดีนะเจ้าคะ ข้าจะได้เจอนางทุกวัน”จื่อลู่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วเปรยขึ้นมาด้วยความเสียดาย“คิดว่าโชคดีหรือเจ้าคิดผิดแล้ว เพ่ยเพ่ยหนีวังหลวงเพราะไม่อยากอยู่ในกฎระเบียบของวัง สุดท้ายเป็นเช่นไรละ เกลียดสิ่งไหนย่อมได้ส่งนั้น”เลี่ยงเฟิ่งยกแขนเสื้อปิดปากหัวเราะร่วนขบขั











