เข้าสู่ระบบทะลุมิติก็เหลือจะเชื่อแล้ว นางยังกุมชะตากรรมครอบครัวนี้ไว้อีก จุดจบเลวร้ายที่ควรอยู่ในนิยาย แต่มันไม่ใช่นิยายนี่สิมันคือความจริงที่นางต้องเปลี่ยนแปลง เสิ่นชิงเซียนเป็นแพทย์ทหารผู้มากความสามารถ นางตายลงง่ายดายทะลุมิติมาอยู่ในร่างของสตรีอ่อนแอคนหนึ่งที่เลี้ยงสามีป่วยและลูกติดเขาอีกสองคน เหมือนโชคชะตาเล่นตลก นางมักเห็นภาพอนาคตครอบครัวนี้และได้รับหน้าที่เปลี่ยนแปลงชะตากรรมของพวกเขาท่ามกลางอุปสรรคหลากหลาย "เกิดเป็นข้ามันไม่ง่ายเลยจริง ๆ สวรรค์โปรดเห็นใจข้าบ้างสิ"
ดูเพิ่มเติม"ตายรึเปล่า"
"นอนนิ่งเช่นนี้ ข้าว่าไม่รอดแล้ว" ชายหญิงกลุ่มหนึ่งกำลังก้ม ๆ เงย ๆ มองร่างผอมโซตรงหน้า สตรีวัยแรกรุ่นนอนหมดสติอยู่กลางทาง สวมเสื้อผ้าเก่าที่ปะชุนหลายจุด ข้างตัวของนางมีตะกร้าเปล่าและเสียมขนาดเล็กที่กระจายออกจากกัน ดูจากรูปการณ์แล้วคงล้มลงแรงพอสมควร "ไม่มีเลือดออกจากส่วนใด ดีที่เป็นพื้นหญ้า" หญิงวัยกลางคนเดินสำรวจอยู่ห่าง ๆ เอ่ยขึ้น "จะมีเลือดหรือไม่มีก็ไร้ประโยชน์แล้ว คนตายไปแล้ว" ชายคนที่มาด้วยกันขมวดคิ้ววิเคราะห์ ยามนี้โรคระบาดแม้จะเริ่มจางลงไปบ้างแต่ก็ยังไม่หายไปทั้งหมด ถึงอยากช่วยก็ไม่มีใครกล้าแตะต้องตัวนาง "เอาอย่างไร จะแบกศพเข้าหมู่บ้านหรือปล่อยไว้เช่นนี้" ชายคนเดิมถามความเห็นจากคนในกลุ่ม ทุกคนต่างมองหน้ากัน บางคนส่ายหน้า บางคนถอยออกห่าง แต่สายตาทุกคนล้วนเป็นคำตอบเดียวกัน "อย่าเสี่ยงเลย ถ้าพวกเราติดโรคขึ้นมาจะตายกันหมดนี่รวมถึงครอบครัวด้วย หากนางยังไม่ตายเดี๋ยวก็กลับบ้านได้เอง" เมื่อลงความเห็นเช่นนี้พวกเขาจึงไม่สนใจนางอีก ต่างหันหลังเร่งฝีเท้าเดินจากไป ถึงอยากช่วยเหลือแต่เมื่อหารือกันแล้วจึงลงมติดังที่กล่าวมา "เสียงเอะอะที่ไหนกัน" เสิ่นชิงเซียนลืมตาขึ้นเพราะความสงสัย นางกลอกตาไปรอบตัวแต่ไม่พบผู้ใด มีเพียงทุ่งหญ้าแห้งโล่ง ๆ กับต้นไม้เหี่ยว ๆ ยืนโด่เด่อยู่เพียงหนึ่งต้น นางพยุงตัวลุกขึ้นจึงไขข้อข้องใจได้สำเร็จ "เสียงเอะอะนั่น คงมาจากคนกลุ่มนั้นสินะ" นางเห็นเพียงกลุ่มคนที่ห่างออกไปทุกที "ทำไมมาอยู่ทุ่งหญ้าล่ะ ฉันควรอยู่โรงพยาบาลสิ" เสิ่นชิงเซียนคิดย้อนกลับไป เมื่อวานฝึกทหารในค่ายประมาณห้าชั่วโมงโดยไม่พักต่อด้วยไปเรียนทำอาหารจนถึงค่ำ โรงพยาบาลก็โทรมาให้ไปอยู่เวรด่วนทั้งที่เป็นวันหยุดของเธอ หญิงสาวยกมือขึ้นทาบอก หัวใจยังคงเต้นแรง "ยังไม่ตายนี่ ว่าแต่...อยู่ที่ไหน?" นางก้มมองเสื้อผ้าที่เก่าคร่ำคร่ามีรอยปะชุนหลายแห่ง มองบรรยากาศรอบตัวที่วังเวงไร้ผู้คน เสิ่นชิงเซียน แพทย์ทหารหญิงแห่งปลายศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด ผู้หลงใหลการทำอาหารและศาสตร์การรักษาด้วยสมุนไพรเป็นชีวิตจิตใจ จนต้องลงเรียนจริงจังและชนะการประกวดได้รางวัลมากมาย นางมีชีวิตที่ดีครบทุกรสชาติอย่างที่ต้องการ แต่เรื่องไม่แน่นอนก็เกิดขึ้นเมื่อเกิดหัวใจวาย เสียชีวิตเฉียบพลันขณะเข้าเวรกลางดึก "นี่สินะ คือการทะลุมิติ" นางแค่นเสียงอย่างไร้คำอธิบายกับตนเอง สิ่งที่ไม่ควรเกิดได้เกิดขึ้นกับนาง แต่ก่อนจะได้วิเคราะห์ต่อนางก็เกิดมึนหัวหน้ามืดขึ้นมาอีกครั้ง ภาพเหตุการณ์มากมายผุดขึ้นในห้วงความคิด ความทรงจำของร่างเดิม ผสมผสานกับวิญญาณใหม่ทำให้นางสั่นสะท้านอยู่ครู่หนึ่ง "ทะลุมิติมาจริงด้วย" นางถอนหายใจส่ายหน้าอย่างอับจน เสิ่นชิงเซียนคนเก่าตายจากโลกเดิม วิญญาณทะลุมิติมาอยู่ในร่างหญิงสาวบ้านนอกที่ไร้การศึกษาคนหนึ่ง ที่สำคัญนางแต่งงานมีครอบครัวแล้ว ร่างเดิมออกมาหาของป่าไปเลี้ยงคนในบ้านหลายชีวิต แต่ด้วยความที่ทำอะไรไม่เป็นจึงได้เพียงตะกร้าเปล่ากลับบ้านและที่สำคัญนางไม่ได้กินอะไรมาสามวันแล้ว เสิ่นชิงเซียนกลืนน้ำลายแห้งผาก นางพยายามลุกขึ้นยืน ทว่าขาทั้งสองกลับอ่อนแรงจนเกือบทรุดลงไปอีกครั้ง "อดอาหารสามวัน แล้วยังออกมาหาของป่าอีก" นางหัวเราะในลำคอไม่รู้ว่าควรชมว่าร่างเดิมอดทนเก่งหรือควรตำหนิว่าโง่เขลาดี ในฐานะแพทย์ทหาร นางรู้ดีว่า ร่างกายเช่นนี้อยู่ในสภาวะอันตรายเพียงใด ทั้งน้ำตาลต่ำ กล้ามเนื้อสลาย หัวใจทำงานเกินกำลัง ไม่แปลกที่นางจะล้มหมดสติลงกลางทุ่ง เสิ่นชิงเซียนก้มมองตะกร้าเปล่าที่ตกอยู่ไม่ไกล เสียมเล็ก ๆ ด้ามเก่าที่มีรอยแตกตรงปลายด้ามจับ นางเดินไปเก็บมันขึ้นมา มือที่ผอมแห้งสั่นเล็กน้อย "อย่างน้อยก็ยังไม่ตายซ้ำอีกรอบ" นางพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะสูดหายใจลึก บังคับให้สมองกลับมาทำงาน "ยังไงก็ต้องใช้ชีวิตต่อ" หากยังแบกสังขารผอมแห้งเดินต่อไปคาดว่านางคงเป็นลมแน่ ๆ นางมองซ้ายมองขวาอยู่ไม่นานก็ลุกขึ้นเดินโซซัดโซเซเข้าไปในป่าอีกครั้ง "ให้ตายสิ หากมีลมพัดมาร่างนี้คงไม่พ้นล้มหัวคะมำ" นึกแล้วก็หงุดหงิด ความคล่องตัวในอดีตบัดนี้ใช้ไม่ได้แล้ว นางเคยวิ่ง เคยกระโดด ยามนี้ทำได้เพียงเดินประคองร่างเหมือนโครงกระดูกเดินได้ไม่ให้เซล้มลงเท่านั้น สอดส่ายสายตาไปด้านบนด้านล่างก็พอจะมีของกินได้ เสิ่นชิงเซียนมองเห็นต้นมันเทศนางรีบดึงเสียมจากตะกร้าลงมือขุดด้วยมืออันสั่นเทา "เรี่ยวแรงนี้ช่างเป็นอุปสรรคจริง ๆ เลย" นางเริ่มบ่นที่ร่างการนี้แรงน้อยชักช้าไม่ทันใจ นางขุดหัวมันเทศขนาดใหญ่ได้สามหัวและยิ่งขุดก็ยิ่งเจอมากขึ้นเรื่อย ๆ "เยี่ยมเลย เอาหมดนี่แหละ" หญิงสาวเก็บหัวมันเทศใส่ตะกร้าจนเกือบเต็มจากนั้นตัดใบไม้มาปิดเอาไว้มิดชิดและแยกออกมาสามหัว ก่อนอื่นนางต้องกินอะไรลงท้องเสียก่อนจึงจะมีแรงแบกตะกร้า เสิ่นชิงเซียนจัดการก่อไฟด้วยทักษะที่ติดตัวมา ไม่นานก็เกิดเพลิงขึ้น นางโยนมันเทศเข้าไปในกองไฟรอจนสุกจึงจัดการกินจนหมดเกลี้ยง "อา...ค่อยยังชั่วหน่อย ข้ามองเห็นสวรรค์อยู่รำไรแล้ว" เมื่อหนังท้องตึงหนังตาก็หย่อนตาม จู่ ๆ นางหลับตาลงและผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว นานกี่ชั่วยามก็จำไม่ได้แล้วตื่นมาอีกครั้งก็เป็นช่วงโพล้เพล้ เสิ่นชิงเซียนดีดตัวลุกขึ้นนางตั้งสติแล้วดับกองไฟจนสนิท จากนั้นจึงแบกตะกร้าออกเดินทาง "ได้กินอิ่มนอนพักกลับสดชื่นมีแรงขึ้นเยอะเลย" นางสูดลมหายใจลึกรับอากาศบริสุทธิ์ที่หาได้ยากยิ่งในโลกก่อน "ช่างดีจริง ๆ การทะลุมิติก็ไม่ได้แย่เสมอไปหรอก" ข้างหน้ามีแม่น้ำ นางเดินไปล้างหน้าล้างตาและดื่มน้ำจนอิ่มแล้วออกเดินทางกลับบ้านต่อ จากความทรงจำของร่างเดิม บ้านไม่ได้อยู่ไกลจากทุ่งหญ้านี้นัก เดินอ้อมเนินเตี้ย ๆ อีกลูกก็จะเห็นหลังคาฟางเก่า ๆ สามหลังติดกัน หนึ่งในนั้นคือที่อยู่ของนาง และในบ้านหลังนั้นมีสามชีวิตรออยู่ สามชีวิตที่ร่างเดิมต้องเลี้ยงดู ทั้งที่ตัวเองยังแทบเอาชีวิตไม่รอด เสิ่นชิงเซียนกัดริมฝีปาก ความรู้สึกประหลาดเอ่อขึ้นในใจ มันไม่ใช่ความรักหรือความผูกพัน แต่เป็นความรับผิดชอบของนาง "เอาเถอะ" นางเอ่ยเสียงเบา เหมือนตัดสินใจเรื่องสำคัญ "ถ้าสวรรค์ให้ข้าทะลุมิติมาแล้ว หากต้องมาตายเพราะความหิวอีกครั้ง ก็นับว่าแย่เกินไปจริง ๆ" นางจับตะกร้ากระชับกับแผ่นหลังบาง พยายามเดินด้วยจังหวะช้าแต่มั่นคง ไม่ฝืนร่างกายเกินไป ทุกย่างก้าวล้วนอาศัยประสบการณ์ที่เคยฝึกหนักกว่านี้หลายเท่า มุ่งหน้าไปยังเป้าหมายที่อยู่ข้างหน้า เมื่อหลังคาฟางเก่า ๆ ปรากฏในสายตาภายในไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เสิ่นชิงเซียนหยุดยืนอยู่ครู่หนึ่ง หัวใจเต้นช้าลงโดยไม่รู้ตัว บ้านหลังนั้นดูเงียบเกินไป ไม่มีควันไฟ ไม่มีเสียงสิ่งมีชีวิตและไม่มีแม้แต่เงาคนสักคน นางกำเสียมแน่นขึ้น ก้าวเข้าไปช้า ๆ โดยไม่รู้ว่ามีสิ่งใดรออยู่ บ้านไม้ผุพังจนแทบไม่เหมือนบ้านคน ไม่ใช่สิ ใช้คำจำกัดความว่าเล้าหมูยังไม่ได้ด้วยซ้ำ แล้วครอบครัวนี้อยู่รอดมาได้อย่างไร ฤดูหนาวที่หนาวเหน็บทั้งพ่อทั้งลูกยังรอดมาเป็นผู้เป็นคนที่สมบูรณ์ได้หรือนับตั้งแต่นั้นฮ่องเต้ให้เผยแพร่ข่าวออกไปทั่วแคว้นว่าหยางอวิ๋นเฉิงคือพระราชนัดดาของพระองค์ ขุนนางที่เคยไม่พอใจต่างเปลี่ยนท่าที บางคนเคารพ บางคนเป็นมิตรมากขึ้น แต่หลายคนก็ยังขุ่นเคืองแต่ก็ทำให้การทำงานร่วมกันลื่นไหลขึ้น บัณฑิตที่เคยดูแคลนไม่กล้าสู้หน้าเขาและมีหลายคนเข้ามาแสดงความยินดี"ท่านเป็นถึงสายเลือดราชวงศ์ เช่นนั้นข้าคงต้องคารวะเช้าเย็น"เสิ่นชิงเซียนบอกกับเขาในยามค่ำที่เรือนพัก นางและเขายืนอยู่หน้าเรือนด้วยกันหลังจากส่งลูกเข้านอนหยางอวิ๋นเฉิงยิ้มบางเอ่ยกับนาง"ข้าก็คือสามีเจ้าคนเดิม จะฐานะใดก็ยังต้องเชื่อฟังเจ้า"เขาไม่พูดเปล่าขยับเข้ามาชิดแล้วโอบกระชับนางไว้ในอ้อมแขนเสิ่นชิ้งเซียนสะดุ้งไม่กล้าสบตาเขาตรง ๆ นี่นาง...ขาดความมั่นใจตั้งแต่เมื่อใด"อายลูก""ลูกหลับแล้ว"เขาโน้มหน้าคมกระซิบแหบพร่า เสิ่นชิงเซียนจะอ้าปากพูดทว่าปากหยักกลับประทับจูบลงบนริมฝีปากนางอย่างอ่อนโยนนางดิ้นขลุกขลักในอ้อมกอดแข็งแรง ไม่นานก็สอดมือบางกอดตอบ รับจูบอ่อนหวานอย่างเต็มใจข่าวการตั้งพระครรภ์ของกุ้ยเฟยแพร่ไปทั่ววังหลวงราวสายลมฤดูใบไม้ผลิ ตำหนักฝ่ายในที่เคยเงียบเชียบกลับมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างเห็นได้ชัดฮอง
ค่ำคืนนั้น วังหลวงเงียบผิดปกติลมหนาวต้นฤดูพัดผ่านระเบียงหิน เสียงกระดิ่งทองหน้าตำหนักดังแผ่วเบาเหมือนเตือนว่ามีบางสิ่งกำลังจะถูกเปิดเผยภายในห้องทรงงาน ฮ่องเต้ประทับอยู่เพียงลำพัง ตะเกียงน้ำมันสามดวงส่องแสงอ่อนลงบนโต๊ะยาว แผนที่หัวเมืองม้วนเก็บเรียบร้อย ไม่มีฎีกาวางเกะกะเหมือนทุกวันประตูเปิดออกอย่างเงียบ ๆ องครักษ์ชุดดำคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ศีรษะก้มต่ำ"รายงานเสร็จแล้วพะย่ะค่ะ"ฮ่องเต้ไม่ตรัสให้ลุก เพียงพยักพระพักตร์เล็กน้อย"ว่ามา"เสียงองครักษ์มั่นคง ไม่มีความลังเล"หมู่บ้านชิงหลิน อยู่ชายแดนแคว้นฉีตะวันออก ครอบครัวตระกูลหยางซึ่งเป็นตระกูลใหญ่มีชื่อเสียง บุตรชายคนเล็กพาสตรีนางหนึ่งเข้าบ้านบอกว่าเป็นภรรยา ขณะนั้นนางตั้งครรภ์แล้ว ถูกขับออกจากตระกูลไปอยู่ท้ายหมู่บ้านถือว่าทำผิดธรรมเนียม มีอาชีพทำไร่ ยากจน นางคลอดบุตรชายได้ราวสิบปีทั้งคู่ก็ติดโรคระบาดทยอยเสียชีวิตทีละคน เหลือเพียงบุตรชายที่ร่างกายอ่อนแอต่อสู้เพียงลำพัง หลายปีต่อมาจู่ ๆ ก็ได้แต่งงานมีบุตรฝาแฝดแล้วภรรยาก็ตายไป เขาจึงหยุดเรียนแล้วเลี้ยงลูกลำพัง และผู้อาวุโสให้แต่งงานใหม่ อาการป่วยก็หายไป ว่ากันว่าภรรยาเขารักษาจนหายขาดและดู
ตำแหน่งราชเลขาแม้จะยังเป็นเพียงชั่วคราวแต่ในวังหลวงไม่มีคำว่าชั่วคราวใดที่ไร้น้ำหนักวันแรกที่หยางอวิ๋นเฉิงเข้ารับหน้าที่ ท้องฟ้ายังไม่ทันสว่างดี เสียงขันทีเดินเร่งฝีเท้าผ่านระเบียงหินดังเป็นจังหวะ นำหน้าพาไปยังตำหนักฝ่ายอักษร ห้องกว้างสงบ เต็มไปด้วยกลิ่นหมึกและกระดาษเก่าใหม่ปะปนขุนนางหลายคนอยู่ที่นั่นแล้ว บางคนมองเขาด้วยความประเมิน บางคนมองด้วยความไม่พอใจ บางคนไม่ปิดบังสายตาดูแคลน"อาจารย์จากชนบท"เสียงกระซิบเบาบางแต่จงใจให้ได้ยิน เขาไม่ตอบโต้หรือหันไปมอง เพียงคำนับตามพิธีแล้วนั่งลงในตำแหน่งที่จัดไว้งานแรกคือเรียบเรียงฎีกาที่คั่งค้างจากหัวเมือง เขาอ่านอย่างละเอียดไม่แก้ทันทีเพียงจดสั้น ๆ ข้างกระดาษเมื่อถึงคราวเสนอความเห็นต่อฮ่องเต้ขุนนางอาวุโสผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นก่อน"เรื่องภาษีปีนี้ ควรยึดแนวเดิม ไม่ควรเปลี่ยน"หยางอวิ๋นเฉิงจึงกล่าวอย่างสุภาพ"แนวเดิมเหมาะกับปีปกติพ่ะย่ะค่ะ แต่ปีนี้น้ำหลาก ชาวบ้านเสียผลผลิต หากยึดอัตราเดิมหัวเมืองจะนิ่ง แต่ราษฎรจะล่ม"ห้องเงียบลงชั่วขณะฮ่องเต้ทอดพระเนตรเขาก่อนตรัสถามความคิดเห็น "แล้วเจ้าคิดเช่นไร""ลดภาษีเพียงบางส่วน และให้เลื่อนกำหนด ไม่ใช่ยกเลิก"
เช้ามืดในอีกสามวันถัดมา ทั่วเมืองหลวงคล้ายเพิ่งเริ่มตื่นขึ้น หมอกบางลอยปกคลุมถนนหิน เสียงล้อเกวียนและฝีเท้าบัณฑิตดังแผ่ว ๆ ราวกับทุกคนต่างไม่กล้าส่งเสียงรบกวนสมาธิของตนเองที่หน้าสนามสอบ ประตูใหญ่เปิดอ้า ทหารยืนเรียงราย ตรวจตราผู้เข้าสอบอย่างเข้มงวดไม่มีข้อยกเว้นไม่ว่าผู้นั้นจะมาจากตระกูลใดหยางอวิ๋นเฉิงยืนอยู่ในแถวบัณฑิต สีหน้าเรียบนิ่ง ชุดบัณฑิตสีเข้มสะอาดเรียบร้อย ไม่มีเครื่องประดับเกินจำเป็น นอกจากป้ายโลหะที่ผูกไว้ในแขนเสื้อด้านใน มองไม่เห็นจากภายนอก เขาสัมผัสมันเบา ๆ เพื่อเตือนตนเองว่าเขามาที่นี่เพื่ออะไรเสียงเรียกชื่อดังขึ้นทีละคน บัณฑิตบางคนหน้าซีดลง บางคนกำหมัดแน่น บางคนพยายามวางท่าสงบ แต่ดวงตากลับสั่นไหวเมื่อถึงชื่อของเขา เจ้าหน้าที่เงยหน้าขึ้นมองนานกว่าคนอื่นเล็กน้อย ก่อนจดชื่อและปล่อยให้เข้าไปเพียงก้าวข้ามประตูสนามสอบก็เหมือนเส้นทางชีวิตจะไม่เหมือนเดิมภายในสนามสอบ แถวห้องสอบเรียงรายราวกับช่องคุกเล็ก ๆ แต่ละห้องมีเพียงโต๊ะ เก้าอี้ และกระดาษสอบ ไม่มีใครพูด ไม่มีใครสบตากัน ทุกคนต่างสนใจแค่ตัวเองเสียงระฆังดังขึ้นเป็นสัญญาณว่าการสอบเริ่มต้นแล้วโจทย์แจกลงมา ตัวอักษรเรียบง่า











