LOGINเหยื่อของฆาตกรต่อเนื่องรายแรกของลูกชาย ก็คือมารดาใจร้ายอย่างเธอ!!!
View Moreหลินอวี้อิ๋งลืมตาตื่นมาในช่วงสายของวันเพราะได้ยินเสียงเจี๊ยวจ๊าวที่ปลุกให้เธอตื่น เธอเปิดปากหาวหวอดฝ่ามือยีผมเผ้าตัวเองจนกระเซอะกระเซิงแล้วผุดลุกขึ้นมานั่งอารามหัวเสียทั้งที่ยังงัวเงียอยู่
“ไอ้เด็กสวะสองคนนั้น ทำไมถึงชอบปลุกฉันแต่เช้านะ ให้ตายเถอะไอ้ลูกมารหัวขน” หลินอวี้อิ๋งฮึดฮัดกระฟัดกระเฟียดก่อนจะลุกพรวดพราดก้าวลงมาจากเตียง ก้าวขายังไม่ทันพ้นห้องดีก็ได้กลิ่นฉุนๆ ลอยขึ้นมาเตะปลายจมูก นิ้วเรียวสวยยกมาถูไถใต้จมูกรุนแรงกับกลิ่นไม่พึงประสงค์นั้น ปลายเท้าเปลี่ยนทิศทางเดินตรงไปยังเตียงไม้ขนาดประมานสี่ฟุตที่มีฟูกบางๆ ผ่านการใช้งานจนเก่าและขาดวิ่นใช้เป็นที่หลับนอนเบียดเสียดกันในทุกค่ำคืนของเด็กชายฝาแฝดวัยสี่ขวบ “ฉี่รดที่นอนอีกแล้วพวกแกตายแน่!” หลินอวี้อิ๋งกัด กรามกรอด ยามนี้ใบหน้าเหี้ยมเกรียมน่ากลัว เธอขนฟูกและผ้าห่มออกมานอกบ้านและก็โยนส่งๆ มันกองไว้หน้าประตูบ้าน “ใครใช้ให้พวกแกฉี่รดที่นอนหา ฉันเคยบอกพวกแกหลายครั้งแล้วใช่ไหม อยากโดนตีอีกใช่ไหม!” เด็กน้อยสองคนที่วิ่งเล่นกันอยู่ต่างลนลานพอเห็นมารดาวิ่งปรี่ตรงเข้ามา แฝดพี่ที่ชื่อว่าเสิ่นตงหยางก็รีบคว้าแขนแฝดน้องที่ชื่อเสิ่นตง หมิงวิ่งหนีทันที ทว่าหลินอวี้อิ๋งเร็วกว่ามากเธอปรี่เข้ามากระชากแขนเด็กทั้งสองจนตัวลอยขาแทบไม่ติดพื้นแล้วลากมาโยนลงไปบนฟูกและกองผ้าห่ม “ใครเป็นคนทำ? บอกฉันมา” เด็กน้อยทั้งสองคนก้มหน้างุดไม่กล้าสบตา หลินอวี้อิ๋งทำจมูกฟุดฟิดดมกลิ่น ที่แท้ก็เป็นแฝดน้อง เพราะกางเกงที่เขาสวมใส่มีกลิ่นปัสสาวะติดอยู่แถมยังเปียกชื้น เสื้อผ้าของเด็กๆ มีไม่กี่ชุดและมักจะใส่ซ้ำๆ กัน จะเปลี่ยนได้ก็ต่อเมื่อคนเป็นแม่เอามาให้เปลี่ยนเท่านั้น เพราะหล่อนเป็นคนเกียจคร้าน การซักเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มของลูกๆ จึงไม่ได้ทำบ่อยๆ บางครั้งก็หาข้ออ้างปล่อยให้สามีหรือก็คือพ่อของเด็กๆเป็นคนทำหรือไม่ก็ใช้แรงงานเด็กๆ แทน เธอไม่ค่อยใส่ใจและมักจะปล่อยปละละเลยเรื่องสุขอนามัยของลูกๆ อาศัยเลี้ยงแบบพอไปทีเท่านั้น ดังนั้นเธอจึงหาตัวคนทำได้ไม่ยากเย็นนัก หลินอวี้อิ๋งมองพวกเขาเป็นภาระ เพราะเธอเองก็ไม่อยากให้พวกเขาเกิดมาอยู่แล้ว แค่อาศัยท้องเธอมาเกิดก็บุญโข ถ้าเสิ่นจงเล่อผู้เป็นสามีไม่ขอให้เก็บพวกมันเอาไว้ เธอก็คงจะกำจัดก้อนเลือดเนื้อเชื้อไขออกไปซะ แล้วดูสิพอพวกมันเกิดมา ก็สร้างแต่ความรำคาญใจให้เธอไม่เว้นว่าง ความสาวความสวยของเธอโรยราไปเพราะให้กำเนิดเด็กพวกนี้ “มานี่ฉันจะตีแก” หลินอวี้อิ๋งกระชากแขนให้เสิ่นตง หมิงยืนขึ้น “กอดอกเดี๋ยวนี้” เธอออกคำสั่งเสียงดังลั่นจนเด็กน้อยตกใจสะดุ้งสุดตัว ไหล่เล็กๆ เริ่มสั่น เสิ่นตงหมิงเงยหน้ามองมารดาดวงตาสั่นไหวระริกด้วยความกลัว เขาไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมมารดาถึงจงเกลียดจงชังพวกเขานัก เมื่อฝ่ามือเงื้อง้าขึ้นมาหมายจะตีที่ก้น “แม่อย่าตีน้อง เพาะแม่ตีอาหมิง น้องเยยฉี่ยดที่นอนยังไงล่ะ” เด็กน้อยร้องทักท้วงห้ามเพื่อปกป้องน้องชาย เขายังพูดไม่ชัดถ้อยชัดคำนักทั้งที่ควรจะพูดได้ชัดแล้ว เพราะมารดาไม่ค่อยพูดคุยกับพวกเขาเพื่อพัฒนาการพูด ส่วนใหญ่มักจะดุด่าด้วยวาจาหยาบคายเสียมากกว่า ส่วนคนเป็นพ่อก็ไม่มีเวลาเพราะต้องทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัว การเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนจึงตกเป็นหน้าที่ของมารดาไปโดยปริยาย “ฮือ ฮือ ฮือ” เสิ่นตงหมิงเริ่มร้องไห้งอแงขึ้นมา เพราะโดนแม่ตีเขาเลยนอนผวาตอนกลางคืนและก็ปัสสาวะออกมา ซึ่งเด็กเพียงเท่านี้ย่อมควบคุมร่างกายตัวเองไม่ได้อยู่แล้ว ทว่าคนเป็นแม่กลับไม่เข้าใจและชอบทารุณกรรมพวกเขาอยู่เป็นนิตย์ “แกว่าอย่างไรนะ ตงหยาง แกว่าเป็นเพราะความผิดฉันอย่างนั้นเหรอ” แฝดพี่สบตามารดาด้วยแววตาแข็งกร้าว หลินอวี้อิ๋งรู้สึกเกลียดชังสายตาคู่นั้นนัก “ได้ อย่างนั้นฉันจะตีแกแทน ชอบแส่หาเรื่องนักใช่ไหมมานี่เลย” หลินอวี้อิ๋งกระชากเด็กน้อยขึ้นมาตีไปหลายที เสิ่นตงหยางข่มความเจ็บเอาไว้เขาเม้มปากแน่นไม่ร้องไห้ออกมาเลยสักแอะ คนที่ร้องไห้สะอึกสะอื้นกลับเป็นเสิ่นตง หมิงเด็กน้อยผู้อ่อนโยนและอ่อนแอ เขามักจะป่วยไข้อยู่บ่อยๆ เด็กน้อยมองพี่ชายที่กำลังถูกแม่ทำโทษด้วยความรู้สึกผิดที่ตนเองมักเป็นต้นเหตุให้พี่ชายต้องเจ็บตัวเพราะปกป้องเขาเหมือนทุกครั้ง เสิ่นตงหยางส่ายหน้าเบาๆ คล้ายราวจะบอกว่าเขาไม่เป็นอะไร และที่แปลกอีกอย่างคือแฝดน้องไม่ยอมเอ่ยปากพูดกับใครทั้งนั้น เขาแค่เพียงร้องไห้ พยักหน้าและส่ายหน้าบอกความต้องการ ซึ่งทุกคนในบ้านต้องเดาใจเขาให้ออกว่าเขาต้องการอะไรกันแน่ คนที่เข้าใจดีที่สุดก็คงไม่พ้นพี่ชายฝาแฝดของเขานั่นเอง ยามเป็นเด็กทารกเขาก็ส่งเสียงร้องและพูดอ้อแอ้ได้ตามปกติแต่พอถึงวัยที่ต้องหัดพูดและเปล่งเสียงเป็นคำๆ เขากลับไม่ยอมพูดออกมา คนในบ้านจึงคิดว่าอาจจะเป็นเพราะเรื่องพัฒนาการด้านการพูดที่ช้ากว่าปกติ แต่ผ่านมาหลายปีบิดาก็ยังไม่มีเงินมากพอที่จะพาเขาไปหาหมอเพื่อทำการตรวจรักษา แต่อย่างน้อยๆ ก็ยังนับว่าเป็นความโชคดีอย่างหนึ่งที่เด็กน้อยไม่ได้เป็นใบ้ เมื่อหลินอวี้อิ๋งระบายโทสะกับเด็กตัวเล็กๆ จนหนำใจพอให้คลายความหงุดหงิดไปบ้างแล้ว เธอพ่นลมหายใจออกมารุนแรง “อย่างนั้นพวกแกซักทำความสะอาดซะ ถ้าไม่เสร็จก็ไม่ต้องกินข้าว เข้าใจไหม พวกแกนี่มันโง่ซื่อบื้อเหมือนพ่อแกไม่มีผิด ฉันไม่น่าให้พวกแกเกิดมาเลย โดยเฉพาะแกตงหมิง ไอ้ตัวประหลาด” หลินอวี้อิ๋งกอดอกเบ้ปากยักไหล่อย่างไม่ยี่หระบ่นระบายความในใจออกมาจนหมดสิ้น ‘เด็กสองคนนี้คือความผิดพลาดอย่างมหันต์ในชีวิตของเธอ’“ปู๊น ปู๊น ฉึก ฉัก ปู๊น ปู๊น”เสียงหวูดรถไฟดังขึ้น และเคลื่อนตัวออกไปช้าๆ เสิ่นจงเล่อพาลูกชายมานั่งรถไฟตามที่เคยสัญญาเอาไว้ เด็กๆ เกาะขอบหน้าต่างมองดูทิวทัศน์นอกหน้าต่างอย่างตื่นตาตื่นใจ“แม่คับเยาจะไปไหนกันเหยอ” เสิ่นตงหมิงเอ่ยถามแม่ขึ้นมา“พ่อกับแม่ก็จะพาลูกๆ ไปเที่ยวยังไงล่ะจ๊ะ”“เย้! หยางหยางหยักเที่ยวมากเลยคับ แม่กับพ่อใจดี พาหยางหยางกับหมิงหมิงมาเที่ยวโด้ย” เด็กน้อยหันมายิ้มแป้นแล้นให้พ่อกับแม่“ใช่แล้ว อะกินนี่รองท้องกันก่อนนะ” หลินอวี้อิ๋งยื่นซาลาเปาไส้เนื้อให้ลูกๆ และสามีช่วงใบไม้ผลิเหมาะกับการท่องเที่ยวเพราะอากาศกำลังดี ไม่หนาวมากเกินไป และก็ไม่ร้อนจนเที่ยวไม่สนุก ที่สำคัญโอกาสเจอฝนและพายุก็น้อยกว่าด้วยใบไม้ผลิในช่วงเดือนมีนาคมช่วงนี้จะมีดอกไม้อย่างอิงฮวา(ซากุระ)ออกดอก อากาศเย็นกำลังดีพอให้ได้ใส่เสื้อกันหนาวสีสันสดใสหลินอวี้อิ๋งพาครอบครัวเที่ยวหลายที่เริ่มจากพระราชวังต้องห้ามหรือที่รู้จักกันในชื่อกู้กง เป็นสถานที่ที่ต้องไปให้ได้ ซึ่งเป็นสถานที่ที่แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองในอดีต ประวัติศาสตร์อันยาวนานได้ทิ้งสถาปัตยกรรมล้ำค่าและโบราณวัตถุทางวัฒนธรรมไว้เป็นจำนวนมาก
“เรื่องการทุจริตของสามีคุณน่ะ จริงๆ แล้ว ผมเป็นคนทำหลักฐานเท็จขึ้นมาหลอกคุณต่างหาก” เขากดยิ้มลึกมุมปากอย่างผู้กำชัย“คะ? คะคุณหมายความว่ายังไง” ละล่ำละลักถามอึกๆ อักๆ เหมือนน้ำท่วมปาก แววตาเธอมีความสับสน อย่าบอกนะว่าเธอโดนเขาหลอก เธอโดนหลอกให้นอกใจสามีอย่างนั้นเหรอ เขาใช้สามีเธอเป็นเครื่องมือ?“ใครจะไปคิดว่ามันจะง่ายขนาดนี้ หากจะมีใครผิดจริงๆ ก็โทษความใจง่ายของคุณเองนะซินหยาน และที่อาเฉินต้องเข้าเวรบ่อยๆ ไม่มีเวลาอยู่กับคุณ ก็เพราะผมเองนั่นแหละ เราจะได้มีเวลาอยู่ด้วยกันบ่อยๆ อย่างไรล่ะ” แถมเขายังใช้อำนาจกลั่นแกล้งสามีของเธออีก ไม่ใช่สิตอนนี้เสิ่นจงเฉินเป็นสามีเก่าของเธอไปแล้ว เธอเลือกทางผิด มันผิดพลาดไปเสียทุกอย่างเลย...“คุณก็รู้ว่าผมรักคุณตั้งแต่แรกเห็นตอนที่อาเฉินพาคุณมาแนะนำให้รู้จักน่ะ ผมยังจำได้ไม่ลืม ผมคิดว่าต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้คุณมาครอบครอง ประจวบเหมาะกับตอนนั้นผมก็เลิกภรรยาพอดี พอมารู้ว่าคุณเลือกที่จะแต่งงานกับเขาผมก็เสียใจเหมือนกันนะ แต่ไม่เป็นไรหรอกอย่างน้อยผมก็เป็นผู้ชายคนแรกของคุณ หึหึ” พูดจบเขาก็อุ้มเซียวซินหยานขึ้นมาในท่าเจ้าสาวและตรงเข้าไปในห้องนอน หลังจากนั้นก
เสิ่นจงเฉินและเซียวซินหยานตัดสินใจเซ็นใบหย่า ถือว่าเขายังเมตตาเธอที่ไม่ฟ้องหย่าเรียกค่าเสียหายเรื่องเธอมีชู้ ส่วนการเลี้ยงดูลูกเซียวซินหยานผลักให้เขาเป็นคนรับผิดชอบแค่เพียงฝ่ายเดียว แต่เขาเองก็ไม่ได้กีดกันเรื่องที่เธอจะมาเจอลูกเพราะสิทธิ์ของความเป็นพ่อและแม่ก็ยังคงอยู่ข่าวคราวการหย่าสกุลเสิ่นก็ยิ่งทำให้ทุกคนตกใจเป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่ทราบเหตุผลของทั้งคู่เพราะตกลงกันเอาไว้ว่าจะเก็บไว้เป็นความลับ “เป่าเปา ลูกอยู่กับพ่อต้องเป็นเด็กดีนะ” เซียวซิน หยานย่อตัวนั่งลงเอ่ยลากับลูกชาย คราแรกเธอจะเลี้ยงเสิ่นตงเป่าเอง แต่ติดเงื่อนไขบางประการ ทำให้เธอไม่อาจทำตามที่คิดไว้คราแรกได้เสิ่นตงเป่าก้มหน้างุดมองพื้น เขากำหมัดทั้งสองข้างแน่น และพอจะรู้เหตุผลที่เรื่องมันเป็นเช่นนี้ แบบนี้มันอาจจะดีกับทุกฝ่ายก็ได้“ไว้แม่จะหาเวลามาเยี่ยมนะ” เซียวซินหยานเอ่ยลาลูก พยายามข่มกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา“ถ้าแม่ไปแล้ว ก็ไม่ต้องกลับมาหาผมอีก!” เสิ่นตงเป่าโพล่งคำเสียงดังลั่นอย่างไม่ไยดี แล้วก็หันหลังวิ่งกลับเข้าไปในห้องนอน“เป่าเปา เป่าเปา” เธอเรียกลูกไล่หลังและถอนหายใจออกมา หันกลับมามองหน้าอดีตสามีที่ยืนอยู่ในระ
“ตอนนี้ฉันห่วงลูกที่สุดเลยค่ะ ครอบครัวต้องแตกสลายก็เพราะฉัน จะทำอย่างไรดีคะ ลูกคงมองว่าฉันเป็นคนไม่ดีไปแล้ว” เซียวซินหยานลนลานถามเหมือนคนเสียสติ“คุณต้องเปิดใจคุยกับเขาค่ะ มันก็เหมือนแผลในใจของเขา ตรงนี้ฉันจะช่วยคุณอีกแรงค่ะ”“ขอบคุณคุณหมอมากนะคะ”สองพี่น้องคุยกันบริเวณใต้อาคารที่เป็นจุดพักผ่อน ลมพัดผ่านเย็นสบาย ทั้งคู่นั่งที่ม้านั่งหินอ่อนในช่วงพักเที่ยง“พี่สบายดีไหม” เสิ่นจงเล่อเอ่ยถามพี่ชาย วันนี้เขามาหาพี่ชายถึงที่ทำงาน เพราะช่วงนี้เสิ่นจงเฉินไม่ค่อยจะได้กลับบ้านเห็นว่าเขาเข้าเวรเลยต้องมาหาถึงที่นี่ หลินอวี้อิ๋งบอกให้เขามาช่วยพูดเรื่องการบำบัดกับจิตแพทย์ของเสิ่นตงเป่าตามที่เซียวซินหยานได้ขอเอาไว้“นายมีอะไร มาหาฉันถึงนี่” เสิ่นจงเฉินเอ่ยตอบด้วยคำถามของเขาแทน“ก็ช่วงนี้พี่ไม่ค่อยกลับบ้านเลย เลยต้องมาหาถึงนี่อย่างไรล่ะ” เสิ่นจงเล่อสัพยอกหยอกเย้า“ช่วงนี้งานฉันค่อนข้างยุ่งน่ะ”“อืม แต่พี่ก็น่าจะมีเวลาให้ครอบครัวบ้างนะ ได้ข่าวว่าเป่าเปาไปหาจิตแพทย์เด็กมา” เขาเริ่มเปิดประเด็นหัวข้อสนทนาในวันนี้“ลูกฉันไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย ทำไมต้องไปหาหมอ ซินหยานน่าจะบ้าไปแล้ว” เมื่อพูดถึงเรื











